แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Joker : เราจะเป็นคนปกติได้นานแค่ไหนในโลกที่ป่วยไข้แสนสาหัส

(บันทึกความรู้สึกหลังชมภาพยนตร์ ไม่เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์)

หาก The Killing Joke คือคอมิคส์ระดับตำนานที่เปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องตัวละครวายร้าย Joker ไปตลอดกาล ภาพยนตร์ Joker (2019) ก็น่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องในระดับเดียวกัน

Joker ตีความตัวละครคู่ปรับตลอดกาลของอัศวินรัตติกาลออกมาใหม่อีกครั้ง ลงลึกในจิตใจที่เจ็บปวดรวดร้าวแหลกสลายของใครคนหนึ่ง ให้รายละเอียดว่าเพื่อนมนุษย์และสังคมฟอนเฟะแบบไหนกันที่ให้กำเนิดเขาขึ้นมา

หนังใช้เวลาในองก์แรกอย่างเนิ่นนานและเนิบช้า (จนรู้สึกว่าน่าเบื่อ) คงเพื่อให้รู้สึกว่าท่ามกลางมรสุมร้ายยังมีประกายความหวังบางเรื่องให้หัวใจเรายังคงเป็นมนุษย์อยู่ ก่อนที่จะเอาภาพความหวังเหล่านั้นมาเหยียบขยี้ทิ้งทีละเรื่องอย่างไม่ไยดีในองก์ต่อมา เพื่อพาคนดูไปสู่ความบ้าคลั่งในยี่สิบนาทีสุดท้าย แต่เป็นช่วงสุดท้ายที่คนดูคงต้องถามใจตัวเองว่า จริง ๆ แล้วใจเราอยู่ตรงข้ามหรืออยู่ข้างเดียวกับความบ้าคลั่งกันแน่

ในคอมิคส์ The Killing Joke นั้น Joker เคยพูดไว้ว่า "All it takes is one bad day to reduce the sanest man alive to lunacy...Just one bad day." แต่สำหรับเรื่องนี้แม่งไม่ใช่แค่ one bad day แต่เป็น All of your fucking Life เกือบร้อยนาที ซึ่งขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแม้แต่เราเองยังร้องในใจว่า โอ้ย พอแล้วไอ้เหี้ย แค่นี้คนเราก็แหลกสลายมากพอจะบ้าคลั่งได้แล้ว แต่บางที การจะกลายเป็นปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดของเมืองโสมมนี้ อาจจะต้องหล่นลงไปในนรกขุมที่ลึกที่สุดเสียก่อน จึงไม่แปลกที่คนดูหลายคนสงสาร หรือเผลอเอาใจช่วยให้เขาปีนกลับมาจากขุมนรก ไม่ว่าจะต้องจ่ายด้วยอะไร ไม่ว่าสิ่งที่ Joker ทำจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม

ว่าด้วยพล็อต แทบไม่มีอะไรใหม่หรือความเซอร์ไพรส์ใดเลย เรื่องราวของชนชั้น การถูกกดขี่ สังคมที่บีบคั้นคนให้กลายเป็นบ้า หรือตอนจบที่เฉลยตั้งแต่ชื่อเรื่องแล้วว่าสุดท้ายเขาจะกลายเป็นวายร้าย Joker ซึ่งคนทั่วโลกรู้จักกันดี แต่ด้วยการแสดงระดับสุดยอดของ Joaquin Phoenix ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับเป็นผลงานขึ้นหิ้งได้เลย ถ้าอยากรู้ว่าคนคนเดียวตรึงคนทั้งโรงให้จดจ่อกับเขาได้อย่างไรตลอดสองชั่วโมงก็ต้องลองมาดูจากเรื่องนี้กัน

จุดเด่นอย่างหนึ่งของ Joaquin Phoenix ที่เราชอบคือแววตาที่โคตรเศร้า เศร้าระดับชิบหายวายวอด แววตาแบบนี้เป็นอาวุธสำคัญของเขามาตั้งแต่เรื่อง Her คือแค่มึงนั่งทอดสายตาเฉย ๆ กูก็จะร้องไห้ตามมึงแล้วเนี่ย ความขัดแย้งกันระหว่างแววตากับเสียงหัวเราะ (และการพยายามกลั้นหัวเราะในหลายฉาก) ยิ่งทำให้การหัวเราะแต่ละครั้งของ Joker ทรงพลังมากขึ้นไปอีก ชนิดที่ว่าทุกครั้งที่เขาเริ่มหัวเราะ ไม่มีใครกล้าหัวเราะตามเลยแม้แต่คนเดียว

อันที่จริงหนังจบไปตั้งแต่สี่ทุ่มแล้ว แต่นี่ยังไม่ออกจากลานจอดรถเลย (จนยามเดินมาดูสองรอบแล้ว 55) เพราะสิ่งที่ Joker ทิ้งไว้ให้เราคือก้อนความคิดด้านลบที่ทั้งหนัก เหนื่อย กดดัน หดหู่ ดิ่งลงกดทับใจเราจนแทบขยับไม่ได้ ถ้าไม่เขียนอะไรออกมาเสียก่อน กลับไปคงนอนไม่หลับแน่ ๆ ดังนั้นหนังเรื่องนี้จึงไม่น่าจะเหมาะกับคนที่อยากดูอะไรสนุก ๆ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ส่วนแฟนแบทแมนจะดูหรือไม่ดูก็ได้ เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ไปเชื่อมกับจักรวาล DCEU เรื่องใด ๆ แต่ถ้าถามว่าปี 2019 มีหนังเรื่องไหนน่าดูบ้าง เรื่องนี้น่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2562

Weathering With You : แม่สาวปักตะไคร้/เราต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว

(บันทึกความรู้สึกหลังชมภาพยนตร์ ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์)

มึน ๆ อึน ๆ หลังออกจากโรงนิดหน่อย แต่น้อยกว่าสมัยดู Your Name ซึ่งอึนกว่านี้แต่ยังว้าว! กับฉากจบ ขณะที่เรื่องนี้เราก็ยิ้มกับฉากจบ แต่เป็นยิ้มแบบ ฮื่อ นั่นสินะ เราต่างก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วใช่ไหม

มาโคโตะ ชินไค ยังคงเก่งเรื่องการนำแนวคิดชินโตมาขยายและผูกกับพล็อตความรักของหนุ่มสาว เรื่องนี้ไม่ได้ขยี้เส้นเรื่องหลักมากเท่า Your Name และพยายามเปิดทางให้ซับพล็อตของตัวประกอบมีบทบาทมากขึ้น แต่ที่สุดแล้ว พอเข้าสู่องก์สุดท้ายในเรื่องซึ่งกลับมาโฟกัสที่เส้นเรื่องหลัก ตัวละครบางตัวก็กลับจมหายไปกับสายน้ำซะเฉย ๆ พอมาถึงฉากจบ ตัวละครอื่นที่ปูเรื่องมาก็ทำได้แค่กลับมาตบหลังตบบ่าตัวเอก เฮ้ย เอาน่ะ โอเคแล้วน่ะ ซะอย่างนั้น ทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่ชินไคถนัดจริง ๆ ก็คือการเล่าลงลึกในขอบเขตความสัมพันธ์ของสองเรา และการเติบโตของตัวละครหลักมากกว่า

ส่วนที่อยากชมคืองานภาพที่สวยมาก และที่ยิ่งกว่านั้นคือเพลงประกอบในเรื่องไพเราะมาก มากแบบอุทานในใจตลอดเวลาว่า ไอ้เชี่ย เพร๊าาาาะะโว้ยยยย จนต้องมานั่งหาเพลงจากหนังฟังอยู่นานสองนานไม่ได้กลับหอซะที แต่ความไพเราะของเพลงบางครั้งก็กลับเป็นข้อเสีย เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ฉากใน Your Name ที่ใช้ 'ความเงียบ' ให้คนดูได้ปล่อยอารมณ์ไปกับเนื้อหาเอง แต่ในเรื่องนี้ บางจังหวะเหมือนพยายามส่งเพลงมาบิ๊ลต์อารมณ์คนดูมากไปหน่อย แต่ช่างแม่งเถอะ ก็เพลงมันเพราะจริง ๆ นี่หว่า 555 แค่คิดว่าเสียค่าตั๋วไปนั่งฟังเพลงยังคุ้มแล้ว

สำหรับเรื่องนี้ บางคนอาจจะเก็บเกี่ยวเรื่องการข้ามผ่านวัย บางคนอาจจะเก็บเกี่ยวเรื่องความรักอันยิ่งใหญ่ที่ยอมแลกด้วยทุกสิ่ง แต่สำหรับเราเก็บเกี่ยวมาได้แต่ความสิ้นหวัง และจากนี้คือความเศร้าทุกครั้งที่แหงนหน้ามองฝอยฝนอนันต์ เพราะเราเข้าใจแล้วว่า ความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้เป็นอภิสิทธิ์ของคนหนุ่มสาวเท่านั้น

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Cher Don't Cry เฌอจ๋าอย่าร้องไห้


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์ Girls Don't Cry)
(เขียนจากมุมมองคามิโอชิเฌอปราง ดังนั้นอย่าคาดหวังความเป็นกลาง)

(1.)

หงุดหงิดจนขับรถชนกรวยในห้าง (จริง ๆ แค่เสย 55) นี่คือความรู้สึกหลังออกมาจากโรงภาพยนตร์ และคิดว่าคามิโอชิของเฌอปรางหลาย ๆ คนก็น่าจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน

เราไม่รู้หรอกว่าเทปสัมภาษณ์เต็มเป็นยังไง แต่จังหวะแอร์ไทม์ของเฌอปรางในหนังไม่ดีเลยแทบทุกซีน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้กำกับ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เฌอปรางพูด ก็เป็นสิ่งที่แฟนคลับเคยได้ยินบ่อย ๆ ทั้งเวลาให้สัมภาษณ์หรือในไลฟ์ นั่นคือทัศนคติที่ตรงไปตรงมา ไม่โลกสวย ไม่เพ้อฝัน ทนต่อแรงกดดัน จัดการทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวด้วยความรับผิดชอบสูง (มาก) เป็นทัศนคติแบบที่แม้แต่คนวัยเลขสามอย่างเรายังทำไม่ได้ขนาดนั้น

ทัศนคติ ความเป็นผู้นำเกินวัย และความสามารถในการรับมือกับสื่อต่างหากคือสิ่งที่แฟนคลับมากมาย "ซื้อ" จากเฌอปราง ไม่ใช่แค่หน้าตาน่ารัก ไม่ใช่ความแอ๊บ ความเฟค หรืออะไรทั้งหลายที่หนังพยายามจะชวนให้คิดแบบนั้น

แต่ก็อย่างว่า ทัศนคติแบบนี้มันไม่จับใจ มันไม่ Touch คนหมู่มาก มันแบบ เฮ้ยแก เราก็คนป่าววะ เราต้องเพอร์เฟคขนาดนั้นเลยเหรอวะ หยวน ๆ บ้างได้ปะ ทำให้แอร์ไทม์ของเฌอปรางโผล่มาทุกครั้งในฐานะตัวขัดมุก อารมณ์แบบน้อง ๆ กำลังคุยกันด้วยความหวัง ความฝัน ฟุ้ง ๆ ก็มีรุ่นพี่มาดึงสติ น้องเอ้ย น้องคิดถึงความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นไปได้หน่อยมั้ย คนฟังก็ เฮ่ออออ อะไรกันนักหนา

(2.)

นึกถึงเรื่องที่เราชอบพูดกับเด็กที่เรียนสารคดีว่า เอาเข้าจริงแล้วในพื้นที่สารคดีหนึ่งเรื่องก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่มันคือความจริงที่เราเลือกที่จะเล่าหรือไม่เล่าอะไรบ้าง จะฉายสปอตไลท์เข้าไปตรงไหน ตรงนั้นฉายแสงสีอะไรลงไป เรื่องของเค้าจะให้เค้าเล่าเอง จะเล่าผ่านทัศนคติเรา หรือเล่าผ่านปากคนอื่น คาแรกเตอร์ของคนในสารคดีจะถูกประกอบสร้างออกมาเป็นคนแบบไหน มู้ดแอนด์โทนของเรื่องจะออกมาอย่างไร อยู่ที่ว่าเรายุติธรรมต่อข้อมูลในมือเรามากแค่ไหน

จุดอ่อนหนึ่งของการเดินเรื่องสารคดีโดยใช้บทสัมภาษณ์เป็นหลักคือ การจัดการคำพูดของคนซึ่งเจือปนอคติและฉันทาคติต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง (หรือแม้แต่ "เสียงเล่า" ของเราเองที่ย่อมมีการตัดสินความถูกผิดของประเด็นนั้นไม่มากก็น้อย) ถ้าจัดเรียงคำพูดไม่ดีขึ้นมาเมื่อไร น้ำหนักของอคติก็จะเอนเอียงไปด้านเดียวและส่งผลต่อการรับรู้และตัดสินของผู้ชม ผลงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง The Master นับว่าเป็นตัวอย่างของการจัดการกับข้อมูลบทสัมภาษณ์ได้ดีมาก แต่ก็อาจเป็นเพราะตัวผู้กำกับเอง "อิน" กับร้านพี่แว่น จึงมีเส้นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเล่าแบบไหน

ในแง่ของการทำงานเรื่องนี้ ก็ถือว่าควรจะให้เครดิตผู้กำกับอยู่บ้างในการทำงานนี้ซึ่งน่าจะมีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องเวลาและข้อมูล แต่ก็ยังเรียบเรียงเทปสัมภาษณ์ของเด็กหลายสิบคนออกมาให้เห็นเป็นเรื่องราวและพาคนดูไปจนจบ (แต่มีแอร์ไทม์จริง ๆ อยู่ไม่กี่คน) มีแง่มุมทั้งในด้านกว้างและด้านลึกให้พูดถึง

น่าเสียดายที่สำหรับเรื่องนี้ เส้นเรื่องที่ผู้กำกับเลือกเป็นหลักคือเส้นเรื่องความพยายามและการต่อสู้ของอันเดอร์เกิร์ล ที่นอกจากความพยายามจะไม่ให้ดอกผลดังฝันแล้ว ยังต้องต่อสู้กับปัจจัยอะไรอีกมากมายที่พวกเธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่อันที่จริงการเลือกเส้นเรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายอะไร เพราะคนหมู่มากในสังคมก็คืออันเดอร์เกิร์ลทั้งนั้น เราอยู่ในสังคมห่าเหวอะไรไม่รู้ที่ไม่ได้ตัดสินกันที่ความสามารถและความพยายามเหมือนกัน เส้นเรื่องแบบนี้จึงจับใจคน จึงแมส จึงพาคนดูไปลุ้นเอาใจช่วยอันเดอร์เกิร์ลตลอดทาง (ซึ่งอันที่จริงถ้าในองก์การต่อสู้ของอันเดอร์เป็นเสียงเล่าของโมบายล์ ตอนจบองก์คงพีคมากกว่านี้เพราะในที่สุดโมบายล์ก็ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคจนไม่ใช่แค่ติดเซ็มบัตสึเฉย ๆ แต่ได้เป็นถึงเซ็นเตอร์ของเพลงที่ดังที่สุดอย่างคุกกี้เสี่ยงทาย แต่เสียงเล่าหลักของหนังองก์นี้กลับเป็นปูเป้ ถ้าจะให้เดา หนูโมก็คงรั่ว ๆ กาว ๆ ตามประสาเค้า จะหยิบมาเป็นเสียงเล่าก็อาจไม่ได้สารที่ต้องการสื่อ ส่วนปูเป้คงเล่าสนุกกว่า จับใจหัวใจอันเดอร์ในสังคมอย่างเรา ๆ มากกว่า)

ภาพตัดมาที่เฌอปราง... "เฌอไม่สนิทกับใครเลย..." "เฌอมองว่ามันเป็นการทำงาน..." "การร้องไห้ไม่ช่วยอะไร ล้มแล้วก็ต้องลุกเอง..." ฟังดูเย็นชา โหดร้าย ไร้อารมณ์ ไม่มีหัวใจ ฟังยังไงก็ไม่ใช่ทัศนคติของคนหมู่มากแน่ ๆ หรือแม้กระทั่ง "เฌอเช็คช่องทางออนไลน์ทุกช่องทาง..." เอ๊ะเช็คออนไลน์ทำไมกลัวตกกระแสเหรอ ต้องแบ๊วออนไลน์ตลอดงี้เหรอ ทั้งที่จริงคำถามตอนสัมภาษณ์อาจเป็นว่า ในเมื่อช่องทางออนไลน์ก็สำคัญ เฌอจัดการกับมันอย่างไรบ้าง ก็เป็นได้

ส่วนหนึ่งที่เราไม่รู้สึกแย่กับคำตอบของเฌอปราง ไม่ใช่แค่เพราะเป็นคามิโอชิเลยหน้ามืดตามัว แต่เพราะเห็น "บริบท" ของคำตอบทำนองนี้อยู่แล้วจากสื่ออื่น ๆ ช่องทางอื่น ๆ ซึ่งเฌอปรางก็ตอบแบบนี้ทุกทีนั่นแหละ (คุณจะเอาอะไรกับเด็กสายวิทย์ที่พูดว่า "ถ้าเลี้ยงงูคงต้องเอาหนูมาป้อน...ก็มันเป็นธรรมชาติของมัน" ได้อย่างหน้าตาเฉยล่ะ!)

