ออกวิ่งเพื่อเคลียร์หลาย ๆ อย่างในหัว
เข้ามาสู่โลกที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากลู่วิ่งตรงหน้า ฟังเสียงลมหายใจ ปล่อยวางทุกอย่างไว้ชั่วขณะ
ไม่รู้จริง ๆ ว่าตอนนี้กำลังวิ่งหนี หรือวิ่งตามอะไรอยู่
รู้แค่ต้องก้าวไปข้างหน้า แม้หนทางจะว่างเปล่าไร้จุดหมาย
ใครบางคนเคยบอกว่า ถ้าเราแข็งแกร่งขึ้น โลกก็จะน่ากลัวน้อยลง
ฉันหัวเราะ ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อขมปร่าริมรอบขอบตา
ทำไมฉันไม่เคยเชื่อเลยนะ
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ไม่อยากเป็นเพื่อนกับแฟนเก่า
ก็มีแต่เธอที่ทำได้
มีแต่เธอที่ใจไม่ไหวหวั่น
ก็เธอไม่ใช่เหรอที่ทิ้งกัน
แล้วยัดเยียดคำนั้นให้ฉันเป็น
ว่า, เพื่อนพิเศษ-เพื่อนสนิท
แล้วแต่จะประดิษฐ์ตามคิดเห็น
เรื่องเก่าก็ฝังกลบหลบเร้น
ลมปากเพียงพูดเล่นไม่จริงจัง
หมดรักก็อย่าอ้างคำว่าเพื่อน
ยกคำมาย้ำเตือนกักขัง
แสร้งอยากเก็บมิตรภาพจีรัง
แกล้งลืมทุกความหลังเพราะหมดใจ
มีแต่เธอที่อยากจะเป็นเพื่อน
มีแต่เธอที่ลืมเลือนความหวั่นไหว
หมดรักก็เลิกกันทิ้งกันไป
อย่ายัดเยียดคำใดให้ฉันเลย
วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
เปเปอร์เฌอปราง
ครั้งแรกกับการนำเสนอบทความในห้องประชุมใหญ่...
คือก่อนเดินทางมาลืมดูว่าตัวเองนำเสนอห้องไหน พอเปิดกำหนดการดู เฮ้ย
ห้องนี้เลยนี่หว่า ปกติเสนอเปเปอร์เคยลงแต่ห้องเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อบอุ่น ๆ
วันนี้คือสไลด์ที่อดหลับอดนอนทำ (ใช้เวลาเลือกรูปไปแปดสิบชั่วโมง)
ได้ฉายความน่ารักของเฌอปรางอย่างยิ่งใหญ่เต็มจอ ตายตาหลับแล้วครับ แฮร่
ขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่ให้โอกาสเปเปอร์เล็ก ๆ จากประเด็นความสนใจที่เกิดขึ้นขณะไถทวิตเตอร์ตามข่าวเฌอปรางระหว่างเดินขึ้นภูเขาไปหาข้าวกิน (ช่วง Senbatsu General Election ยังสิงอยู่ที่ประเทศจีน) แน่นอนว่ามันยังมีช่องโหว่หลายด้าน โดยเฉพาะช่องโหว่ใหญ่ที่สุดคือลักษณะของบทความที่ควรเอาทฤษฎีสังคมศาสตร์-รัฐศาสตร์ไปจับให้แม่น แต่สุดท้ายในภาควิเคราะห์ เราก็ยังใช้การวิเคราะห์ในเชิงการใช้ภาษาอยู่ดี (เพื่อนที่ไปฟังบอกว่า ถ้าจะวิเคราะห์แบบนี้ ใช้ CDA ไปจับแต่แรกดีกว่า เออว่ะ 555) และหากมีข้อผิดพลาดอื่นใดอีกก็กราบขออภัยผู้ที่ตั้งใจมาฟังการนำเสนอทุกท่านครับ
อีกสองท่านที่ต้องขอบพระคุณอย่างยิ่งคือ ผศ.ดร.จเร สิงหโกวินท์ ซึ่งอาจารย์แม่นมากเรื่องงานวิจัยเกี่ยวกับแฟนคลับ และได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์หลายข้อในการพัฒนาเปเปอร์นี้ต่อไป และอีกท่านคือ ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ นักวิชาการโอตะระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ตัวจริงเสียงจริง (คามิโอชิเฌอปรางเหมือนกันด้วย กรี๊ดมาก ๆ) ที่ช่วยเปิดโลก BNK48 ในเชิงวิชาการอย่างลึกซึ้ง และช่วยผมตอบคำถามในห้องชนิดละเอียดทุกเม็ดจนผมไม่ต้องพูดอะไรต่อเลย 555 หวังว่าจะได้ฟังเปเปอร์ BNK48 ของอาจารย์ต่อไปอีกเรื่อย ๆ นะครับ
ขอบคุณศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่ให้โอกาสเปเปอร์เล็ก ๆ จากประเด็นความสนใจที่เกิดขึ้นขณะไถทวิตเตอร์ตามข่าวเฌอปรางระหว่างเดินขึ้นภูเขาไปหาข้าวกิน (ช่วง Senbatsu General Election ยังสิงอยู่ที่ประเทศจีน) แน่นอนว่ามันยังมีช่องโหว่หลายด้าน โดยเฉพาะช่องโหว่ใหญ่ที่สุดคือลักษณะของบทความที่ควรเอาทฤษฎีสังคมศาสตร์-รัฐศาสตร์ไปจับให้แม่น แต่สุดท้ายในภาควิเคราะห์ เราก็ยังใช้การวิเคราะห์ในเชิงการใช้ภาษาอยู่ดี (เพื่อนที่ไปฟังบอกว่า ถ้าจะวิเคราะห์แบบนี้ ใช้ CDA ไปจับแต่แรกดีกว่า เออว่ะ 555) และหากมีข้อผิดพลาดอื่นใดอีกก็กราบขออภัยผู้ที่ตั้งใจมาฟังการนำเสนอทุกท่านครับ
