แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น-สั้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น-สั้น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562

ฝอยฝนอนันต์

(1.)
"ฝอยฝนอนันต์อีกแล้ว..."
ผมจำได้เสมอ คำพูดติดปากของพิมเวลาที่ฝนตกติดต่อกันเกินสองวัน ช่วงเวลานั้นเธอมักทำรอยยิ้มหล่นหาย เหม่อมองนอกหน้าต่าง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนฉาบทาด้วยเฉดสีเศร้าหม่น บางครั้งเธอหยิบกระดาษขึ้นมาเขียนแล้วขีดฆ่าข้อความซ้ำไปมา ราวกับไม่มีถ้อยคำใดจะทดแทนมวลความรู้สึกในขณะนั้นได้ บางคราวผมพยายามจะแกะสลักประติมากรรมใบหน้าสวยโศกนั้นเป็นบทเพลงสักเพลง แต่ไล่นิ้วได้สักพัก เส้นลวดหกสายในมือก็จะออกเสียงเป็นทำนอง Endless Rain ด้วยความเคยชินเสมอ

(2.)
"พวกเราแม่งป่วยว่ะพี่"
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พิมโพล่งออกมาท่ามกลางสายฝนในวันหนึ่งที่ท้องฟ้าเป็นสีเทา
"หมายความว่าไง"
"พวกนักเขียน กวี ศิลปินห่าเหวอะไรเนี่ยแม่งป่วยเป็นโรคจิตอ่อน ๆ แน่ แค่เห็นฝนตกก็เศร้าจนจะร้องไห้ตามได้"
ผมหัวเราะในลำคอ บรรเลงกีตาร์เป็นทำนองเพลงเศร้าเบาบาง
"เมื่อไรฝนจะหยุดตกนะพี่"
"เห็นพยากรณ์อากาศบอกว่าพายุเข้าวันนี้วันสุดท้ายแล้ว พรุ่งนี้คงได้เห็นแดดบ้างล่ะ"
"ไม่ใช่ หนูหมายถึง...เมื่อไรเรื่องแบบนี้มันจะจบลงเสียที"

(3.)
วันนี้ละอองฝนโปรยปรายแต่เช้ามืด ผมงัวเงียขึ้นมาจากเตียง ไข้หวัดทุเลาลงแล้วเพราะยาแรงที่หมอจ่ายให้เมื่อวาน
"คุณช่วยไปส่งตาหนูทีนะ ฉันมีประชุมเช้า"
ประกาศิตจากคุณภรรยา นอกจากจะยึดรถคันใหม่ไปใช้แล้ว ยังส่งให้ผมกับเจ้าเด็กน้อยต้องมาแข่งกันบิดขี้เกียจในรถคันเก่าท่ามกลางรถหรูนับร้อยที่จอดแน่นิ่งบนถนนหน้าโรงเรียน ผมพยายามหมุนวิทยุหาเพลงฟัง ได้ยินแต่เสียงสัญญาณขาดหาย
"หนูไม่ชอบฝนเลยพ่อ...ฝนตกแล้วต้องนั่งในรถน๊านนาน เมื่อยอะ หนูอยากเจอเพื่อนเร็ว ๆ"
"ฮื่อ พ่อก็ไม่ชอบฝน"
"ทำไมคะ"
"บางครั้งเวลาฝนตกก็ทำให้พ่อเศร้า" ผมยิ้มให้ลูก
"ทำไมเศร้าล่ะค้าา" เจ้าลูกตัวแสบทำเสียงยานคาง "พ่อจะไม่ได้เจอเพื่อนเหรอ"
ยังไม่ทันได้ตอบ รถของผมถึงคิวจอดหน้าประตูโรงเรียน เจ้าเด็กน้อยร้องดีใจ เปิดประตูกระโดดโลดเต้นลงจากรถ แต่ก็ไม่ลืมจะหันมาสวัสดีผมก่อนวิ่งปร๋อเข้าโรงเรียน

(4.)
ฝนหยุดตกแล้ว แสงแดดเข้มขึ้นตามเวลา ผมเหยียบคันเร่งมุ่งตรงไปยังออฟฟิศ วันนี้คงสายตามเคย ลองหมุนวิทยุอีกครั้ง จู่ ๆ เพลง Endless Rain ก็ดังขึ้นมาห่มคลุมความเงียบในรถ
ชั่วขณะหนึ่ง ผมรู้สึกว่าฝอยฝนอนันต์ของใครบางคนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บางบทบันทึกถึงหญิงสาวห้อง 268


เธอขยับลูกบิดเพื่อความแน่นอนใจว่าล็อกประตูแน่นหนา ก่อนจะลั่นกลอนเสริมกุญแจขนาดที่ต้องใช้ชะแลงและมัดกล้ามฉกรรจ์ของหนึ่งหรือสองชายเพื่องัดมันออกหากลูกกุญแจหล่นหาย ไม่รู้ว่าสมบัติล้ำค่าที่เธอซ่อนในห้องคืออะไร อาจจะเป็นทองห่อผ้าขี้ริ้ว เป็นไข่มุกเมื่อหล่นบนจานหยก เป็นเพชรยอดมงกุฎขององค์ราม

หรืออาจจะเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อใครสักคน

ผมทอดก้าวเชื่องช้าเผื่อการสบตาและยิ้มทักทาย แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ลงเอยด้วยการก้มหน้าก้มตาเดินอย่างไม่อินังขังขอบต่อเพื่อนร่วมตึกของเธอ มีก็แต่พี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าหอพักเท่านั้นที่ได้สบตาเธอมากกว่าผมยามที่เธอจำต้องมองค้อนหากพี่มอเตอร์ไซค์ทำเป็นเห็นผาดผ่าน

"ริจะเป็นนักเขียนต้องขี้เสือก" มิตรสหายร่วมอุดมการณ์น้ำหมึกและน้ำเมาหลุดหล่นวลีเลี่ยมทองไว้ในวงน้ำสีอำพันฝืดเฝื่อน แปลให้สละสลวยขึ้นมาหน่อยว่านักเขียนต้องรู้จักสังเกตชีวิตของคนรอบตัว แต่สำหรับเธอ ไม่ต้องสังเกตถึงขนาดเพ่งเล็ง เรื่องราวกึ่งลึกลับเกือบมิสทรี่ก็กระเด็นกระดอนเข้าคลองจักษุผมเป็นกระสาย

หญิงสาวปริศนาซุกซ่อนตัวเองอยู่ในห้อง 268 ซึ่งคือห้องเยื้องทางสามแพร่งที่บันไดชั้นห้าของหอพัก นั่นเป็นเหตุผลและข้อบังคับในการเดินผ่านห้องของเธอต่อให้ไม่มีเจตนาละลาบละล้วง กิจวัตรเธอเที่ยงตรงราวกับนาฬิกาสวิสฯ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำเสียยิ่งกว่าลูกดิ่งวัดองศาพีระมิดโบราณ

ผมเคยตั้งชื่อเล่นๆ ให้เธอว่าแม่สาวเจ็ดเช้าเจ็ดดึก เพราะเมื่อเข็มนาฬิกาเวียนมาที่เลข 7 เสียงไขประตูห้องนั้นจะดังขึ้น เธอพาตัวเองออกมาตรวจสอบความเรียบร้อยของลูกบิดที่หน้าประตู ก่อนจะขัดกลอนขังตัวเองไว้นอกห้อง จำเนียรกาลผ่านกว่าเข็มสั้นจะคืบคลานถึงเลข 7 อีกรอบ ภาพเดิมฉายทวนย้อน เธอพาตัวเองมาปลดปล่อยอิสรภาพของกุญแจ ก่อนจะปิดประตู ล็อกลูกบิด ลั่นกลอนภายในเก็บตัวเองไว้ดุจเดิม

ความรู้น้อยนิดผ่านสายตาขี้เสือกคือเธอเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงจากเครื่องแบบที่สวมใส่ พ้นจากนั้นข้อมูลเธอคือหลุมดำปริศนา แม้แต่คณะที่เรียนยังคาดเดาไม่ถูก เพราะหนังสือทุกเล่มเก็บเรียบในกระเป๋าถือสีดำสนิทเหมือนสีของแววตาเฉยชายามเธอมองบันไดเก่าคร่ำคร่า แววตาที่ไม่เคยเปลี่ยนแม้เธอจะลอกเปลือกนักศึกษาสู่พนักงานออฟฟิศมาดเฉียบ

การพบพานไม่ผูกพันนับแต่วัยเรียนกระทั่งทำมาหาเลี้ยงชีวิตได้ชักนำเอาเรื่องราวของเธอมาสิงสถิตเป็นส่วนหนึ่งของก้อนภูเขาน้ำแข็งแห่งการคาดเดาและจินตนาการ ทั้งที่จุดโผล่พ้นยอดมีแค่เจ็ดเช้าเจ็ดดึกที่เราสวนทางกันบ้างเมื่อโชคชะตาหมุนเข็มความบังเอิญมาหาเป็นครั้งคราว

สวัสดีครับ ผมเห็นคุณมาตั้งแต่ตอนเรียนรามฯ แล้ว คุณชื่ออะไร ทำงานที่ไหนครับ เรียนรามฯ คณะอะไร อ๋อนี่ก็รุ่นน้องผมน่ะสิ - จิตวิญญาณความขี้เสือกของนักเขียนร่ำๆ จะง้างปากของกายหยาบเพื่อเอ่ยเอื้อนวจีเท้าความถึงวันแรกไล่มาถึงความค้างคาของวานวัน แต่เมื่อเสียงลั่นกลอนประตูของเธอดังและหนักแน่นพอๆ กับสายตาเงียบงันต่อคนแปลกหน้า นักเขียนขี้เสือกควรต้องม้วนเสื่อไปเสียก่อนจะถูกฟ้องว่าคุกคามความเป็นส่วนตัว