ก็ไม่แปลกอะไรที่ภาพของเฌอปรางจะออกมาเป็นแบบหนึ่งด้วยจังหวะการลงแอร์ไทม์แบบนั้นในหนัง และก็ไม่ผิดอะไรที่ผู้กำกับไม่ได้โอชิเฌอปราง จึงไม่เคยเห็น "ความเป็นมนุษย์" ด้านอื่น ๆ ที่เฌอปรางได้แสดงออกผ่านทางสื่ออื่น ๆ ด้านตลก ด้านบื้อ ๆ ด้านเอ๋อ ๆ (เป็นคนที่ถูกน้องในวงแกล้งอำบ่อยมาก) ด้านความเสียใจ การเสียน้ำตา (ร้องไห้กับแฟนคลับบ่อยมากเช่นกัน) ไม่เคยเห็น "ความพยายาม" ด้านอื่น ๆ ของเฌอปรางในการต่อสู้กับแรงกดดันร้อยแปดพันอย่างรอบตัว ทั้งการรับมือความกดดันภายในวง ทั้งการรับมือกับสื่อภายนอก วุฒิภาวะในการตอบคำถามแทนน้อง ๆ หลายครั้ง การรักษาภาพลักษณ์ในฐานะกัปตันที่จะผิดพลาดไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองก็มีจุดด้อยที่ขาดพื้นฐานด้านการร้องเพลงและการเต้น เฌอปรางก็ไม่เคยปิดบังอะไร และพยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งการบริหารสื่อโซเชียลในมือของตัวเอง ซึ่งตรงนี้หงุดหงิดมากเพราะในหนังเหมือนสื่อว่าต้องแอ๊บแบ๊ว ต้องเฟค แต่คอนเทนต์ออนไลน์ที่เฌอปรางทำไม่ได้เฟคอะไรเลย (หน้าสดออกบ่อยมาก) หลายชิ้นเป็นคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำอย่างดีเสียด้วย ยิ่งทำให้เห็นว่าเฌอปรางจริงจังกับการเอนเตอร์เทนแฟนคลับของเค้าขนาดไหน เช่น Vlog เวิลด์เซ็มบัตสึที่เล่าเรื่องได้สนุกดี (ก็ไม่ใช่ "คนไม่มีหัวใจ" คนนี้เหรอที่พูดขอบคุณรินะซังในงานประกาศผลเวิลด์เซ็มบัตสึ ทั้งที่จะพูดแต่เรื่องตัวเองเพื่อกอบโกยคะแนนนิยมก็ยังได้)

เอาเข้าจริงหน้าตา ความน่ารัก ความแอ๊บแบ๊ว หรืออะไรต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในหนัง คงไม่พอเป็นปัจจัยที่จะส่งเด็กไทยคนหนึ่งขึ้นไปติดอันดับ 39 ของเวิลด์เซ็มบัตสึได้ (ถ้าวัดกันปอนด์ต่อปอนด์เรื่องหน้าตาเรายกให้อร ถ้าความแบ๊วเรายกให้มิวสิค) แต่ความเฉลียวฉลาด ความพยายามในการบริหารจัดการทุกอย่างรอบตัว และที่สำคัญคือทัศนคติเกินวัยของเด็กคนนี้ต่างหากที่ทำให้แฟนคลับรักและส่งเธอขึ้นไปยืนจุดนั้น โอชิทุกคนรู้ แต่ไม่มีช่องทางจะพูดสอดแทรกในหนัง และก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้กำกับที่ต้องรู้หรือต้องเล่า เพราะสิ่งที่เค้ามีในมือคือการติดตามการทำงานของวง และเทปสัมภาษณ์ของแต่ละคนเท่านั้น

จังหวะหนึ่งในหนัง เฌอปรางพูดทำนองว่า ถ้าสลับตำแหน่งให้คนอื่นมาอยู่ตรงนี้มันจะเป็นอย่างไร เราก็ตัดต่อคำพูดน้องในหัวเสร็จสรรพเลยว่า ถ้าสลับคนที่บ่นเรื่องเฌอปรางมาอยู่ในตำแหน่งกัปตัน เขาจะรับมือความกดดันขนาดนี้ได้ไหม ซึ่งดูจากทัศนคติที่แตกต่างกันก็น่าจะรู้ผลกันอยู่

(3.)

พอตั้งสติได้เราก็เกรี้ยวกราดใส่ผู้กำกับน้อยลง หันไปอีกทางหนึ่ง ไม่รู้ว่าออฟฟิเชียลได้ดูไฟนอลคัทหรือเปล่า ถ้าดูแล้วปล่อยให้ผ่านไปแบบนี้ ก็ถือว่าพวกคุณใจร้ายมากที่โยนบททดสอบและความกดดันหนักหนา (อีกแล้ว) ให้เด็กอายุยี่สิบต้น ๆ คนหนึ่งที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวงมาขนาดนี้ หรือคิดว่าแค่นี้คงไม่ทำให้ความนิยมลดลง แต่บาดแผลเล็ก ๆ ในใจเด็กสาวคนหนึ่งที่จะถูกคนที่ไม่รู้จักเธอจดจำภาพเธอไว้ในแง่มุมที่ไม่ค่อยดีนัก ในบทที่เจ้าตัวไม่ได้เรียกร้องขอรับไว้ ใครกันจะรับผิดชอบ อีกแล้วเหรอที่เฌอต้องเสียสละ อีกแล้วเหรอที่เฌอต้องแบกรับอะไรที่เฌอไม่เคยต้องการหรือร้องขอ ถ้าเราอยู่ในจุดที่เฌออยู่ หนังจบเราประกาศแกรดแม่งเลย (ฮา) แต่เฌอปรางไม่ทำอย่างนั้นหรอก เธอก็คงจะก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไปด้วยความพยายามในแบบของเธอ ด้วยหัวใจดวงน้อย ๆ ดวงนั้นทั้งที่ถูกใครหลายคนในโลกโซเชียลกล่าวหาว่าไม่มีหัวใจ

คำถามก็คือ บทบาทของ "คนข้างบน" ที่เฌอปรางแบกรับอยู่ในเรื่อง มันมีวิธีเล่ามากมายที่จะให้เมมเบอร์ตัวท็อปคนอื่น ๆ มาช่วยแบกรับได้ แต่สุดท้ายหนังก็ใช้วิธีเล่าอย่างที่เห็น เพราะเมมเบอร์ตัวท็อปคนอื่นไม่ได้พูดแบบที่เฌอพูด? หรือเพราะกลัวกระทบความนิยมของตัวท็อปคนอื่น ๆ? หรือแค่เพราะคิดว่าคนระดับกัปตันเฌอปรางแบกรับมันได้? อย่าลืมว่าที่จริงแล้วเฌอปรางก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุยี่สิบต้น ๆ คนหนึ่งเท่านั้น มันยุติธรรมแค่ไหนกันที่มอบหมายให้เธอมายืนในจุดที่ไม่มีใครอยากจะยืนในหนังเรื่องนี้...เพียงลำพัง

สำหรับคนที่อยากรู้จัก BNK48 จะไปดูเรื่องนี้ก็ไม่เสียหายอะไร เราก็จะได้เห็นการต่อสู้ ความพยายาม มิตรภาพ ตามสไตล์การ์ตูนโชเน็นจั๊มป์ เห็น Coming of Age ของเด็กสาว หรือเห็นสารอะไรต่าง ๆ ที่ผู้กำกับต้องการจะบอกนั่นแหละ หรือจะตีความเป็นภาพเล็ก ๆ ที่สะท้อนสังคมไทย เป็นก้อนกรวดอธิบายจักรวาลอะไรก็ว่ากันไป

แต่สำหรับคนที่อยากรู้จักเฌอปราง ดูเรื่องนี้ก็คงต้องทำใจกลาง ๆ แล้วตามมาเก็บ "ความเป็นมนุษย์" ของเธอต่อในสื่อช่องทางอื่น ๆ แล้วคงจะพอเข้าใจว่า การที่เฌอปรางได้เป็นกัปตันของ BNK48 และทำหน้าที่ไม่เคยขาดตกบกพร่องจนถึงทุกวันนี้ ได้เป็น No.39 ของเวิลด์เซ็มบัตสึ ไม่ใช่แค่เพราะ "รู้ทั้งรู้ว่าเค้าใช้อะไรตัดสินใจ ต้องน่ารักใช่ไหมที่ใครเขาพูดกัน"

แต่เพราะบ่าน้อย ๆ และหัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอยิ่งใหญ่พอจะแบกรับความรับผิดชอบ ชื่อเสียง และเกียรติยศเหล่านั้นได้ต่างหาก

(Credit ภาพจาก MV Shonichi)

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

Bat v Sup แผนโค่นหนุ่มบ้านนาผู้หาญท้าอำนาจ


(บันทึกความรู้สึกหลังชมภาพยนตร์ ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์)

ไอ้ที่เค้าเล่าลือกันมาว่าเรื่องนี้ทำมาเอาใจแฟนบอยนี่น่าจะจริง เพราะภูมิหลังของจักรวาล DC กับการเข้าใจนิสัยตัวละครโดยเฉพาะแบทแมนมาก่อนเป็นพื้น (แบทแมนในคอมมิคจะนิสัยเสียบวกน่ารักน่าชังกว่าแบทแมนของโนแลน) จะช่วยให้ยอมรับเหตุผลของตัวละครง่ายขึ้น และถ้าก่อนดูได้อ่านคอมมิค Bat v Sup Prequel 5 เล่ม จะเข้าใจเส้นเรื่องของทั้ง 5 ตัวละครหลักมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ถูกตัดเส้นเรื่องทิ้งไปเลยทั้งที่โคตรสำคัญอย่าง Lex กับท่านวุฒิสมาชิกฟินส์ พอมาโผล่ในหนังเลยงงๆ กันทั้งตัวละครทั้งคนดูว่า เฮ้ย ทำไมแกร้ายงี้วะเล็กซ์ ท่านวุฒิสมาชิกโผล่มาทำไมครัชท่าน

สิ่งที่คนบ่นกันมากที่สุดน่าจะเป็นลำดับการเล่าเรื่องนี่แหละ ถ้าเอาตามคอมมิค Prequel บทเต็ม ๆ นี่น่าจะมีถึง 5 เส้นเรื่อง (พี่ทำแยกสองพาร์ตหรือไตรภาคเถอะถ้างั้น 555) แต่ในเมื่อย่อให้เหลือภาคเดียว วิธีเล่าเลยต้องใช้สองเส้นเรื่องหลักคือเส้นเรื่องแบทกะซุป แล้วพี่ Zack แกก็ดันเล่าแบบคอมมิคเลยคือตัดสลับกันระหว่างสองเส้นเรื่อง คือถ้าพลิกหน้ากระดาษก็พอตามทัน แต่พอเป็นหนัง กำลังอินกับเส้นเรื่องแบท ก็ตัดมาที่ความน่าสงสารของซุปในอีกเส้นเรื่อง ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม ต้องใช้แรงตามเรื่องเยอะชิบหาย

ความไม่สมดุลอีกเรื่องคือพี่ Zack มีเวลาเล่าภูมิหลังซูเปอร์แมนเต็ม ๆ ใน Man of Steel แต่มีเวลาเล่าภูมิหลังพี่แบทรวมๆ แล้วแค่สิบยี่สิบนาทีเองมั้ง เลยต้องใช้ภาษาภาพ (ฉากเชื่อมโยงกับ Man of Steel ต้นเรื่องแค่ราวๆ สามสี่นาที แต่เบนเอฟเฟล็กเล่นได้สุด ๆ) ใช้สัญลักษณ์ (ในนิมิต/ความฝันของบรูซที่มาเป็นระยะ ๆ) และ Easter eggs ห่าเหวมากมายแซมไว้ในเรื่อง แต่ก็ไม่พอจะให้คนเชื่อในเหตุผลที่สองคนนี้จะต่อยตีและกลับมาดีกันอยู่ดี อีกอย่างภาพของแบทแมนโนแลนน่าจะยังสตรองในความคิดคนดูอยู่ เทียบกันแล้วแบทแมนของแซคเลยดูเป็นเด็กขี้ดื้อเอาแต่ใจไปเลย (ฮา) ถ้ามีหนังแยกเป็นแบทแมนของแซคเลยน่าจะทำให้ฉากสำคัญในหนังเรื่องนี้สมเหตุสมผล (ในแบบแบทคอมมิค) ขึ้นอีกหน่อย

สำหรับแฟนบอยแบทแมน สิ่งที่ทำให้ฟินที่สุดนอกจากนิสัยขี้ดื้อ ๆ ขี้โกง ๆ ถอดแบบคอมมิคมาเป๊ะ ก็คือฉากการต่อสู้ของแบทแมนที่แทบจะถอดแบบแอคชั่นของเกมซีรีส์ Arkham มาทั้งยวง ฉากขับ Batmobile เท่ ๆ ฉากต่อสู้ที่จับศัตรูแขวนห้อยหัว ยิง Grapple gun ดึงศัตรูมาต่อย นี่มันท่าเด็ดในเกมทั้งนั้นเลยนี่หว่า 555 เทียบกับฉากต่อสู้ใน The Dark Knight ของโนแลนแล้วเรื่องนั้นเหมือนเด็กน้อยตีกันไปเลย ถือว่า Zack ทำการบ้านจุดนี้มาดี ให้ผ่าน แต่เรื่องที่ขับรถขับเครื่องบินแล้วยิงศัตรูแบบเอาให้ตายนี่ไม่รู้ว่าจะผิดกฎของแบทแมนไหม หรือคิดซะว่าเป็นแบทเวอร์ชันโหดเถื่อน

เสียดายอย่างเดียวไม่มีฉากโชว์ความเทพด้านการสืบสวนของแบทแมน ไอ้ประเภทที่ว่าอีกฝ่ายทำหน้าเหลอหลา ถามแบทว่า มึงรู้ได้ไงวะ ก่อนแบทแมนจะตอบกลับด้วยประโยคประจำตัว "กูคือแบทแมน" แต่นี่เหมือนแบทรู้ทุกอย่างช้ากว่าชาวบ้านไปหนึ่งก้าวเสมอ แต่เอาเหอะ อย่างน้อยก็ดูเหมือนสืบ ๆ อะไรอยู่บ้าง ถึงจะเป็นการขโมยข้อมูลเค้ามาก็เถอะ

ขนาดแฟนบอยยังเสียงแตกออกเป็นสองฝ่ายว่าชอบและไม่ชอบ นับประสาอะไรกับคนดูหนังทั่วไป ถ้าจะให้แนะนำก็ดูได้เพลิน ๆ ล่ะนะถ้าชอบหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ถ้าอยากจะอินเต็มที่ก็คงต้องทำการบ้านก่อนดูสักนิด อย่างน้อยคอมมิค Prequel 5 เล่ม โดยเฉพาะเล่มของ Lex และ Batman น่าจะต้องผ่านตาสักหน่อย จะได้เข้าใจว่าทำไมสองโคตรอภิมหาเศรษฐีผู้คุ้นเคยกับอำนาจมหาศาลในมือถึงได้ไม่ชอบขี้หน้าบุรุษเหล็กกันนัก

มี.ค. 59

ปล. ก่อนฉายเรื่องนี้เพิ่งเห็นตัวอย่างหนัง The Lego Batman Movie แกนี่มันลูกรักของ DC จริง ๆ เลยนะแบท 555

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ความตายครั้งที่สามของยุ่น


(เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ "ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ")

"There are three deaths: the first is when the body ceases to function. The second is when the body is consigned to the grave. The third is that moment, sometime in the future, when your name is spoken for the last time."

"การตายมีสามขั้น ขั้นแรกคือเมื่อร่างกายหยุดทำงาน ขั้นที่สองคือเมื่อร่างกายถูกฝังลงหลุม ขั้นที่สามคือเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ชื่อของคุณจะได้รับการเอ่ยถึงเป็นครั้งสุดท้าย"

(David Eagleman : "Metamorphosis" from "Sum: Forty Tales from the Afterlives" สำนวนแปลของณัฐกานต์ อมาตยกุล)

เชื่อว่าคนทำงานศิลปะทุกแขนงต่างก็หวังใจว่าความตายครั้งที่สามของตนจะมาถึงช้าที่สุด (และไม่ "กลาย" เป็นอย่างอื่นไปเสีย) ดังนั้นส่วนมากจะไม่ค่อยสนใจความตายสองครั้งแรกของตนมากนัก หากมันได้สังเวยเพื่อให้ชื่อของตนรอวัน "เกิดใหม่" ในอีกร้อยอีกพันปีข้างหน้าจากริมฝีปากของใครสักคน

ครั้งที่โอดีซีอุสเกลี้ยกล่อมให้อคีลีสเข้าร่วมรบในสงครามกรุงทรอย เขากล่าวว่าอคีลีสเป็นนักรบที่เก่งกาจและจะเป็นที่เลื่องลือไปอีกหลายชั่วอายุคน อาจจะร้อยหรือพันปี ทว่าสักวันมันก็จะถูกหลงลืม แต่หากอคีลีสเข้าร่วมสงครามกรุงทรอย "ความตายครั้งที่สาม" ของอคีลีสจะไม่เกิดขึ้นชั่วกัลปาวสาน นั่นก็คงเป็นเหตุผลว่าทำไมอคีลีสจึงกล้ากระโจนเข้าสู่สงครามแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านี่คือสมรภูมิสุดท้ายที่ตนต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่

ยุ่นอาจเป็นทหารธรรมดาไม่ใช่อคีลีส ทว่าไม่ว่าจะเป็นทหารระดับชั้นไหนก็ต้องสู้ ยิ่งเป็นวงการกราฟฟิกแล้ว การต่อสู้เพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพยิ่งเข้มข้นกว่าสงครามกรุงทรอยเสียอีก

เท่าที่เห็น ยุ่นคือกราฟฟิกระดับกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ใช่รุคกี้ใหม่หมาด แต่อาจยังไม่ถึงขั้นซีเนียร์ มีคนในวงการร่ำลือถึงฝีมือของยุ่น อาร์ตไดของบริษัทชั้นนำยอมรับในฝีมือถึงขนาดออกปากว่าเลิกเป็นฟรีแลนซ์เมื่อไรเดินเข้ามาทำงานได้เลย มีรุ่นน้องนับถือผลงานและเอาเป็นแบบอย่าง แต่กระนั้นเขาก็ยังดีใจออกนอกหน้าเมื่องานของแบรนด์ระดับอินเตอร์ตกมาถึงมือเขา เลยเดาเอาว่ายุ่นก็คงเหมือนนักรบยศสูงประมาณนายพลที่กำลังเฝ้ารอโอกาสครั้งใหญ่ การรับงานแบรนด์อินเตอร์ครั้งนั้นก็เหมือนได้รับเชิญให้เข้าร่วมสงครามกรุงทรอย รอวันเลื่อนชั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของวงการ ฝากชื่อไว้ให้ "การตายครั้งที่สาม" ไม่เกิดขึ้นชั่วกัลปาวสาน

เราไม่รู้เหตุผลที่ยุ่นตัดสินใจมาเป็นฟรีแลนซ์ชัดเจน วิถีแห่งโรนินซามูไรไร้นายหรือจะดีเท่ามีนายคุ้มหัวเป็นหลักประกันชีวิต เท่าที่เห็นคือความทุ่มเทที่มีต่องานในระดับไม่ธรรมดา ยุ่นคือคนที่พร้อมจะเสียสละทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรส่วนตัวอย่างเวลาและร่างกาย ยุ่นไม่สนใจว่าจะนอนกี่โมง ไม่สนใจว่าวันนี้มีอะไรกิน ไม่สนแม้แต่หาเวลาไปรับเช็คด้วยซ้ำ ทั้งหมดที่ยุ่นสนใจคือรับงานมาและทุ่มเททุกอย่างให้งานออกมาดีที่สุด จึงเดาเอาเองว่ายุ่นคือคนที่พร้อมจะตัดทุกอย่างในชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างงานออกไปให้หมด ดังนั้นการที่ยุ่นมาเป็นฟรีแลนซ์จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นผลลัพธ์