อีกสองท่านที่ต้องขอบพระคุณอย่างยิ่งคือ ผศ.ดร.จเร สิงหโกวินท์ ซึ่งอาจารย์แม่นมากเรื่องงานวิจัยเกี่ยวกับแฟนคลับ และได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์หลายข้อในการพัฒนาเปเปอร์นี้ต่อไป และอีกท่านคือ ผศ.ดร.โดม ไกรปกรณ์ นักวิชาการโอตะระดับผู้ช่วยศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ตัวจริงเสียงจริง (คามิโอชิเฌอปรางเหมือนกันด้วย กรี๊ดมาก ๆ) ที่ช่วยเปิดโลก BNK48 ในเชิงวิชาการอย่างลึกซึ้ง และช่วยผมตอบคำถามในห้องชนิดละเอียดทุกเม็ดจนผมไม่ต้องพูดอะไรต่อเลย 555 หวังว่าจะได้ฟังเปเปอร์ BNK48 ของอาจารย์ต่อไปอีกเรื่อย ๆ นะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562
ฝูงเสือเฒ่า
กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมีเรื่องเล่า
ฝูงเสือเฒ่าออกปล้นคนหนุ่มสาว
พวกมันต่างวางแผนแสนยืดยาว
ถึงคราวก็สำเร็จสมดังฤดี
หนุ่มสาวต่างร้องกู่-กูไม่เอา
สุดท้ายลุงคนเก่ากอดเก้าอี้
โอ้อำนาจของกู-ของกูนี้
หวงเกินเหลือที่จะแบ่งใคร
คำพระว่าหิริโอตตัปปะ
คนควรอายต่อสัจจะอันเคยให้
แต่ชาติเชื้ออสรพิษหาเข้าใจ
กลับแว้งกัดคนไปตามสันดาน
มีแววตาละอายไหมในกระจก
เมื่อคราวยกมือให้โจรมาปล้นบ้าน
ผลประโยชน์วาดฝันสวรรค์วิมาน
เสร็จแผนการโจรคงหันมาเชือดคอ
เสพอำนาจหอมหวานมานานเนิ่น
หอมเกินจะส่งให้ใครต่อ
เชอญท่านกอดอำนาจไว้ให้พอ
หนุ่มสาวก็นับรอความภินท์พัง
นรชาติวางวายมลายร่าง
ความดียังคงค้างเป็นความหลัง
อวชาตตายไปใครก็ชัง
เขี่ยดินกลบหน้ายังเสียดายดิน
๖ มิ.ย. ๖๒
ฝูงเสือเฒ่าออกปล้นคนหนุ่มสาว
พวกมันต่างวางแผนแสนยืดยาว
ถึงคราวก็สำเร็จสมดังฤดี
หนุ่มสาวต่างร้องกู่-กูไม่เอา
สุดท้ายลุงคนเก่ากอดเก้าอี้
โอ้อำนาจของกู-ของกูนี้
หวงเกินเหลือที่จะแบ่งใคร
คำพระว่าหิริโอตตัปปะ
คนควรอายต่อสัจจะอันเคยให้
แต่ชาติเชื้ออสรพิษหาเข้าใจ
กลับแว้งกัดคนไปตามสันดาน
มีแววตาละอายไหมในกระจก
เมื่อคราวยกมือให้โจรมาปล้นบ้าน
ผลประโยชน์วาดฝันสวรรค์วิมาน
เสร็จแผนการโจรคงหันมาเชือดคอ
เสพอำนาจหอมหวานมานานเนิ่น
หอมเกินจะส่งให้ใครต่อ
เชอญท่านกอดอำนาจไว้ให้พอ
หนุ่มสาวก็นับรอความภินท์พัง
นรชาติวางวายมลายร่าง
ความดียังคงค้างเป็นความหลัง
อวชาตตายไปใครก็ชัง
เขี่ยดินกลบหน้ายังเสียดายดิน
๖ มิ.ย. ๖๒
วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2562
คิดถึง (๑๐)
ข่มตาช้าลงวันละนิด
เพราะต้องทนกับพิษความคิดถึง
ห้ามใจ, ใจก็ยื้อดื้อดึง
จมในห้วงคำนึงเนิ่นนาน
ข่มใจไม่ให้คิดก็ยิ่งคิด
ถึงปากนิดจมูกหน่อยรอยยิ้มหวาน
ต้องข่มตาข่มใจไปกี่กาล
จึงจะพ้นความทรมานร้าวรานใจ
จมอยู่กับพิษความคิดถึง
ที่ตอกตรึงกับความเศร้าร้าวไหว
โถเจ้าความคิดถึงโบยบินไป
หาคนที่จะไม่คิดถึงกัน
ข่มตาช้าลงวันละนิด
ดิ่งจมพิษในใจที่ไหวหวั่น
ข่มใจให้พ้นไปอีกวัน
ในค่ำคืนเงียบงันและฝันร้าย
๒ มิ.ย. ๒๕๖๒
เพราะต้องทนกับพิษความคิดถึง
ห้ามใจ, ใจก็ยื้อดื้อดึง
จมในห้วงคำนึงเนิ่นนาน
ข่มใจไม่ให้คิดก็ยิ่งคิด
ถึงปากนิดจมูกหน่อยรอยยิ้มหวาน
ต้องข่มตาข่มใจไปกี่กาล
จึงจะพ้นความทรมานร้าวรานใจ
จมอยู่กับพิษความคิดถึง
ที่ตอกตรึงกับความเศร้าร้าวไหว
โถเจ้าความคิดถึงโบยบินไป
หาคนที่จะไม่คิดถึงกัน
ข่มตาช้าลงวันละนิด
ดิ่งจมพิษในใจที่ไหวหวั่น
ข่มใจให้พ้นไปอีกวัน
ในค่ำคืนเงียบงันและฝันร้าย
๒ มิ.ย. ๒๕๖๒
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
สุขวันต์วันเกิดนะ...คุณความรัก
สุขวันต์วันเกิดนะ...คุณความรัก
ยินดีที่รู้จักความรักใหม่
ขอบคุณที่เป็นหลักพักพิงใจ
ฉันจึงผ่านเรื่องร้ายไปไม่กังวล
สุขสันต์วันเกิดนะ...เจ้าแมวเฌอ
ขอให้ยิ้มอยู่เสมอไม่สับสน
ทำสิ่งใดก็สมหวังดังใจตน
เป็นความรักของทุกคนนานนานนะ!