อย่าว่าแต่เริ่มต้นบทสนทนา แม้แต่รอยยิ้มที่มอบให้ก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากเป้าหมายที่ท่านส่ง

ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวหยักศกปลาย ผิวน้ำผึ้งหนึ่งแดด จมูกเป็นสันโด่งสอดรับกับดวงตาคมสวย หัวคิ้วมีรอยยับย่นเล็กๆ เนื่องจากเธอมักจะผูกโบไว้ที่คิ้ว ซึ่งน่าจะเป็นทักษะพื้นฐานของเธอนอกเหนือจากการผูกเงื่อนมาตรฐานสมัยเรียนเนตรนารี - ผมควรจะเติมรายละเอียดของเธอนอกเหนือจากข้อมูลทั่วไปแทนที่จะปล่อยให้เธอเป็นตัวละครไร้หน้าตาอย่างที่เรื่องสั้นดาดๆ ของนักเขียนมือไม่ถึงชอบเขียนถึง แต่เมื่อรูปหน้าเหล่านั้นไม่มีฐานของเรื่องราวที่จะประกอบสร้างเป็นมนุษย์คนหนึ่ง คำพรรณนาลักษณะของใบหน้าก็กลายเพียงหมึกเปื้อนกระดาษรอการหลงลืม เช่นเดียวกับหญิงสาวห้อง 268 ในชีวิตของเราทุกคนที่โชคชะตาขีดเส้นมาให้รู้จักเพียงเลขห้อง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

เข็มนาฬิกาคืบคลานกลับมาที่เจ็ดดึก เสียงขัดกลอนข้างในดังพร้อมๆ กับเสียงล็อกลูกบิด เธอจะหันหับห้องร้องไห้ในที่นอนเหมือนนางลาวทองหรือนอนหัวเราะร่ากับมุกหูกระจงปัญญาอ่อนจากการรับชมเดี่ยวสิบเอ็ดก็สุดจะคาดเดา การพบพานทางสายตาของเราเกิดขึ้นชั่วพริบตาเหมือนการพัดผ่านของออกซิเจนจืดจาง เธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสี้ยววินาทีที่แล้วมีสิ่งมีชีวิตขี้เสือกส่งสายตามองเธออย่างใคร่รู้ สำหรับเธอแล้ว ผมก็คืออุปกรณ์ประกอบฉากบันไดชั้นห้าซึ่งมีคุณค่ามากเท่ากับหินปลอมยับย่นบนฉากละครเวทีของเด็กประถมฯ

เรื่องราวของหญิงสาวห้อง 268 ยังคงเป็นมิสทรี่สีกลางคืนยามเดือนดับ ตราบเท่าที่โชคชะตาเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าได้รู้จักกันผ่านการบีบคั้นของความบังเอิญแต่ถ่ายเดียว บางทีหญิงสาวอาจลุกขึ้นมีชีวิตท่ามกลางหน้ากระดาษของผมได้ในสักวัน หากกุญแจชื่อความไว้เนื้อเชื่อใจหลุดหล่นออกมาพร้อมรอยยิ้มตอบกลับเบาบางเมื่อผมทักทายด้วยสายตาเฉกเช่นทุกคราครั้ง

แต่ผมกลับเชื่อเหลือใจว่า สักวันคือวันที่ไม่มีทางมาถึง

ธันวาคม ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ก้อนหิน

คู่รักทุกคู่ในโลกเว้นแต่คู่ของข้าพเจ้าคงไม่มีคู่ไหนเลิกรากันเพราะก้อนหินเป็นแน่ หรือที่จริงควรจะกล่าวว่าเพราะปลาทองคู่นั้นซึ่งข้าพเจ้าซื้อมาเป็นของขวัญในวันแห่งความรักเป็นต้นเหตุให้เราทุ่มเถียงกันเรื่องก้อนหิน เธอยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องใช้ก้อนหินประดับตู้ปลาคุณภาพสูงที่วางขายอยู่ในร้าน พลางร่ายถึงสรรพคุณว่าก้อนหินเหล่านั้นสีสรรพ์สวยงาม เจียระไนโค้งมนไม่เป็นอันตรายต่อร่างบอบบางสีทอง ซ้ำยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีทันสมัย ส่วนข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจากแสดงความแปลกใจอย่างโจ่งแจ้งว่าเหตุใดมนุษย์จึงซื้อขายหินก้อนเล็ก ๆ ด้วยราคาเทียบเท่ากับค่าจ้างกรรมาชนแบกหินภูเขาในอัตราอย่างน้อยสามถึงสี่วัน ทั้งที่จริงก้อนหินเหล่านั้นเราล้วนฉกฉวยได้จากหลังบ้านของเราเอง แม้อาจแตกต่างในรายละเอียดแต่เนื้อแท้แล้วล้วนคือก้อนหินดุจเดียวกัน เพียงเท่านั้นเธอก็เอ่ยคำลา สำทับว่าข้าพเจ้าหยาบคายและสิ้นไร้ความห่วงใยต่อเธอแม้เพียงเศษเสี้ยว ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งข้าพเจ้าให้อยู่กับปลาทองคู่กรรมในถุงน้ำสีหม่น

๑๕/๐๒/๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

ทุนนิยมไม่เหี้ย

"ทุนนิยมไม่เหี้ยแม่งมีด้วยเหรอวะ" ผมขว้างเสียงตะโกนลงกลางความฉ่ำเยิ้มของวงน้ำเมา
"ตรงหน้ามึงนี่ไง ทุนนิยมรสโอชาบรรจุขวด" เพื่อนพูดพลางพยักพเยิดไปยังขวดจอห์นนี่ขี้เดิน ยิ้มกรีดกรายในดวงตาอย่างน่าลูบไล้ด้วยปลายตีน "ถ้าไม่มีทุนนิยม ไอ้ห่าจอห์นนี่จะเดินมาเหยียบส้นตีนที่ลิ้นมึงได้มั้ย"
"อย่าเลยเหล้าเหี้ย ๆ เนี่ย กูแดกเพราะเหล้านายทุนไทยมันระคายคอหรอก อยากแดกเหล้าเถื่อนแม่งก็ต้มเองไม่ได้ ผูกขาดกันชิบหาย ฟักแคปปิตอลลิสม์!" สบถพร้อมรินเมรัยเข้าปากล้างคำหยาบ "รุ่นพี่ที่กูไปทำงานด้วยบอกว่าทุนนิยมแม่งมีทั้งเหี้ยกับไม่เหี้ย แต่ถ้าเรารับเงินที่มันบอกว่าไม่เหี้ยจากนายทุนเหี้ย ๆ เพื่อมาทำเรื่องไม่เหี้ย ก็ถือว่าเราไม่ได้ทำเหี้ย แบบนี้มันใช่เหรอวะ"
"ไอ้ห่าอย่าปล่อยเหี้ยเยอะกูงง" มันหัวเราะ "เขาก็พูดถูกแล้วนี่ เงินไม่เหี้ยเสมอไปหรอกถ้ามึงเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์... อย่างซื้อเหล้าเลี้ยงกู"
"สันดานมึงนี่แม่ง รวยกว่ากูเสือกชอบกินฟรี" ผมกระซิบสบถเพราะกลัวเหล้ากระเด็นจากซอกฟัน "แม่งขูดรีดกำไรส่วนต่างจนพุงกาง แล้วเขี่ยเศษกระดูกมาทำซีเอสอาร์ลดภาษีชัด ๆ ทำไมรุ่นพี่กูต้องเห็นดีเห็นงามด้วยวะ"
"ถ้ามึงไม่รับเงินซีเอสอาร์ มึงจะได้มานั่งแดกเหล้าปรับทุกข์กับกูที่อาร์ซีเอนี่มั้ย ไอ้ห่ามึงอย่าไปเชื่อมาร์กซ์มาก ถ้ามาร์กซ์แม่งไม่ได้เงินทุนสนับสนุนจากเองเกลส์มันจะเขียนหนังสือด่าทุนจบมั้ยวะ" มันกระดกแก้วเหล้า ก่อนผมจะสะกิดเตือนมันเบา ๆ จนหน้าคว่ำเพราะมันยกผิดแก้ว "มึงยังหนุ่มก็ซ้ายแบบนี้ล่ะวะ เดี๋ยวแก่ไปมึงก็คงเข้าใจพี่แก ขงเบ้งยังเคยกล่าวไว้ หนุ่มสาวไม่เป็นซ้ายคือไร้หัวใจ คนแก่ยังเป็นซ้ายคือไร้สมอง"
"ขงเบ้งห่าไรวะ สมงสมองมึงนี่ไปกับน้ำเมาหมดแล้วสัตว์" ผมกลืนคำเผ็ดฉุนลงไปพร้อมกับน้ำสีอำพันที่เพื่อนชงให้ใหม่ ระยำ! เหล้าห่านี่จืดอย่างกับน้ำจุ่มส้นตีน