เหตุผลที่ยุ่นไปรักษาโรค ไม่ใช่เพราะห่วงสุขภาพ สำหรับยุ่นแล้วทรัพยากรร่างกายยังเคลื่อนไหวได้ ยังมีแรงทำงาน ยุ่นกล้าเผา "ยาสลบช้าง" เพียงเพราะมันทำให้ยุ่นหลับจนไม่ได้ทำงาน แต่ที่จำใจต้องไปรักษาให้หายขาดเพราะมันทำให้เสียเวลา เสียสมาธิทำงาน ยุ่นจึงพยายามขอยาจากหมออิมแบบที่ "กินแล้วหายเลย" โดยไม่ต้องมาเบียดบังทรัพยากรเวลาที่เขาจะต้องเอาไปทุ่มเทกับงาน

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อยุ่นแบ่งเอา "ความรู้สึก" ไปใส่ใจเรื่องอื่นนอกจากโฟกัสที่งานของตัวเอง แม้ผลคือหายจากโรค แต่ผลข้างเคียงคือโอกาสในการแสดงฝีมือของยุ่นพังพินาศ เหมือนมีโอกาสเข้าร่วมสงครามกรุงทรอยแต่ทะลึ่งเหยียบกับดักตายโง่ ๆ อยู่ริมชายหาด เทพที่ไหนก็มาช่วยไม่ทัน

การเดินหันหลังออกจากห้องตรวจของหมออิมเป็นฉากที่แทบไม่มีคำพูดอะไรแต่กลับเปี่ยมความหมายและสั่นสะเทือนหัวใจอย่างยิ่ง ยุ่นอาจไม่ได้เสียใจที่จะไม่ได้พบหมออิมอีก แต่อาจเป็นความเสียใจที่ความสำเร็จของการหายป่วยช่างมีค่าเล็กน้อยเหลือเกิน (สิ่งที่กูทำสำเร็จมีแค่ทำให้ไอ้คนที่ไม่ได้มีความหมายกับใครหายป่วย...แค่นี้เองเหรอวะ!) เมื่อเทียบกับงาน "ปลดชนวนระเบิด" ที่เคยทำให้หัวใจเขาพองโตกว่านี้มหาศาล เขาอาจเสียใจที่ก้าวต่อไปไม่ได้ในทางที่บังเอิญหลงมา รู้ตัวอีกทีว่าพาตัวเองเข้ามาสู่ความว่างเปล่าน่าอดสูก็เมื่ออยู่นอกห้องตรวจโรคแล้ว

เพื่อจะไปให้ถึงจุดสูงสุดของงานศิลปะ แอนดรูว์ นีแมน พระเอกของเรื่อง Whiplash ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่การตีกลอง ไม่ว่าจะเป็นการบอกเลิกแฟนสาว หรือทะเลาะกับคนในครอบครัว หรือแม้แต่ทิ้งทุกอย่างในชีวิตในฉากสุดท้ายของหนังที่โคตรจะพีค

การกลับมาเป็นฟรีแลนซ์ของยุ่นในครึ่งหลังของหนังจึงโหด จึงดิบ จึงทุ่มเทอย่างบ้าคลั่ง เพราะยุ่นผิดหวังกับตัวเองที่ยังคงหลงเหลือความรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่องาน ผิดหวังกับความสัมพันธ์ที่เผลอสร้างกับคนอื่นรอบข้าง จึงตัดเอาความผูกพันทุกอย่างออกไปจากชีวิตเพื่อกลับมาสู่เส้นทางเดิมของตนเอง เพื่อจะให้ "ความตายครั้งที่สาม" ไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ หากเขาได้ไปจารึกชื่อไว้ที่นิวยอร์ก ยุ่นรับทุกงานและทุ่มเทเกินร้อยยิ่งกว่ายุ่นคนก่อน เพราะวงการฟรีแลนซ์ไม่เคยมีโอกาสครั้งที่สาม

แต่ใช่ว่าการเทหมดหน้าตักจะชนะเสมอไป ครั้งนี้ยุ่นแพ้อีก เป็นการแพ้อย่างราบคาบ และทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง... บางอย่างแบบที่คนที่ยังห่วงใยชีวิตควรได้เรียนรู้ บางอย่างแบบที่คนอย่างยุ่นแม่งไม่น่าจะรู้เลยว่ะ

เคยนึกบริภาษผู้กำกับตอนดูสิบนาทีสุดท้ายของหนังว่า เชี่ยแม่ง พี่เต๋อเปี่ยนไป๋ว่ะ แต่พอตั้งสติได้ก็เออ จริง ๆ แล้วจบแฮปปี้เอนดิ้งแบบนี้แม่งหดหู่กว่า เป็นโศกนาฏกรรมกว่าตายไปแบบพีค ๆ เยอะเลย

ฉากสุดท้ายยุ่นบอกหมออิมว่ายุ่นมีความสุขกับการดูพระอาทิตย์ตกดิน เช่นเดียวกับความสุขที่ได้มาพบหมออิมเพียงไม่กี่นาที คำพูดนี้คืออะไร? นั่นคือยุ่นถูกกลืนกลายไปกับธรรมชาติรอบตัว ความสุขเล็ก ๆ ที่เพียงแค่มองหาก็พบ ยุ่นไม่รู้สึกแปลกแยก ไม่โดดเดี่ยว ไม่อีโก้ ไม่เซลฟ์ ไม่ถูกผลักดันด้วยแรงทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่งของวัยหนุ่มว่ากูจะต้องโดดเด่น แตกต่าง กูจะต้องเปลี่ยนโลก กูจะต้องฝากชื่อไว้ กูต้องทำสิ่งที่ยื้อเวลาความตายครั้งที่สามให้นานที่สุด

มองในแง่หนึ่งจะว่ายุ่นเติบโตขึ้นก็ได้ ใช่ โลกแม่งก็เป็นงี้แหละ ยอมรับมันและมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวดิวะ งานศิลปะคือการสร้างความสุขเว้ยไม่ใช่การแข่งขันที่อยากฝากชื่อไว้ด้วยอหังการ์ของศิลปิน ศิลปะคือการจัดวางคอมโพสิชั่นทั้งตัวงานและชีวิตของศิลปิน เอาธรรมะเข้าขย่มอีกหน่อยก็ได้ว่ามนุษย์แม่งต้องเดินสายกลางว่ะ พระพุทธองค์สอนไว้

จากนี้ยุ่นอาจจัดวางชีวิตใหม่ให้สมดุล อาจเดินเข้าไปสมัครงานกราฟฟิกประจำสักที่หนึ่ง ฝีมือระดับนี้คงขึ้นเป็นอาร์ตไดได้ไม่ยาก ก้าวหน้าหน่อยมาจีบหมออิม แต่งงานแฮปปี้เอนดิ้ง หรือต่อให้คงวิถีฟรีแลนซ์เอาไว้ แต่จากนี้คงมีหลายสิ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญนอกจากการทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้แก่การสร้างงาน นั่นก็เป็นอนาคตที่สุดจะคาดเดา สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ เมื่อไม่ได้เดิมพันชีวิตและจิตวิญญาณให้แก่งาน เมื่อปราศจากความทะเยอทะยานและแรงขับเคลื่อนอย่างบ้าคลั่งของวัยหนุ่มแล้ว ยุ่นจะพาตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน

บางทีการที่ยุ่นยังมีชีวิตอยู่ มันก็คือประจักษ์พยานการตายครั้งที่สามของยุ่นทั้งที่ยังหายใจ รอเพียงให้การตายครั้งที่หนึ่งและสองมาถึงเท่านั้นเอง

เหมือนกับเราในตอนนี้นั่นแหละ

๑๕ กันยายน ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

The Chaser : ไล่ล่ามนุษย์หรือปิศาจ



(เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์)

เอาไปเลย 12/10 กะโหลกสำหรับ The Chaser ผลงานการกำกับของนา ฮอง จิน ภาพยนตร์ที่พี่โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับพันล้านคัดสรรมาให้ชมในเทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse: Director's Choice. ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จะว่าไปครั้งนี้ก็ทิ้งช่วงจากครั้งที่แล้วตอนไปดู Synedoche, New York อยู่นานเหมือนกัน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง ที่น่าตื่นเต้นคือมีคนเข้าร่วมกิจกรรมเยอะมากจนต้องมีเก้าอี้เสริม ต่างจากครั้งแรกที่เข้าไปเลือกที่นั่งได้เลย ส่วนที่ขัดใจคือครั้งนี้ไม่มีอาหารและเครื่องดื่มฟรี (ฮา) แต่ที่เหมือนกันทั้งสองครั้งที่ไปเข้าร่วมคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาก ขึ้นแท่นเป็นภาพยนตร์ในดวงใจได้ทั้งสองเรื่องเลย

ว่ากันด้วยเนื้อหนังก็สมราคาคุยว่าเป็น "หนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศเกาหลีใต้" ประเทศที่สร้างหนังแอ็คชั่นทริลเลอร์ได้ "โหดสัส" (คำของพี่โต้ง) ทั้งเรื่องก็มีพล็อตสั้น ๆ ว่าพ่อเล้าอดีตตำรวจต้องมาไล่ล่าฆาตกรโรคจิต ชิงไหวชิงพริบเพื่อตามหาหญิงสาวที่หายไป (เรื่องย่อยาวกว่านี้ก็ไปหาอ่านตามเว็บเอาก็แล้วกันนะ) บรรยากาศก็เป็นทริลเลอร์เข้ม ๆ สืบสวนสอบสวนประมาณนึง ตามหาร่องรอยคนหายและหาแรงจูงใจของฆาตกรแบบมึน ๆ นิดนึงเพราะผู้กำกับหลอกเราหลงไปหลายทางเอาเรื่อง มีแอ็คชั่นวิ่งหนีหรือวิ่งไล่ล่าทั้งมันทั้งฮาอยู่หลายฉาก มีปมดราม่าแม่ลูกมาเรียกน้ำตาแถมท้าย สรุปคือเข้มข้นคุ้มค่าทุกนาทีที่ได้ดู ไม่รู้ว่าฉบับที่ฮอลลีวูดเอาไปรีเมกนี่เข้มข้นเท่าต้นฉบับรึเปล่า

สิ่งที่รู้สึกตอนดูหนังเรื่องนี้คือทำไมเรารู้สึกว่ามันจริ๊งจริงจังวะ หรือจะเป็นเหมือนที่เค้าบอกว่าหนังทริลเลอร์ของฝรั่งมันเป็นหนังของอีกชนชั้นหนึ่ง พอเวลาดูก็เหมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่เราตื่นเต้นสนุกสนานไปกับการไล่ล่าสืบสวนของตัวเอก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย แต่กับเรื่องนี้เราทั้งลุ้นทั้งด่าตัวละครเหมือนว่ามันเป็นคนข้างบ้านเรา แม่งเอ๊ย อีกนิดเดียวจะได้ตัวละ แม่งอีกนิดจะรอดแล้ว หรือเป็นเพราะตัวละครในเรื่องมีแต่คนที่เป็นมนุษย์แท้ ๆ คือเป็นคนที่มีรักโลภโกรธหลงคละเคล้ากันไปหมด มีพระเอกที่แม่งเหี้ยมาก ตำรวจดีบ้างเลวบ้าง เอาหน้าห่วงชื่อเสียงบ้าง จะจับฆาตกรเพราะจะเอามากลบข่าวผู้ว่าฯ โดนปาขี้บ้าง สืบสวนหาแรงจูงใจของฆาตกรเพราะจะได้เอาไปฟ้อง ไม่ได้สนใจสืบหาแบบจริงจังบ้าง เป็นพวก "คนสีเทา ๆ" กันทั้งเรื่อง เลยรู้สึกว่าโลกในภาพยนตร์มันขับเคลื่อนด้วยความจริงและคนจริง ๆ ชิบหาย (หรือเหตุผลมันมีง่าย ๆ แค่ว่าหน้าคนเกาหลีมันคล้าย ๆ คนไทยเท่านั้นเอง 555)

ต้องสารภาพว่าเรามัวแต่ไปตื่นเต้นกับส่วนที่เป็นการไล่ล่ากับลุ้นว่านางเอกจะรอดไหม เรื่องจะจบยังไง เลยไม่ได้ตามเก็บพวกสัญลักษณ์ รายละเอียดหนัง แรงจูงใจอะไรต่าง ๆ โชคดีที่หลังจากหนังจบ น้องมะม่วงคนชวนมาดูสะกิดให้เรานึกถึงพวกสัญลักษณ์ทางศาสนาหรือปรัชญาที่ผู้กำกับทิ้งรอยเอาไว้ในเรื่อง แต่เพราะเราไม่ได้ตั้งใจเก็บรายละเอียดเลยเบลอ ๆ ไปบ้าง อย่างรอยลิ่มที่หัวของหลานชายน้องบอกว่าเป็นเหมือนรอยไม้กางเขน แต่ทำไมเรามองเป็นรอยมงกุฎหนามของพระเยซูไปได้หว่า ไอ้ที่บอกน้องว่าพี่ยังงง ๆ กับเรื่องอยู่นี่เรื่องจริงนะไม่ได้แกล้ง (ฮา)

นึกแล้วก็คุ้น ๆ อยู่ว่าหลังหนังจบมีการเสวนา มีผู้ชมคนหนึ่งก็พยายามตีความแรงจูงใจของฆาตกรว่าเป็นเรื่องทางศาสนา เพราะมันมีการตอกลิ่ม การจับศพแขวนเหมือนห้อยไม้กางเขน ฆาตกรแม่งยังเป็นช่างแกะสลักพระเยซูที่หน้าโบสถ์อีก พระเอกก็สืบไปจนเห็นภาพส่วนต่าง ๆ ของพระเยซูในห้องที่ฆาตกรเคยอยู่ ก็เข้าเค้า ติดอยู่นิดเดียวว่าทำไมถึงมีปากคำของผู้หญิงขายตัวคนหนึ่งบอกว่าเพราะฆาตกรมันหมดสมรรถภาพทางเพศแล้ว พวกตำรวจสืบสวนก็เลยตีความว่ามันหันมาฟินกับการเจาะกระโหลกผู้หญิงแทน เหตุผลนี้แม่งก็เข้าเค้าอีกแหละ ผู้กำกับก็ไซโคมาอีกว่า "ทุกสิ่งที่ผมใส่ในหนังมีความหมาย" ฮ่วย

เรากลับมานั่งตกผลึกอยู่วันนึงเลยนึกถึงอีกคำพูดนึงของผู้กำกับที่เค้าพูดหลังเสวนาจบประมาณว่า เค้าไม่ได้สนใจเรื่องแรงจูงใจหรือภูมิหลังของตัวละคร สิ่งที่เค้าสนใจคือมนุษย์คนหนึ่งจะตัดสินใจยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า (ประมาณนี้มั้ง) แบบนี้ก็พอเข้าใจโครงสร้างที่ผู้กำกับทำกับหนังเรื่องนี้ให้มีแต่ตัวละครสีเทา ๆ สถานการณ์ที่มันโคตรจะจริง และแรงจูงใจที่คลุมเครือ แท้จริงแล้วเค้าคงต้องการปอกเปลือกความเป็นมนุษย์ออกมา และแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ต่างจากปิศาจตรงไหน

จุงโฮ พระเอกที่ไม่น่าจะได้ชื่อว่าเป็นพระเอกเลยเพราะไม่หล่อแล้วยังทำตัวเหี้ยมากทั้งเรื่อง (ฮา) ภูมิหลังเป็นอดีตตำรวจที่รับส่วยโดนไล่ออกเลยผันตัวมาเป็นพ่อเล้าจัดหาเด็กบริการ แต่ถึงจะเหี้ยยังไงหมอนี่ก็คงมีความเป็นมนุษย์แบบเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ รักโลภโกรธหลงประสาปุถุชน รักผลประโยชน์ตัวเองที่สุด ตอนแรกมันยังคิดอยู่ตลอดเลยว่าฆาตกรมันหลอกเด็กบริการเอาไปขายต่อ พอสืบไปสักครึ่งเรื่องถึงรู้ว่าไอ้นี่มันฆาตกรโรคจิตจริง แต่ก็ช่วยนางเอกไว้ไม่ทันแล้วเพราะหาหลักฐานไม่ทัน อัยการสั่งไม่ฟ้อง ฆาตกรมาจัดการงานที่ทำค้างไว้จนสำเร็จ

หลังจากนั้นพระเอกแม่งก็พระเอกจริง ๆ ทั้งที่มีเส้นสายกับเพื่อนตำรวจเก่า ๆ จะขอแรงมาช่วยสืบต่อหรือเป็นกองหนุนก็ได้เพราะเพื่อนมันก็อยากจับฆาตกรทั้งนั้น แต่มันก็หนีไปสืบต่อคนเดียวไปจนถึงบ้านฆาตกรพร้อมไปดวลเดี่ยวอย่างไม่กลัวถูกฆ่า เพราะคราวนี้จุงโฮไม่ได้ไปในฐานะผู้เสียผลประโยชน์เพราะเสียเด็กในเล้าเหมือนเดิม แต่ไปในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่อยากทวงความยุติธรรมให้ผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่เกี่ยงวิธีการ ฉากบีบคั้นหัวใจที่สุดคือฉากที่จุงโฮกำลังยกค้อนขึ้นเตรียมฟาดหัวคนร้ายให้สาสมกับความผิดแม้ตัวเองอาจต้องมีความผิดข้อหาฆ่าคนตาย แต่นั่นก็คือการทวงคืนความยุติธรรมในแบบของปุถุชนคนหนึ่ง พอเพื่อนตำรวจมาห้ามไว้ทัน เขาจึงมองเห็นมีจินที่เหลือแต่หัวมีน้ำไหลออกมาจากดวงตาไร้แววด้วยความรู้สึกผิดที่แก้แค้นให้ไม่ได้

ส่วนตัวฆาตกรโรคจิต หนังทิ้งปมไว้สองทางว่าแรงจูงใจคืออะไร แต่ดูจะหนักไปทางศาสนามากกว่าเพราะค่อนข้างเน้นหลายฉาก แต่ที่สุดแล้วเราว่าไม่สำคัญเท่าไรนัก เพราะไม่ว่าจะฆ่าคนด้วยเหตุผลสูงส่งเช่นการคลั่งลัทธิศาสนา หรือจะฆ่าด้วยเหตุผลต่ำ ๆ อย่างจู๋ไม่แข็งเลยเครียด ที่สุดแล้วมันก็คือการกระทำของคนที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้วนั่นเอง หรือก็คือปิศาจในคราบมนุษย์ที่ต้องการฆ่าคนโดยยกสารพัดเหตุผลมาบังหน้า

The Chaser จึงเป็นหนังที่น่าจะเป็นการพาผู้ชมเข้าไปไล่ล่าสำรวจแก่นกลางความเป็นมนุษย์ของตนเองว่าท่ามกลางความรักโลภโกรธหลงอย่างปุถุชนของเรา เราค้นพบความเป็นมนุษย์หรือเป็นปิศาจที่ไล่ล่าคนอื่นด้วยสารพัดข้ออ้างที่เรียกว่าเหตุผล ไม่ว่าเปลือกนอกเราจะเป็นคนเหี้ย ๆ อย่างไร แต่ถ้าแก่นกลางในใจเราพร้อมจะจับมือน้อย ๆ ไร้ที่พึ่งในคืนฝนพรำอย่างที่พระเอกทำในตอนจบ เราก็คงยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่ถ้าเมื่อไรเราอยากจะตอกลิ่มใส่คนอื่น ไม่ว่าจะมีเหตุผลสูงส่งเพียงใดหรือแม้แต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เราก็คงกลายเป็นปิศาจไปแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นผลงานเรื่องยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ หรือถ้าเป็นผลงานเรื่องแรกจริง ผู้กำกับก็คงได้เรียนรู้มนุษย์มาไม่น้อยเลยจึงถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ออกมาได้เข้มข้นแบบนี้ทั้งที่ไม่ใช่หนังดราม่า แต่จะว่าเป็นผลงานเรื่องแรกก็น่าเชื่ออยู่เพราะมีบางจุดที่ดูจะบังเอิญและจงใจหลายส่วนเพื่อให้เรื่องกระชับและไปต่อได้เร็ว ๆ หรือเพิ่มความดราม่า อย่างจู่ ๆ สองตัวเอกก็ขับรถมาชนกันเลยไม่ต้องหาตัวละ นางเอกหลบมาอยู่ร้านสะดวกซื้อดันเจอเจ้าของร้านปากเปราะซวยอีกกู หรือลูกสาวนางเอกเดินหลงไปโดนใครฟาดหัวก็ไม่รู้ คงเพื่อให้พระเอกเซ็นรับเป็นลูกเพิ่มความดราม่าเข้าไปอีกหน่อยมั้ง (ฮา) แต่ชีวิตเราแม่งก็อาจจะมีแต่เรื่องบังเอิญแบบนี้เกิดขึ้นจริงก็ได้ ชีวิตถึงมีเรื่องราวให้เล่าได้

ส่วนเรื่องความเป็นทริลเลอร์ การมีภูมิหลังและแรงจูงใจของตัวละครไม่ชัดเจนนักไม่รู้ว่าจะเป็นข้อดีหรือข้อเสีย แต่ก็อย่างว่า ถ้ามีภูมิหลังและแรงจูงใจให้เห็นมากไป มันจะกลายเป็นตัวละครในหนังทริลเลอร์ฝรั่งซึ่งจบแล้วก็จบเลย ไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ แบบที่เรายังติดค้างและขบคิดกับมันมาจนถึงวันนี้

๘ กันยายน ๒๕๕๘

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แรงที่ชื่อ "ความรัก" ใน Interstellar


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์)

“Love, Tars, LOVE. It's just like Brand said. My connection with Murph, it is quantifiable. It's the key!”