ยินดีที่รู้จักความรักใหม่
ขอบคุณที่เป็นหลักพักพิงใจ
ฉันจึงผ่านเรื่องร้ายไปไม่กังวล
สุขสันต์วันเกิดนะ...เจ้าแมวเฌอ
ขอให้ยิ้มอยู่เสมอไม่สับสน
ทำสิ่งใดก็สมหวังดังใจตน
เป็นความรักของทุกคนนานนานนะ!
วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง
"ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง" รวมงานเขียนของนักเขียนศิลปากร 75 ชีวิต ในวาระครบรอบ 75 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร การที่งานเขียนของคนที่เขียน ๆ หยุด ๆ จนผ่านมาสิบปีแล้วยังไม่มีรวมเล่มเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ยังได้ร่วมเป็นเกียรติอยู่ในเล่มนี้ หากจะใช้คำว่า 'รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง' ก็ยังนับว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับคลื่นความรู้สึกปีติยินดีที่เอ่อล้นท่วมท้นใจเหลือคณานับ
นึกย้อนกลับไป ตอนอยู่ปีหนึ่งเราเคยซื้อ 'พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว' หนังสือรวมงานเขียนของนักเขียนศิลปากรในวาระครบรอบ 50 ปีจากร้านหนังสือเก่ามาอ่าน พออ่านจบเรารู้สึกว่า คำว่า 'นักเขียน' กับคำว่า 'ศิลปากร' เมื่ออยู่รวมกันแล้วรู้สึกว่ามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด หากเปรียบเป็นหญิงสาวก็คือมีความงามลึกลับน่าค้นหา แต่ตอนนั้นยังไม่แม้แต่จะคิดว่าตัวเองจะเขียนหนังสือได้ และยิ่งไม่กล้าคิดฝันว่า ในก้าวที่ยิ่งใหญ่ในปีที่ 75 จะมีเราร่วมอยู่ในหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์นี้ได้
"การตามหาหนังสือนิยายที่หล่นหายไปในเทศกาลรางวัลซีไรต์" เรื่องสั้นรางวัลรองชนะเลิศนายอินทร์อะวอร์ด หนึ่งในเรื่องสั้นที่เรารักมากเป็นพิเศษคือเรื่องที่ได้รับเกียรติให้รวมอยู่ในเล่ม ยินดีและซาบซึ้งใจมากที่ครูหนู อ.สกุล บุณยทัต ได้ให้เกียรติเรื่องสั้นเรื่องนี้หลายวาระเหลือเกิน จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนมีลูกศิษย์ของครูนำไปทำละครเวทีอักษรฯ ซึ่งทำออกมาได้ยอดเยี่ยมกว่าที่ผู้เขียนคิดเอาไว้ และในวันนี้ก็กลายเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเล่มนี้ในฐานะศิษย์เก่าศิลปากร ต้องกราบขอบพระคุณครูที่มอบเกียรตินี้ให้ แม้ว่าเราจะไม่เคยเรียนกับครูโดยตรง แต่ในด้านการเขียน เราอ่านผลงานของครูและนับถือครูเป็นหนึ่งในครูทางการเขียนเสมอ
"ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง" หนังสือที่ทำให้เราได้ใช้คำว่า 'นักเขียน' กับคำว่า 'ศิลปากร' คู่กันซึ่งยิ่งใหญ่เกินกว่าความฝันที่เคยคิดฝันเอาไว้ เป็นความรู้สึกที่ไม่มีถ้อยคำใดมาพรรณนาความอิ่มเต็มในใจครั้งนี้ได้เลย
นึกย้อนกลับไป ตอนอยู่ปีหนึ่งเราเคยซื้อ 'พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว' หนังสือรวมงานเขียนของนักเขียนศิลปากรในวาระครบรอบ 50 ปีจากร้านหนังสือเก่ามาอ่าน พออ่านจบเรารู้สึกว่า คำว่า 'นักเขียน' กับคำว่า 'ศิลปากร' เมื่ออยู่รวมกันแล้วรู้สึกว่ามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด หากเปรียบเป็นหญิงสาวก็คือมีความงามลึกลับน่าค้นหา แต่ตอนนั้นยังไม่แม้แต่จะคิดว่าตัวเองจะเขียนหนังสือได้ และยิ่งไม่กล้าคิดฝันว่า ในก้าวที่ยิ่งใหญ่ในปีที่ 75 จะมีเราร่วมอยู่ในหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์นี้ได้