๑๗/๐๙/๕๗

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ซอยนิรนาม

ซอยที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่เป็นซอยไม่มีชื่อ แต่ถึงไร้ชื่อก็ใช่จะไร้ชีวิต ด้วยว่ามีผู้คนและเรื่องราวมากมายอาศัยอยู่ในซอยนี้ จุดสังเกตโดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นร้านโรตีของบังมานที่อยู่ปากซอย โรตีฝีมือแกรสชาติจัดจ้านพอๆ กับแสงสีประดามีจากไฟกระพริบที่แกสรรหามาประดับรถเข็น แกเป็นคนเสียงดัง แถมพ่วงอารมณ์ขันร้ายลึก มุกตลกที่แกปล่อยทำเอาข้าพเจ้าสำลักน้ำตาได้ทุกครั้ง ถัดจากนั้นคือร้านข้าวหมูแดงของเฮียเก่ง ซึ่งเก่งสมชื่อเฉพาะกับศพหมู แต่หงอสิ้นดีเวลาอยู่ต่อหน้ายัยเมียหมูอ้วนปากจัดของแก ป้าสร้อยแม่ค้าขายไข่ซึ่งมักจะหักกำไรตัวเองทิ้งด้วยความซุ่มซ่ามทำไข่หล่น ยายเพ็ญข้าวตามสั่งซึ่งเสียงด่าลูกชายไม่เอาไหนดังกว่าเสียงเคาะตะหลิว คุณนวลร้านซักรีดหน้าจืดแต่กลีบเสื้อที่ผ่านมือเธอคมกริบบาดมือ ฯลฯ หากมีเวลามากพอ ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะเล่าเรื่องราวของแต่ละคนได้ทั้งวัน ซอยที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่จึงเป็นเสมือนจักรวาลเล็กๆ ที่มีโลกของแต่ละคนโคจรอยู่ เป็นซอยที่ไม่เหมือนซอยไหนในประเทศ หรืออาจจะเป็นซอยเดียวในโลก ทว่าวันหนึ่งความเชื่อนี้กลับล่มสลายลงเมื่อข้าพเจ้าพยายามอธิบายเรื่องราวของซอยนี้ให้คนขับแท็กซี่ฟังเพื่อให้เขาไปส่ง เขาส่ายหน้า “ซอยแบบนี้มีในกรุงเทพฯ เยอะแยะไปครับ ขอชื่อหรือเลขซอยดีกว่า“ ข้าพเจ้าทุ่มเถียงหัวชนฝาอยู่นานทว่าในที่สุดก็ต้องยอมแพ้ พลางเปิดแผนที่ในโทรศัพท์ซึ่งบันทึกตำแหน่ง GPS บ้านข้าพเจ้าไว้และปล่อยให้มันนำทาง ทั้งที่เจ้าแผนที่บ้าบอนั่นไม่เคยบอกตำแหน่งร้านบังมานถูกด้วยซ้ำ

๑๘ ก.ค. ๕๗

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รถเมล์

“แม่งจะจอดให้ตรงป้ายก็ไม่ได้“ อานนท์ส่งสบถไล่หลังรถเมล์ตีนผีที่พาเขาวิ่งเลยป้ายมาประมาณสามสิบสามก้าว เพียงเพื่อจะแซงรถเมล์ร่วมเส้นทางให้ได้โดยเมินเฉยต่อสิทธิของประชาชนคนธรรมดาผู้จ่ายค่าโดยสารครบทั้งแปดบาทไม่มีขาดสักสตางค์แดง ต่อเมื่อเดินจงกรมครบสามสิบสามก้าวถึงจุดที่ควรได้ลงแล้ว ชายหนุ่มจึงระลึกได้ว่าไม่ควรโกรธคนขับรถเมล์แม้แต่น้อย เนื่องจากแรกเริ่มเดิมทีเขาเลือกใช้บริการรถสาธารณะด้วยจิตอันเป็นกุศลเพื่อมวลมหาชน ยอมเสียสละความสะดวกสบายจากรถยนต์ส่วนตัวเพื่อให้ถนนมีที่ว่างขึ้นอีกนิด จิตกุศลนี้ไม่ควรมัวหมองด้วยใจหยาบคายของคนขับรถเมล์ อีกประการหนึ่ง หากอานนท์ยืนยันจะลงตรงป้าย ใจของคนขับรถเมล์คงจะยิ่งเปี่ยมโทสะ เพราะถูกรถเมล์ร่วมเส้นทางเบียดตัดหน้าแย่งชิงผู้โดยสารป้ายถัดไป จากนั้นจะเกิดอะไรกับผู้โดยสารที่เหลืออยู่เล่า ลำพังแค่แซงทันแต่ติดไฟแดง คนขับก็ถีบพวงมาลัยระบายอารมณ์เสียแล้ว ลีลาการขับนรกแตกแบบนั้น แค่เขาได้สัมผัสเพียงสิบนาทีก็เกินพอ การได้ทรมานชายหนุ่มไร้พิษสงอย่างเขาสักสามสิบสามก้าวคงพอให้คนขับใจเย็นลงได้บ้าง ผู้โดยสารที่เหลือจะได้ปลอดภัยตลอดการเดินทาง เมื่อระลึกว่าตนบำเพ็ญกุศลกรรมยิ่งใหญ่เช่นนี้ พลันเขารู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว ความมืดค่อยระเหิดหายด้วยแสงพิสุทธิ์ที่ส่องสว่างจากทุกรูขุมขน สองเท้าค่อยลอยขึ้นเหนือพื้น อานนท์กลายเป็นเทวดาล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ทว่ากลับไม่รู้สึกถึงลูกกรงแน่นหนาที่ซ่อนร่างอยู่ในกลีบเมฆ

๑๗ ก.ค. ๕๗

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

กล่องดนตรี

คุณสะอึกสะอื้นเสียจนตัวโยน ขณะที่ผมยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก ผมถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาว่าทำผิดอะไร คุณควรจะโผเข้ามากอดด้วยความปลื้มปีติด้วยซ้ำ หรืออย่างน้อยก็ขอบคุณที่ผมนำกล่องดนตรีชำรุดของคุณไปซ่อมจนมันกลับมาบรรเลงเพลง Für Elise ของบีโธเฟนอย่างสมบูรณ์แบบ ทำไมคุณต้องร้องไห้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุณเองก็เคยพยายามซ่อมมัน ทว่าผลออกมาคือเสียงเพลงเพี้ยนแปร่งปร่า "มันเหมือนชีวิตนักดนตรีของฉัน“ คุณว่า แน่ล่ะคุณเป็นนักดนตรีแต่ไม่ใช่นักซ่อมกล่องดนตรี วันที่ผมเอากล่องดนตรีไปซ่อม ช่างซ่อมถอดแผ่นบรรเลงข้างในทิ้ง เปลี่ยนแผ่นใหม่ ผมแย้งว่าจะเป็นเพลงเดิมหรือ ช่างว่า “กล่องไหนๆ ก็เพลงนี้ทั้งนั้นแหละครับ“ เมื่อเปิดฟังก็จริงตามนั้น แถมยังบรรเลงโดยไม่มีโน้ตเพลงผิดเพี้ยนระคายหูเหมือนเคย

รุ่งเช้าคุณหายไปจากชีวิตผม ทิ้งไว้เพียงกระดาษที่เขียนว่า “ฉันกลัวว่าสักวันฉันจะกลายเป็นคนที่คุณไม่รู้จัก“ ซึ่งผมยังไม่เข้าใจความหมายตราบเท่าทุกวันนี้

๑๖ ก.ค. ๕๗

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หมูปิ้ง

"อย่าเลือกเลยครับ เหมือนกันหมดนั่นแหละ" พ่อค้าเตือนด้วยความหวังดี ขณะเห็นข้าพเจ้าขะมักเขม้นเลือกหมูปิ้ง
"มันต้องมีไม้ที่เนื้อหมูมากกว่ามันหมูบ้างสิ ฉันไม่ชอบมันหมู"
"เนื้อสามส่วนมันสองส่วนเสียบสลับกัน เป็นแบบนี้ทุกไม้ตั้งแต่รับมาขายแล้วครับ"
"จะหาอัตลักษณ์จากหมูปิ้งข้างถนนเหรอ เสียเวลาเปล่าน่า" เพื่อนข้าพเจ้าหัวเราะร่วน "หมูมันเป็นพิมพ์เดียวกันมาตั้งแต่ในฟาร์มแล้ว"
"ไอ้ห่า! ขืนแดกแต่ของไม่มีอัตลักษณ์ เราคงกลายเป็นมนุษย์สายพานเข้าสักวัน"
"อยากแดกอัตลักษณ์นักก็เชิญโน่น! มันขายพ่วงอยู่กับสินค้าแบรนด์เนมโว้ย" เขาชี้ไปยังห้างดังกลางใจเมือง ไม่ไกลจากร้านหมูปิ้ง "แต่แม่งก็ออกมาจากสายพานโรงงานเหมือนกันว่ะ"
ข้าพเจ้าเมินคำเพื่อน ตั้งใจเคี้ยวหมูปิ้งให้ซ่านลิ้น ทว่าไม่พบรสชาติอื่นใดนอกจากความลื่นเลี่ยนระคายคอ

๑๒ ก.ค. ๕๗

วันเสาร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปะติวัด

"ไอ้หมา อาบน้ำเสร็จแล้วมาช่วยแม่รดน้ำผักหน่อยสิ" แว่วเสียงแม่ขณะเด็กน้อยจ้วงน้ำราดตัวโครมๆ "เดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทันแม่" พูดไปก็เสียวก้นวาบ เมื่อวานมัวแต่เถลไถลอยู่กับไอ้ขวดกะไอ้แก้วที่ริมคลองเลยพลาดวิชาเลขคาบแรก โดนครูมานะจอมเฮี้ยบหวดเสียก้นยับ วันนี้เขามั่นหมายว่าจะต้องไปยืนยิ้มเผล่หน้าเสาธงเป็นคนแรกเลยเทียว เสียงแม่หัวเราะดังขึ้นมา "เอ็งนี่ก็ไม่รู้อะไร เมื่อวานเขาปฏิวัติ วันนี้โรงเรียนเลยปิด" ปะติวัด?--เด็กน้อยทวนคำ ปะติแปลว่าอะไรก็ไม่รู้ แต่ถ้ามีคำว่าวัดก็คงจะเกี่ยวแก่ขรัวตา สงสัยขรัวตาอยากให้เด็กหยุดเรียนจะได้ไปทำบุญเยอะๆ กระมัง เด็กน้อยลิงโลดออกจากห้องน้ำ ท่องศัพท์ใหม่จนขึ้นใจ "ปะติวัด แปลว่าหยุดเรียน"

