แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าสู่กันฟัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่าสู่กันฟัง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564

องก์ที่ 3 : องก์สุดท้ายของนาฏกรรมชีวิต

 

(1.)
หากมีคำถามว่า อะไรที่ยังผลักดันให้ผมเขียนเรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า นอกเหนือจากเรื่องเกียรติยศเงินรางวัล
คำตอบก็คือ โมเมนต์เล็ก ๆ ในช่วงประกาศผล วินาทีพลิกกระดาษเพื่อ "เปิดชื่อผู้เขียน" ก่อนจะแถลงข่าว ผมรอเวลานี้เพื่อจะทำเซอร์ไพรส์ให้กับครูผู้ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่งคือ อ.รื่นฤทัย ว่า "อ๋อ เรื่องของกอล์ฟนี่เอง" (ขอบคุณระบบปิดชื่อผู้เขียนของรางวัลพานแว่นฟ้ามา ณ ที่นี้ด้วย) ซึ่งก็จะเป็นหัวข้อเรียกเสียงหัวเราะตอนพูดคุยทักทายในงานรับรางวัลที่รัฐสภาทุกปี
นักวิจัยท่านอื่นบูชาครูด้วยงานวิจัยเรื่องใหม่ แต่ผมที่ได้รับโอกาสทำวิจัยจากครูในหัวข้อ "เรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า" กลับบูชาครูด้วย "เรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า" เรื่องใหม่ อาจจะฟังดูผิดวัตถุประสงค์ตอนที่ขอทุนวิจัยไปสักหน่อย (ฮา) แต่ก็เป็นสิ่งที่นักวิจัยก้นกุฏิผู้ขยันเขียนเรื่องสั้นมากกว่าเขียนวิจัยพอจะใช้แทนมาลัยบูชาครูทุกปีได้บ้าง

(2.)
องก์ที่ 3 เป็นคำศัพท์ที่มักจะใช้ในละครหรือภาพยนตร์ กล่าวถึงเนื้อหาในช่วงสุดท้ายหรือบทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมด หากเปรียบเรื่องสั้นในปี 62-63 (อำนาจ/พลเมืองดี) เป็นหนังไตรภาค เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คือภาคสุดท้าย บทสรุปของเรื่องราว "ละครการเมือง" ที่เรื่องเล่ามิอาจเปลี่ยนแปลงโลก ทว่าผู้แพ้ก็ยังคงต้องเขียนวรรณกรรมต่อไป แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงเฉพาะนาฏกรรมชีวิตของตัวผู้เขียนซึ่งยังคงหลงทางสายชีวิตและควานหาองก์ที่สามของตนเองไม่พบ

(3.)
องก์สุดท้ายในนาฏกรรมชีวิตของ อ.รื่นฤทัย ครูก็ยังคงทำงานเพื่อยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นตราบจนลมหายใจสุดท้าย ในงานประกาศผลรางวัลพานแว่นฟ้าปีนี้ ทุกคนในงานต่างก็เอ่ยคำอาลัย ระลึกถึงคุณงามความดีของครู ตัวผมเองก่อนการเสวนาได้กล่าวระลึกถึงครูเพียงสั้น ๆ แต่ก็ทำเอาก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า "โมเมนต์เล็ก ๆ ในช่วงประกาศผล" คงจะไม่ได้เป็นหัวข้อเรียกเสียงหัวเราะระหว่างผมกับครูอีกแล้ว แต่ก็พยายามข่มใจทำเสียงปกติ พูดเนื้อหาการเสวนาต่อไป เพราะหากครูมองมาจากสรวงสวรรค์ชั้นกวี คงอยากจะเห็นเราทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นมากกว่า แม้ว่าคงไม่ได้สักส่วนเสี้ยวเมื่อเทียบกับสิ่งที่ครูสร้างไว้แก่โลกใบนี้

(4.)
เรื่องสั้นพานแว่นฟ้าของผมทั้งสามเรื่องในช่วงปี 2562-2564 (อำนาจ/พลเมืองดี/องก์ที่ 3) หากจะมีประโยชน์แก่ใคร หรือแก่วงการวรรณกรรม/การวิจัยบ้าง ขอยกคุณความดีทั้งหมดแด่ อ.รื่นฤทัย ครูผู้มอบโอกาสการวิจัย เปิดมุมมองใหม่ทางวรรณกรรม และมอบ "ชีวิตใหม่" ในการกลับมาเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง
ด้วยความระลึกถึงครูผู้เป็นแรงบันดาลใจไม่รู้จบ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564

การสอนเขียนออนไลน์

(1.)
ปัญหาหนึ่งที่พบในการสอนวิชาการเขียนแบบออนไลน์ก็คือ การคอมเมนต์งาน
เบามือเกินไป เด็กก็ไม่ได้อะไร
แต่ถ้าหนักมือเกินไป เด็กก็เสียกำลังใจในการเขียน (เรายังจำได้ในผลประเมินอาจารย์ปีแรก ๆ คอมเมนต์หนึ่งบอกว่า หนูเคยคิดว่าหนูเขียนหนังสือได้ จนกระทั่งเจอคอมเมนต์อาจารย์ หนูท้อจนอยากจะเลิกเขียนเลย โอ้ยตายลูก...)
ทั้งที่ย้ำเสมอว่าผมก็แค่คนคนหนึ่ง ความเห็นของผมไม่ใช่คำตัดสิน อนาคตคุณอาจเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลกก็ได้ นักเขียนดัง ๆ มากมายหลายคนก็ไม่ได้เกิดมาเทพเลย แต่ขัดเกลาตัวเองผ่านคอมเมนต์ทั้งนั้น
แต่คนเสียกำลังใจไปแล้วก็นะ...
ยุคหลังเลยเบามือลง เคลือบน้ำตาลให้ทานง่ายขึ้นมาหน่อย แต่ก็มิวายมีคนใจเสียแทบทุกปี (แฮ่ ๆ)