"การตามหาหนังสือนิยายที่หล่นหายไปในเทศกาลรางวัลซีไรต์" เรื่องสั้นรางวัลรองชนะเลิศนายอินทร์อะวอร์ด หนึ่งในเรื่องสั้นที่เรารักมากเป็นพิเศษคือเรื่องที่ได้รับเกียรติให้รวมอยู่ในเล่ม ยินดีและซาบซึ้งใจมากที่ครูหนู อ.สกุล บุณยทัต ได้ให้เกียรติเรื่องสั้นเรื่องนี้หลายวาระเหลือเกิน จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนมีลูกศิษย์ของครูนำไปทำละครเวทีอักษรฯ ซึ่งทำออกมาได้ยอดเยี่ยมกว่าที่ผู้เขียนคิดเอาไว้ และในวันนี้ก็กลายเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเล่มนี้ในฐานะศิษย์เก่าศิลปากร ต้องกราบขอบพระคุณครูที่มอบเกียรตินี้ให้ แม้ว่าเราจะไม่เคยเรียนกับครูโดยตรง แต่ในด้านการเขียน เราอ่านผลงานของครูและนับถือครูเป็นหนึ่งในครูทางการเขียนเสมอ
"ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง" หนังสือที่ทำให้เราได้ใช้คำว่า 'นักเขียน' กับคำว่า 'ศิลปากร' คู่กันซึ่งยิ่งใหญ่เกินกว่าความฝันที่เคยคิดฝันเอาไว้ เป็นความรู้สึกที่ไม่มีถ้อยคำใดมาพรรณนาความอิ่มเต็มในใจครั้งนี้ได้เลย
วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อลืมตา
อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อตื่นมา
อยากให้ตาสองตาสบประสาน
หยุดเวลาอย่างนั้นนิรันดร์กาล
ประโลมใจให้ข้ามผ่านวันโหดร้าย
อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อลืมตา
ชีวิตจึงมีค่ามีความหมาย
พรุ่งนี้ต้องฝ่าฟันภยันตราย
ใจก็คล้ายจะแข็งแกร่งเปี่ยมแรงผจญ
อยากให้เธอเติมเต็มใจอันไหวว่าง
ใจซึ่งร้างรานร้าวมากี่หน
ใจที่จะคิดถึงเพียงหนึ่งคน
ใจที่ยอมจำนนเพียงคนนั้น
อยากให้เธอเป็นภาพแรกของรุ่งเช้า
กลับพบความว่างเปล่าเต็มภาพฝัน
ข่มตานอนแต่หัวใจยังจำนรรจ์
ฉันยังคิดถึงเธอเสมอนะ
๑๔ ก.พ. ๖๒
อยากให้ตาสองตาสบประสาน
หยุดเวลาอย่างนั้นนิรันดร์กาล
ประโลมใจให้ข้ามผ่านวันโหดร้าย
อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อลืมตา
ชีวิตจึงมีค่ามีความหมาย
พรุ่งนี้ต้องฝ่าฟันภยันตราย
ใจก็คล้ายจะแข็งแกร่งเปี่ยมแรงผจญ
อยากให้เธอเติมเต็มใจอันไหวว่าง
ใจซึ่งร้างรานร้าวมากี่หน
ใจที่จะคิดถึงเพียงหนึ่งคน
ใจที่ยอมจำนนเพียงคนนั้น
อยากให้เธอเป็นภาพแรกของรุ่งเช้า
กลับพบความว่างเปล่าเต็มภาพฝัน
ข่มตานอนแต่หัวใจยังจำนรรจ์
ฉันยังคิดถึงเธอเสมอนะ
๑๔ ก.พ. ๖๒
วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ
ฉันไม่เคยอยากเป็นนักเขียน
ฉันแค่ชอบอ่านหนังสือ
จนวันที่ได้มาพบกับเธอ...
เธอชอบนักเขียน
และทั้งหมดที่ฉันพยายาม
ก็หวังเพียงแค่ให้เธอหันมาสนใจฉันบ้าง...
ถึงวันนี้
ความฝันนั้นจบลงที่ความว่างเปล่า
และความสนใจที่เธอมีต่อฉันก็คงเบาบางไม่ต่างจากวันแรกที่เราพบกัน
แต่สำหรับฉัน, มันไม่เคยว่างเปล่า
เพราะเรื่องราวเหล่านั้นได้หล่อหลอมตัวตนให้ฉันกลายเป็นใครคนหนึ่ง, คนที่ฉันเคยพอใจที่จะเป็นมากที่สุด
แม้ว่าวันนี้ ทุกสิ่งจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม
ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ
สุขสันต์วันเกิดนะ
ฉันแค่ชอบอ่านหนังสือ
จนวันที่ได้มาพบกับเธอ...
เธอชอบนักเขียน
และทั้งหมดที่ฉันพยายาม
ก็หวังเพียงแค่ให้เธอหันมาสนใจฉันบ้าง...