Interstellar ภาพยนตร์ไซไฟที่ถูก (นักวิจารณ์ที่ไม่สนใจอ่านเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์) กล่าวหาว่าเป็นหนังครอบครัวที่มีฉากหลังเป็นอวกาศ ใช่ซะที่ไหนเล่า! นี่มันหนังไซไฟเต็มรูปแบบตะหากเฟ้ย! เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์คือทฤษฎีการเดินทางข้ามเอกภพผสานกับจินตนาการที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ลำพังแค่การดูหนังโดยไม่เข้าใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากนักก็สนุกดีอยู่แล้ว แต่ยิ่งได้อ่านหนังสือ The Science of Interstellar ที่เขียนโดยปรมาจารย์ด้านหลุมดำอย่าง Kip Thorne (ลุงแกเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์) ก็ยิ่งพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อัดแน่นด้วยทฤษฎีเรื่องเอกภพทั้งที่พิสูจน์ได้และเป็นเพียงสมมติฐาน แทบไม่มีส่วนไหนในเรื่องเลยที่แต่งขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ นอกจากนั้นก็ยังถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพสิ่งสำคัญในเอกภพอย่างรูหนอนและหลุมดำจากจินตนาการของมนุษย์ได้ใกล้เคียงที่สุด จึงน่าจะพูดได้ว่าเป็นหนัง Sci-Fi เต็มรูปแบบ แถมยังหนักไปทาง Sci ด้วยซ้ำ (แต่ยังแมสได้อีก ลุงโนแลนแกจะเก่งไปถึงไหนเนี่ย)

หนึ่งในเรื่องราวที่โนแลนเสนอไว้อย่างน่าสนใจและอาจเป็นหัวใจของเรื่องนี้เลยก็เป็นได้คือ ความรักนั้นอาจเป็น “แรง” ชนิดหนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่วัดปริมาตรได้ในเชิงฟิสิกส์ (Quantifiable) ซึ่งเป็นคำพูดในฉากที่คูเปอร์ตัวเอกของเรื่องพูดขึ้นหลังจากกระโจนเข้าไปในหลุมดำ และค้นพบมิติเชิงซ้อนของกาลเวลาซ่อนอยู่ในภาวะเอกฐาน (Singularity) ของหลุมดำ เขาจึงค้นพบวิธีที่จะติดต่อกับเมิร์ฟลูกสาวสุดที่รัก

ความรักจะเป็นแรงชนิดหนึ่งได้อย่างไร?

ก่อนอื่นไปที่พื้นความรู้เรื่องแรงเสียก่อน แรงพื้นฐานของจักรวาลหรือในทางฟิสิกส์เรียกว่า "อันตรกิริยาพื้นฐาน" นั้นมีอยู่ 4 ชนิด คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน และที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุดคือ แรงโน้มถ่วง แรงทั้ง 4 ชนิดคือแรงที่อนุภาคกระทำต่อกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้มคือการกระทำระหว่างอนุภาคระดับเล็กกว่าอะตอม แรงแม่เหล็กไฟฟ้าคือการกระทำระหว่างประจุไฟฟ้า เป็นต้น (หาอ่านได้ในหนังสือฟิสิกส์ทั่วไปนะจ๊ะ)

สิ่งที่น่าสนใจของทั้ง 4 แรงนี้คือ ความเข้มข้นของทั้ง 3 แรง ได้แก่ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน ทั้งหมดเข้มข้นสูงกว่าแรงโน้มถ่วงอย่างมาก เทียบเป็นค่าสัมพัทธ์คือสมมติค่าให้แรงโน้มถ่วงเป็น 1 เมื่อเทียบกับแรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อนซึ่งเบาสุดของทั้งสามแรงก็ยังมีค่าเป็น 10 ยกกำลัง 25 ของแรงโน้มถ่วง เกี่ยวกับเรื่องความเข้มข้นที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ โปรเฟสเซอร์สุดสวยแห่งวงการฟิสิกส์ Lisa Randall สันนิษฐานว่าแรงโน้มถ่วงนั้นเป็นสิ่งที่รั่วขึ้นไปในมิติที่สูงกว่า และนี่ก็คงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดแรงโน้มถ่วงจึงถูกใช้เป็นแรงหลักในการติดต่อสื่อสารจาก “คนในมิติที่สูงกว่า” (ในมิติที่คูเปอร์เห็น “เวลา” เป็นมิติทางกายภาพจับต้องได้) มาถึง “คนในมิติ 3+1” ได้ (มิติของเราที่มีกว้าง x ยาว x สูง และ มิติเวลาที่เดินไปข้างหน้า จับต้องไม่ได้)

ทว่าลำพังแรงโน้มถ่วงก็ยังไม่ดีพอที่จะเชื่อมต่อข้ามสเปซไทม์ได้ โดยเฉพาะจากในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 ซึ่งในนั้นมีมิติเชิงซ้อนจำนวนมหาศาล ไม่เช่นนั้นเจ้าหุ่นพูดมากอย่าง Tars ที่ตกลงไปในหลุมดำก่อนคูเปอร์คงสามารถส่งข้อมูลควอนตัมที่พบในหลุมดำออกไปหาใครสักคนได้แล้ว

Tars เมื่ออยู่ท่ามกลางมิติเชิงซ้อนของเวลาในภาวะเอกฐานของหลุมดำ ก็เหมือนกับ "พวกเขา" ในมิติที่สูงกว่า ตรงที่เข้าถึงได้ทุกสเปซไทม์ของโลกในมิติ 3+1 แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อได้เลย ดังที่คูเปอร์พูดว่า "They have access to infinite time and space, but they're not bound by anything. They can't find a specific place in time. They can't communicate."

การ "เชื่อมต่อไม่ได้" นั้นเกิดจากอะไร?

ในโลก 3+1 มิติของเรา สมมติว่าเราจะนัดเพื่อนกินข้าว ณ ที่ใดที่หนึ่ง นอกจากเราจะต้องบอกมิติของสเปซ ยังจะต้องบอกมิติเวลาด้วยว่าจะนัดหมายไปพบกันกี่โมง การเชื่อมต่อของทุกมิติจึงจะเสร็จสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตในสามมิติอย่างเราไม่มีปัญหากับการเคลื่อนไหวในมิติสเปซ เนื่องจากเราเข้าถึงได้ทุกมิติ อาจจะเดินขึ้น-ลง เลี้ยวซ้ายไปทางตะวันออก วกกลับมาทางเหนือมายังสถานที่นัดหมายได้ แต่สำหรับมิติเวลา เราไม่สามารถเดินไปจากหกโมงเย็นเพื่อเลี้ยวกลับไปกินข้าวกับเพื่อนตอนแปดโมงเช้าของวันเดียวกันได้

เช่นเดียวกัน ในมิติที่สูงขึ้นไปดังเช่นมิติเชิงซ้อนในหลุมดำที่เวลาถูกทำให้กลายเป็นมิติทางกายภาพ ซึ่งหมายถึงเราเดินย้อนเลี้ยวหรือรุดหน้าไปยังมิติเวลา อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต หรือช่วงใด ๆ ก็ได้ มันจึงต้องการสิ่งที่จะเชื่อมต่อนอกเหนือจากเวลาอีก

อันที่จริงแล้วมิติเชิงซ้อนของเวลาที่คูเปอร์ได้ค้นพบในภาวะเอกฐานของหลุมดำควรจะเป็นอย่างเดียวกับที่ Tars พบ คือเต็มไปด้วยสเปซไทม์กระจัดกระจายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก (อาจจะเป็นในฉากภาพเชิงซ้อนมหาศาลช่วงแรกที่เขาถูกดึงดูดผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์เข้ามา) ทว่าที่สุดแล้วคูเปอร์ก็ถูกดึงดูดเข้าสู่สเปซไทม์ "พิเศษ" เพียงที่เดียว นั่นคือห้องนอนของเมิร์ฟ ลูกสาวที่เขาถวิลหาถึงตลอดเวลานับแต่จากมา ดังนั้นแรงที่ดึงดูดเขา หรือมิติที่เชื่อมต่อเขากับเมิร์ฟในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 จะเป็นอะไรอย่างอื่นได้นอกจาก "ความรัก"

ความสำคัญของ "ความรัก" ในฐานะสิ่งที่วัดค่าได้ในเชิงฟิสิกส์ยิ่งถูกเน้นย้ำในฉากที่เอมีเลียพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเดินทางไปยังดาวเอ็ดมันส์แทนที่จะเป็นดาวแมนน์ เธอกล่าวว่าความรักอาจไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง แต่ถูกสร้างขึ้นในมิติที่สูงกว่าซึ่งสิ่งมีชีวิต 3 มิติอย่างเราไม่สามารถรับรู้ได้ (ลำพังแค่มิติเวลาในมิติที่ 4 เราก็ยังเกือบจะ can't consciously perceive เลย) เธอถูกความรักดึงดูดข้ามจักรวาล (across the universe) ข้ามมิติเวลา (to someone I haven't seen in a decade) เข้าไปหาเอ็ดมันส์ที่อาจตายไปแล้ว (อาจหมายความไปถึงมิติเชิงกายภาพของเอ็ดมันส์)

"Love isn't something we invented. It's observable, powerful. It has to mean something... Maybe it means something more, something we can't...yet understand. Maybe it's some evidence, some artifact of higher dimension that we can't consciously perceive. I'm drawn across the universe to someone I haven't seen in a decade who I know is probably dead."

เอมีเลียเชื่อและพยายามอธิบายถึงความสำคัญของแรงที่ชื่อความรักว่าเป็นแรงที่เดินทางข้ามสเปซไทม์ได้ ก่อนจะปิดท้ายว่าเราควรศรัทธามันแม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม "Love is the one thing we're capable of perceiving that transcends dimensions of time and space. Maybe we should trust that, even if we can't understand it yet."

ความรักในฐานะแรงในทางฟิสิกส์อาจจะคล้ายคลึงกับแรงโน้มถ่วงตรงที่เราแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก ซ้ำยังวัดค่าในเชิงฟิสิกส์ไม่ได้ชัดเจน แต่มัน observable และ powerful อย่างที่เอมีเลียว่า และหากแรงโน้มถ่วงส่งผ่านสเปซไทม์ได้ ความรักก็เป็น "the key" ที่เชื่อมต่อระหว่างพ่อกับลูกสาวข้ามสเปซไทม์แม้แต่ในมิติที่สูงกว่า

การที่โนแลนเลือกใช้ความรักของพ่อลูกแทนที่ความรักของหนุ่มสาว ในแง่หนึ่งก็ทำให้แรงของความรักนั้นหนักแน่นน่าเชือถือมากขึ้น เห็นได้จากฉากการโน้มน้าวของเอมีเลีย ทั้งที่เป็นแรงที่ชื่อความรักเหมือนกัน แต่เมื่อเอมีเลียจะใช้แรงนี้เดินทางไปหาเอ็ดมันส์กลับไม่ได้รับความเชื่อถือจากคนในทีมแม้แต่น้อย (ทำหน้าเหมือนเอมีเลียเพี้ยนแล้วอีกต่างหาก) ในบทหนังปูให้เห็นอยู่ตลอดว่าความรักของสองพ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดา ก่อนจะจากโลกไปคูเปอร์ก็โอ๋แต่ลูกสาว พอออกไปอวกาศก็คิดถึงแต่ลูกสาวตลอดเวลา ตอนเกือบตายก็เห็นแต่หน้าลูกสาว (มึงรักลูกลำเอียงมาก) ฝ่ายเมิร์ฟก็แค้นพ่อเพราะเข้าใจผิดว่าพ่อทิ้งครอบครัวไปตั้งอาณานิคมที่ดาวอื่น ถึงขนาดด่าพ่อว่า "son of bitch" (ลูกอีดอก) แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเมิร์ฟรักพ่อแค่ไหน อย่าลืมว่าความเกลียดชังก็คือเหรียญอีกด้านของความรัก คนที่แค้นกันสุดชีวิต ส่วนมากเริ่มมาจากความรักอย่างสุดซึ้งแทบทั้งนั้น

เมื่อคูเปอร์สามารถเชื่อมต่อกับเมิร์ฟจากมิติที่สูงกว่าไปสู่มิติ 3+1 ด้วยแรงที่ชื่อความรัก เขาได้ส่งข้อมูลจากอีกด้านของหลุมดำ (ซึ่งเชื่อกันว่าคือกฎความโน้มถ่วงควอนตัมที่พบในภาวะเอกฐานของหลุมดำ นำมาสู่การควบคุมความวิปลาสของแรงโน้มถ่วงในสถานีอวกาศจนสามารถยกอาณานิคมขนาดมหึมาขึ้นจากโลกได้) ผ่านแรงโน้มถ่วงใส่ลงไปในนาฬิกาที่คูเปอร์ให้กับเมิร์ฟ นั่นคือไคล์แมกซ์วัดใจว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ในจุดนี้การตั้งชื่อตัวละครลูกสาวว่า Murphy Cooper ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ เพราะชื่อนี้ตั้งมาจาก "กฎของเมอร์ฟี" (Murphy's Law) ซึ่งกล่าวว่า "ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด จะผิดพลาด" (Anything that can go wrong, will go wrong) (ซับไทยแปลว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คนละเรื่องเลย 55)

ก่อนหน้านี้ในฉากที่เอมีเลียโน้มน้าวให้เดินทางไปดาวเอ็ดมันส์ คูเปอร์บอกว่าการที่เอมีเลียเชื่อเรื่องแรงของความรักนั้นอาจจะผิดได้ (ตามกฎของเมอร์ฟี) เพราะตอนนั้นคูเปอร์ยังไม่รู้ว่าภายในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 นั้น ความรักทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างเขากับลูกสาว จนเมื่อเขาหล่นมาในภาวะเอกฐานของหลุมดำจึงเข้าใจว่าแรงที่ชื่อความรักมีจริง ดังนั้นในนาทีที่ Tars เจ้าหุ่นพูดมากถามคูเปอร์ว่า "ถ้าเธอไม่กลับมาเอานาฬิกา (ที่ใส่ข้อมูลควอนตัมไว้ล่ะ)" หรือถ้าพูดแบบกฎของเมอร์ฟีคือ "ความศรัทธาเรื่องแรงชื่อความรักจะผิดพลาดได้หรือไม่" คูเปอร์จึงแน่ใจและยืนยันไปว่าเมิร์ฟกลับมาเอานาฬิกาแน่ "Because I gave it to her." หรือพูดในภาษาแรงแห่งความรักคือ "เธอกลับมาเอานาฬิกาแน่ (เพราะความรักนั้นเชื่อมโยงเราสองคนไว้)"

ทุกสิ่งที่ผิดพลาดได้ จะผิดพลาด แต่คูเปอร์เข้าใจแล้วว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นมีอยู่จริง ดังนั้นแม้ถูกทดสอบด้วยกฎของเมอร์ฟีก็ไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด

ความรักจึงอาจจะเป็นแรงพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งในจักรวาลซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับแรงโน้มถ่วง ในแง่ที่มันอาจรั่วอยู่ระหว่างมิติ 3+1 ของเราไปถึงมิติที่สูงกว่าเช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง รวมถึงเหนี่ยวนำวัตถุที่มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างข้ามสเปซไทม์ หรือแม้แต่ในมิติที่สูงกว่านั้น สมมติอย่างสุดโต่งให้เห็นภาพเช่นว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นเหนี่ยวนำสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ (Soul) ดังนั้นเรื่องคู่แท้หรือบุพเพสันนิวาส เรื่องความรักข้ามภพข้ามชาติก็อาจอธิบายได้ในเชิงฟิสิกส์ เพราะในเมื่อมิติเวลา อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต เป็นสิ่งที่มีอยู่และจับต้องได้ทางกายภาพ (โดยเฉพาะในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 ซึ่งสามารถมองเห็นมิติเวลาในทางกายภาพ) แรงที่ชื่อความรักซึ่งส่งข้ามสเปซไทม์ได้ ก็ย่อมเหนี่ยวนำคนสองคนมาพบกันในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นจุดใดจุดหนึ่งของโลกคู่ขนานในจักรวาลอันกว้างใหญ่ หรือพูดในภาษาชาวมิติ 3+1 ก็คือ "พบกันในชาตินี้" นั่นเอง