(2.)
วิชาการเขียน เป็นวิชาบังคับของหลักสูตร แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเขียนเชิงครีเอทีฟได้ อันนี้เราก็เข้าใจ และพยายามไม่รีดเค้นจากเด็กจนเกินสมควรถ้าเห็นแววว่าเขาไม่ได้มุ่งมั่นจะเดินมาทางสายนี้ (เพราะที่จริงงานสายนี้ก็ไม่ได้มีมากมาย และหลายงานก็ไม่ได้ทำให้ร่ำรวย)
ปกติแล้วถ้าเป็นการคอมเมนต์แบบต่อหน้า เรายังพอมองเห็นสีหน้า แววตาของเด็ก ลองหย่อนระเบิดลงไปสักลูกแล้วดูปฏิกิริยา ถ้าเด็กหน้าไม่เปลี่ยนสี มุ่งมั่นจะเขียนให้ดีขึ้น ก็แจงแจงคอมเมนต์ทั้งหมดที่มองเห็น (เด็กกลุ่มนี้มักจะเขียนงานดีเป็นพื้นอยู่แล้ว) ถ้าเด็กหน้าเสีย ก็เบามือลง แตะเฉพาะจุดสำคัญ เหยาะคำชมให้กำลังใจลงไปสักหน่อย อย่าเพิ่งท้อนะตัวเธอว์ ถ้าเป็นเด็กประเภทรับได้เฉพาะคำชม ก็มอบกระเช้าของขวัญพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ ๆ ให้เลิศลอย แอบซ่อนจุดที่อยากแก้ไขด้วยคำว่า งานคุณดีมากเลย ถ้าปรับตรงนี้ได้ก็จะดีขึ้นกว่าเดิมอีก อะไรทำนองนี้
แต่พอเป็นออนไลน์ โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มนี้ที่ไม่เคยสอนเลย (ปกติจะได้สอนเด็กนอกหลักสูตรตัวเองตอนปี 1 บางวิชา แต่เทอมนั้นไปทำงานที่จีนพอดี) ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ความมั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน อยากจะเรียนรู้จากเรามากน้อยเพียงใด หรือแค่อยากได้เกรดจากเรา
ไม่รู้อะไรสักอย่าง...
ก็เลยคอมเมนต์งานไปแบบกว้าง ๆ กลาง ๆ แต่ผลก็คือ เด็กก็แก้มาเท่าที่เราคอมเมนต์ไปแบบกว้าง ๆ กลาง ๆ นั่นแหละ บางการแก้ไขก็ชวนให้ "สูน" เช่นว่า สามย่อหน้านี้เนื้อความเดียวกันหมดเลยนะครับ ลองปรับให้เป็นย่อหน้าเดียวไหม การแก้กลับมาก็คือ ตีบรรทัดของทั้งสามย่อหน้าไปรวมกัน นี่ไง กลายเป็นย่อหน้าเดียว (แบบยาว ๆ) แล้ว อันนี้ไม่รู้เด็กกวงติงหรือไม่เข้าใจเรื่องย่อหน้าจริง ๆ แต่คิดว่าเป็นอย่างหลัง ก็มาเขียนอธิบายและแก้ไขกันไปตามสภาพพพพพ (ออกเสียงแบบ พส)
แก้กลับไปกลับมาสามสี่รอบ ออดอ้อนว่า หนูแก้เยอะขนาดนี้ต้องให้ A แล้วล่ะ ได้แต่หัวเราะ รับปากไม่ได้...

(3.)
วิชาฝึกฝนทักษะการเขียนแบบนี้ คงจำเป็นต้องได้พบเจอพูดคุยกันจริง ๆ ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เราให้กับเด็กได้คงลดน้อยถอยลงจนแทบไม่ได้อะไรเลย ได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเราคงจะได้เจอกับเด็ก ๆ ในเร็ววันนะ

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ละครโรงใหญ่ของ "พลเมืองดี"

 

"พลเมืองดี" ไอเดียของเรื่องสั้นเรื่องนี้มาจากวันหนึ่งที่กำลัง "จนพล็อต" จะเดดไลน์แล้วเขียนอะไรส่งดีวะ ก็พอดีเหลือบไปเห็นวัตถุประสงค์การประกวดของรางวัลพานแว่นฟ้าข้อหนึ่งว่า

"เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย"

เห็นแล้วก็นึกขำ "พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย" น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐไทยทุกยุคทุกสมัยต้องการให้เกิดขึ้นกับประชาชนของตนเอง ไม่เช่นนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาคงไม่ลิดรอน กวาดล้าง ทำลายคนที่ "แหลม" ขึ้นมาต่อต้านโครงสร้างอำนาจอันบิดเบี้ยว ขณะเดียวกัน ใครที่ "เชื่อง" หรือเอื้อผลประโยชน์ให้แก่โครงสร้างอำนาจนั้น รัฐก็พร้อมจะเชิดชูให้เป็น "พลเมืองดี" เสมอ ไม่ว่าพฤติการณ์ส่วนตัวของคนคนนั้นจะต่ำช้าสักเพียงใด

เราจึงเห็นการถอดถอนรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ไปจากคนที่ทำงาน "ยกระดับ" วรรณศิลป์ของประเทศมาทั้งชีวิต พร้อมกันนั้นก็เห็นข่าวการยกย่องเชิดชู "คนดี" ประเภทที่ใครเห็นก็ได้แต่ยิ้มมุมปากอย่างรังเกียจ

ลิเกโรงใหญ่ของ "โจ้" เมื่อคืน คงจะเปิดม่านภายหลังจากการ "ดีล" กันเรียบร้อยหมดแล้ว การก้าวพลาดและรีบรับความผิดเอาไว้คนเดียว น่าจะเป็นการเดินหมากที่ "ผู้ใหญ่" ในโครงสร้างอำนาจนี้พอใจไม่น้อย เพราะถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานกว่านี้ หนองเน่าของระบบตำรวจที่เละเทะอยู่ข้างในคงจะถูกสาวไส้ไหลนองเหม็นคลุ้ง จะว่าไปโจ้ก็น่าจะเป็นพลเมืองดีในสายตาของพวกเขา อีกไม่นานก็คงจัดฉากให้รับผิด ติดคุกพองาม (หรือไม่ติดเลย) สรรสร้างคุณงามความดีระหว่างรับโทษและถูกปล่อยตัวออกมาพร้อมกับการยกย่องเชิดชู (รัฐไทยถนัดอยู่แล้วเรื่องการฟอกตัวอาชญากร เพราะขนาดคนติดคุกคดียาเสพติดยังกลายเป็นรัฐมนตรีได้)