ถึงวันนี้
ความฝันนั้นจบลงที่ความว่างเปล่า
และความสนใจที่เธอมีต่อฉันก็คงเบาบางไม่ต่างจากวันแรกที่เราพบกัน
แต่สำหรับฉัน, มันไม่เคยว่างเปล่า
เพราะเรื่องราวเหล่านั้นได้หล่อหลอมตัวตนให้ฉันกลายเป็นใครคนหนึ่ง, คนที่ฉันเคยพอใจที่จะเป็นมากที่สุด
แม้ว่าวันนี้ ทุกสิ่งจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม
ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ
สุขสันต์วันเกิดนะ
วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ทฤษฎีผู้หญิงโรยราเร็ว
เห็นข่าวดาราคบกันมาสิบกว่าปีเลิกกัน ก็นึกถึงทฤษฎี "ผู้หญิงโรยราเร็ว" ที่เราเคยพูดตอนจีบ (ว่าที่) แฟนคนที่สองว่า
"ที่เราคบกันเนี่ย ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่ใช่ต้องรีบบอกนะ ตอนนี้พี่ 27 (อายุตอนที่จีบเค้า) น้อง 25 ถ้าคบไปแล้วไม่เวิร์ค แต่ยื้อไว้เพราะเสียดายเวลา เพราะคิดว่าจะปรับตัวกันได้ ผ่านไปสองปีสามปี พี่อายุ 30 ยังพอหาแฟนใหม่ได้เพราะเป็นผู้ชาย แต่น้อง 27-28 จะเริ่มหาแฟนลำบากแล้ว พวกผู้ชายน่ะ ถ้าเจอผู้หญิงคุณสมบัติพอ ๆ กัน มันเลือกวัยเอ๊าะ ๆ กว่าทั้งนั้นแหละ"
อาจฟังดูตลก แต่เราคิดว่าสิ่งสำคัญมากในชีวิตของทุกคนคือเวลาที่จะมีให้กับสิ่งต่าง ๆ เสียอย่างอื่นยังหามาชดเชยกันได้ แต่ถ้าทำให้เค้าเสียเวลาในชีวิต มันไม่มีอะไรจะมาชดเชยให้เค้าได้เลย ในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่และมีตัวเลือกมากกว่าผู้หญิง เวลาของสองฝ่ายจึงสำคัญไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่อยากมีใครสักคนที่จะคอยดูแลกันตลอดชีวิต อยากสร้างครอบครัวแสนอบอุ่น เวลาช่วง 20-35 สำคัญที่สุดแล้ว
อันที่จริงคนเราคบกันสักปีก็พอจะเดาได้แล้วว่าไปรอดไหม นิสัยหลักไม่เข้ากันจะปรับให้เค้าได้ไหม หรือจะเลิก แต่ผู้ชายส่วนมากก็ไม่อยากปรับตัวหรอกแต่ฝืนคบแก้เหงาไปอย่างนั้นจนกว่าจะหาคนใหม่ได้ ส่วนฝ่ายหญิงก็เข้าใจว่าผู้ชายยังรักและกำลังพยายามปรับตัว ก็หลงรออย่างมีความหวัง ซึ่งจะพังทลายลงไปทันทีที่ฝ่ายชายได้เจอคนใหม่ เหลือก็แต่สารพัดเหตุผลแก้เก้อของผู้ชายไว้ดูต่างหน้า เราจึงคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีเลยที่สองฝ่ายจะยื้อกันไปเพราะความเหงาหรือความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
"ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่ใช่ต้องรีบบอกนะ" ชายหนุ่มตัวอ้วนกลมย้ำคำ ขณะที่น้องคนนั้นหัวเราะ ไม่รู้ว่าทฤษฎีนี้น้องฟังแค่ขำ ๆ หรือที่จริงมีผลกับความสัมพันธ์ของเราบ้างหรือเปล่า เพราะหลังจากเลิกกับแฟนคนแรก เราก็ไม่เคยคบใครได้เกินหนึ่งปีเลย (ฮา)
"ที่เราคบกันเนี่ย ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่ใช่ต้องรีบบอกนะ ตอนนี้พี่ 27 (อายุตอนที่จีบเค้า) น้อง 25 ถ้าคบไปแล้วไม่เวิร์ค แต่ยื้อไว้เพราะเสียดายเวลา เพราะคิดว่าจะปรับตัวกันได้ ผ่านไปสองปีสามปี พี่อายุ 30 ยังพอหาแฟนใหม่ได้เพราะเป็นผู้ชาย แต่น้อง 27-28 จะเริ่มหาแฟนลำบากแล้ว พวกผู้ชายน่ะ ถ้าเจอผู้หญิงคุณสมบัติพอ ๆ กัน มันเลือกวัยเอ๊าะ ๆ กว่าทั้งนั้นแหละ"
อาจฟังดูตลก แต่เราคิดว่าสิ่งสำคัญมากในชีวิตของทุกคนคือเวลาที่จะมีให้กับสิ่งต่าง ๆ เสียอย่างอื่นยังหามาชดเชยกันได้ แต่ถ้าทำให้เค้าเสียเวลาในชีวิต มันไม่มีอะไรจะมาชดเชยให้เค้าได้เลย ในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่และมีตัวเลือกมากกว่าผู้หญิง เวลาของสองฝ่ายจึงสำคัญไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่อยากมีใครสักคนที่จะคอยดูแลกันตลอดชีวิต อยากสร้างครอบครัวแสนอบอุ่น เวลาช่วง 20-35 สำคัญที่สุดแล้ว
อันที่จริงคนเราคบกันสักปีก็พอจะเดาได้แล้วว่าไปรอดไหม นิสัยหลักไม่เข้ากันจะปรับให้เค้าได้ไหม หรือจะเลิก แต่ผู้ชายส่วนมากก็ไม่อยากปรับตัวหรอกแต่ฝืนคบแก้เหงาไปอย่างนั้นจนกว่าจะหาคนใหม่ได้ ส่วนฝ่ายหญิงก็เข้าใจว่าผู้ชายยังรักและกำลังพยายามปรับตัว ก็หลงรออย่างมีความหวัง ซึ่งจะพังทลายลงไปทันทีที่ฝ่ายชายได้เจอคนใหม่ เหลือก็แต่สารพัดเหตุผลแก้เก้อของผู้ชายไว้ดูต่างหน้า เราจึงคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีเลยที่สองฝ่ายจะยื้อกันไปเพราะความเหงาหรือความหวังลม ๆ แล้ง ๆ
"ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่ใช่ต้องรีบบอกนะ" ชายหนุ่มตัวอ้วนกลมย้ำคำ ขณะที่น้องคนนั้นหัวเราะ ไม่รู้ว่าทฤษฎีนี้น้องฟังแค่ขำ ๆ หรือที่จริงมีผลกับความสัมพันธ์ของเราบ้างหรือเปล่า เพราะหลังจากเลิกกับแฟนคนแรก เราก็ไม่เคยคบใครได้เกินหนึ่งปีเลย (ฮา)
วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ควรจะก้าวต่อไปก็ไม่ก้าว
ควรจะก้าวต่อไปก็ไม่ก้าว
รอยน้ำตาร้อนผ่าวแม้เลือนหาย
แต่ความเจ็บเจียนตายจำจนตาย
เมื่อรำลึกถึงข่าวร้ายอันร้าวราน
ยังยินเสียงร่ำไห้ห่มคลุมโลก
แว่วเพลงพญาโศกขับผสาน
ใจหยุดลงตรงนั้นนิรันดร์กาล
เหมือนน้ำตาในวันวานยังแวววาว
ดั่งเรือน้อยวเนจรรอนแรมร้าง
อยู่ท่ามกลางมหรรณพเหน็บหนาว
ในคืนเดือนดับสิ้นแสงดาว
เหมือนสิ้นหนทางก้าวต่อไป
ภาพข้างฝายังซีดจางอยู่ข้างฝา
เอื้อมมือปลดลงมาก็ไม่ไหว
สองมือปิดหน้าร่ำอาลัย
ใจเจ็บเจียนขาดใจไม่รู้ลืม
๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
รอยน้ำตาร้อนผ่าวแม้เลือนหาย
แต่ความเจ็บเจียนตายจำจนตาย
เมื่อรำลึกถึงข่าวร้ายอันร้าวราน
ยังยินเสียงร่ำไห้ห่มคลุมโลก
แว่วเพลงพญาโศกขับผสาน
ใจหยุดลงตรงนั้นนิรันดร์กาล
เหมือนน้ำตาในวันวานยังแวววาว
ดั่งเรือน้อยวเนจรรอนแรมร้าง
อยู่ท่ามกลางมหรรณพเหน็บหนาว
ในคืนเดือนดับสิ้นแสงดาว
เหมือนสิ้นหนทางก้าวต่อไป
ภาพข้างฝายังซีดจางอยู่ข้างฝา
เอื้อมมือปลดลงมาก็ไม่ไหว
สองมือปิดหน้าร่ำอาลัย
ใจเจ็บเจียนขาดใจไม่รู้ลืม
๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑
วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ศักดิ์ศรีในวิชาชีพ
สองสามวันมานี้ผมได้ฟังเรื่องขำขื่นมาจากเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองหลวงท่านหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อเพื่อนและชื่อมหาวิทยาลัย เพราะเพื่อนผมเกรงว่าจะมีผลกระทบกับเด็กในอนาคต)
เรื่องราวเริ่มต้นอย่างชื่นมื่น เมื่อลูกศิษย์ระดับปริญญาตรีคนหนึ่งของเพื่อนผมทำงานวิจัยได้ในระดับดีมาก จนได้เป็นตัวแทนนำเสนอบทความในระดับนานาชาติ และเรื่องราวก็ควรจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งตรงที่ลูกศิษย์คนนั้นจะได้ไปนำเสนอผลงาน ทางมหาวิทยาลัยก็ได้หน้าได้ตา อาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้รับเกียรติในฐานะคนที่ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคการวิจัยมาพร้อมกับนักศึกษาจนงานสำเร็จด้วยดี
แต่ก็เป็นเรื่องขึ้น เมื่อมีอาจารย์อีกคนหนึ่งกระหายอยากได้รับเกียรติของอาจารย์ที่ปรึกษากับเค้าด้วย เข้าใจว่าคน ๆ นี้คงเติบโตมาโดยไม่เคยมีใครสั่งสอนว่า ถ้าอยากได้รับเกียรติ ต้องให้เกียรติผู้อื่นก่อน มิใช่ฉกฉวยเอามาอย่างน่าละอาย
ด้วยเส้นสาย อำนาจ ความสนิทสนม หรืออะไรก็แล้วแต่ อาจารย์คนนั้นมีคำสั่งผ่านการประชุมงุบงิบของผู้บริหารว่า ขอใส่ชื่อเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเด็กด้วย
บางทีเรื่องนี้อาจจบลงง่าย ๆ และเงียบ ๆ ถ้าเพื่อนของผมเป็นคนประเภทว่า "แจ๋วครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย" ก้มโค้งคารวะ เค้าสั่งบ้าบออะไรมาก็ยอมรับหมดเพราะกลัวผู้ใหญ่จะกลั่นแกล้งไม่ให้ก้าวหน้า
แต่เผอิญเพื่อนผมรักศักดิ์ศรีในวิชาชีพมากกว่าความก้าวหน้าจากเส้นสาย
มันไม่ใช่เรื่องของการกันท่า ไม่ใช่เรื่องของการหวงเด็กไว้เป็นผลงานของตัวเองคนเดียว แต่เป็นเรื่องจริยธรรมทางวิชาการ เป็นเรื่องของการให้เกียรติคนทำงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างเราพร่ำสอนเด็กนั่นแหละ ซึ่งถ้าไม่ทำให้เป็นตัวอย่าง จะมาท่องตำราให้เด็กฟังอย่างไร เขาก็คงไม่เชื่ออีกต่อไป
แน่ล่ะ ในสายตาใครบางคน อาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงกรรมกรวิชาการ แต่อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ย เรื่องอะไรจะให้ใครบางคนที่ไม่ได้ลงทุนลงแรง ไม่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันกับเด็กมาแทรกชื่ออยู่ตรงนั้น คนที่เคยเรียนหรือทำงานอย่างพวกเรารู้ดีว่า ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาอาจเป็นเพียงบรรทัดสั้น ๆ แต่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาของความเป็นครูอยู่เป็นแรมปี
แต่ก็อย่างที่พอจะคาดเดากันได้ เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานคุณธรรมที่ตัวเอกต้องชนะและตัวร้ายรับผลกรรม แต่คือหนังชีวิตที่คนดี ๆ คนหนึ่งต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าจะมีอำนาจมืดมากลั่นแกล้งหรือไม่ในอนาคต ขณะที่คนที่พอจะช่วยเหลือได้ก็ได้แต่รับเรื่องมาแล้วหลบลี้หนีหน้า คงเพราะกลัวว่าการลุกขึ้นต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและจริยธรรมจะทำให้ความก้าวหน้าในตำแหน่งของตัวเองหยุดชะงักลง
ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ผมกับเพื่อนคนนั้นก็เห็นตรงกันว่าต้องไม่ให้เด็กเสียประโยชน์ ถึงผู้ใหญ่จะตีกันด้วยเหตุผลงี่เง่าแค่ไหน ที่สุดแล้วเด็กต้องได้นำเสนอผลงานตามความสามารถของเด็ก ส่วนใครจะมาคอยขอส่วนบุญจากงานของเด็กหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขแบบใด ก็คงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกขององค์กรนั้น ๆ ว่าจะยอมให้เกิดขึ้นหรือเปล่า
ส่วนคนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างนอกอย่างผม ก็คงได้แต่ให้กำลังใจเพื่อนคนนั้น และเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อบันทึกไว้ว่านี่คือเหตุการณ์อัปยศที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย
และสำหรับผู้บริหารทุกคนที่มีส่วนให้คำสั่งพรรค์นี้หลุดออกมาจากห้องประชุมได้ ผมคงจะไม่ทวงถามถึงคำว่าธรรมาภิบาล จริยธรรมทางวิชาการ หรือแม้แต่คำง่ายๆ อย่างจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ เพราะท่านผู้สูงส่งทั้งหลายคงมีข้อแก้ต่างในใจให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดอยู่แล้ว เป็นต้นว่า มันเป็นวัฒนธรรมองค์กร มันเป็นธรรมเนียมของสังคมไทย หรือผู้มีอำนาจสั่งมาจะให้ทำอย่างไร ฯลฯ
ผมเพียงอยากให้ท่านนึกภาพตัวเองยืนอยู่หน้าชั้นเรียน ในฐานะครูคนหนึ่ง เมื่อท่านพ่นคำสวยงามอย่างคำว่าคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ออกจากปากให้ลูกศิษย์ฟัง
ท่านรู้สึกละอายใจบ้างหรือไม่
...ไม่ต้องตอบหรอกครับ ผมไม่แน่ใจว่าอยากฟัง
เรื่องราวเริ่มต้นอย่างชื่นมื่น เมื่อลูกศิษย์ระดับปริญญาตรีคนหนึ่งของเพื่อนผมทำงานวิจัยได้ในระดับดีมาก จนได้เป็นตัวแทนนำเสนอบทความในระดับนานาชาติ และเรื่องราวก็ควรจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งตรงที่ลูกศิษย์คนนั้นจะได้ไปนำเสนอผลงาน ทางมหาวิทยาลัยก็ได้หน้าได้ตา อาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้รับเกียรติในฐานะคนที่ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคการวิจัยมาพร้อมกับนักศึกษาจนงานสำเร็จด้วยดี
แต่ก็เป็นเรื่องขึ้น เมื่อมีอาจารย์อีกคนหนึ่งกระหายอยากได้รับเกียรติของอาจารย์ที่ปรึกษากับเค้าด้วย เข้าใจว่าคน ๆ นี้คงเติบโตมาโดยไม่เคยมีใครสั่งสอนว่า ถ้าอยากได้รับเกียรติ ต้องให้เกียรติผู้อื่นก่อน มิใช่ฉกฉวยเอามาอย่างน่าละอาย
ด้วยเส้นสาย อำนาจ ความสนิทสนม หรืออะไรก็แล้วแต่ อาจารย์คนนั้นมีคำสั่งผ่านการประชุมงุบงิบของผู้บริหารว่า ขอใส่ชื่อเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเด็กด้วย
บางทีเรื่องนี้อาจจบลงง่าย ๆ และเงียบ ๆ ถ้าเพื่อนของผมเป็นคนประเภทว่า "แจ๋วครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย" ก้มโค้งคารวะ เค้าสั่งบ้าบออะไรมาก็ยอมรับหมดเพราะกลัวผู้ใหญ่จะกลั่นแกล้งไม่ให้ก้าวหน้า
แต่เผอิญเพื่อนผมรักศักดิ์ศรีในวิชาชีพมากกว่าความก้าวหน้าจากเส้นสาย
มันไม่ใช่เรื่องของการกันท่า ไม่ใช่เรื่องของการหวงเด็กไว้เป็นผลงานของตัวเองคนเดียว แต่เป็นเรื่องจริยธรรมทางวิชาการ เป็นเรื่องของการให้เกียรติคนทำงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างเราพร่ำสอนเด็กนั่นแหละ ซึ่งถ้าไม่ทำให้เป็นตัวอย่าง จะมาท่องตำราให้เด็กฟังอย่างไร เขาก็คงไม่เชื่ออีกต่อไป
แน่ล่ะ ในสายตาใครบางคน อาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงกรรมกรวิชาการ แต่อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ย เรื่องอะไรจะให้ใครบางคนที่ไม่ได้ลงทุนลงแรง ไม่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันกับเด็กมาแทรกชื่ออยู่ตรงนั้น คนที่เคยเรียนหรือทำงานอย่างพวกเรารู้ดีว่า ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาอาจเป็นเพียงบรรทัดสั้น ๆ แต่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาของความเป็นครูอยู่เป็นแรมปี