คำกล่าวที่ดูเหมือนจะติดตลกของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ว่า "Gravitation is not responsible for people falling in love." จึงอาจไม่ใช่การพูดเพียงให้ขบขัน แต่เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงและแรงที่ชื่อความรักนั้นเป็นแรงคนละชนิดกันในจักรวาลนี้ต่างหาก

มิถุนายน 2558

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

All You Need Is Kill / Edge of Tomorrow / มองผ่านสายตาผู้ชนะหรือผู้แพ้


(เปิดเผยเรื่องราวใน All You Need Is Kill และ Edge of Tomorrow)

ก่อนหน้าจะได้ชม Edge of Tomorrow ผมมีโอกาสได้อ่านการ์ตูน All You Need Is Kill ซึ่งทั้งสองเรื่องสร้างจากต้นฉบับดั้งเดิมคือ All You Need Is Kill ไลท์โนเวลชื่อดังของ Hiroshi Sakurazaka ได้ยินมาว่าการ์ตูนเขียนตามต้นฉบับนิยาย ส่วนภาพยนตร์นั้นดัดแปลงจากนิยายไปเยอะ เหลือแค่โครงเรื่องการตายแล้วย้อนมาเกิดใหม่ (รุ่นน้องคนหนึ่งบอกว่าฉบับฮอลลีวูดคือไซไฟตลก ๆ 555)

ด้วยความที่ชอบ All You Need Is Kill จึงคาดหวังกับภาพยนตร์พอสมควร แต่พอดูจบก็บ่นกระปอดกระแปดว่า ไรวะ แฮปปี้ฮอลลีวูดซะงั้น เลยพาตัวเองไปติดลูปดูซ้ำอีกรอบเพื่อหาเหตุผลว่า ทำไมต้องเล่าต่างกันแบบนี้ด้วย

พล็อตของ All You Need Is Kill / Edge of Tomorrow เล่าสั้น ๆ ก็คือสงครามระหว่างมนุษย์ชาติกับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวนามว่า มิมิค ซึ่งมีความสามารถในการย้อนเวลาเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในสมรภูมิ และบังเอิญตัวเอกก็ได้รับความสามารถจากมิมิคให้ย้อนเวลาได้เมื่อตาย ตัวเอกจึงรบและตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับค่อย ๆ พัฒนาความสามารถทางการรบของตนเองขึ้นมาจนกระทั่งเอาชนะสงครามได้ในที่สุด ฉบับการ์ตูนนั้นตัวเอกเอาชนะได้หนึ่งสมรภูมิ (พร้อมกับความสามารถที่จะชนะในทุกสงครามที่เหลือ) ส่วนฉบับภาพยนตร์นั้นพระเอกสังหาร Omega ซึ่งเป็น "ตัวแม่" ของพวกมิมิค ทำให้ชนะสงครามอย่างเด็ดขาด

แน่นอนว่าทั้งสองฉบับ ชัยชนะเป็นของมนุษยชาติ ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสองฉบับคือ ฉบับภาพยนตร์จบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของวิลเลียม เคจ ส่วนฉบับการ์ตูนคือความหมองเศร้าของคิริยะ เคย์จิ ทั้งที่เป็นผู้พิชิตสงครามเหมือนกัน

ทำไมต้องแฮปปี้ฮอลลีวูด? ทำไมต้องทราจิดี้แจแปน?

ย้อนกลับไปที่โทนเรื่อง ฉบับการ์ตูนนั้นช่างซีเรียสเอาจริงเอาจัง ภาพโดนยิงไส้ทะลักเครื่องในเหวอะหวะน่าได้เรต 18+ ยิ่งนัก การตายแต่ละครั้งของพระเอกไม่ได้ตายทิ้งตายขว้าง แต่ตายเพราะลุยฝึกฝีมือการรบในสมรภูมิอย่างเอาจริงเอาจัง ขนาดว่าแม่ครัวสุดอึ๋มมาเชิญให้กินเจ้าหล่อนแทนข้าว พระเอกก็ยังเลือกไปฝึกการรบ เพื่อเป้าหมายพิชิตสงครามอย่างเดียว

เอาจริงเอาจังกับชีวิต ลุยเพื่อพิชิตเป้าหมายแบบแจแปนนีสสไตล์กันจริง ๆ

ขณะที่ฉบับภาพยนตร์ เมื่อมันเป็นฮอลลีวู้ดก็หนีไม่พ้นต้องมีสุขเศร้าเคล้าน้ำตาและเสียงฮาให้ครบรส เช่นว่าการตายแบบโง่ ๆ ของพระเอกเพื่อเรียกเสียงฮาในหลายฉาก มุกเห่ย ๆ ของตัวประกอบไว้ขัดโศก หรือฉากจำพวกชนชาวอเมริกันสามัคคีกันไว้เถิดจะเกิดผล จงยอมเสียสละตนเพื่อชาติตอนบุกไปยังลูฟว์ท้ายเรื่อง ก็มีอยู่ในภาพยนตร์ครบถ้วน

นี่ยังไม่รวมความซับซ้อนของวิธีการเล่าฉบับการ์ตูน (นิยาย) เนื่องด้วยมันมีพื้นที่ให้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากกว่า ขณะที่ภาพยนตร์เมนสตรีมแบบนี้ต้องพาไปด้วยเส้นเรื่องหลักเส้นเดียว จะพาวกเข้าซอยเดี๋ยวจะงงกันเปล่า ๆ (แค่นี้ก็ยังงงจนต้องวนลูปแล้ว) ไม่แปลกที่จะจบกันไปตามสไตล์ของแต่ละวิธีเล่า เล่าง่ายก็จบง่าย เล่าซับซ้อนก็ลุ่มลึกขึ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พาเรื่องไปสู่สุขนาฏกรรมหรือโศกนาฏกรรมคือ มันเล่าผ่านมุมมองของใคร

ชื่อเรื่อง All You Need Is Kill คล้ายกับจะตั้งมาเพื่อประชดประชันเนื้อเรื่อง เพราะที่จริงแล้วตัวเอกในเรื่องไม่มีใครมีความสุขกับการฆ่าฟัน แม้ว่าในช่วงแรกริต้า วราทัสกี้ มาเข้ากองทัพเพื่อต้องการแก้แค้น เมื่อเธอติดลูปก็เดินหน้าฆ่าไม่เลี้ยงเพื่อพิชิตสงครามจนดูเหมือนจักรกลที่มีไว้สังหารมิมิค ส่วนเคย์จิเมื่อถึงลูปที่พิชิตมิมิคด้วยขวานสงครามได้แล้ว เขาก็ขนานนามตัวเองว่าเป็นเครื่องจักรสังหารเช่นกัน แรกเริ่มเดิมทีทั้งคู่ต้องการเพียงการฆ่าฟันมิมิคเพื่อเอาตัวรอดจากสงครามเท่านั้น และลูปสงครามนับร้อยสองร้อยลูปที่วนเวียนไม่จบสิ้นก็แทบทำให้ความเป็นมนุษย์สูญสิ้น คงเหลือแต่กลไกสังหารที่ฝังแน่นในร่างกายเท่านั้น แต่เมื่อทั้งคู่ได้มาพบกันและใช้เวลาหนึ่งลูปไปกับเรื่องธรรมดา ๆ ร่วมกัน อย่างการกินข้าว การชงกาแฟ การพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ฯลฯ จึงได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้ว ชีวิตธรรมดาที่ไร้สงครามนั้นมีคุณค่าเพียงใด

มนุษย์เป็นมนุษย์เพราะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ มิใช่เครื่องจักรสังหาร

ทั้งสองยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้นเมื่อต้องพบกับความสูญเสียจากการพิชิตสมรภูมิแรกของตน ริต้าสูญเสียผู้บังคับบัญชาที่บังเอิญตายในลูปที่เธอพิชิตสงครามพอดี ส่วนเคย์จิสูญเสียริต้า วราทัสกี้ เพื่อให้หลุดจากลูปได้

ริต้าปลงตกด้วยคำว่า "ไม่มีสงครามครั้งไหนไม่มีคนตาย"

ส่วนเคย์จิแม้จะพิชิตสมรภูมิแรกของตนเองได้ และจะพิชิตสงครามได้แน่นอน กลับต้องสะเทือนใจเมื่อคิดว่า ชัยชนะของมนุษยชาติที่จะได้มาจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนรักคนเดียวที่อยากปกป้องอย่างริต้าตายแล้ว - ด้วยมือของเขาเอง

บทสรุปสุดท้ายของสงครามคือฉากการห้ำหั่นกันของสองยอดนักรบอย่างริต้าและเคย์จิในตอนท้ายเรื่องยิ่งน่าสะเทือนใจ เพราะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นจะที่รอดไปจากสมรภูมินี้

บางครั้งเพื่อชนะสงคราม เราอาจต้องฆ่าคนที่เรารัก

นั่นแหละคือความหมายของสงคราม มันโหดร้ายและปวดร้าวมากขนาดนั้น

All You Need Is Kill จึงเหมือนคำเย้ยหยันของผู้ที่จำต้องตกอยู่ในวังวนสงครามอันน่าชิงชัง ทั้งที่จริงแล้วมนุษย์นั้น All You Need Is (not) Kill, All You Need Is (not) War แต่ All You Need Is Live, All You Need Is Love.

นั่นคงเป็นมุมมองของคนในประเทศที่ต้องเผชิญสงครามภายในมานานหลายทศวรรษ แถมยังเคยพ่ายแพ้สงครามมาอย่างเจ็บปวด

ส่วน Edge of Tomorrow ที่สร้างจากประเทศที่มีคนเคยทิ้งคำคมว่า A man can be destroyed but not defeated. ก็แสดงปรัชญาข้อนี้อย่างชัดแจ้ง หลายต่อหลายครั้งที่วิลเลียม เคจ นายทหารผู้ไม่เอาไหนถอดใจว่า "เรามาไกลได้เท่านี้แหละ" บางครั้งถึงขนาดหนีทัพไปดื่มเบียร์อย่างระทดท้อ ทว่าถึงที่สุดแล้วเขาก็เริ่มใหม่ พยายามใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงขนาดไปได้ไกลจนเกือบเข้าถึง Omega (ในนิมิตปลอม) โดยไม่ต้องพึ่งพาริต้า วราทัสกี้ด้วยซ้ำ

สำหรับอเมริกาแล้ว ไม่มีสงครามครั้งไหนที่เอาชนะไม่ได้ เว้นแต่สงครามที่เรายังไม่พยายามให้มากพอ เว้นแต่สงครามที่เราถอนตัวไปก่อนจะรบชนะ

และเมื่อทำลาย Omega สำเร็จ เหตุการณ์รีเซ็ตกลับมาที่เดิม เพื่อนที่เขาผูกพัน และผู้หญิงคนสำคัญที่สุดยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เคจไม่จะหัวเราะในตอนจบ

ไม่มีความตาย (อันไร้ค่า) ไม่มีความเจ็บปวด (ที่ยากจะลืม) หากเราเป็นฝ่ายชนะสงคราม

ฉากสุดท้าย ภาพความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา จมลึกในบาดแผลจากสงครามของคิริยะ เคย์จิ จึงเป็นภาพที่ตัดกับความอบอุ่นและเสียงหัวเราะของวิลเลียม เคจ ทั้งที่ต่างคนต่างก็เป็นผู้ชนะสงครามมิมิค

ความหมายของสงครามใน All You Need Is Kill และ Edge of Tomorrow จึงแตกต่างกันตรงที่ว่าใครเป็นคนเล่าเรื่อง

๐๑/๑๐/๒๕๕๗.

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Like Father, Like Son / Catching Fire : โครงสร้างเปราะบางรอเวลาล่มสลาย




(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง Like Father, Like Son และ The Hunger Game: Catching Fire)

สองเรื่องสองรสในวันเดียวกัน แต่น่าแปลกที่กลับเห็นอะไรบางอย่างร่วมกันอยู่

ว่าด้วย Like Father, Like Son เสียก่อน ก็ถึงว่าทำไมกลิ่นของ Nobody Knows มันแรงซะจนรู้สึกได้ เดินมาดูโปสเตอร์หน้าโรงถึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้ก็เป็น Hirokazu Kore-eda ผู้กำกับคนเดียวกันนี่เอง ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องเนิบช้าไม่มีจุดพีกเหมือนไม่อยากเล่าเรื่อง (ฮา) แต่ให้คนดูซึมซับกับความรู้สึกแบบ "แช่อิ่ม" ไปตามภาพโทนนวลตา และเสียงเพลงประกอบนุ่มหู ซึ่งไม่เหมาะเลยกับเด็กที่โตมากับทุนนิยมอย่างเราผู้ชมชอบหนังที่ตัดชั้บชั้บให้ตื่นเต้นและรวดเร็วเพื่อเพิ่มรอบฉาย (ฮา) ถ้าไม่คิดว่ามันเป็นสไตล์ผู้กำกับที่ชอบเล่าเรื่องเนิบ ๆ อาจจะคิดไปได้ว่า Hirokazu เกลียดเจ้าทุนนิยมมากถึงขนาดเอาความเนิบช้าซึ่งเป็นปฏิปักษ์ของทุนนิยมมาใช้ในหนังที่เสนอแนวคิดต้านทุนนิยมทั้งเรื่องนี้และ Nobody Knows ก็เป็นได้ (ฮา อ้าว ไม่ฮาเหรอ)

จะว่าไป Like Father, Like Son ก็คล้าย ๆ จะเป็นภาคต่อของ Nobody Knows แต่คราวนี้ขยับขยายมาเล่าเรื่องของครอบครัวที่เหมือนจะสมบูรณ์พร้อมกันดูบ้าง กับพล็อตเรื่องแสนเชยหนังเกาหลีมาก ๆ อย่างการสลับลูกในโรงพยาบาล เอาลูกเขามาเลี้ยงเอาเมี่ยงเขามาอมอยู่ได้ตั้ง 6 ปีกว่า ๆ เหมือนคำถามสำคัญของหนังจากตัวอย่างหนัง หรือในบทวิจารณ์มากมายจะถามว่า คุณจะเลือกอะไรระหว่างสายเลือดกับความผูกพัน แต่ที่จริงแล้วนั่นน่าจะเป็นคำถามรอง ๆ ของหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะการเดินเรื่องทั้งหมดของ Like Father, Like Son คือการสะท้อนภาพครอบครัวที่กำลังจะล่มสลายในอีกมุมหนึ่งต่อจาก Nobody Knows เมื่อสังคมญี่ปุ่นถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมเต็มรูปแบบ ใช่จะมีแต่บรรดาผู้แพ้เท่านั้นที่ถูกทิ้งไว้เป็นขยะอยู่เบื้องล่าง แม้แต่คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกทุนนิยมก็ไม่ควรลืมทบทวนตัวเองว่านี่คือชัยชนะแน่หรือ?

หนังให้ภาพของสองครอบครัวที่ต่างกันสุดขั้ว หนึ่งคือครอบครัวโนโนมิยะที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างในความหมายของโลกทุนนิยม ด้วยภาพของคอนโดสุดหรู เดินทางด้วยรถสุดเริ่ด (ภาษีรถยนต์ส่วนตัวในญี่ปุ่นแพงมาก ใช่ว่าใครจะมีรถยนต์ไว้ขับได้ง่าย ๆ แถมยังเป็นรถ Lexus อีกตะหาก ไม่ใช่ระดับ CEO หรือพวกประธานบริษัทรสนิยมสุดหรูนี่นั่งไม่ได้นะฮะ 55) ลูกชายสุดที่รักสอบเข้าโรงเรียนดี ๆ แถมยังให้เรียนพิเศษเปียโนแบบไฮโซ ๆ ทว่าเมื่อมารู้ทีหลังว่าแท้จริงแล้วเคตะ ลูกที่พวกเขาเลี้ยงมา 6 ปีไม่ใช่ลูกของเขา และลูกแท้จริงของเขาชื่อริวเซ อยู่กับครอบครัวไซกิ เจ้าของร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากระจอก ๆ ในชนบท เรียวตะ โนโนมิยะผู้มีชีวิตเพอร์เฟคในโลกทุนนิยมถึงกับทนยอมรับความจริงไม่ได้ ตลอดเวลาเขามักจะมองครอบครัวไซกิด้วยสายตาหมิ่นหยามตลอดเวลา พาลพาโลคิดเอาว่าครอบครัวนี้ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงลูกของเขาให้กลายมาเป็นคนดีได้ เรียวตะถึงขนาดเสนอว่าจะรับเลี้ยงเด็กทั้งสองคนเองโดยให้เหตุผลว่า "เพื่ออนาคตของเด็ก" ซึ่งเมื่อโดนหยามแบบนี้ มีหรือครอบครัวไซกิจะทนได้ แต่คำพูดของเรียวตะที่ดูถูกครอบครัวไซกิไว้ก็กลับมาทำร้ายตัวเขาเองเมื่อวันหนึ่งริวเซหนีออกจากคอนโดสุดหรูกลับมายังบ้านร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ากระจอก ๆ ซึ่งดูจะเป็น "ที่พึ่งทางใจ" ของเด็กน้อยได้มากกว่า ครอบครัวไซกิได้ทีจึงใช้คำพูดของเรียวตะเองสวนกลับเขาไปว่า เดี๋ยวจะรับเลี้ยงไว้ทั้งสองคนเอง ชายหนุ่มผู้เคยชนะมาตลอดจึงต้องทบทวนตัวเองอีกครั้ง

ครอบครัวโนโนมิยะที่มีเรียวตะเป็นผู้นำ คือภาพของครอบครัวสมัยใหม่ในโลกของทุนนิยมเต็มรูปแบบ เรียวตะคือสถาปนิกหนุ่มอนาคตไกลผู้บันดาล House อันสวยงามได้แต่กลับไม่มีปัญญาจะเติมความอบอุ่นในซากของ House ให้กลายเป็น Home ได้ เห็นได้จากฉากแรก ๆ ที่เขาให้คำแนะนำรุ่นน้องเพื่อนสร้างแบบร่างชุมชนที่สมบูรณ์แบบ เขากำหนดแสงและองค์ประกอบทุกอย่างในแบบร่าง เช่นว่าตรงนี้ควรมีคนมาเดินออกกำลังกายหรือจูงหมาน่ารัก ๆ เพื่อให้รู้สึกถึงความอบอุ่น สำหรับเขาแล้ว ส่วนต่าง ๆ ในบ้านเป็นแค่องค์ประกอบที่ทำให้ความหมายของคำว่าบ้านเดินไปตามทฤษฎีเท่านั้น คุณยายของเคตะและครอบครัวไซกิยังพูดตรงกันโดยมิได้นัดหมายว่าบ้านของเรียวตะนั้นเหมือนโรงแรมมากกว่าบ้าน นั่นคือเป็นห้องที่เหมาะจะมาพักชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่เหมาะแก่การหยั่งรากชีวิต เช่นเดียวกับทุนนิยมที่พยายามลิดรอนอัตลักษณ์ให้เรา "ไร้รากเหง้า" มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจะหาวัตถุต่าง ๆ มาบริโภคเพื่อยึดเหนี่ยวหรือเติมเต็มจิตใจ