"คลิปลับ" ที่พลเมืองดีถืออยู่ ตัวละครในเรื่องของผมคงโล่งใจที่ไม่ได้เอามันออกมาสาวไส้ "คนใหญ่คนโต" เรื่องจึงจบลงด้วยดี ไม่มีใครเสียอะไรไป ส่วนตัวละครผู้ปล่อยคลิปในลิเกโรงใหญ่ของโจ้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรที่คลิปของเขาซึ่งเสี่ยงชีวิตเอาออกมาเปิดเผยจะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูจากกระบวนการยุติธรรมอันบิดเบี้ยวในสังคม

แล้ว "พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย" ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?

คำตอบคงจะเหมือนอาการของ "พลเมืองดี" ทั้งสองคนในตอนท้ายเรื่องว่า
--มันหลบตาผมเล็กน้อย ใช่ พูดแค่นี้ผมก็พอเข้าใจ ผมเองก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างกับมัน แต่ถึงผมไม่พูดมันก็คงเข้าใจ--

พวกเราแทบไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยคำพูด แค่มองตากันด้วยแววตาสิ้นหวังก็เข้าใจ เพราะสังคมนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ตั้งคำถามไม่ได้ และป่วยการจะหาคำตอบ

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

อาลัย "นิรันศักดิ์ บุญจันทร์"

 

ข่าวร้ายในวงการวรรณกรรม มาพร้อมกับยามสายที่หม่นมัวด้วยเมฆฝนและคลุ้งควันจากการเผาศพโรคระบาด

ผมคิดว่านักเขียนหนุ่มสาวยุคของผมหลาย ๆ คนคงใจหายเมื่อได้ยินข่าวเมื่อตอนสาย ๆ ว่าพี่ตุ๋ย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ผู้เป็นนัก "จุดประกายวรรณกรรม" คอลัมน์ที่เป็นพื้นที่ "แจ้งเกิด" ของนักเขียนหน้าใหม่ ๆ หลายคนในยุคนั้น วันนี้พี่จากไปแล้วด้วยโรคมะเร็งตับ

ผมเองก็เป็นหนึ่งในเด็กน้อยหัดเขียนที่ได้รับ "ประกายไฟ" จากพี่ตุ๋ย จำได้ว่าเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์จุดประกายวรรณกรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของปลาในเชิงเปรียบเปรยกับชีวิตมนุษย์ ซึ่งหากมองกลับไปในวัยสามสิบกว่า ๆ ก็รู้สึกเขิน ๆ เหมือนกันที่ส่งเรื่องสั้นแบบ "เทิ่ง ๆ" ขาดชั้นเชิงตามประสาคนเพิ่งหัดเขียนไปให้พี่อ่าน ซึ่งหากเป็นผม ที่เดียวที่เรื่องของเด็กคนนั้นจะได้ลงคือตะกร้า หรือตอบกลับไปพร้อมคำแนะนำยาวเหยียด

จะด้วยเป็นการให้กำลังใจนักหัดเขียนหน้าใหม่ หรือเรื่องสั้นเรื่องนั้นมีอะไรบางอย่างที่สายตาฝ้าฟางของผมในวัยนี้ก็ยังมองไม่เห็น แต่เรื่องสั้นเรื่องนั้นก็ได้รับการตีพิมพ์

ผมขอยกคำพูดจากโพสต์ของพี่ท็อป อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ เลขาธิการสมาคมนักเขียนคนปัจจุบันที่บอกว่า "มันมีความหมายมากมาย เสริมสร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดีกับการรู้ว่าผลงานเราได้รับการยอมรับจากใครสักคน"

นั่นคือสิ่งเดียวกับที่ผมรู้สึกเมื่อเห็นชื่อของตัวเองตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ครั้งแรก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่พี่ตุ๋ยเลือกเรื่องนั้นไปตีพิมพ์ ทว่าความพองโตของหัวใจ และประกายไฟที่ถูกจุดขึ้นมาครั้งนั้น ก็คือไฟกองเดียวกันที่ทำให้วัยหนุ่มของผมเต็มไปด้วยเรื่องสั้นมากมายที่หลั่งไหลออกมาจากปลายปากกา ได้พิมพ์บ้าง ได้รางวัลบ้าง ลงตะกร้าเงียบหายบ้างไปตามคุณภาพของผลงาน

แม้ตอนนี้ไฟการเขียนของผมจะมอดลงจนเข็นเรื่องสั้นออกมาได้แค่ปีละเรื่องก็เต็มกลืน และยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกตัวเองว่านักเขียนหนุ่มได้เต็มปาก แต่เมื่อมองย้อนไปก็พอใจกับวัยหนุ่มที่ได้ผ่านมันไปอย่างมีความหมายอยู่บ้าง และพูดได้เต็มปากว่าไฟฝันอันวาวโรจน์ของวัยหนุ่มมีจุดประกายวรรณกรรมเป็นประกายแสงแรก เช่นเดียวกับนักเขียนหนุ่มอีกหลาย ๆ คนที่ยังคงยืนหยัดเขียนอยู่ในวงการนี้แม้จะยากลำบากเพียงใด

ด้วยรักและอาลัยนัก "จุดประกายวรรณกรรม" พี่ตุ๋ย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของพี่ด้วยครับ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

คารวะครู "อรสม สุทธิสาคร"