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาหารกระป๋อง

เพียงแค่กระป๋องบุบบู้บี้ในการผลิต พวกเขาก็คัดมันออกเสียแล้ว ว่ากันว่ามันเป็นอาหารสำหรับขายให้คนรวย ดังนั้นต้องทำให้ดีที่สุด

นางนึกถึงชีวิตตนเองที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ร่างกายพิกลพิการ ซ้ำยังไม่มีโอกาสเรียน แต่กลับมีลูกน้อยให้ต้องเลี้ยงดู เถ้าแก่ก็ใจดีเหลือเกินที่ให้นางได้ทำงาน ซ้ำยังอนุญาตให้นางเอาอาหารกระป๋องที่ถูกคัดออกกลับบ้านได้ด้วย แม้ว่าจะได้ค่าแรงไม่ถึงร้อย นางก็ไม่เคยปริปากบ่น

วันนี้ได้อาหารกระป๋องที่บุบบู้บี้มามากทีเดียว รวมแล้วราคาแพงโข คงพอจะอิ่มท้องไปหลายวัน นางร้องเรียกลูก “มากินข้าวเถอะลูก วันนี้แม่มีทูน่ากระป๋องใส่เยลลี่แบบที่ลูกชอบมาด้วยนะ”

วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เหมือนเดิม

"กะเพราไก่ไข่ดาว"

ยังไม่ทันที่ผมจะอ้าปาก ป้าเจ้าของร้านอาหารตามสั่งก็จัดแจงเมนูให้ผมเสียเสร็จสรรพ ก่อนถามย้ำว่า เหมือนเดิมใช่ไหม ใช่ เหมือนเดิม ไม่มีอะไรแปลกแตกต่างไปจากเดิม ชีวิตของผมเป็นเช่นนั้นเสมอมา เสื้อยืดกางเกงยีนส์เหมือนเดิม ร้านข้าวปากซอยเหมือนเดิม สั่งอาหารเมนูเดิม น้ำส้มไบร์เล่ย์หนึ่งขวดเหมือนเดิม ชีวิตที่แสนแห้งแล้ง เดินตรงเหมือนนาฬิกา วนเวียนในหน้าปัดขนาดเล็กพอจะกักขังเข็มนาฬิกาสามเข็มให้วิ่งวนอย่างนั้นไม่รู้จบ

วันนี้เป็นแค่วันหนึ่ง ๆ เป็นวันหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ไม่มีงานฉลอง ไม่มีของขวัญ สำหรับผมคนที่เหมือนเดิมทุกอย่าง ตื่นเช้า อาบน้ำแต่งตัวลวก ๆ เดินออกมากินข้าวร้านปากซอย หาหนังสืออ่านในร้านหนังสือหรือห้องสมุด นั่งริมแม่น้ำเหม่อมองทิวทัศน์ตอนเย็น ๆ แล้วกลับไปขังตัวเองในห้องเงียบเหงา ใช่ วันนี้เป็นแค่วันหนึ่ง ๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ หากจะมีความหมายอะไรสักอย่าง ก็คงไม่มีใครจำได้แล้ว เว้นแต่ผมคนที่ไม่เหมือนเดิมเท่านั้นที่ไม่เคยลืม วันนี้เป็นวันครบรอบเจ็ดปีที่เราสองคนคบกัน หากเรายังคบกันอยู่

ใช่-หากเรายังคบกันอยู่ แต่เธอหายไปจากชีวิตผมมานานนับปีแล้ว

เรื่องราวเมื่อเจ็ดปีก่อนเหมือนความฝัน เธอผู้มีรอยยิ้มหวานมองดูไม่รู้เบื่อ และมีโลกใบใหม่ที่น่าตื่นเต้นเดินเข้ามาในโลกเดิม ๆ ของผม เสื้อยืดกางเกงยีนส์ของผมเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตในบางวัน และร้านข้าวที่เธอพาไปก็ไกลกว่าปากซอย คงมีก็แต่เมนูอาหารที่ยังไม่เปลี่ยน

"กินเหมือนเดิมอีกแล้ว" เธอว่า

"ไม่เหมือนเดิมหรอก" ผมยิ้ม "อร่อยกว่าเดิมตั้งเยอะ"

หกปีที่คบกัน นานเกินจะฝัน สั้นเกินจะตื่น เธอทำให้ผมพบโลกใบใหม่ ผมตื่นเต้นกับโลกของเธอในทุกเช้าที่ตื่นนอน แต่สำหรับเธอ เธอพบโลกใบเดียวของผมซ้ำซากทุกวัน ผมยังเป็นคนเดิม คุยแต่เรื่องเดิมซ้ำไปซ้ำมา ชีวิตที่แสนแห้งแล้ง เดินตรงเหมือนนาฬิกา วนเวียนในหน้าปัดขนาดเล็กพอจะกักขังเข็มนาฬิกาสามเข็มให้วิ่งวนอย่างนั้นไม่รู้จบ เธอไม่อยากเป็นเข็มนาฬิกา จึงเดินออกจากโลกที่มีขอบเขตแค่หน้าปัดเล็ก ๆ ไปหาคนอื่นที่มีโลกใบใหญ่ไม่ซ้ำซากจำเจ

"เหมือนเดิมใช่ไหม" ป้าเจ้าของร้านย้ำคำ

ผมตื่นจากภวังค์ ไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดจากปาก ได้แต่ยิ้มและพยักหน้าให้ อันที่จริงวันนี้ผมตั้งใจจะมาสั่งเมนูอื่น เมื่อวานเธอโทรมาหาผม เธอบอกให้ผมลองเปลี่ยนเมนูอาหารดูเสียบ้าง ถ้าไม่ลองเปลี่ยนเมนูจะรู้ได้อย่างไรว่ามีอะไรดีกว่าเดิมรออยู่หรือเปล่า เธอบอกผมอย่างนั้นหลังจากบอกข่าวสำคัญว่าเธอกำลังจะแต่งงาน สำหรับเธอวันนี้คือวันแต่งงานของเธอ เป็นวันพิเศษที่สุดในชีวิตของเธอ แต่สำหรับผมวันนี้ก็แค่วันหนึ่ง ๆ เป็นวันหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ ทุกอย่างยังคงเป็นไปเหมือนเดิม เว้นก็แต่ความตั้งใจที่จะลองเปลี่ยนเมนูอาหาร แต่สุดท้ายก็จบลงที่เมนูเดิม ผมจะเปลี่ยนอะไรได้อย่างไรในเมื่อยังไม่กล้าพอแม้แต่จะดึงรูปถ่ายของใครคนหนึ่งออกจากหัวเตียง ใครคนนั้นที่มีรอยยิ้มหวานมองดูไม่รู้เบื่อ

อาหารเมนูเดิม น้ำไบร์เล่ย์วางบนโต๊ะเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่วันนี้รสชาติของมันขมปร่าสิ้นดี

๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

เธอ/ฉันฆ่าเธอ

ฉันลืมตามาเพื่อที่จะพบว่า มือฉันกำอยู่ที่มีดเล่มนั้น มันปักอกเธอแน่นจนขยับไม่ได้ เช่นเดียวกับเธอผู้ไร้ลมหายใจที่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอดฉัน
"ฉันฆ่าเธอ... ฉันฆ่าเธอ..." ครวญคร่ำอยู่เช่นนั้นราวกับคนเสียสติ กอดร่างเธอไว้แน่น
ปิดประตูดังปัง! เธอกลับมาพร้อมกับข้าวถุงใหญ่ ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เธอจัดสำรับบนโต๊ะอาหาร ปล่อยให้ฉันร้องไห้อยู่เพียงลำพัง
"ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว มากินข้าวกันเร็ว" เธอร้องเรียกด้วยเสียงแจ่มใสซ้ำอยู่สองสามครั้ง เมื่อเห็นฉันไม่ตอบรับ เธอจึงเดินมากอดฉันแน่น หอมแก้มฉันครั้งหนึ่ง
"เป็นอะไรไปฮึ มากินข้าวได้แล้ว" เสียงเธอยังหวานใสเช่นเคย ทั้งที่เธออยู่ในอ้อมกอดฉัน มีดปักอยู่อย่างนั้น ร่างจมกองเลือด "กับข้าววันนี้ซื้อมาจากร้านโปรดของเรา รีบมากินเถอะ เดี๋ยวกับข้าวเย็นชืดหมดนะ"
เมื่อเห็นฉันไม่ขยับ เธอจึงฉุดกระชากลากถูฉันมานั่งเก้าอี้ราวกับฉันเป็นเด็กดื้อที่ไม่ยอมมากินข้าวตามคำสั่งแม่
"ฉันจะกินข้าวได้อย่างไร ฉันฆ่าเธอไปแล้ว" ฉันร้องทั้งน้ำตา
"ฉันยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย" เธอส่งยิ้มให้ฉัน ตักข้าวเข้าปาก "กินข้าวได้ด้วย"
ฉันโผเข้าไปกอดเธอ "ฉันขอโทษ ฉันฆ่าเธอ ฉันฆ่าเธอ ฉันฆ่าเธอไปแล้ว ฉันขอโทษ..."
"ที่เธอฆ่าไปนั่นเป็นฉันจริง ๆ เหรอ?" เธอถามฉันก่อนจะหัวเราะ แต่เมื่อเห็นฉันเอาแต่ตื่นตะลึงจนไม่ได้ตอบคำถามนั้น เธอก็ยักไหล่ไม่รู้ร้อน "ฮื่อ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก รีบกินข้าวเถอะ"

๒๙/๐๙/๒๕๕๔

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เรื่องราวของฉันกับนักหยุดเวลาผู้ไม่เคยหยุดเวลา

(1.)