ทุกครั้งเมื่อเรียวตะกระแนะกระแหนครอบครัวไซกิเรื่องความขาดแคลนทางวัตถุ คำพูดนั้นก็มักจะเป็นหอกที่กลับมาทิ่มแทงตัวเขาเองว่าขาดแคลนสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากเพียงใด เช่นในฉากที่เคตะเล่าว่าไซกิ ยูดาอิ หรือไซกิผู้พ่อนั้นซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นทุกอย่าง เรียวตะจึงสวนไปว่า "อย่าลืมไปบอกเค้าซ่อมฮีตเตอร์ด้วยล่ะ" แต่เรียวตะอาจจะลืมไปว่าต่อให้ครอบครัวไซกิไม่มีฮีตเตอร์ แม้อากาศจะหนาวแต่บรรยากาศในบ้านก็อบอุ่น ไม่เหมือนฮีตเตอร์ราคาแพงของเรียวตะที่อาจให้อากาศอบอุ่น แต่บรรยากาศในบ้านหนาวเหน็บสิ้นดี

ความสามารถใน "การซ่อม" (Fixed) ของครอบครัวไซกิยังไม่ได้อยู่ที่การซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น ฉากหนึ่งที่ไซกิ ยูคาริเดินผ่านมาเห็นเคตะนั่งซึมอยู่มุมหนึ่งของบ้าน เธอจึงเข้าไปถามด้วยความห่วงใย ก่อนจะพูดว่า "แบบนี้ต้องซ่อมเธอแล้ว" โดยการจี้เส้นให้เคตะกลับมาหัวเราะสนุกสนานดังเดิม คำว่าการซ่อม ไม่ว่าใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมนุษย์ ล้วนสวนทางกับวิถีบริโภคนิยมที่มุ่งเน้นให้คนบริโภคทรัพยากรมาก ๆ หากเกิด "สิ่งชำรุด" ขึ้น แทนที่มนุษย์สมัยใหม่จะเลือกซ่อม พวกเขากลับเลือก "ซื้อใหม่" หรือหาสิ่งใหม่ ๆ ที่ดีกว่าเดิมเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจที่เรียวตะอุทานออกมาอย่างไม่ตั้งใจว่า "มิน่าล่ะ เขา (เคตะ) ถึง..." (ถึงไม่มีความสามารถ/พรสวรรค์เหมือนเรา?) เมื่อได้รู้ความจริงว่าเคตะไม่ใช่ลูก จึงสะท้อนความคิดในระดับจิตสำนึกของเรียวตะว่าไม่ได้มองเคตะในฐานะลูก หรือแม้แต่ในฐานะมนุษย์ด้วยซ้ำ ทว่ามองในฐานะวัตถุชิ้นหนึ่งที่จะมาเติมเต็มให้ชีวิตเขาสมบูรณ์แบบ แต่เคตะกลับเป็น "วัตถุชำรุด" ที่ทำให้ชีวิตเขาต้องแปดเปื้อนความล้มเหลว โดยที่เขาไม่สนใจจะ "ซ่อม" หรือดูแลความรู้สึกของเคตะในฐานะมนุษย์ด้วยซ้ำ แม้สุดท้ายเรื่องอาจจะจบอย่างสุขสันต์ แต่สำหรับเรียวตะที่เติบโตมาในโลกที่ซึมซับทุนนิยม/บริโภคนิยมเข้าไปอย่างเข้มข้น ในภายหลังเมื่อเรื่องเดินทางกลับมาที่จุดเดิม เคตะจะยังถูกมองเหมือนวัตถุที่ชำรุดอีกหรือไม่

ประเด็นอันแหลมคมของสังคมทุนนิยมยังสอดแทรกอยู่ในอีกหลายฉาก แต่ไม่มีฉากไหนจะเสียดสีได้รุนแรงและเจ็บแสบเท่าฉากที่เรียวตะพยายามสร้างบรรยากาศในบ้านให้อบอุ่น แต่พี่แกก็เล่นซื้อชุดแคมป์ปิ้งมาตั้งแคมป์ในคอนโด! ตกปลาบนฟ้า นอนเต้นท์ซึ่งกางอยู่ในคอนโดเปิดแอร์เย็นสบาย (แหมทุนนิยมนี่มันสบายจริง ๆ นะเทอว์) ยิ่งฉากนี้วางอยู่ท้ายเรื่อง บวกกับการพยายามสร้างให้ฉากนี้เหมือนเป็น "ฉากที่มีความสุข" ด้วยเพลงอบอุ่น ๆ ภาพสโลว์ให้เห็นรอยยิ้ม ยิ่งขับเน้นให้เห็น "ความสุข" ที่สุดแสนจอมปลอมมากขึ้น และเห็นจุดจบอันแสนสิ้นหวังของเรียวตะและครอบครัวโนโนมิยะมากขึ้น

ส่วนครอบครัวไซกิเองแม้จะให้เป็นภาพแทนครอบครัวบ้านนอกที่เต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น มีเวลาแสดงความรักแก่ลูก ๆ เต็มที่ และยังไม่ถูกทุนนิยมแปดเปื้อนมากนัก ประหนึ่งเป็นครอบครัวตัวอย่างที่ให้เรียวตะได้เรียนรู้การเป็นพ่อคนและการปฏิบัติกับคนอื่นอย่างมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน แต่ก็ใช่ว่าครอบครัวไซกิจะบริสุทธิ์เป็นพ่อพระไปเสียทั้งหมด เพราะยูดาอิเองก็ยังตาลุกวาวเมื่อเห็นช่องทางฟ้องร้องเพื่อจะได้เงินจำนวนมาก หรือตื่นเต้นกับอาหารราคาแพง หรือคำพูดของเขาที่ว่า "ถ้าจะแสดงความจริงใจก็ต้องจ่ายด้วยเงิน" ซึ่งก็ไม่ต้องตีความอะไรอีก รวมถึงตัวละครอื่น ๆ เช่นนางพยาบาลคนสลับลูกที่ก่อเหตุเพราะความอิจฉาในความร่ำรวยเพียบพร้อมของครอบครัวโนโนมิยะ นั่นคือไม่ว่าจะดีหรือเลวแค่ไหน ทุกคนก็ดูเหมือนจะอยู่ในวังวนทุนนิยมไม่ต่างกัน สุดท้ายแล้วการจบที่เหมือนจะแฮปปี้ ทว่าซุกขยะไว้ใต้พรมของหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นบทสรุปที่ผู้กำกับอยากจะถามทิ้งท้ายไว้ว่า เราจะอยู่กันแบบนี้ต่อไปจริง ๆ หรือ

ไม่แน่ว่าที่สุดแล้ววันหนึ่ง ครอบครัวโนโนมิยะที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์พร้อมในโลกทุนนิยม ทว่าโครงสร้างภายในเปราะบางอย่างยิ่ง อาจจะต้องถูกบีบให้จนตรอกและนำไปสู่บทสรุปอันแสนเศร้าไม่ต่างจากครอบครัวที่แตกร้าวในจุดต่ำสุดของโลกทุนนิยมเลย ดังที่ผู้กำกับได้กล่าวไว้ในฉากที่โนโนมิยะ มิโดริ ไปรับเคตะกลับมาที่บ้าน เธอชวนลูกว่าเราหนีไปจากที่นี่เถอะ เมื่อเคตะถามว่าไปไหน เธอบอกว่าไปใน "ที่ที่ไม่มีใครรู้จัก" (Nobody Knows) เสมือนหนึ่งเป็นการเกริ่นการณ์ (foreshadow) ว่า หากเรายังอยู่กันไปแบบนี้ ไม่ช้าทุนนิยมจะพาสังคมญี่ปุ่นไปสู่จุดจบแบบเดียวกับใน Nobody Knows ภาพยนตร์โศกนาฏกรรมเรื่องเก่าของเขา ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของทุนนิยมก็ตามที

-----------------------------------

ส่วน The Hunger Game: Catching Fire ภาคต่อของ The Hunger Game อันนี้ก็คงไม่ต้องตีความสัญลักษณ์มากมาย เพราะมันก็บอกโต้ง ๆ อยู่แล้วว่าเรากำลังสู้กับระบบของอะไร ไม่ว่าจะเป็นการใส่ฉากความแร้นแค้นของเขตบ้านนอกต่าง ๆ สลับกับฉากการกินให้อ้วกของพวกชนชั้นสูงเพื่อจะกินต่อ เหมือนฉายภาพสังคมฝรั่งเศสก่อนการเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสอะไรทำนองนั้น ส่วนฉากที่อลังการที่สุดคือฉากการยิงธนูขึ้นฟ้าของแคทนิส เป็นสัญลักษณ์การลุกฮือต่อระบบของผู้ถูกกดขี่ โหมโรงก่อนการปฏิวัติได้อย่างสุดยอดและสมบูรณ์แบบ ภาคนี้คือการขมวดปมของเกมล่าชีวิตไปสู่การปฏิวัติและล้มล้างแคปิตอล ภายหลังฟันเฟืองชิ้นสุดท้ายของระบบการปฏิวัติมาถึง นั่นคือแคทนิส ผู้มีหน้าที่เป็น The Messiah หรือพระผู้ช่วยให้รอด หรือผู้ปลดปล่อย ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนลุกฮือขึ้นปฏิวัติ เช่นเดียวกับ The One อย่าง Neo ใน The Matrix น่าเสียดายว่าในหนังไม่ได้ให้รายละเอียดเรื่องสำคัญ ๆ ที่จะชวนให้เราเชื่อได้ว่าแคทนิสนี่แหละเหมาะสมที่สุดในการเป็นผู้ปลดปล่อย ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังของแคทนิส หรือความหมายของนกม็อกกิ้งเจย์ที่ชาวแคปปิตอลขยะแขยงนักหนา ฯลฯ เข้าใจว่าผู้กำกับคงอยากจะทำภาคแรกเพื่อขายแอ็คชั่นให้ดังติดตลาดไว้ก่อน เนื้อเรื่องบางส่วนจึงไม่ได้กล่าวถึง แต่จุดนี้ก็ย้อนมาทำร้ายการเล่าเรื่องในภาคสองอยู่พอสมควร

น่าสนใจว่าไม่ว่าจะเป็นแคทนิสหรือนีโอ ล้วนแต่เป็นผู้ปลดปล่อยที่ไม่ตระหนักรู้หรือไม่ยอมรับในความสามารถของตนเองมาก่อนว่าจะเป็นผู้นำการปฏิวัติได้ ทว่าด้วยกลไกหรือระบบบางอย่างก็ทำให้พวกเขากลายมาเป็นผู้ปลดปล่อยในที่สุดไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ จึงน่าคิดว่าแท้จริงแล้ว "การปฏิวัติ" หรืออะไรก็ตามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อทุนนิยม เป็นกลไกที่เกิดมาเพื่อต่อต้านระบบ หรือเป็นเพียงระบบย่อยระบบหนึ่งที่หลอกให้มนุษย์มีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไปกับ The Messiah หรือ The Revolutionist เพื่อจะทนการกดขี่ของระบบใหญ่ที่ควบคุมเราอยู่ต่อไปได้ (มองในแง่นี้ หากเปรียบทุนนิยมเป็นศาสนา มันก็เป็นศาสนาที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจที่สุดนับแต่โลกนี้ถือกำเนิดมา) ดังความจริงที่นีโอได้ค้นพบเมื่อเจอสถาปนิกแห่งเมทริกซ์ในภาค Reloaded (และก็ชวนคิดไปอีกว่า จะจบแบบเดอะเมทริกซ์ไตรภาคหรือเปล่า ไม่นะ!!!)

แต่ก็ใช่ว่าลำพังตัวแคทนิสเองจะก่อให้เกิดการปฏิวัติได้ ตัวระบบที่จวนจะพังมิพังแหล่นั่นก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาหนึ่งที่ทำให้เกิดการบ่อนทำลายขึ้นภายใน มีคนมากมายพร้อมจะทรยศหักหลัง ปธน. สโนว์ตลอดเวลา (ชื่อแกเหมือนสโนว์บอลล์ หัวหน้าหมูทรราชใน Animal Farm เลยนะ 55) เหมือนจะย้ำปรัชญาการปฏิวัติว่าความสำเร็จของการปฏิวัติไม่มีทางเกิดจากพลังบริสุทธิ์ของประชาชน แต่เกิดจากตัวระบบที่จวนเจียนจะพังและการบ่อนทำลายภายในเป็นปัจจัยสำคัญ เช่นเดียวกับการที่นีโอร่วมมือกับนครเครื่องจักรยุติสงคราม เพราะโปรแกรมนายสมิธเกิดปัญหาจนนครเครื่องจักรควบคุมไม่ได้ ดังที่แคทนิสพูดกับ ปธน.สโนว์ว่า "ระบบนั่นมันคงเปราะบางมากสินะ จึงล่มสลายได้ด้วยเบอร์รี่พิษเพียงไม่กี่ลูก"

ทั้ง Like Father, Like Son และ The Hunger Game: Catching Fire แม้จะกล่าวถึงเรื่องราวทุนนิยมในแง่มุมต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือ "ความเปราะบาง" ของสังคมทุนนิยม แม้ว่าโครงสร้างภายนอกอาจจะดูทรงอำนาจมากกว่าโครงสร้างใด ๆ แต่ความไร้รากเหง้า ความไม่มั่นคง การถูกกดขี่และความเจ็บปวดของผู้อยู่ใต้ระบบนั่นเองที่จะเป็นระเบิดรอเวลาจุดชนวน และโครงสร้างอันเปราะบางนี้พร้อมจะล่มสลายได้ทุกเมื่อ เพียงแค่รอเวลาการปรากฏตัวขึ้นของความจริงเล็กน้อย หรือสิ่งเล็ก ๆ บางสิ่งที่จะสั่นคลอนจิตใจของผู้คน ซึ่งเปรียบเสมือนไม้ขีดไฟเพียงก้านเดียวที่จะจุดชนวนระเบิดนั้น

เรื่องราวอื่น ๆ จำพวกการล้มล้างระบบอะไรนั่นไม่วิเคราะห์มากหรอก เพราะคงมีคนพูดไปเยอะมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะได้ยินข่าวว่ามีน้องเทพคนหนึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นแท่นวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยมเลยเชียว รออ่านเล่มนั้นอย่างใจจดใจจ่อดีกว่า 55

-----------------------------------

แม้ผมจะบอกไปว่า Like Father, Like Son จะจบแบบซุกขยะใต้พรม หรือรีบจบไปหน่อยก็ตามที แต่ก็เป็นหนังหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่เรียกน้ำตาจากผมในโรงหนังได้ (นี่ขนาดยังไม่บิ้วต์ไปให้สุดนะ 555) อาจเป็นเพราะผมดันสิ้นหวังไปกับตอนจบที่ผู้กำกับไม่ได้ใส่เอาไว้ก็เป็นได้ ส่วน The Hunger Game: Catching Fire นั้นก็ดีทั้งเนื้อหาและวิธีการเล่า รวมถึงฉากแอ็คชั่นและสเปเชียลเอฟเฟคที่น่าตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจด้วยพลังของทุนนิยม สมกับเป็นหนังต่อต้านทุนนิยมประเภทเอาหอกสนองคืนผู้ใช้ 555 ทั้งสองเรื่องไม่เสียดายเงินแน่นอนครับ แต่ว่ามันก็จวนจะออกโรงทั้งสองเรื่องแล้วนี่นา (ฮา)

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หัวสิวของแมรี่ และแฮปปี้ของนุกนิก




(เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์เรื่อง "ผีโป๊ สะดือพูด และสิวของนุกนิก" และ "Mary Is Happy, Mary Is Happy.")