เวลาที่ผมต้องเขียนเล่าถึงประสบการณ์การเขียนของตัวเอง ผมก็มักจะเขียนถึงคุณอรสม สุทธิสาคร (หรือพี่อรสมของน้อง ๆ วงการนักเขียน) ว่าเป็นครูผู้สอนวิชาการเขียนสารคดีให้แก่ผม แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่พี่อรสมเคยสอนผมไม่ได้มีแค่วิชาสารคดี แต่คือวิชาที่เรียกว่า วิชาชีวิต

หากชีวิตของผมมีสิ่งที่เรียกว่าด้านดีของชีวิตอยู่บ้าง สิ่งดี ๆ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ผลิดอกออกผลมาเพราะคำสั่งสอนจากครูของผมคนนี้นี่เอง

ยิ่งตอนนี้มาประกอบสัมมาอาชีพเป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งรู้สึกผิดในใจว่าสิ่งที่เราสอนเด็กอยู่ทุกวันนี้ เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ครูเคยถ่ายทอดให้แก่เราเมื่อยังเยาว์วัย

สิ่งที่พี่อรสมทำไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ผลงานสารคดีเปี่ยมคุณภาพไว้มากมาย ไม่ใช่แค่สอนวิชาสารคดีให้แก่น้อง ๆ หลายสิบรุ่น แต่คือการเป็นเสาหลักของวงการสารคดี คือร่มโพธิ์ร่มไทรที่เติบโตและหยั่งรากลึก ทำให้สังคมยอมรับสารคดีในฐานะงานศิลปะที่สำคัญอีกแขนงหนึ่ง

รางวัลศิลปินแห่งชาติ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับพี่อรสม ไม่ว่าจะเป็นฐานะของศิลปินผู้รังสรรค์ผลงานสารคดีไว้อย่างวิจิตร หรือในฐานะครูของศิลปินสารคดีอีกหลายคนที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการน้ำหมึกนี้

ขอแสดงความยินดีกับพี่อรสม ที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2563 นะครับ

ปล. ภาพแอบยิ้มแฉ่งอยู่ข้างหลังพี่วีและพี่อรสม สมัยฝากตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิทางการเขียน

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

วันเกิดของคนสำคัญที่สุดในหัวใจ

บังเอิญที่วันรับรางวัลสำคัญในชีวิต เป็นวันเกิดของคนสำคัญที่สุดในหัวใจ

รางวัล คำชื่นชม และสิ่งดี ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ขอมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่เค้กนะครับ แทนคำขอบคุณทุกสิ่งที่แสนดีที่มอบให้กอล์ฟเสมอนับตั้งแต่ได้เจอกัน เหมือนเพลงพี่ป้างท่อนนึงที่ร้องว่า "ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ก็เจอแต่สิ่งดีงาม"

สุขสันต์วันเกิดนะครับ

คนดี ความดี และพลเมืองดีในโลกวรรณกรรม

เรื่องสั้นชื่อ "พลเมืองดี" ปรากฏในบรรณพิภพของไทยอย่างน้อยก็ 3 เรื่อง เรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2490 คือเรื่อง "พลเมืองดี" ของดอกไม้สด กล่าวถึงพลเมืองดีที่ไปยุ่งไม่เข้าเรื่องกับการตกลงกันระหว่างเจ้าของวัวกับโจรเรียกค่าไถ่วัว ในปี 2514 ลาว คำหอม ได้เขียนถึงลุงชาวไร่ผู้เป็น "พลเมืองดี" ซึ่งจำใจต้องเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้าหน้าที่รัฐ และแทบจะกราบกรานให้เขาทำตามหน้าที่ของตนเสียที ต่อมาในปี 2522 อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้เขียนถึงขอทานที่ตัดสินใจเป็น "พลเมืองดี" ช่วยจับโจรกระชากสร้อย แต่โจรคนนั้นกลับเป็นลูกชายของแม่ค้าข้าวแกงซึ่งแบ่งข้าวแดงแกงร้อนแก่ขอทานเสมอ

คนดี ความดี และพลเมืองดี สามคำที่ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในโลกของวรรณกรรมกลับแยกขาดจากกันอย่างน่ากังขา สะท้อนให้เห็นความบิดเบี้ยวบางประการในสังคม นอกจากนี้ ตัวละครในนามของ "พลเมืองดี" มักจะอยู่ในรูปของคำถาม มิใช่คำตอบ

ผ่านมาสี่สิบปี ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องสั้นชื่อเดียวกันขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดคำถาม ทว่าเป็นการเสนอคำตอบให้แก่ผู้อ่านว่าการเป็นพลเมืองดีในทัศนะของข้าพเจ้าควรจะเป็นอย่างไร

ข้าพเจ้าขอยกบางถ้อยคำในเรื่องสั้นของข้าพเจ้ามาให้ท่านฟังดังนี้

"เราเป็นฟันเฟืองของสังคมก็จริง แต่ฟันเฟืองกระจ้อยร่อยอย่างเรา ๆ ควรสำเหนียกว่าหากไปขัดแข้งขัดขาฟันเฟืองใหญ่ให้ติดขัด นอกจากตัวเราเองจะพังพินาศแล้ว ฟันเฟืองกระจิ๋วหลิวที่อยู่ข้างล่างเราก็คงเละเทะไม่เป็นท่า

"สังคมของเราก็แบบนี้ 'พลเมืองดี' อย่างพวกเราแม้จะเห็นบางสิ่งที่ผุพัง แต่ควรรู้ว่าอะไรที่ถอดรื้อทิ้งได้ อะไรที่ควรปล่อยไว้อย่างนั้นเพื่อให้ชีวิตของเรายังปกติสุข"

ฟังดูแล้ว "พลเมืองดี" ในเรื่องเล่าของข้าพเจ้าช่างเป็นคนน่าสงสาร ต้องทุกข์ทนอยู่ในสังคมแสนโหดร้ายและน่าเวทนา แต่ก็น่ายินดีว่า ทั้งหมดเป็นแค่สังคมในจินตนาการของข้าพเจ้าเท่านั้น มิใช่สังคมที่เราอาศัยอยู่ในตอนนี้-สังคมที่พวกเรารู้แจ้งแก่ใจดีว่ายึดถือความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะรวยหรือจน มีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด เมื่อทำความผิดภายใต้กฎหมายเดียวกันก็ต้องรับโทษเหมือนกันอย่างเท่าเทียม