แล้วฉันก็พบบางสิ่งบางอย่างในลิ้นชักดิจิตอล

ใครบางคนหยุดเวลาของสองเราไว้ตรงนั้น

ฉันคิดว่าเธออาจจะจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เธอเชื่อไหม ฉันจำมันได้ทั้งหมด ทั้งอารมณ์ความรู้สึก ช่วงเวลาที่เกิดขึ้น บทสนทนาอันบางเบา ใครเป็นคนที่อยู่หลังกล้องนั้น

แต่ฉันไม่เคยบันทึกมันไว้, ไม่สิ ตอนนั้นฉันอาจไม่จำเป็นต้องบันทึกมัน เพราะฉันไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องสูญเสียเธอไป เปล่า, ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีทางสูญเสียเธอไป ฉันแค่รู้สึกว่าฉันจะไม่สูญเสีย อาจเป็นเพราะฉันวางระยะห่างของเราให้อยู่ในระยะที่เหมาะสมเสมอ นับแต่แรกเริ่มและตลอดมา

ฉันไม่เคยใกล้เธอมากพอที่จะรู้ถึงบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

(2.)

ฉันดีใจนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รับรู้ว่าเธอเป็น "นักหยุดเวลา"

นักหยุดเวลาในความหมายของฉัน พวกเขามีพลังพิเศษที่จะหยุดเสี้ยวเวลาหนึ่งให้เป็นอมตะ เก็บเสี้ยววินาทีที่อาจไร้ค่า หรือเป็นเสี้ยววินาทีที่อาจจะไม่พบในเสี้ยววินาทีไหนอีกแล้ว

วินาทีที่เสียง "แชะ" ดังขึ้น เธอก็หยุดเสี้ยววินาทีหนึ่งของโลกใบนี้ไว้, วินาทีที่เสียง "แชะ" ดังขึ้น เธอก็หยุดเสี้ยววินาทีของรอยยิ้มใครคนหนึ่งไว้ยาวนานนับนิรันดร์ เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานจนกว่าเธอเองปรารถนาจะลบเลือน

แน่นอน, ฉันดีใจที่เธอเป็นนักหยุดเวลา

แต่บางครั้ง, บางเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่ฉันรู้สึกเสียใจ, เธอเป็นนักหยุดเวลาช้าเกินไป...

(3.)

ฉันไม่เคยเป็นนักหยุดเวลา

สิ่งดีที่สุดที่ฉันทำได้คือการสะกดห้วงเวลาให้อยู่นิ่ง ฉันไม่อาจหยุดเวลาได้อย่างสัมบูรณ์เช่นเธอ หากกรงสะกดเวลาของเธอคือเสี้ยววินาที กรงของฉันใหญ่กว่านั้นมาก

นั่นทำให้ฉันเก็บได้เพียงห้วงเวลาบางส่วน มันอาจเชื่อมโยงได้ในระยะเวลาที่สัมพัทธ์กัน แต่ที่สุดแล้ว แต่ละห้วงเวลาต่างก็เป็นเอกเทศต่อกัน

แม้ว่าทุกห้วงเวลา มีเรื่องราวของเธอบรรจุอยู่เต็ม แต่มันก็จะเป็นเพียงความทรงจำขาดวิ่นไม่ปะติดปะต่อ ยกเว้นแต่ฉันที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อเนื่องกัน และเป็นนิรันดร์ในใจฉัน

ฉันเสียใจที่ฉันไม่ใช่นักหยุดเวลา ทั้งที่ความคิดและความรู้สึกทั้งหมดของฉันหยุดอยู่ที่ตรงนั้น จุดที่กาลเวลาไม่อาจหวนกลับ หากฉันเป็นนักหยุดเวลา ฉันอาจจะสะกดเสี้ยววินาทีนั้นไว้ได้ ฉันอาจจะพบว่าในเสี้ยววินาทีนั้นฉันมีความรู้สึกมากเพียงใด

แต่ฉันไม่ใช่นักหยุดเวลา ดังนั้นห้วงเวลาที่ฉันพยายามสะกดไว้ มันกลับค่อย ๆ ขยายขึ้น และความรู้สึกก็ทบทวีรุนแรง บางครั้งเวลาที่ฉันคิดถึงห้วงเวลานั้น ฉันเสียน้ำตา

(4.)

เธอเป็นนักหยุดเวลาในวันที่เสี้ยววินาทีนั้นเลยผ่านไปนานแล้ว มันจึงไม่มีหลักฐานในเสี้ยววินาทีนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา

เฉพาะเรื่องของเราสองคน เวลาสำหรับเธอจึงเดินไปข้างหน้า เธอมีภาระที่ต้องหยุดเวลารออยู่ข้างหน้ามากมาย สำหรับนักหยุดเวลา เสี้ยววินาทีที่รออยู่ข้างหน้ามีความหมายกว่าการหวนกลับไปบันทึกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปแล้ว เพราะมันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

มีก็แต่นักสะกดห้วงเวลาอย่างฉันที่ยังจมจ่อมอยู่กับเรื่องเก่า ๆ นักสะกดห้วงเวลาอย่างฉันยังคงเขียนถึงเรื่องเก่า ๆ ที่ผ่านไปแล้ว มันอาจออกมาเป็นบทกวีนับร้อยบท เรื่องสั้นนับพันเรื่อง หรือนวนิยายนับหมื่นเล่ม เพียงเพราะฉันหยุดเวลาเสี้ยววินาทีนั้นไม่ได้

(5.)

อีกครั้งที่ฉันมองบางสิ่งในลิ้นชักดิจิตอล

ใครบางคนหยุดเวลาของสองเราไว้ตรงนั้น

มีเพียงเราสองคน, ฉันยิ้ม, เธอยิ้ม, ใครบางคนหยุดเวลานั้นไว้ ใครบางคนที่ไม่รู้ว่าเสี้ยววินาทีที่เขาหยุดเวลานั้นไว้ เมื่อผ่านมาห้าปี มันจะทำให้หนึ่งในสองคนในภาพต้องเสียน้ำตา

เราสองคนนั่งห่างกันพอสมควร นั่นแหละ, ฉันวางระยะห่างของเราให้อยู่ในระยะที่เหมาะสมเสมอ ฉันจึงไม่เคยรู้สึกว่าฉันจะสูญเสียเธอ นับตั้งแต่เสี้ยววินาทีนั้นจนถึงวินาทีนี้ แต่ฉันก็หาเหตุผลไม่ได้เลยว่า ทำไมวันนี้ฉันต้องมีน้ำตา

หรือเป็นเพราะครั้งหนึ่ง, เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันสูญเสียระยะห่างนั้นอย่างไม่ตั้งใจ จึงทำให้ฉันรับรู้ถึงบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต นึกย้อนกลับไปยังเสี้ยววินาทีที่ใครบางคนหยุดเวลาของสองเราไว้ตรงนั้น บางทีเสี้ยววินาทีที่ไม่อาจหวนกลับ ฉันอาจจะคิดผิด เสี้ยววินาทีนั้นอาจเป็นเสี้ยววินาทีที่มีความหมายที่สุดในชีวิตฉัน เพียงแค่ฉันขยับเข้าใกล้เธออีกเพียงนิดเดียว

ใกล้เธอมากพอที่จะรับรู้เสียงของหัวใจตนเองว่า นอกจากเธอ, นักหยุดเวลาผู้ไม่เคยหยุดเวลาของสองเรา, ฉันรักใครมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว


วุฒินันท์ ชัยศรี
11 กันยายน 2554

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แรงดึงดูด

"แม่ครับ ทำไมน้ำถึงตกจากข้างบนลงมาข้างล่างล่ะครับ"
"เพราะโลกมีแรงดึงดูดไงจ๊ะ"
"แล้วที่มีคนมาเที่ยวเยอะ ๆ แบบนี้ก็เพราะแรงดึงดูดใช่มั้ยครับ"
"ใช่จ้ะ" เธอหัวเราะกับความช่างคิดของลูกชาย "น้ำตกที่นี่สวยมาก ก็เลยดึงดูดให้คนมาเที่ยวเยอะแยะ"
"ที่พ่อกำลังเดินไปทางนั้นก็เพราะแรงดึงดูดใช่มั้ยครับ"
เธอมองไปทางที่ลูกชายชี้นิ้ว สามีของเธอกำลังเดินตามสาวฝรั่งหุ่นสบึมส์ต้อย ๆ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สะโพกดินระเบิดของเจ้าหล่อนไม่วางตา
"คุณคะ!"


๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รอยเปื้อน

เสื้อเชิ้ตไม่ว่าจะสีไหนยี่ห้อใดเมื่อถูกกาแฟหกใส่ก็ต้องมีรอยเปื้อน สิ่งที่สั่นสะเทือนหัวใจผมมากกว่าปกติก็คือมันเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแบรนด์เนมราคาเท่าต้นฉบับเรื่องสั้นหนึ่งเรื่อง เสื้อเชิ้ตสุภาพอาจไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่จำเป็นสำหรับนักเขียนไส้แห้ง แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องสวมทับวิญญาณอหังการ์เพื่อกลายร่างเป็นคนธรรมดาที่ยอมกราบกรานแทบเท้างอนง้อขอความเมตตากรุณาจากนายจ้างเพื่อให้รับเข้าทำงาน แฟนของผม-ซึ่งก็คือคนที่เพิ่งจะทำกาแฟหกรดเสื้อของผม-เป็นคนแนะนำให้ผมหาซื้อเสื้อตัวนี้มาใส่เพื่อ 'บุคลิกภาพที่ดี' หลังจากอดรนทนไม่ไหวที่เห็นผมตกงานมาหลายปี

เธอละล่ำละลักขอโทษในความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจ แล้วรีบเอาเสื้อไปทำความสะอาด อาจจะป้ายน้ำยาล้างคราบ หรือแช่น้ำยาซักผ้าขาว- ผมไม่รู้กรรมวิธีทำความสะอาดของเธอเลยแม้แต่น้อย หลักฐานก็คือบรรดาเสื้อยืดตัวเก่งที่ผ่านฝีมือซักของผมล้วนเต็มไปด้วยรอยเลอะเทอะเป็นด่างดวงเหมือนลูกหมาตกน้ำ ดูคล้ายกับชีวิตผมก่อนที่จะได้พบกับเธอ นับตั้งแต่ที่เธอเข้ามาในชีวิตผม เธอก็ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ชีวิตผมเข้ารูปเข้ารอยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง รวมถึงงานประจำที่ผมกำลังจะไปสัมภาษณ์เข้าทำงานในวันพรุ่งนี้

เพียงไม่นาน คราบกาแฟก็หายไปสิ้น เธอรีดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวสวยของผมเสียจนกลีบเสื้อคมกริบ เธอบอกว่าผมจะต้องดูดีมากเมื่อใส่ไปสัมภาษณ์งานพรุ่งนี้ เมื่อเห็นผมก้มหน้าก้มตาไม่สนใจเธอจึงดึงปากกาออกจากมือผม บอกว่าดึกแล้วต้องรีบนอนเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปสาย เรื่องสั้นที่แต่งค้างไว้ครึ่งเรื่องนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะอย่างนั้น ผมหยิบเสื้อเชิ้ตแสนสุภาพมาทาบตัว ดูไม่เข้ากันเลยกับหนวดเครารุงรังบนใบหน้า พรุ่งนี้โกนทิ้งให้หมดคงเข้าที ผมนึกในใจพลางมองหารอยเปื้อนบนเสื้อแต่หาไม่พบ แฟนผมทำงานได้สมบูรณ์แบบเหมือนทุกครั้ง แต่กระนั้นผมกลับเกิดความมั่นใจแปลก ๆ ว่าคงจะต้องมีรอยเปื้อนหลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่งบนเสื้อตัวนี้

วุฒินันท์ ชัยศรี

๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความเสียใจ (3)

บางทีเขาอาจจะรู้ชัดอยู่แล้วว่า ความร้าวรานอันเป็นแผลเหวอะหวะในใจของเขามีเพียงสาเหตุเดียวคือคำเลิกราของเธอที่ได้ยินทุกเช้าค่ำ เพียงแต่เขากล้าหาญน้อยเกินกว่าจะยอมรับ

เปล่าหรอก, เธอมิได้โทรศัพท์มาเพื่อตอกย้ำคำว่า เลิกกันเถอะ ให้เขาได้ยินอีกครั้ง ทุกวินาทีของเธอมีค่ามากเกินกว่าจะเสียให้แก่คนอย่างเขาซ้ำสอง เพียงแต่คำนั้นมันดังก้องในหูซ้ำเล่า วนเวียนเป็นพิษร้ายในกระแสเลือด หัวใจเต้นแผ่วลงทุกนาทีแต่ไม่เคยหยุด ทั้งที่เขาปรารถนามากกว่าสิ่งใด ฟ้าครามที่ใครคนอื่นมองเห็นทุกเช้ากลับเป็นสีมืดดำสำหรับเขาเพียงคนเดียว

หายใจ เขาบอกตัวเอง หายใจลึก ๆ หลังจากที่เคยบอกและบังคับตัวเองให้เลิกหายใจ แต่เมื่อถึงที่สุดร่างกายก็ไม่ยอมรับคำสั่ง ตอนนี้เขาจำต้องหายใจ เพื่อหาวิธีอย่างอื่นที่จะหยุดหายใจ

คว้าก ดังขึ้นเหมือนฉีกกระดาษ ตามด้วยเสียงงันในความมืด เขาสะบัดคัตเตอร์เข้าที่แขนซ้าย แต่อาจไม่ลึกพอ จึงไม่รู้สึกถึงเลือดสักหยด หรือเป็นหัวใจส่วนลึกของเขาเองที่ขลาดเกินกว่าจะลงน้ำหนักที่ใบมีดขึ้นสนิมนั้น บัดซบ! ทั้งที่เมื่อก่อนเขาร่านแร่แส่เสือกหัวใจตัวเองเข้าไปพุ่งชนคมมีดอาบพิษโดยไม่คิดชีวิต แต่พอมีเหตุผลสำคัญมากพอที่จะเลิกหายใจกลับรักตัวกลัวตาย!

ความเจ็บปวดค่อยระบัดใบ ไหลออกมาเป็นน้ำกรดกร่อนใจร้อนผ่าว

น้ำตาลูกผู้ชาย นับไม่ได้ว่ากี่ครั้งที่เผลอหลั่ง หากมันมีค่าเหมือนเพชร หรือแม้แต่เศษเหรียญสตางค์แดง ป่านนี้เขาก็คงร่ำรวยไร้ใครเทียม แต่เมื่อมันลากเอาความอ่อนแอและการคร่ำครวญของคนขี้แพ้ออกมาประจานเขาจนหมดรูป มันก็ไร้ค่าเกินกว่าจะกล่าวถึง

ฉันไม่สนเธอหรอก เธอมันน่าเบื่อ น่ารำคาญ เธอเข้ามาจุ้นจ้านกับชีวิตฉันไปเสียทุกเรื่อง การเลิกกับเธอคือสวรรค์นิรันดร์ เขาบอกเพื่อนของเขาไปเช่นนั้น ยืดอกนิด ๆ เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองคือยอดชายที่หญิงสาวต้องศิโรราบแทบเท้าไม่เว้นแม้แต่เธอผู้หยิ่งทะนง ทั้งที่เรื่องจริงเป็นเขาที่กอดเท้าเธอแน่น อ้อนวอนไม่ให้จากไปเหมือนสุนัขถูกนายทิ้ง

เขาร้องไห้จนสำรอกออกมา มีเพียงแต่ลมที่พ้นไปจากปากของเขา กี่วันแล้วที่อวัยวะย่อยอาหารของเขาไม่ได้ทำงาน เพียงเพราะคำบอกเลิกของเธอเข้าไปขวางทุกทางเดินอาหาร การสำรอกของเขาจึงว่างเปล่าพอ ๆ กับน้ำตา

ความเสียใจ

เขาสะกดคำนี้ลงบนแขนซ้ายด้วยคัตเตอร์ เสียงดังครืดคราดในความมืด เขาไม่รู้สึกถึงเลือดแม้เพียงหยด เขาค่อยเขียนทีละตัวอักษร ค-ว-า-ม-เ-สี-ย-ใ-จ

เขาเขียนคำว่าความเสียใจลงบนแขนซ้าย แต่อันที่จริงทั่วสรรพางค์ต่างหากที่กำลังสะอึกสะอื้นกับคำนี้ เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเขาเสียใจเรื่องของเธอ เรื่องของตัวเอง เรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องจบลง หรือเรื่องอะไรกันแน่ เขารู้แค่ว่าทั้งหมดนี้คือความเสียใจที่มากเกินกว่าวิญญาณเล็ก ๆ ของเขาจะแบกรับเอาไว้ได้

ในความมืด เขาสิ้นเปลืองความคำนึงอยู่แต่เรื่องของเธอ ซึ่งเอ่อล้นด้วยน้ำตามากพอ ๆ กับการได้ยินคำบอกลา


๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

เด็กน้อยน่ารำคาญ

ข้าพเจ้าไม่ใช่นางสาวไทยจึงไม่ได้รักเด็ก ติดจะรำคาญด้วยซ้ำถ้าเป็นเด็กขี้โวยวายหรือชอบงอแงในที่สาธารณะ ระหว่างการเดินทางบนรถเมล์ที่ไม่ค่อยมีคนในวันนี้ ข้าพเจ้าพบเด็กน้อยน่ารำคาญคนหนึ่ง เขาร้องอยู่ตลอดเวลาว่า พ่อจ๋า พ่อจ๋า ด้วยเสียงเบา ๆ ในระดับที่ได้ยินไปทั่วทั้งรถ แม้ข้าพเจ้าจะพยายามทุ่มสมาธิให้กับหนังสือตรงหน้าแต่ก็ไม่ได้ผล ได้แต่ปิดหนังสืออย่างเสียอารมณ์ มองไปยังต้นเสียง เด็กน้อยน่ารำคาญคนนั้นยิ้มเริงร่าอยู่ในอ้อมกอดแม่อย่างไม่รู้สึกรู้สากับความไร้มารยาทของตนเอง ถ้ามีความสุขดีแล้วเขาร้องหาพ่อทำไม ข้าพเจ้าได้แต่นึกในใจ ยังไม่ทันจะคิดจบ เสียงผู้ชายเบาะข้าง ๆ กันก็บอกฝ่ายหญิงให้เอาลูกมาให้เขา เพราะลูกร้องเสียงดังรบกวนชาวบ้าน

เด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเมื่อแม่ยื่นเจ้าหนูให้พ่ออุ้ม ก่อนจะกลับไปนั่งยังเบาะตนเอง ข้อสงสัยที่ว่าทำไมสองคนนี้ถึงไม่นั่งด้วยกันปรากฏชัดตั้งแต่ก่อนที่ข้าพเจ้าจะตั้งคำถามกับตัวเองด้วยซ้ำ เมื่อสังเกตจากแววตาเย็นชาและท่าทีเมินหมางที่ทั้งสองหยิบยื่นให้แก่กันผ่านปราการความรู้สึกหนาแน่นที่กั้นกางอยู่ระหว่างเบาะรถเมล์ทั้งสองฟาก