แต่ก็อย่างที่พอจะคาดเดากันได้ เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานคุณธรรมที่ตัวเอกต้องชนะและตัวร้ายรับผลกรรม แต่คือหนังชีวิตที่คนดี ๆ คนหนึ่งต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าจะมีอำนาจมืดมากลั่นแกล้งหรือไม่ในอนาคต ขณะที่คนที่พอจะช่วยเหลือได้ก็ได้แต่รับเรื่องมาแล้วหลบลี้หนีหน้า คงเพราะกลัวว่าการลุกขึ้นต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและจริยธรรมจะทำให้ความก้าวหน้าในตำแหน่งของตัวเองหยุดชะงักลง
ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ผมกับเพื่อนคนนั้นก็เห็นตรงกันว่าต้องไม่ให้เด็กเสียประโยชน์ ถึงผู้ใหญ่จะตีกันด้วยเหตุผลงี่เง่าแค่ไหน ที่สุดแล้วเด็กต้องได้นำเสนอผลงานตามความสามารถของเด็ก ส่วนใครจะมาคอยขอส่วนบุญจากงานของเด็กหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขแบบใด ก็คงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกขององค์กรนั้น ๆ ว่าจะยอมให้เกิดขึ้นหรือเปล่า
ส่วนคนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างนอกอย่างผม ก็คงได้แต่ให้กำลังใจเพื่อนคนนั้น และเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อบันทึกไว้ว่านี่คือเหตุการณ์อัปยศที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย
และสำหรับผู้บริหารทุกคนที่มีส่วนให้คำสั่งพรรค์นี้หลุดออกมาจากห้องประชุมได้ ผมคงจะไม่ทวงถามถึงคำว่าธรรมาภิบาล จริยธรรมทางวิชาการ หรือแม้แต่คำง่ายๆ อย่างจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ เพราะท่านผู้สูงส่งทั้งหลายคงมีข้อแก้ต่างในใจให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดอยู่แล้ว เป็นต้นว่า มันเป็นวัฒนธรรมองค์กร มันเป็นธรรมเนียมของสังคมไทย หรือผู้มีอำนาจสั่งมาจะให้ทำอย่างไร ฯลฯ
ผมเพียงอยากให้ท่านนึกภาพตัวเองยืนอยู่หน้าชั้นเรียน ในฐานะครูคนหนึ่ง เมื่อท่านพ่นคำสวยงามอย่างคำว่าคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ออกจากปากให้ลูกศิษย์ฟัง
ท่านรู้สึกละอายใจบ้างหรือไม่
...ไม่ต้องตอบหรอกครับ ผมไม่แน่ใจว่าอยากฟัง
วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561
ถึงคุณ... ในวันรับปริญญาของจุฬาฯ
ไม่ว่าคุณจะเห็นข้อความนี้หรือไม่...
เราอยากบอกว่า ยินดีด้วยกับทุกความสำเร็จของคุณ ทั้งในวันนี้ และในอนาคต เพราะเรารู้ว่า ไม่ว่าคุณอยากทำอะไร หากคุณตั้งใจ คุณจะไปถึงฝั่งฝันได้ด้วยความสามารถของคุณอย่างแน่นอน
ขอโทษนะที่เรารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคุณไม่ได้มากมายหลายข้อ รวมทั้งคำสัญญาง่าย ๆ อย่างจะไปช่วยถือของวันรับปริญญา เราจะไม่แก้ตัวว่ามันเป็นความจำเป็นหรืออะไร เพราะการผิดสัญญาก็คือการผิดสัญญา และเรารู้ว่าหลายสิ่งที่เราทำไม่ดีกับคุณนั้น แค่คำว่าขอโทษมันไม่พอจะชดเชยอะไรได้ แต่เราก็จะขอโทษ และไม่หวังให้คุณให้อภัยใด ๆ
เรายืนอยู่ตรงนี้ เราทำได้เพียงเอ่ยคำขอโทษที่ไม่มีค่า ส่งคำยินดีและกำลังใจซึ่งคุณอาจไม่ต้องการมันอีกแล้ว แต่มันคือความรู้สึกจากใจจริงของเรา หากความปรารถนาดีคือส่วนหนึ่งของความรัก เราคิดว่าในใจเรามีสิ่งนี้ให้คุณเสมอ เราอยากเห็นคุณเติบโตและประสบความสำเร็จกับทุกเส้นทางที่เลือกเดิน และในทุกก้าวของความสำเร็จ จะมีเราคอยเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ และยิ้มยินดีกับความสำเร็จของคุณเสมอนะ
เราอยากบอกว่า ยินดีด้วยกับทุกความสำเร็จของคุณ ทั้งในวันนี้ และในอนาคต เพราะเรารู้ว่า ไม่ว่าคุณอยากทำอะไร หากคุณตั้งใจ คุณจะไปถึงฝั่งฝันได้ด้วยความสามารถของคุณอย่างแน่นอน
ขอโทษนะที่เรารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคุณไม่ได้มากมายหลายข้อ รวมทั้งคำสัญญาง่าย ๆ อย่างจะไปช่วยถือของวันรับปริญญา เราจะไม่แก้ตัวว่ามันเป็นความจำเป็นหรืออะไร เพราะการผิดสัญญาก็คือการผิดสัญญา และเรารู้ว่าหลายสิ่งที่เราทำไม่ดีกับคุณนั้น แค่คำว่าขอโทษมันไม่พอจะชดเชยอะไรได้ แต่เราก็จะขอโทษ และไม่หวังให้คุณให้อภัยใด ๆ
เรายืนอยู่ตรงนี้ เราทำได้เพียงเอ่ยคำขอโทษที่ไม่มีค่า ส่งคำยินดีและกำลังใจซึ่งคุณอาจไม่ต้องการมันอีกแล้ว แต่มันคือความรู้สึกจากใจจริงของเรา หากความปรารถนาดีคือส่วนหนึ่งของความรัก เราคิดว่าในใจเรามีสิ่งนี้ให้คุณเสมอ เราอยากเห็นคุณเติบโตและประสบความสำเร็จกับทุกเส้นทางที่เลือกเดิน และในทุกก้าวของความสำเร็จ จะมีเราคอยเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ และยิ้มยินดีกับความสำเร็จของคุณเสมอนะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