ขณะที่เรื่องหนึ่งก็ตั้งหน้าตั้งตาจะเล่าเรื่องเหลือเกิน อีกเรื่องหนึ่งก็สลายวิธีการเล่าเรื่องเดิม ๆ ซะจนเราจับต้นชนปลายแทบไม่ถูก การชมสองเรื่องติดต่อกันจึงทำให้ปรับอารมณ์แทบไม่ทัน 55 แต่น่าแปลกที่ทั้งสองเรื่องสองขั้วกลับพาไปสู่ความรู้สึกสุดท้ายที่กลิ่นคล้าย ๆ กันซะอย่างนั้น (หรือเพราะเราดูทั้งสองเรื่องติดต่อกันรวดเดียวนะ 55)

ว่ากันที่ผีโป๊ฯ ก่อน ผมยังไม่เคยดู "หมาอภินิหารและขวดใส่มหาสมุทร" ผมงานก่อนหน้านี้ของคุณอมร หะริณนิติสุข ผู้กำกับผีโป๊ฯ แต่เข้าใจว่าคุณอมรคงจะกำลังซาบซึ้งอยู่กับปรัชญาหรือแนวคิดทางศาสนาบางสำนัก จึงได้ดึงเอาแนวคิดสองขั้วมาปะทะสังสรรค์เพื่อจะพานุกนิกนั้นบรรลุนิพพานผ่านหัวสิว แต่ผลก็คือบทพูดออกจะเป็นการยกตำราหรือคำเทศนามายิงผ่านปากตัวละครเสียมากกว่า เหมือนว่ากลัวคนดูไม่เข้าใจหรือจะตีความไม่ถึง เสน่ห์ของหนังเลยลดลงไปมากโข โดยเฉพาะตอนที่นิทานเรื่องเต่ากับปลาโผล่มา ผมถึงกับกุมขมับ ขอโทษนะพี่ แต่ผมว่ามันเช้ยยยยเชยจริง ๆ นะ 555

เข้าใจว่าด้วยงบประมาณที่จำกัดจำเขี่ย คุณอมรคงเขียนบทเองกำกับเอง เปรียบเปรยไปก็เหมือนคนเล่นหมากรุกกับคนดูอยู่วงนอก คนเล่นหมากรุกเองตอนนั้นก็คิดอะไรไม่ออกหรอกนอกจากเดินไปตามเกม ขณะที่คนวงนอกน่าจะเห็นข้อจำกัดหรือจุดที่ควรเพิ่มเติมและลดทอนในบทมากกว่า หนังเรื่องต่อไปถ้ามีมือดี ๆ มาช่วยเขียนบท หรืออย่างน้อยก็เกลาบทไม่ให้เทศนาคนดูมากเกินไป ก็น่าจะทำให้เรื่องไหลลื่นขึ้นไม่น้อย เพราะตัวพล็อตเองก็น่าสนใจอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ดังที่ซอมเมอร์เซต มอห์ม กล่าวไว้ว่า การโกนหนวดแต่ละคราวแฝงปรัชญาล้ำลึก เช่นนั้นแล้วไยหัวสิวธรรมดายิ่งของนุกนิกจะพาเธอไปสู่นิพพานไม่ได้

อันที่จริงถ้าผู้กำกับเองจะลองจินตนาการถึงคนดูที่จะอุตส่าห์บุกเข้ามาชมผลงานของเค้าถึงในโรงหนัง ผมว่าคงไม่มีประเภทที่ว่าวัยรุ่นเดินสยามกิ๊วก๊าวแล้วเห็นโปสเตอร์ เฮ้ยแกไปดูเรื่องนี้เถอะน่าสนุก หรือเข้ามาเพราะเป็นแฟนคลับโบวี่อะไรเทือกนั้น คือแค่ชื่อหนังของพี่ก็จัด Genre ของคนดูได้แล้วระดับหนึ่งว่าไม่แมสแน่ ๆ คนที่มาดูก็ต้องตั้งใจมาก ๆ หรือเป็นคอหนังแนว ๆ อยู่แล้วแหละนะ ดังนั้นจึงไม่น่าจะต้องให้บทพูด 'เฉลย' แก่นเรื่องอยู่บ่อย ๆ บางจุดอาจจะอมพะนำเอาไว้แล้วค่อยมาพูดทีเดียวตอนค่อย ๆ คลี่คลายเรื่องยังจะดู 'เซ็กซี่' กว่าด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่นเรื่องที่นุกนิกไม่ยอมกลับไปหาแม่เพราะถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน เรื่องนี้คนดูกลับได้รู้ตั้งแต่ฉากแรกตอนที่นุกนิกคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิท พอมา repeat อีกทีในตอนคุยโทรศัพท์กับแม่ และโดนผีนุกนิกกระชากหัวคุยกับตัวเอง ในแง่ของการคลี่คลายเรื่องมันก็ไม่ 'เซ็กซี่' เสียแล้ว เลยเป็นผลให้การสร้าง Impact สะเทือนอารมณ์ก็ทำไม่ได้ ทั้งที่บทตรงนี้มีศักยภาพเพียงพอ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องชมหนังเรื่องนี้มาก ๆ คือนางเอกอย่างโบวี่ที่ "เอาอยู่" หรือจะว่าไปก็เป็นสิ่งเดียวที่พาคนดูไปจนจบเรื่องก็ว่าได้ (แหมก็แสดงอยู่คนเดียว 55) ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยมองโบวี่ในฐานะนักแสดงเป็นพิเศษ แต่พลังการแสดงจากหนังเรื่องนี้ก็ทำให้จากนี้ไปผมคงต้องพินิจการแสดงของเธออย่างตั้งใจมากขึ้นในฐานะนักแสดงตัวจริง

เช่นเดียวกับแมรี่ฯ จุดที่น่าจะเติมหรือน่าจะตัดในบทหนังนั้นมีไม่น้อย ทว่าอย่างที่รู้กันว่าหนังเรื่องนี้สร้างจากทวิตเตอร์ 410 ทวิตเป๊ะ ๆ และอีกอย่างนวพลก็เป็นมือเขียนบทที่แม่นอยู่แล้ว การขาดความลื่นไหลในบางจุดจึงไม่น่าจะเป็นจุดอ่อนของการเขียนบท แต่เพราะเงื่อนไขการทำหนังบังคับมาแบบนั้น ดังนั้นการพาทวิตเตอร์ 410 ทวิตไปได้จนเป็นเรื่องราวจึงเป็นเรื่องน่าชมเชยมากกว่า และต่อให้ผมโจมตีโครงสร้างการเล่าเรื่อง นวพลก็คงจะยักไหล่และตอบว่า "ถ้าแก้ก็ไม่รู้ว่าจะทำหนังเรื่องนี้มาทำไมว่ะ" ดังเช่นที่พี่แกเคยตอบกูรูวิจารณ์ในงานเทศกาลหนังที่เวนิซและปูซาน

คิดกว้าง ๆ จะจัดมันให้เป็นหนัง Deconstruct ก็ไม่ได้ เพราะพี่แกไม่ได้รื้อสร้างแต่เล่นรื้อทิ้ง Destruct วิธีการเล่าเรื่องมันซะเลย 555 ก็คงจะเรียกว่างานแนวทดลองอย่างหนึ่งกระมัง จะว่าไปก็ไม่แปลกเพราะการตั้งต้นทวิตแรก ๆ ตั้งแต่อยากเลี้ยงแมงกะพรุน แล้วมีแมงกะพรุนส่ง Fedex มาถึงบ้าน นั่นก็น่าจะบอกไวยากรณ์ของเรื่องกับคนดูตั้งแต่แรกแล้วว่า จากนี้ไปมึงเหวอทุกฉากแน่ แล้วก็จริง ๆ 555 น่าเสียดายที่ดูหนังเรื่องนี้หลังจากเพิ่งดู Synecdoche มาหมาด ๆ อารมณ์การโดนคอฟแมนเขย่าวิญญาณยังตกค้างอยู่ การทดลองที่น่าตื่นเต้นของหนังเรื่องนี้สำหรับผมเลยโดนลดทอนเหลือแค่ว่าน่าสนใจดีเท่านั้น

ขณะที่ผีโป๊ฯ มีโบวี่ แมรี่ฯ ก็มีซูริเป็นคู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อ บทน้องอาจไม่ใช่นางเอกเหมือนแมรี่ แต่หลายต่อหลายฉากกลับขโมยซีนแมรี่ไปซะดื้อ ๆ ขณะที่แมรี่สวิงสวายไปกับบทประหลาด ๆ ซูริเหมือนพลังงานจลน์ที่ไหลเอื่อย ๆ แต่ทรงพลังชิบหาย และยังทำหน้าที่คอยประคองแมรี่ไปครึ่งค่อนเรื่อง จนป่านนี้พี่ก็ยังไม่รู้ชื่อน้องเลย แต่จะติดตามการแสดงต่อไปนะครับซูริ น้องอนาคตไกลแน่นอนพี่คอนเฟิร์ม

แล้วก็อย่างที่บอกไว้ในตอนแรก ขณะที่วิธีการเล่าเรื่องทั้งสองต่างกันสุดขั้วแบบนี้ แต่ก็น่าสนใจว่าบทสรุปสุดท้ายต่างก็มีกลิ่นคล้าย ๆ กัน คิดว่ามันคงจะเป็นกลิ่นของยุคสมัยกระมัง (แต่ของนวพลเหวอกว่าเยอะ 555) สรุปว่าน่าดูทั้งสองเรื่องครับ เรื่องแรกอาจจะเน้นไปที่การอุดหนุนผู้กำกับอินดี้ให้มีกำลังใจพัฒนาผลงานชิ้นต่อไปให้ดีขึ้น ส่วนเรื่องหลังนี่ฐานแฟนคลับนวพลเหนียวแน่นอยู่แล้ว (วันที่ผมไปดูก็เต็มโรง) แต่ก็ต้องไปลองชมการทดลองที่น่าสนใจและน่าจับตามองของผู้กำกับรุ่นใหม่ที่คอหนังแนว ๆ ชาวไทยไม่น่าจะพลาด

๒ ธันวาคม ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

Synecdoche, New york : the epic of SMALLEST things and the Death of Director


หมายเหตุก่อนอ่าน
1. เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์
2. เขียนขึ้นจากความทรงจำหลังการชมเพียงหนึ่งรอบ อาจมีคำพูด ฉาก หรือตัวละครคลาดเคลื่อนไปบ้าง
3. ก่อนอ่าน ควรชมภาพยนตร์อย่างน้อยหนึ่งรอบ เนื่องจากลำดับเรื่องและกลวิธีการเล่าเรื่องซับซ้อนพอสมควร ทำให้ผู้เขียนซึ่งยังอ่อนประสบการณ์ไม่อาจเล่าเรื่องตามลำดับให้เข้าใจได้ง่าย
4. ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

--------------------------------------------

หลังจากโดน Synecdoche, New york ภาพยนตร์ฝีมือการกำกับเรื่องแรกของของนักเขียนบทมือฉมัง Charlie Kaufman เขย่าเสียจนนอนไม่หลับ เลยคิดว่าต้องลุกขึ้นมาเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อบำบัดใจสักหน่อย

จะเริ่มเล่าเรื่องย่ออย่างไรดี? เอาเป็นว่ากล่าวอย่างรวบรัดละกัน (อยากอ่านเรื่องย่อเต็ม ๆ ก็เสิร์ชหาในเน็ตนะ 55) เป็นเรื่องราวของ เคเดน โคดาร์ด ผู้กำกับละครเวทีที่มีชื่อเสียง วันหนึ่งเขาต้องเผชิญหน้ากับโรคประหลาดที่ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเขาทำงานผิดปกติทีละอย่าง ๆ ขณะที่เขาเผชิญโรคร้าย อเดล ภรรยาของเขาก็ทิ้งเขาไปและไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในนิวยอร์ก โดยนำลูกสาวคือโอลีฟไปด้วย ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่างในชีวิต และนำเงินที่ได้มาจากกองทุนเพื่อเนรมิตโกดังขนาดยักษ์ในนิวยอร์กให้กลายเป็นสถานที่แสดงละครเวทีซึ่งจะเป็นละครที่ถ่ายทอดตัวตนของเขาออกมาได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ลำดับเรื่องอันอลหม่าน

Kaufman เริ่มเรื่องโดยการใช้ลำดับเวลา ลำดับสถานที่ และลำดับเหตุการณ์อย่างปั่นป่วนในสิบนาทีแรก เริ่มด้วยฉายให้เห็นชีวิตของเคเดนที่อลวนด้วยเสียงโทรทัศน์ เสียงอ่านบทกวีในวิทยุ เสียงร้องเพลงของลูกสาว การเปิดหนังสือพิมพ์ที่เพียงแค่พลิกหน้า วันที่ในหนังสือพิมพ์ก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ลูกสาวของเขาบอกว่าเป็นวันอังคารแต่แม่กลับตอบว่าเป็นวันศุกร์ การไปพบหมอเพื่อเย็บแผลแตก แต่เมื่อหมอเย็บแผลของเขาเสร็จก็แนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์ ตามด้วยหมอที่เชี่ยวชาญเรื่องสมองและสุดท้ายก็ลงเอยที่จิตแพทย์ แล้วภาพก็ตัดสลับมาที่ละครเวทีที่เขากำกับ ซึ่งในละครเวทีเรื่องดังกล่าวมีทั้งฉากไปทำงาน ฉากขับรถชนกำแพง และฉากที่นอนรวมอยู่ในเวทีเดียว คล้ายจะบอกไวยากรณ์ของหนังกลาย ๆ ว่าจากนี้ไป ลำดับเวลา ลำดับสถานที่ และลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในเรื่องจะเป็นเสมือนละครเวที นั่นคือมีทุกฉาก ทุกสถานที่ ทุกเหตุการณ์ และทุกลำดับเวลาปรากฏอยู่ในพื้นที่เดียวกัน (เช่นเดียวกับบทละครกรีกที่ Space-Time สามารถข้ามลำดับเวลานับร้อยปีหรือการเดินทางหลายหมื่นกิโลเมตรเพียงชั่วลัดนิ้วมือ) ขึ้นอยู่กับว่าผู้กำกับจะเลือกฉายแสงไฟเข้าไปในฉากใด

ไวยากรณ์ของหนังข้อนี้ถูกย้ำเตือนอยู่เรื่อย ๆ ตลอดแทบทุกฉาก เช่นฉากที่เคเดนบอกว่าภรรยาเพิ่งทิ้งไปอาทิตย์เดียว แต่ชู้รักของเขาบอกว่านี่ผ่านมาสองปีแล้ว การก่อตั้งกองละครเวทีที่ดูเหมือนประเดี๋ยวประด๋าว ขณะที่เคเดนกำลังพูดถึงพล็อตใหม่ที่เพิ่มเข้ามา มีคนในกองถามว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาดู เพราะนี่ผ่านไปนานถึง 17 ปีแล้ว! บ้านของฮาเซล สาวขายตั๋วที่เป็นชู้รักของเคเดน ซึ่งตัวบ้านลุกติดไฟอยู่ตลอดเวลา แต่หลายครั้งที่มองเห็นห้องเปล่า ๆ และเตียงนอนเท่านั้น ดูเหนือจริงจนคล้ายจะเป็นเพียงฉากหนึ่งในละครเวทีมากกว่าบ้าน หรือแม้แต่บันทึกของลูกสาวที่ดูเหมือนว่าจะมีหน้าบันทึกเพิ่มขึ้นทุกวันจนถึงวัยสาว แม้เขาจะพบบันทึกนี้ตอนที่ภรรยาเพิ่งจะพาลูกสาวที่ยังเล็กหนีไป ลำดับเวลาและเหตุการณ์อันอลหม่านนี้ มองผิวเผินอาจดูว่าเคเดนนั่นแหละบ้าที่จำไม่ได้ แต่ถ้าดูจากไวยากรณ์เรื่องแล้ว นี่คือการเลือกฉายแสงลงที่ฉากบางส่วนในละครเวที ซึ่งล้วนแต่เป็นเศษเสี้ยวบางส่วนในชีวิตของเคเดนนั่นเอง

สิ่งยิ่งใหญ่กระจ้อยร่อย
 

ขณะที่ละครเวทีของเคเดนดูเหมือนจะเป็นงานชิ้นยิ่งใหญ่มหึมา งานของอเดลภรรยาคนแรกดูเหมือนจะเป็นงานชิ้นกระจ้อยร่อย คือการวาดภาพขนาดเล็กมาก ต้องใช้แว่นขยายส่องดูจึงจะเห็นรายละเอียดภาพ แต่แท้จริงแล้ว งานศิลปะของทั้งคู่ต่างเป็นกระจกสะท้อนกันและกันให้เห็นชัดเจนขึ้น

ละครเวทีของเคเดนเนรมิตโกดังขนาดใหญ่กลางนิวยอร์ก พรั่งพร้อมด้วยฉากต่าง ๆ มากมายในนั้น ทว่ามันก็มีไว้เพื่อแสดงสิ่งที่กระจ้อยร่อยเหลือเกิน นั่นคือชีวิตของเคเดนที่สุดท้ายแทบไม่มีความหมาย ขณะที่ภาพเล็ก ๆ ของอเดล กลับรวบรวมความหมายของชีวิตในชั่วขณะหนึ่ง ๆ ไว้อย่างครบถ้วน ไม่มีการใช้พื้นที่และการเติมสีอย่างเปล่าเปลือง

นอกจากนั้นภาพวาดของอเดลเท่าที่เราได้เห็นคือภาพของคนสำคัญในชีวิต ราวกับว่าเธอเรียนรู้ว่าอะไรคือแก่นสาร (Essence) ที่ตนเองอยากจะยึดถือ ขณะที่สเกลอันยิ่งใหญ่ของละครเวทีของเคเดนกลับเปล่าโหวงด้วยคนที่สำคัญบ้างไม่สำคัญบ้างเดินอยู่ทั้งในฉากและในสตูดิโอ เช่นเดียวกับในชีวิตจริงของเขาที่บอกว่ามีคนสำคัญสำหรับเขา แต่ก็เป็นเขาเองนั่นแหละที่ทำให้คนสำคัญหลุดลอยไป

การทำสตูดิโอหรือโรงละครขนาดยักษ์ของเคเดนเพื่อจะพบความจริงอันแสนกระจ้อยร่อย แท้จริงแล้วเหมือนหรือต่างอย่างไรจากการวาดภาพขนาดเล็กกระจ้อยร่อยของอเดลแต่แฝงความหมายอันยิ่งใหญ่ของชีวิตเอาไว้?

ใครกำกับชีวิตใคร

แน่นอนว่านี่คือเรื่องราวของเคเดนซึ่งเป็นผู้กำกับละครเวที และลำดับเวลาหรือลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงแรกล้วนเป็นฝีมือการกำกับของเขาเอง แต่ Kaufman ก็ทิ้งไวยากรณ์อีกข้อไว้ในเรื่องเป็นระยะ ๆ นั่นคือตัวเคเดนเองก็ถูกกำกับอยู่เช่นกัน เช่นการต้องไปหาหมอโดยคำสั่งหมออีกคนไปเรื่อย ๆ การคบกับฮาเซล พนักงานขายตั๋ว ที่เมื่อแรกจีบเธอ เธอเป็นคนบอกบทให้เขาพูด รวมถึงบอกให้เขาทำอะไรต่าง ๆ เช่น คุกเข่าขอความรัก การที่เคเดนไม่อยากมีเซ็กซ์หลังจากงานศพของแม่ แต่ชู้รักอีกคนก็เร่งเร้าจนเขาต้องยอม หนังสือของจิตแพทย์สาวที่มีบทบอกให้เขาทำสิ่งต่าง ๆ และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่หนังสือเขียน ส่วนฉากที่เขาถูกกำกับที่น่าสะเทือนใจที่สุดคงหนีไม่พ้นฉากที่ลูกสาวของเขาใกล้จะตาย และเขาต้องพูดตามบทที่ลูกสาว (ที่ถูกชู้รักของเธอหลอก) กำหนดให้ว่าเขาเป็นเกย์และทิ้งแม่ไปอยู่กินกับผู้ชายเพื่อให้ลูกสาวจากไปอย่างสงบ

เช่นเดียวกับการเป็นผู้กำกับที่พยายามสร้างละครเวทีเรื่องราวของเขาเอง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ บทบาทผู้กำกับของเขากลับลดน้อยและพร่าเลือน เขาหานักแสดงมาเล่นเป็นตัวเขาเอง แต่เขาก็ไม่อาจกำกับให้นักแสดงเลิกจีบภรรยาคนปัจจุบันในชีวิตจริงของเขาได้ นอกจากนั้น เขาเองต่างหากที่ถูกเคเดนที่เป็นนักแสดงมากำกับชีวิตเขาเมื่อนักแสดงยื่นที่อยู่ของภรรยาเก่ามาให้เขาเดินทางไปตามหา และในที่สุดเขาก็ไม่สามารถกำกับให้เคเดนที่เป็นนักแสดงอยู่ในบทของเขาเองได้จริง ๆ ในฉากที่ชีวิตจริงเขาพยายามฆ่าตัวตายแต่ถูกใครคนหนึ่งช่วยไว้ แต่เมื่อนักแสดงอกหักและฆ่าตัวตายกลับไม่มีใครช่วยนักแสดงเหมือนในชีวิตจริงของเขา