เด็กน้อยน่ารำคาญเมื่ออยู่ในอ้อมอกของพ่อจ๋าแล้วก็มิวายร้องขึ้นมาอีกว่า แม่จ๋า แม่จ๋า ด้วยเสียงระดับเดซิเบลเท่าเดิม พ่อจ๋าอุ้มเด็กน้อยพลางบอกให้ลูกหยุดร้องหาแม่สักพัก เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผลก็ส่งกลับไปให้แม่จ๋า แม่จ๋ารับลูกไปอุ้มสักพักเด็กก็ร้องหาพ่อจ๋า ทั้งสองผลัดกันรับส่งเด็กน้อยน่ารำคาญคนนี้ไปมาเหมือนโยนลูกบอล เจ้าลูกบอลเสียงแปดหลอดหัวเราะอารมณ์ดีเหมือนกำลังเล่นเกมสนุก ๆ กับพ่อจ๋าแม่จ๋า

ข้าพเจ้ายิ้มบาง ๆ มองไปนอกหน้าต่าง รถราในกรุงเทพฯ ยังติดเป็นตังเมเช่นเคย เสียงร้องพ่อจ๋าแม่จ๋าของเด็กน้อยอาจจะเพิ่มความหงุดหงิดให้กับผู้โดยสารคนอื่นเป็นทบทวี เว้นแต่ข้าพเจ้าที่รู้สึกต่างไปจากครั้งแรกที่ได้ยิน บางจังหวะในเสียงร้องของเด็กน้อยน่ารำคาญชวนให้ข้าพเจ้านึกถึงท่วงทำนองเศร้า ๆ ของบทกวีสักบทที่ข้าพเจ้าจำชื่อไม่ได้


วุฒินันท์ ชัยศรี
๘ มีนาคม ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

ตัวกินฝัน

เจ้าหนูได้ยินเรื่องของตัวกินฝันจากเพื่อน ว่ากันว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่กินความฝันของมนุษย์ได้ เมื่อเจ้าหนูไปถามแม่ก็ได้รับคำตอบว่าอีกไม่นานเขาจะมีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง เจ้าหนูไม่รู้ว่าอีกไม่นานนี่นานแค่ไหน เขาต้องรอคอยไปถึงเมื่อไหร่ เท่าที่เขารู้คือยังไม่มีเด็กคนไหนเป็นเจ้าของตัวกินฝันเลยแม้แต่คนเดียว หากเขามีตัวกินฝันอยู่ในครอบครองเป็นคนแรกคงจะเท่ไม่หยอก

เจ้าหนูจึงอ้อนแม่หลายต่อหลายครั้งว่าอยากได้ตัวกินฝันไว้ดูเล่น และเอาไว้อวดเพื่อน ๆ ด้วย แม่จึงตั้งเงื่อนไขกับเจ้าหนูว่าจะต้องทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง เจ้าหนูรับปากโดยดี แม่จึงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้เจ้าหนูทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด เจ้าหนูทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง ในที่สุดเจ้าหนูก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพการงานมั่นคงที่สุด

แล้วงานที่มั่นคงที่สุดก็บีบบังคับเจ้าหนูให้กรำงานหนัก จนวันหนึ่งเขารู้สึกว่า เวลาทำงานมีไม่พอ หากคนเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนอนและการฝันได้ก็คงจะดี ทันใดนั้นเจ้าตัวกินฝันก็ปรากฎร่าง เขาดีใจมากที่ได้พบตัวกินฝันเสียที ตัวกินฝันเสนอว่าจะกินความง่วงของเจ้าหนูไปพร้อมกับความฝัน เพื่อให้เขามีเวลาทำงานเต็มที่ เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่ตอบรับทันที

จากวันนั้นเจ้าหนูก็มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ตัวกินฝันได้กินความง่วงและความฝันของเขาไปจนหมดสิ้น เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาก้มหน้าก้มตาทำงาน ทำงาน และทำงาน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันอีกต่อไป เขาเห็นเพื่อนบางคนไม่มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้เพื่อนที่ยังคงมีความฝันต่างมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เหตุเพราะต้องใช้จ่ายเวลามากมายเพื่อให้ความฝันนั้นยังคงดำรงอยู่

เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่มีลูกหนึ่งคน เขาไม่อยากให้ลูกลำบากเพราะไม่มีตัวกินฝัน จึงจัดแจงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้ลูกของเขาทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด ลูกของเขาจะได้มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง และไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันไร้สาระแม้แต่วินาทีเดียว


๒๑ มกราคม ๒๕๕๕

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เจ้าหมาขาเป๋

เจ้าหมาขาเป๋อยู่ในกระบะหลังร้าน เจ้าของร้านคงเก็บไว้เป็นของแถม หรือรอคนใจบุญรับไปเลี้ยง เพราะมันขาเป๋ เวลาเดินต้องลากขาไปมา ดูไม่น่ารัก คงขายไม่ได้ ซ้ำยังเปลืองอาหาร ไม่เหมือนหมาน้อยหลายตัวหน้าร้าน พวกมันขาไม่เป๋ พวกมันจึงน่ารัก และคงขายได้ราคางาม

เจ้าหมาขาเป๋อยู่ในกระบะหลังร้าน เจ้าของร้านคงรอคนใจบุญรับไปเลี้ยง เขาคงยินดีมอบให้หากฉันเอ่ยปากขอ แต่ฉันไม่อยากขอ ฉันคิดจะซื้อในราคาเท่ากันกับหมาตัวอื่น แต่มีเงินไม่พอ พ่อบอกว่าจะซื้อของที่ฉันอยากได้ให้หากฉันสอบได้ที่หนึ่ง แต่ฉันไม่เคยได้ที่หนึ่ง เงินฉันจึงไม่เคยพอแม้แต่จะซื้อเจ้าหมาขาเป๋

เจ้าหมาขาเป๋ครางหงิง ๆ ส่งสายตาออดอ้อน ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ฉันไม่อยากขอเจ้าของร้าน หยิบเงินในกระเป๋ามานับอีกที เงินไม่พอ ได้แต่หวังว่าสักวันฉันคงมีเงินพอมาซื้อเจ้าหมาขาเป๋

ฉันมองเจ้าหมาขาเป๋เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินลากขาออกไปจากร้าน

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บทบันทึกของคนเสพติดความเหงาถึงหญิงสาวตึกตรงข้าม

(1.)

จักรวาลของคนเหงา อาจกว้างเท่าหนึ่งห้องนอน ฉันเคยได้ยินคำนี้มาจากไหนก็จำไม่ได้ แต่รู้สึกว่ามันจริงเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะกับคนที่เติบโตมาด้วยการอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ เพียงคนเดียวเกือบสิบปี

จักรวาลของฉันไม่ต้องการพื้นที่มากเลย เพียงแค่พื้นที่วางเตียงมุมหนึ่ง วางโต๊ะคอมฯ มุมหนึ่ง และเดินอีกสามก้าวก็จะถึงห้องน้ำ มีกองหนังสือวางอยู่กลางห้อง และแน่นอนกองหนังสือนั้นจะแยกตัวไปตามมุมต่าง ๆ ของห้อง ทั้งเตียง โต๊ะคอม และห้องน้ำ เมื่อทำหน้าที่เสร็จสิ้นมันจะลอยกลับมากองที่กลางห้องดังเดิม

ฉันพอใจในพื้นที่ของจักรวาลนี้เสมอ ไม่ว่าฉันจะย้ายห้องไปอยู่ที่ไหน ฉันก็จะจัดห้องในลักษณะนี้ เป็นสามเหลี่ยมทางสถาปัตยกรรมที่กำหนดวงจรซ้ำซากของชีวิตผู้เสพติดความเหงาได้ดีนัก

(2.)

ฉันเดาเอาเองว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว เพราะฉันเห็นเพียงหนึ่งชีวิตเคลื่อนไหวในห้องเล็ก ๆ ห้องนั้น

ฉันพบเธอครั้งแรกเมื่อปรับนาฬิกาชีวิตให้ตรงข้ามกับคนปกติ คือนอนตอนกลางวัน และตื่นตอนกลางคืน ฉันรักตอนกลางคืนเพราะความสงัดของรัตติกาลมักมีกำนัลมามอบแด่ฉันเสมอ อักขระอันงดงามสำหรับฉันมักมาพร้อมเสียงจิ้งหรีดเรไรกรีดปีกในราตรีมากกว่าเสียงนกจิ๊บแจ๊วยามอรุณรุ่ง

ฉันไม่รู้ว่าค่ำคืนของเธอน่าอภิรมย์สักเพียงใด รู้แค่ว่าไฟดวงนั้นจะเปิดพรึ่บตอนประมาณตีสามหรือตีสี่ ผ้าม่านสีเขียวอ่อนถูกเธอรูดเปิดออก เธอกลับมาพร้อมเสื้อผ้าน้อยชิ้น โยนกระเป๋าไปอีกทางหนึ่งของห้องอย่างไม่อินังขังขอบ บางครั้งเธอเริ่มถอดเสื้อผ้า

น่าแปลกใจจัง ทำไมฉันไม่เห็นเธอตอนแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปที่ไหนสักที่ ทุกครั้งที่ฉันเห็นคือตอนที่เธอกลับมา ทำไมเธอถึงต้องเปิดผ้าม่านออกทุกครั้งที่เธอกลับมา บางครั้งเธอกล้าถอดเสื้อผ้าจนเหลือแต่ชุดชั้นในตรงหน้ากระจก อาจเป็นเพราะเธอเห็นว่าไฟทุกดวงของตึกฝั่งตรงข้ามดับหมดแล้ว อาจจะจริง เพราะตึกที่ฉันอยู่ส่วนมากเป็นคนวัยทำงาน ไม่มีใครอยู่ดึกดื่นเกินตีสองตีสาม ห้องฉันนั้นเล่าก็ปิดไฟมืดสนิท เหลือแต่ไฟหัวเตียงที่สว่างพอสำหรับหนังสือดี ๆ สักเล่มเท่านั้น

(3.)