นักเขียนท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า Artists use lies to tell the truth, while politicians use them to cover the truth up. ข้าพเจ้าหวังว่า เรื่องเล่าของข้าพเจ้าในโลกที่สมมติขึ้น จะเป็นเพียงเรื่องโกหก ไม่มีความจริงซุกซ่อนอยู่แม้แต่บรรทัดเดียว

เพราะหากคำโกหกของข้าพเจ้าเกิดขึ้นจริงในสังคมใดสังคมหนึ่งแม้เพียงส่วนเสี้ยว สังคมนั้นนับว่าเป็นสังคมที่น่าเศร้าและสิ้นหวังเหลือเกิน

(คำกล่าวว่าด้วยแรงบันดาลใจของเรื่องสั้น "พลเมืองดี" รางวัลรองชนะเลิศพานแว่นฟ้า 2563)

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

บ้านอีกหลังหนึ่งที่อบอุ่นเสมอ

 

กี่ปีกี่วันที่ผันผ่าน ที่นี่ยังคงเป็น "บ้าน" อีกหลังหนึ่งที่อบอุ่นเสมอ

ขอบคุณพี่น้ำ อ.วรุณญา อัจฉริยบดีนะครับที่ให้เกียรติเชิญมาเป็นวิทยากรร่วมเสวนา "เรื่องสั้นในบริบทสังคมไทย" ไม่รู้ว่าเด็กจะได้อะไรจากการบรรยายครั้งนี้บ้าง ได้นำไปใช้ในการเรียนที่สวนสุนันทาและในมหาวิทยาลัยชีวิตกี่มากน้อย แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือการต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้เห็นแววตากระหายความรู้ของเด็ก ๆ ตลอดการพูดคุยกัน สิ่งเหล่านี้คือน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้เรายังอยากทำวิชาชีพนี้ต่อไปครับ

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2562

คนไทยเป็นคนเศร้า?

"คนไทยเป็นคนเศร้านะคะ" พลอย-นักศึกษาจากเยอรมนีตั้งข้อสังเกตขณะที่เรากำลังฝึกร้องเพลงภาษาไทย
"ทำไมล่ะ"
"ก็เพลงไทยที่หนูเคยฟังมีแต่เพลงเศร้าค่ะ"

เออว่ะ หน้าแรกของยูทูปที่พวกเรากำลังเปิดอยู่ก็มีแต่เพลงเศร้า เพลย์ลิสต์เพลงไทยในโทรศัพท์ตัวเองสามสิบกว่าเพลง มีเพลงแฮพพรี่อยู่เพลงเดียวคือเพลงใหม่ของน้องอิ้งค์ วรันธร นอกนั้นเศร้าหมด! (แม้ชีวิตช่วงนี้กำลังแฮพพรี่ก็ตาม 555)

นึกถึงคำถามของลูกศิษย์คนนึงที่เคยถามว่า ทำไมเพลงรักที่ไพเราะมักจะเป็นเพลงเศร้า ๆ จนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบให้เด็ก ได้แต่คาดเดาว่าคงเพราะคนที่ผิดหวังจากความรักบนโลกใบนี้มีมากกว่าคนที่สมหวัง เพลงอกหักจึงทัชชิ่งหัวใจคนได้มากกว่า มั้งนะ 555

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562

งานแต่งพี่ท็อป

ผู้คนในวงการนักเขียนรู้จักพี่ท็อป อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ ในฐานะนักเขียนหนุ่มที่สร้างผลงานคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งอุปนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยอีกด้วย สำหรับผมแล้ว ผมรู้จักพี่ท็อปครั้งแรกผ่านรวมเรื่องสั้น "เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น" รางวัลดีเด่น Young Thai Artist Award และรวมเรื่องสั้น "อนาคด" ซึ่งพี่ท็อปกลายเป็นภาพจำของผมในฐานะนักเล่าเรื่องสไตล์ Allegory และนักเขียน Sci-fi ที่น่าจับตา

หลังจากนั้นเราก็รู้จักกันผ่านเว็บบอร์ด Thaiwriter และได้ติดต่อพูดคุยกันเสมอมา ตัวตนนอกงานเขียน พี่ท็อปเป็นคนน่ารัก เป็นพี่ชายและน้องชายที่ดูแลเอาใจใส่ทุกคนในวงการนักเขียน ผมเองก็ได้รับกำลังใจจากพี่ท็อปบ่อยครั้งในช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต

วันนี้นับเป็นหนึ่งวันสำคัญของชีวิตพี่ท็อป ในใจผมก็คงจะไม่ต่างจากทุกคนที่รู้จักพี่ท็อป คือเต็มไปด้วยความยินดีที่เห็นพี่ท็อปได้เดินหน้าไปยังอีกก้าวของชีวิตอย่างมีความสุข ขอให้รอยยิ้มในวันนี้เป็นรอยยิ้มที่จะคงอยู่ตลอดไปในชีวิตคู่ของพี่นะครับ

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อดีตเด็กประวัติศาสตร์

สมัยเรียนที่ศิลปากร เราเรียนวิชาโทประวัติศาสตร์ ซึ่งหากจะมีแบ่งสายย่อย เราต้องอยู่สายประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่แน่นอน เพราะแปดตัวของวิชาโท เราเก็บวิชาของ อ.สัญชัย กับ อ.อนันต์ชัยไปซะครึ่งหนึ่ง (แต่เหมือนจะได้ A แค่วิชา Nazi Germany เพราะเรียนเช้า นอกนั้นบ่ายหมด ซึ่งหลับทุกที ไม่ใช่อาจารย์สอนไม่ดีนะ แต่ตกบ่ายแล้วง่วงมากทุกวิชา 555)