เปล่านะ, ฉันไม่ได้เป็นพวกถ้ำมอง เพียงแค่เราอยู่ตึกตรงข้ามกัน และห้องของเธอก็บังเอิญอยู่ตรงกับห้องฉัน เพียงแค่ฉันเพ่งมองตรง ๆ จากระเบียง ก็มองเห็นความเคลื่อนไหวของเธอผ่านกระจกใสบานใหญ่หลังห้องนั้น

ฉันเดาเอาเองว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว เพราะฉันเห็นเพียงหนึ่งชีวิตเคลื่อนไหวในห้องนั้น แต่ฉันอาจเดาผิดก็ได้ อาจมีใครอีกคนนอนหลับอยู่ที่เตียงซึ่งฉันไม่เห็น นอกจากจะคาดเดาถึงเพื่อนร่วมห้อง ฉันยังคาดเดาถึงชีวิตของเธอ งานที่เธอทำ ลักษณะนิสัยใจคอ บางครั้งฉันคาดเดาขนาดที่ว่าเธอใช้สบู่ยี่ห้ออะไร กลิ่นแบบไหน แต่นั่นแหละ ทั้งหมดมันก็แค่จินตนาการฟุ้งฝันที่วางอยู่บนฐานการคาดเดาอย่างไร้สาระของฉันเอง

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ฉันรับเอาเธอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อาจเป็นเพราะทุกครั้งที่ฉันต้องเขียนงานยาก ๆ ซึ่งต้องการสมาธิและความเงียบสงัดจนต้องหมุนเข็มนาฬิกาชีวิตกลับด้าน ฉันมักจะพบชีวิตของเธอเคลื่อนไหวอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ฉันจำได้ ไฟเปิดพรึ่บ รูดม่านสีเขียว โยนกระเป๋า ถอดเสื้อผ้า แล้วเดินหายไปครู่ใหญ่ บางครั้งก็เวียนมาทำอะไรจุกจิกหน้ากระจกบ้างพร้อมกับผ้าขนหนูคาดอก เมื่อถึงเวลาประมาณตีห้าหรือแสงอรุณรำไรเริ่มถักทอ ไฟดวงนั้นก็จะดับพรึ่บลง ม่านสีเขียวรูดปิดสนิท เป็นเช่นนี้เสมอ ๆ

เราจากกันเมื่อฉันหมุนเข็มนาฬิกาชีวิตกลับมาเป็นปกติ แล้วเราก็พบกันอีกเมื่อฉันหมุนเข็มนาฬิกากลับด้าน

(4.)

ความอยากรู้อยากเห็นคาดคั้นเค้นความกับฉันหลายต่อหลายครั้งว่าเธอเป็นใคร ขณะที่ความเหงาพยายามบ่ายเบี่ยงคำถามด้วยคำตอบว่า ไม่ต้องสนใจหรอก เธอเป็นใครไม่สำคัญ สำคัญที่เราต่างก็เป็นคนเหงาเหมือนกัน

ฉันเดาเอาเองว่าเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว เพราะฉันเห็นเพียงหนึ่งชีวิตเคลื่อนไหวในห้องนั้น บางครั้งฉันเหมือนคนบ้าที่พยายามจับผิดว่ามีใครอีกคนในห้องหรือเปล่าด้วยการมองหาเสื้อผ้าผู้ชายที่แขวนไว้ตรงระเบียง แต่ก็เหมือนเดิม มีแต่เสื้อผ้าผู้หญิงที่แขวนรอแสงอาทิตย์มาอบให้แห้ง แต่เธอก็อาจไม่ได้อยู่คนเดียว เธออาจมีเพื่อนผู้หญิงอยู่ในห้องนั้น แต่ก็นั่นแหละ ฉันเห็นเพียงหนึ่งชีวิตเคลื่อนไหวในห้องนั้น จึงนำมาสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ในใจของฉันว่า เธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว

ส่วนข้อสรุปว่า เราต่างก็เป็นคนเหงาเหมือนกัน ฉันสรุปเอาเองโดยไม่มีสมมติฐานที่น่าเชื่อถือ มันเป็นเพียงความรู้สึก ความรู้สึกอย่างที่คนเสพติดความเหงาจะรู้สึกร่วมกัน แต่อันที่จริงฉันก็พอมีสมมติฐานอยู่บ้าง บางค่ำคืนของวันอังคารและพฤหัสช่วงปลายเดือน บางคืนเธอไม่ได้ออกไปไหน เธอจะอยู่ที่ห้อง ม่านสีเขียวถูกเปิดออกแม้จะยังไม่ถึงตีสาม ขณะที่ห้องอื่นเปิดไฟสว่างโร่ ห้องของเธอกลับปิดไฟมืด มีเพียงแสงสีเงินยวงจากโทรทัศน์เท่านั้นที่ห่มคลุมร่างของเธออยู่เบาบาง

เพียงเท่านั้นแหละ สมมติฐานที่นำมาสู่ข้อสรุปว่าเธอเองก็เป็นคนเหงา

บางทีเธออาจจะแค่อยากประหยัดไฟ บางทีเธออาจจะไม่ได้คิดอะไรเลย แค่อยากดูโทรทัศน์ในที่มืด ๆ แต่สำหรับฉันแล้ว มีก็แต่คนเหงาเท่านั้นที่รู้ว่าแสงสีเงินเช่นนี้อบอุ่นเพียงใด มันเป็นแสงที่ดูเย็นชา แต่ทว่าเมื่อได้ฝังร่างลงไป คนเหงากลับรู้สึกว่าคุ้นเคยกว่าแสงสีอื่น

(5.)

วันนี้เป็นอีกวันที่เธอห่มคลุมแสงสีเงินมาตั้งแต่สี่ทุ่มจนถึงตีสาม

วันอังคาร ปลายเดือน เธออาจจะมีเหตุอะไรสักอย่างที่ไม่ได้ไปไหน ประจวบเหมาะกับเป็นช่วงที่ฉันหมุนเข็มนาฬิกาชีวิตกลับด้าน เราจึงได้พบกัน

ตีสาม ฉันเริ่มเหนื่อยกับงาน ปิดไฟโต๊ะคอม ปิดจอคอม เดินออกมาที่ระเบียง สูดอากาศยามราตรี เย็นเยือกแต่อุ่นอวลด้วยร่องรอยความสงัด แสงสีเงินห่มคลุมร่างเธอนิ่งนาน สักพักเธอลุกขึ้น แสงสีเงินดับลง เธอคงกำลังจะนอน แต่ผ้าม่านยังไม่ปิด

กระจกหลังห้องเปิดออก เธอเดินออกมาที่ระเบียงพร้อมกระป๋องเครื่องดื่มในมือ ยืนนิ่ง เปิดกระป๋อง จิบเครื่องดื่มเบา ๆ แล้วทอดสายตา

เราสบตากัน

ระยะทางนั้นห่างไกลเกินกว่าจะแน่ใจว่าสายตาของเธอกำลังจ้องมองมาที่ฉัน แต่หากจะหยั่งวัดกันที่ความรู้สึกนั้น ฉันคิดว่าใช่

ไม่รู้ว่าเธอมองมาด้วยความยินดีหรือยินร้าย เช่นเดียวกับฉันที่บอกไม่ได้ว่ารู้สึกยินร้ายหรือยินดี เธอจิบเครื่องดื่มเข้าไปอีกอึก แล้วเราสองคนก็นิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานราวกับนิรันดร์กาล

ความคิดร้อยแปดอย่างวิ่งเข้ามาในสมองฉัน บ้างก็ว่าอยากให้ฉันโบกมือทักทาย บ้างก็ว่าอยากให้ฉันตะโกนคุยข้ามตึก บ้างก็ว่าอยากให้ฉันบอกเธอว่ารออยู่ตรงนั้นนะ แล้วปั่นจักรยานไปยังตึกนั้นทันทีทันใด แต่ทั้งหมดที่ฉันทำได้คือ ส่งรอยยิ้มเบา ๆ ในความมืด ซึ่งไม่รู้ว่าจะเดินทางไปถึงอีกฟากฝั่งหรือเปล่า

เธอจิบเครื่องดื่มเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังหับห้อง ปิดผ้าม่าน แล้วดำเนินชีวิตพ้นจากการเฝ้ามองของฉันในค่ำคืนนี้

(6.)

ปิดคอม ทิ้งตัวลงบนเตียง เปิดไฟหัวเตียง หยิบหนังสือหนึ่งเล่มขึ้นมาอ่าน แต่ใจฉันวันนี้กลับไม่สงบเหมือนเคย ใจกระหวัดถึงหญิงสาวตึกตรงข้าม แต่ด้วยความรู้สึกใดฉันก็ไม่รู้ได้ ทิ้งหนังสือลงกลางห้อง จากพรุ่งนี้ไปเข็มนาฬิกาชีวิตของฉันจะหมุนกลับเป็นปกติ นั่นหมายความว่าเราอาจไม่พบกันจนกว่าเข็มจะเปลี่ยนทาง แต่จะสำคัญอย่างไรเล่า เพราะไม่ว่าเข็มนาฬิกาจะหมุนในลักษณาการไหน จักรวาลของคนเหงาก็ยังกว้างเท่าหนึ่งห้องนอนเหมือนเดิม

ปิดไฟหัวเตียง หลับตา เป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกว่าพื้นที่ในจักรวาลของฉันแคบลงไปถนัดใจ


วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๐/๐๗/๒๕๕๔