ภาพจำถึงอาจารย์ทั้งสองมีอยู่สองภาพ ภาพแรกคือด้วยความที่เป็นประวัติศาสตร์ยุโรป อาจารย์ก็เลยชอบสรรหา text ภาษาอังกฤษมาให้เรียนในห้อง ซึ่งอาจารย์มักจะพูดว่าอ่านไม่ยาก ๆ นี่คือบทความระดับเด็กมัธยมฯ ของฝรั่งเขาอ่านกันนะ ซึ่งไม่รู้จะเชื่ออาจารย์ดีหรือเปล่า 555 แต่ก็มีผลทางอ้อมให้เราอดทนอ่านข้อความภาษาอังกฤษยาว ๆ ที่ไม่ใช่นิยายได้มากขึ้น แม้จะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ส่วนภาพที่สองคือ ทุกครั้งที่เข้าไปพบอาจารย์ จะเห็นอาจารย์ง่วนอยู่กับหนังสือภาษาอังกฤษกองโตและเขียนอะไรอยู่สักอย่าง ทำให้รู้ว่ากว่าอาจารย์จะเตรียมสอนหรือเขียนตำราขึ้นมาสักเล่มต้องใช้ความเพียรพยายามมากขนาดไหน จึงรู้สึกผิดทุกครั้งที่นั่งหลับตอนอาจารย์เลคเชอร์ (แต่ก็หลับอยู่ดี 555)

คุณูปการสำคัญของอาจารย์ทั้งสองท่านที่ควรยกย่องเป็นพิเศษคือหนังสือของอาจารย์ที่นับเป็นเพชรเม็ดงามแห่งวงการประวัติศาสตร์ยุโรปในประเทศไทย ถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์ยุโรปภาคภาษาไทยโดยไม่ได้อ่านหนังสือของอาจารย์ ก็คงเหมือนศึกษาวรรณกรรมอินเดียแต่ไม่อ่านมหาภารตะและรามายณะยังไงยังงั้น ทุกครั้งที่เห็นหนังสือเล่มใหม่ของอาจารย์ในร้านหนังสือ เราคว้าทันทีโดยไม่ต้องอ่านข้างในก่อน เพราะเรารู้ว่าคุณค่าของหนังสือจากปลายปากกาอาจารย์มีมูลค่ามากกว่าราคาหนังสือเป็นร้อยเท่าพันเท่าแน่นอน

ในโอกาสที่อาจารย์ทั้งสองท่านได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ อดีตลูกศิษย์วิชาโทตัวเล็ก ๆ ที่ชอบนั่งหลับหลังห้องก็รู้สึกตัวพองขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจที่เคยได้เรียนกับอาจารย์ทั้งสองท่าน จึงขอแสดงความยินดีกับอาจารย์อยู่ไกล ๆ จากพื้นที่ออนไลน์ และยังระลึกถึงบุญคุณของอาจารย์เสมอครับ

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562

พิลาลสพิมพิลา

สถานที่ธรรมดา กลับมีความหมายมากมายขึ้นมา เพราะเติมเต็มด้วยสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำดี ๆ

ลานช้างและใต้ตึก 36 ลานซ้อมละครเคยตั้งอยู่ตรงนั้น บางครั้งก็กลายสภาพเป็นรายการตลกหกฉาก บางคราวเป็นคลับฟรายเดย์ หรือแม้กระทั่งช็อคเอฟเอ็ม แต่ไม่มีครั้งไหนที่ไม่อัดแน่นด้วยความตั้งใจทุ่มเทกับการซ้อมละครแบบเกินร้อยของพวกคุณ

สรรพนาม "พวกคุณ" ฟังดูห่างเหิน ผมใช้เรียกเพราะรู้ว่าโปรเจคท์นี้กินระยะเวลาไม่นานนัก และตำแหน่งหน้าที่ของผมก็เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ในการขับเคลื่อนละครเรื่องนี้ทั้งหมด ถ้าปล่อยใจให้ผูกพันมากเกินไป พอละครจบคงมีหลุมเปล่าโหวงผุดโผล่ในใจอีกหลุม เลยอยากวางระยะห่างของหัวใจไว้สักหน่อย

แต่กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอรักพวกคุณหมดหัวใจ ก็ตอนที่แอบน้ำตาไหลตอนละครแสดงวันจริงจบครั้งแรก ขนาดจับงานแค่นิดเดียวยังเป็นไปขนาดนี้ แล้วคนที่ดูแลโปรเจคท์นี้ทั้งหมดมาแต่ต้นล่ะ จะรักและผูกพันกับพวกคุณมากขนาดไหน

มีผู้กำกับคนไหนจำได้รึเปล่านะ ผมเคยพูดว่าเราจะมาสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าในใจคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่สำหรับผม ทุกคนทำสำเร็จแล้ว เพราะผมได้เห็นสิ่งยิ่งใหญ่ตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกันจวบจนวันสุดท้ายที่เราต้องลาจากกัน

พวกคุณทุกคนคือความทรงจำที่ดีที่สุดของผมในปีนี้เลยล่ะ ขอบคุณนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เรื่องสั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นมาเพราะเฌอปราง

ปลายเดือนพฤศจิกายน ณ Yuxi Normal University ชายหนุ่มไกลบ้านผู้เปลี่ยวเหงาต้องปีนภูเขาขึ้นไปหาข้าวกิน กิจกรรมระหว่างเดินคือไถทวิตเตอร์ตามข่าวเฌอปราง ซึ่งช่วงนั้นกิจกรรมหลักของวงคือการเลือกตั้งเซ็มบัตสึ พออ่านทวิตมากเข้าก็เกิดข้อสังเกตว่า ทำไมคนที่ใกล้เคียงกับความสมบูรณ์แบบที่สุดในวงอย่างเฌอปราง เมื่อเข้ามาอยู่ในการเลือกตั้งของ BNK48 ก็กลับกลายเป็น 'น้องสาวข้างบ้านที่มีความฝัน' ซึ่งแฟนคลับต้องเข้ามา 'ทำฝันของน้องให้เป็นจริง' เกิดการต่อรองอำนาจขึ้นระหว่างไอดอลกับแฟนคลับไม่แพ้น้องคนอื่น ๆ ในวง

หนึ่งในสมมติฐานที่พอจะนึกได้ท่ามกลางอากาศศูนย์องศาคือ ระดับอำนาจของเฌอปรางไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เธอเป็นอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเธออยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบไหนต่างหาก

ต้นเค้าไอเดียนี้นำมาสู่งานสองชิ้น คือ 'เปเปอร์เฌอปราง' บทความที่ไปนำเสนอในศูนย์มานุษยวิทยา และเรื่องสั้น 'อำนาจ' ที่เข้ารอบพานแว่นฟ้าปีนี้ งานสองชิ้นนี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า หากอาจารย์มหาวิทยาลัยมีเวลาว่างมากพอ (อยู่ที่จีนสอนอย่างเดียว ว่างมาก ๆ) อาจารย์จะไม่มัวแต่เอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระ แต่จะมาสร้างสรรค์ผลงานที่ทำชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย (จริง ๆ แล้วไม่จริงหรอก ว่างแล้วก็เรื่อยเปื่อย สุดท้ายกลับมาเขียนที่ไทยตามเดดไลน์ทั้งสองเรื่อง 555)

โดยส่วนตัวเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยชอบเท่าไร อาจจะเพราะประเด็นมันจริงจัง พอได้เล่าแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาเล่า ไม่มีช่องให้ 'เล่น' มากนัก ถ้าเทียบกับงานที่เข้ารอบตอนปี 60 ซึ่งมีทั้งฉากเข้าพระเข้านาง ฉากฉายหนังโป๊ออกทีวี ออกชื่อดารา AV อย่างโจ่งแจ้ง (ยอมใจกรรมการที่ให้เข้ารอบ) งานของปีนี้ดู 'คลีน' ไปเลย ยิ่งตัวเอกผู้เล่าเรื่องเป็นคนจริงจังตั้งใจ ซีเรียสกับชีวิต เรื่องก็เลยจริงจังไปตามเสียงเล่า ขัดกับบุคลิกจริงของคนเขียนที่เป็นคนกะล่อน ทะลึ่งทะเล้น ปากร้าย ช่างประชดเสียดสีเป็นที่สุด 555

กำลังคิดว่าจะไปต่อแถวสามชั่วโมงรอจับมือเฌอปรางเพื่อบอกว่า "เฌอครับ เฌอเป็นแรงบันดาลใจให้พี่สร้างสรรค์ผลงานหลายเรื่องเลยครับ" จะดีไหม แต่คิดว่าถ้าได้เจอน้องในระยะใกล้พอจะจับมือได้น่าจะเสียอาการถึงขั้นเป็นลมต่อหน้าน้องไปเลย ลำบากน้องไปอีก เลยไม่เอาดีกว่า 555

ปล. ปีนี้ส่งบทกวีด้วย แต่ตกรอบไปตั้งแต่รอบแรกแล้วครับผม อดเป็นกวีไปตามเคย แฮร่

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2562

รอยยิ้มของคุณเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก

อายุเพิ่มขึ้นอีกปีแล้วนะคุณ ยิ้มกว้าง ๆ ให้เห็นฟันสวย ๆ บ่อย ๆ นะ ผมว่ารอยยิ้มของคุณนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลกได้เลย

วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562

อาลัยอาจารย์บุญส่ง

อาจารย์บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ เป็นอาจารย์ที่เด็กอักษรฯ ศิลปากรทุกคนรู้จักและน่าจะตราตรึงในความทรงจำมากที่สุดคนหนึ่ง เพราะทุกคนจะต้องเคยผ่านวิชาบังคับ 3 ยำ (อารยธรรมตะวันตก/อารยธรรมตะวันออก/อารยธรรมไทย : เรียกสั้น ๆ ว่า ยำตก/ยำออก/ยำไทย) และในวิชาอารยธรรมไทยนี่เองที่เด็กอักษรฯ หลายคนได้ "เปิดหูเปิดตา" กับชุดความเชื่อ/ความจริงหลายเรื่องในสังคมไทย (หรือบางคนก็เรียกอาการนี้ว่า "เปิดกะลา/เบิกเนตร") บางคนตกใจเมื่อหมดคาบแรก บางคนเรียนจนจบก็ไม่เชื่อ บางคนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บางคนชื่นชอบถึงขั้นตามไปเก็บ "(สา)ขาปรัชญา" เป็น 1 ใน 4 สาขาวิชาในใบปริญญาของตน หรือเลือกเรียนเอก/โทปรัชญาเพราะจุดเริ่มต้นจากวิชานี้

ไม่ว่าจะชื่นชอบหรือเฉยชากับวิชาอารยธรรมไทยของอาจารย์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตั้งคำถามกับชุดความเชื่อที่เป็นแกนหลักของสังคมไทยและกระบวนการ Critical Thinking คือสมบัติชิ้นสำคัญที่เด็กอักษรฯ ปีหนึ่งทุกคนได้ติดตัวมาจากการเรียนวิชานี้ สิ่งนี้ทำให้พวกเรารู้จักคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามกับชุดความเชื่อ/ความจริง/วาทกรรมทั้งหลายที่ได้พบในอีกสี่ปีตลอดการเรียนปริญญาตรี และตลอดชีวิตนับจากนั้น

เช้าวันนี้ เด็กอักษรฯ ศิลปากรทุกคนได้ทราบข่าวที่น่าใจหาย (ทั้งที่วันก่อนยังได้อ่านโพสต์ที่อาจารย์เขียนถึงซีรีส์ Hotel Del Luna แล้วก็คิดว่า เออ ถ้าอาจารย์เปิดวิชาปรัชญาจากซีรีส์จะไปขอซิตอินอยู่เลย) ผมเองนอกจากวิชาอารยธรรมไทยแล้วก็ไม่ได้เรียนกับอาจารย์อย่างใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่าอาจารย์เชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายอย่างไรบ้าง แต่เมื่อวันนี้มาถึงก็ขอให้อาจารย์ได้สมหวังตามความเชื่อของอาจารย์นะครับ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของอาจารย์ ภาควิชาปรัชญา และคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรที่สูญเสียบุคลากรผู้ทรงคุณค่าไปครับ

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ลำดวนเอ๋ยจะด่วนไปก่อนแล้ว

ลำดวนเอ๋ยจะด่วนไปก่อนแล้ว
เกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี
จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ

บทครวญลาสั่งเรือนคราวที่ขุนแผนพานางพิมหนีนั้นบ่งบอกลักษณะนิสัยของนางพิมได้หลายอย่าง คนที่อาลัยลากระทั่งดอกไม้ในเรือนชาน จิตใจต้องละเอียดอ่อนขนาดไหน คนเช่นนี้จะรู้สึกอย่างไรกับความผูกพันที่เกิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่ง ไม่ว่าจะดอกไม้ที่เคยตัดแต่งรดน้ำ สัตว์เลี้ยงที่เคยป้อนข้าวปลาอาหาร บรรดาบ่าวไพร่บริวารที่คอยช่วยเหลือเลี้ยงดูกันมายาวนาน ไม่เคยทิ้งกันยามทุกข์ยากจนเห็นน้ำใจกันหมดแล้ว เมื่อวันหนึ่งนางต้องเผชิญหน้ากับคำขาดจากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน คนเช่นนี้จะหันหลังทำเหมือนว่าเรื่องราวสิบกว่าปีในบ้านขุนช้างไม่เคยเกิดขึ้นได้หรือเปล่า?

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ความรู้สึกเกี่ยวกับความทรงจำ

สิ่งที่คนเขียนบทจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับตัวละคร ไม่ใช่รายละเอียดแห้งแล้งผิวเผินอย่างหน้าตา ฐานะการศึกษา ฯลฯ แต่คือ "ความรู้สึกเกี่ยวกับความทรงจำ" ต่างหาก

การจะรู้จักและเข้าใจตัวละครอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การรู้ว่า "เคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับเขาบ้าง" แต่คือ "เขารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้น" ฉะนั้นถ้าคุณอยากตั้งคำถามอะไรกับตัวละคร จงอย่าถามว่าเขาจบมาจากโรงเรียนไหน ชีวิตครอบครัวเป็นอย่างไร แต่ลองถามว่าเหตุการณ์ไหนในชีวิตที่ทำให้เขารู้สึกอับอายมากที่สุด อะไรคือเรื่องเลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับเขา เคยทนไม่ไหวจนต้องร้องไห้น้ำตาทะลักในที่สาธารณะหรือเปล่า

สิ่งที่คนเขียนบทจะต้องดึงออกมาจากตัวละครให้ได้นั้นไม่ใช่แค่ "ข้อมูลในอดีต" แต่คือ "อารมณ์และความรู้สึกต่อสิ่งที่เขาเคยประสบมา" เพราะอารมณ์และความรู้สึกเฉพาะตัวนั้นต่างหากที่ตัวละครจะพกพามาสู่แต่ละฉากแล้วมีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบในปัจจุบัน จนทำให้ชีวิตของเขามีสีสันในแบบที่ไม่ซ้ำใคร

(Frank Pierson : นักเขียนบทและผู้กำกับชาวอเมริกัน)

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

พิมพิลาไลย

ไม่ได้อยากเห็นตัวละครที่ถูกสร้างตามแบบแผนในวรรณคดี (แบบที่เค้าเล่า ๆ กันมา) แต่อยากเห็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งหวานซึ้งดูดดื่มกับรักแรกที่ไม่เคยเลือนราง มนุษย์คนหนึ่งซึ่งเคยเรียนรู้ ผิดพลาด เจ็บปวด อ่อนไหว ครวญคร่ำร่ำไห้ ยึดยื้อและปล่อยวางบางห่วงโซ่ความสัมพันธ์ที่รัดรึงร้าวใจ มนุษย์คนหนึ่งซึ่งใช้เวลาค่อนชีวิตค้นหาตัวตนและตำแหน่งแห่งหนที่จะยืนอยู่ตรงนั้น และกล้าที่จะบอกกับคนอื่นได้อย่างเต็มปากว่า นี่แหละคือตัวฉัน ท่ามกลางสังคมที่ฉุดกระชากลากถูพร้อมตะโกนใส่หูเธอว่าเธอจะต้องเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ หากมีใครเขียนให้พิมพิลาไลยกลายเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและน้ำตาขึ้นมาได้ ความตายของเธอจะไม่สูญเปล่า เพราะตัวละครที่ทำให้หัวใจของคนอ่านสั่นไหวจะไม่มีวันตายไปจากหัวใจผู้อ่าน

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Pain is inevitable. Suffering is optional.

"Pain is inevitable. Suffering is optional. Say you’re running and you think, ‘Man, this hurts, I can’t take it anymore. The ‘hurt’ part is an unavoidable reality, but whether or not you can stand anymore is up to the runner himself."

(Haruki Murakami, What I Talk About When I Talk About Running.)

วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

วิ่งเคลียร์ใจ

ออกวิ่งเพื่อเคลียร์หลาย ๆ อย่างในหัว
เข้ามาสู่โลกที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากลู่วิ่งตรงหน้า ฟังเสียงลมหายใจ ปล่อยวางทุกอย่างไว้ชั่วขณะ
ไม่รู้จริง ๆ ว่าตอนนี้กำลังวิ่งหนี หรือวิ่งตามอะไรอยู่
รู้แค่ต้องก้าวไปข้างหน้า แม้หนทางจะว่างเปล่าไร้จุดหมาย
ใครบางคนเคยบอกว่า ถ้าเราแข็งแกร่งขึ้น โลกก็จะน่ากลัวน้อยลง
ฉันหัวเราะ ยกแขนขึ้นปาดเหงื่อขมปร่าริมรอบขอบตา
ทำไมฉันไม่เคยเชื่อเลยนะ