จะว่าไปแล้วตัวละครทุกตัวในเรื่องนี้ล้วนถูกความเจ็บปวดหรืออะไรบางอย่างกำกับอยู่ทั้งสิ้น เคเดนถูกความป่วยไข้ทั้งทางกายและทางใจจากที่ถูกภรรยาทิ้งเป็นเครื่องกำกับให้เขาสร้างละครเวทีเรื่องใหม่ อเดลถูกความเจ็บปวดและผิดหวังจากตัวเคเดนกำกับให้เนรเทศตัวเองออกไปจากชีวิตของเคเดน โอลีฟลูกสาวถูกความเจ็บปวดจากความผิดหวังในตัวเคเดนกำกับเอาไว้จนวาระสุดท้ายของชีวิต ดังที่ชู้รักของเธอหลอกเอาไว้เพื่อให้เธอตัดใจและกีดกันไม่ให้พบเคเดน เช่นเดียวกับผู้หญิงของเคเดนทุกคนที่ต่างมีชีวิตพลิกผันไปเมื่อได้คบหากับเคเดน

หรือแท้จริงแล้วเราต่างกำกับชีวิตของกันและกันไว้ด้วยความเจ็บปวด

เศษซากของตัวตน
 

นอกจากความอลหม่านของเรื่องและชะตากรรมของตัวละครที่ปวดร้าว เศษซากเหตุการณ์ สถานที่ และเวลาที่เคเดนฉีกออกเป็นส่วน ๆ แล้วดึงเราเข้าไปร่วมในฉาก พร้อมกันนั้นก็ดึงเราออกมาเป็นคนดูในฐานะผู้กำกับก็ชวนให้คนดูฉงนได้ไม่แพ้กัน

นับเนื่องแต่ฉากแรก เคเดนหมกมุ่นอยู่กับตนเองมาก เห็นได้จากขณะที่เขาดูโทรทัศน์ในแต่ละฉาก จะมีหน้าของเขาปรากฏเป็นตัวละครในโทรทัศน์อยู่เสมอ เช่นเดียวกับอาการป่วยของเขาที่จำเพาะเจาะจงต้องเป็นอาการที่อวัยวะอัตโนมัติผิดปกติ เช่น น้ำลายไม่ไหล ไม่มีน้ำตา ควบคุมการสั่นของขาไม่ได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกถึงตัวตนของเขาชัดเจนขึ้นอีก เพราะต้องคอยบังคับอวัยวะอัตโนมัติเหล่านี้ให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา

ทว่าตัวตนของเคเดนเริ่มแตกร้าวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เคเดนเอาจริงเอาจังกับการสร้างสตูดิโอในโกดังขนาดยักษ์ เขาจำลองแต่ละฉาก แต่ละเหตุการณ์ในชีวิตไว้ในโกดัง หาคนมาแสดงเป็นตัวเขา พร้อมกันนั้นก็ยืนกำกับอยู่ข้างนอก ทว่าเส้นแบ่งระหว่างเคเดนและคนที่แสดงเป็นตัวเขาเองกลับพร่าเลือนลงเรื่อย ๆ เช่นในวันหนึ่งเขาสืบที่อยู่อเดล ภรรยาคนแรกมาได้ เขาจึงออกไปตามหาห้องของเธอ และพบกับหญิงชราแปลกหน้าที่อ้างว่าเป็นเพื่อนข้างห้องของอเดลและให้กุญแจห้องมา เมื่อเขาเข้าไปในห้องก็พบว่าเธอทิ้งโน้ตให้ทำความสะอาดให้ด้วย ทั้งที่เป็นเรื่องในชีวิตจริงแต่ทุกอย่างกลับเหมือนมีบทกำหนดไว้แล้วและเขาเองนั่นแหละต้องแสดงตามนั้น

เมื่อเขากลับมาที่บ้านของภรรยาคนใหม่ เขาโกหกเพื่อให้เธอสบายใจ แต่คนที่แสดงเป็นตัวเขาในฉากเดียวกันนี้กลับพูดความจริงว่าเคเดนไปทำความสะอาดที่บ้านภรรยาคนเก่า นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ภรรยาใหม่จากเขาไป ฉากนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความพร่าเลือนของเคเดนและคนที่แสดงเป็นเคเดนว่าแท้จริงแล้วใครคือนักแสดงและอะไรคือการแสดง ระหว่าง "เคเดนตัวจริง" ที่ "โกหก" ภรรยาใหม่ หรือ "เคเดนนักแสดง" ที่ "พูดความจริง" กับภรรยาใหม่ที่เป็นนักแสดง

การรื้อสร้างเพื่อถอดถอนอัตตา

ขณะที่กำลังมึนงงอยู่กับความพร่าเลือนของตัวตนที่กำลังสลายลงไปเรื่อย ๆ Kaufman ก็บิดเรื่องให้ดูเหมือนจะเข้าสู่ไคลแม็กซ์ เมื่อเคเดนที่เป็นนักแสดงกระโดดตึกตายจริง ๆ ในฉากที่เคเดนตัวจริงเกือบจะกระโดดตึกแต่มีคนช่วยไว้ พวกเขาทำพิธีศพให้เคเดนนักแสดง และเคเดนก็ดูเหมือนจะพบสัจธรรมที่เป็นแก่นของหนังเรื่องนี้คือตัวตนของเขาไม่มีอยู่จริง แต่เพียงแวบเดียวเท่านั้น ฉากนี้ก็กลับกลายเป็นฉากในละครเวทีที่มีเคเดนตัวจริงยืนกำกับอยู่ข้างนอกพร้อมกับนักแสดงเป็นเคเดนคนใหม่ ฉากที่ควรจะเป็นไคลแม็กซ์ของหนังกลับกลายเป็นฉากหนึ่งในละครเวทีของเคเดนเท่านั้น

หลังจากฉากนี้ Kaufman ค่อย ๆ ให้เคเดนถอยห่างจากบทบาทผู้กำกับออกไปเรื่อย ๆ โดยมีคนที่รับบทเป็นคนทำความสะอาดมารับบทเป็นผู้กำกับแทน ส่วนเขาออกไปรับบทเป็นคนทำความสะอาด แล้วฉากงานศพที่ดูเหมือนจะเป็นไคลแม็กซ์นี้ก็วนซ้ำกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ประโยคสรุปแก่นเรื่องที่เคยออกจากปากของเคเดน กลับเป็นบาทหลวงคนหนึ่งที่ได้บทพูดนี้ไป โครงสร้างของหนังและละครเวทีซึ่งเป็นอัตตาแท้จริงของเคเดนเริ่มพังทลายจากการถูกรื้อสร้าง (Deconstruction) ครั้งแล้วครั้งเล่า

และนับจากฉากนี้ไป ละครเวทีซึ่งบอกเล่าชีวิตของเคเดนกลับดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่มีเคเดน (ซึ่งกำลังรับบทเป็นคนทำความสะอาด) กำกับอีกต่อไปแล้ว นั่นคือ "เรื่องของเคเดน" ไม่จำเป็นต้องมีเคเดนก็ยังดำเนินเรื่องต่อไปได้ และเคเดนจะค่อย ๆ ถอยห่างออกไปจากชีวิตตนเองเรื่อย ๆ จากนี้ไปผู้ชมจะเริ่มสับสนกับชื่อตัวละครและบทบาทที่แต่ละตัวจะได้รับแล้ว คำว่า "I" ที่เคเดนพูดจึงคลุมเครือขึ้นเรื่อย ๆ อาจหมายถึงเคเดน หมายถึงคนทำความสะอาด หรือหมายถึงใครก็ได้ในเรื่องนี้

ในตอนท้ายเรื่อง เมื่อเขาถอยห่างออกมาจากตัวตนจนลมหายใจของเขาแทบจะไม่ได้หมายถึงใครแล้ว เขาก็ได้พบกับโน้ตของอเดลภรรยาคนแรกที่บอกเล่าถึงความเจ็บปวดต่าง ๆ ในชีวิตที่ได้เผชิญมา เขาจึงได้เรียนรู้ว่า ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสับสนของเขานั้นช่างกระจ้อยร่อย แท้จริงแล้วชีวิตที่แต่ละคนล้วนเป็นตัวเอกของตัวเองต่างก็มีความเจ็บปวดไม่ต่างจากเขาเลย

ในที่สุดแล้ว เขาเดินทางออกมาจากอัตตาของตัวเองจนไกลสุดกู่ นับแต่ฉากที่เขาพูดเรื่องความไร้ตัวตน (ตอนที่เขาพูดในงานศพนักแสดงคนแรก) ทั้งที่เขาควรจะเรียนรู้เรื่องนี้นับแต่วินาทีที่พูดประโยคนั้นแล้ว แต่เปล่าเลย เขาเพิ่งจะเข้าใจมันจริง ๆ ก็ต่อเมื่อเดินทางมาถึงวินาทีสุดท้ายของหนังเท่านั้น นั่นคงจะเป็นเพราะว่า การพูดว่าไร้ตัวตนนั้นพูดไม่ยาก แต่กว่าจะถ่องแท้ในประโยคดังกล่าว จะต้องใช้การรื้อสร้างเพื่อถอดหลายต่อหลายสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของตัวเองไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น

the epic of SMALLEST things and the Death of Director

Charlie Kaufman ได้สร้างงานระดับ epic ขึ้นอีกหน้าหนึ่งในวงการภาพยนตร์ Synecdoche, New york เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตทั้งด้วยสเกลเรื่องเล็กนิดเดียวและยิ่งใหญ่มหึมาไปพร้อมกัน แม้จะเป็นเพียงชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่ง แต่ก็เป็นมหากาพย์ที่หนักหน่วงเหมือนระดมคลื่นยักษ์เข้าใส่สมองและหัวใจไม่หยุดยั้ง เช่นเดียวกับความหมายของคำว่า Synecdoche ที่หมายถึงการพูดถึงบางส่วนเพื่อหมายถึงทั้งหมด การพูดถึงบางส่วนของชีวิตเคเดน อาจหมายถึงทั้งหมดของชีวิตเคเดน ทั้งหมดของชีวิตศิลปิน หรือกระทั่งทั้งหมดของชีวิตมนุษย์ ล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

การตั้งคำถามต่อตัวตน ความหมายของศิลปะและชีวิต ดูเหมือนจะเป็นคำถามที่ถามกันมาเนิ่นนานหลายศตวรรษ แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้เขย่าให้เราลุกขึ้นตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้ การค่อย ๆ หายตัวไปของผู้กำกับและการสลายเส้นแบ่งระหว่างตัวละครต่าง ๆ นั่นคือการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้แทรกซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์อย่างไม่รู้ตัว เฉกเช่นคำประกาศเรื่องมรณกรรมของผู้แต่งของโรลอง บาร์ต ที่จากนี้ไปผู้ชมจะต้องเติมชีวิตของตนลงไปใน epic ของตนเองเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต


วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Pacific Rim การต่อสู้ริมแปซิฟิค และอายานามิ เรย์


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์)

แวบแรกที่รู้สึกกับหนังเรื่องนี้ก็คือ หนังแม่งเป็นศูนย์รวมสหบทมากมายหลายเรื่องชิบหาย ไคจูนี่ก็ก๊อดซิลล่า เอาคนมาขับหุ่นยักษ์สู้สัตว์ประหลาดนี่ก็เอวานเกเลี่ยน (ด้วยสโลแกน 'เราสร้างปีศาจเพื่อสู้กับปีศาจ') คนขับก็เรียกว่าไพลอตเหมือนกันอีก บอดี้สูทของนางเอกตอนขับหุ่นก็ดูเซ็กซี่ไม่แพ้บอดี้สูทของอายานามิ เรย์ รูปทรงหุ่นบางตัวก็นึกถึงหุ่นรบในกันดั้ม ชื่อหุ่นว่าเยเกอร์ก็ชวนให้นึกถึงชื่อ เอเลน เยเกอร์ พระเอกใน Attack on Titan (การ์ตูนยักษ์โรคจิตไล่กินคนที่วาดภาพไม่สวยเลยโดยเฉพาะเล่มแรก แต่ด้วยเนื้อหาที่เจ๋งสุดตีนเลยขึ้นชั้นเป็นอะนิเมะดังคับฟ้าเรียบร้อยแล้ว) พ่วงมาด้วยมิคาสะ แอ็กเกอร์แมน หญิงสาวผมดำชาวตะวันออกผู้นั้น ยิ่งตอนพยายามสร้างกำแพงกั้นไคจูนี่ก็ยิ่งชวนให้นึกถึง (มึงคิดว่ากำแพงพวกนี้จะกั้นไททันขนาดห้าสิบเมตรได้เหรอวะ เอ้ยนี่มันไคจู) อีเหล็กหุ่น ๆ เท่ ๆ นี่ก็หุ่นทรานส์ฟอร์เมอร์ แต่ดูไปดูมาชักเท่กว่า นึกถึงคอมเม้นต์ฝรั่งที่เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้แม่งคือ "Transformers on steroids" แม่นแท้เหลา

อย่าคิดสำมะหาอันใดกับบทหนัง หนังแอ๊คชั่นหุ่นยนต์สู้สัตว์ประหลาดจะสนเรื่องบทหนังไปทำมะเขืออันใด แม้ว่าที่จริงบทมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก แต่สำหรับคนคิดเยอะอาจมีคำถามนู่นนี่มากมายกับดราม่าของตัวละครที่หลายตัวชวนให้งง ๆ แต่น่าชื่นชมตรงที่เขียนเรื่องให้มีคนขับเยเกอร์สองคนที่ต้องแชร์ความทรงจำกันนะ เออถ้าขับคนเดียวคงไม่รู้จะใส่ความขัดแย้งอะไรให้หนังดูมีอะไรขึ้นมาบ้างนอกจากการขับหุ่นยักษ์ไปสู้สัตว์ประหลาด ถ้ามีแต่เส้นเรื่องหลักอันนี้ก็คงจะน่าเบื่อมั่ก ๆ เออ แล้วก็ไม่รู้ทำไมหนังหุ่นของฮอลลีวูดต้องมีตลกรั่ว ๆ ของนักวิทยาศาสตร์หรือเจ้าหน้าที่สติเฟื่องแถมอยู่เป็นพัก ๆ หรือมันเป็นสูตรทำหนังหุ่นยนต์ แต่อย่าเยอะดิวะ จะดูหุ่นสู้ไคจูเฟ้ย ๆ

ฉากแอ็คชั่นเรียกว่าอลังการงานสร้างสมราคาคุย แถมยังแอบโรคจิตนิด ๆ ในตอนกลางเรื่อง ซึ่งชวนให้สะใจอย่างมาก มึงเปรี้ยวนักใช่ไหมไอ้เจ้าไคจู เอาเรือรบมาทุบหัวแม่งเลย 55 (แล้วก็ไม่มีฉากงี่เง่า ๆ แบบทรานฟอร์เมอร์ภาคสาม โหออปติมัสโผล่มาอย่างเท่ เผลออีกทีติดอยู่กับสายไฟฟ้า ถุย!) น่าเสียดายก็แค่อีหุ่นเยเกอร์จากจีนกับรัสเซีย โผล่มาสามนาทีก็ซี๊แหงแก๋ ใช่ซี๊จีนมันของก๊อปคุณภาพต่ำ อุตส่าห์มีคนขับเป็นแฝดสามแต่งตัวแบบเส้าหลินแต่ไม่ช่วยอะไรเลย ส่วนของรัสเซียมันก็ดีแต่ใหญ่ใช่ไหมในสายตาของอเมริกันชน ปัดโธ่ น่าจะโชว์ฆ่าไคจูก่อนสักคนละตัวค่อยม่องเท่งก็ได้น่า

แม้ว่าฉากสู้กันจะน้อยไปหน่อย (แหมคุณพี่จะให้ห้านาทีสู้กันครั้งหนึ่งเหรอครับ) แต่ก็คิดว่าไม่เสียดายเงินที่อุตส่าห์จ่ายไปเพื่อแลกกับภาพสามมิติความคมชัดระดับ 4K นะ (ชัดจนเป็นแผลที่ตาเลยนะครับแหม่) ติ่งหุ่นยนต์อย่างเราคิดแล้วอยากไปดูอีกสักรอบที่ไอแมกซ์ แค่ได้เห็นฉากสู้กันแบบฉิบหายวายป่วง และเห็นนาโอโกะในชุดบอดี้สูทสุดเซ็กซี่ก็คุ้มแล้ว

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ว่าด้วยประชาธิป'ไทย [Paradox-o-cracy]

(เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์-ซึ่งคาดว่าพวกคุณรู้กันอยู่แล้ว)

คนที่ผมเห็นว่าจะเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าตั๋วหลังจากได้ชมภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้คือ พวกศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองแบบฮาร์ดคอร์อยู่แล้ว พวกคนเกลียดขี้หน้า ส.ศิวรักษ์ อ.ปริญญา หรือ บก.ลายจุด (เพราะโผล่บ่อย) รวมถึงแฟนคลับอาจารย์บางคนที่โผล่มาน้อยไปหน่อย เช่น แฟนคลับไชยันต์ หรือแฟนคลับวรเจตน์ (ที่โผล่ออกมามากกว่าหนุ่มผมยาวนิดหน่อย แต่โดนเซ็นเซอร์ไปกว่าครึ่ง-ฮา) นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่ความคาดหวังของแต่ละคน

การเปิดตัวที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับผมแล้วไม่ใช่ประกาศคณะราษฎร แต่เป็นสัญลักษณ์เรทภาพยนตร์ "ทั่วไป" เพราะสำหรับบ้านนี้เมืองนี้แล้ว อะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองน่าจะได้เรทที่น่ากลัวกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยเนื้อหาที่พยายามเล่าเรื่องการเมืองไทยนับแต่ 2475 ยาวมาจนถึงการขึ้นครองอำนาจของทักษิณ ภายในเวลาชั่วโมงกว่า ๆ (เข้าใจว่าอาจจะมีภาคต่อ) ทำให้ประเด็นต่าง ๆ ของการต่อสู้ประชาธิปไตยอันยาวนานไม่ได้ลงลึกมากนัก ยังไม่นับการเซ็นเซอร์ที่ดูแล้วโคตรเท่และตลกฉิบหายในเวลาเดียวกัน

เส้นเรื่องว่าด้วยการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของบรรดาอีลีทได้แก่ เจ้า-คณะราษฎร / คณะราษฎรสายพลเรือน-สายทหาร ประชาธิปไตยในช่วงแรกจึงดูเหมือนก้อนขนมอำนาจหรืออะไรสักอย่างที่ถูกแย่งชิงไปมา ไม่มีเรื่องรัฐสภาหรือการต่อสู้นอกเหนือจากนี้ในช่วงเวลานั้น ไม่มีประชาชนหรือคนชั้นกลางโผล่มาแจมกับเกมชิงอำนาจแม้แต่ประชาชนในพระนคร แล้วพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาก็โผล่มาพอให้ชื่นใจใน 14 ตุลา ในการต่อสู้ของทหาร-ปัญญาชน ก่อนจะหายไปใน 6 ตุลาโดยไม่ต้องการคำอธิบายมากไปกว่าปัญญาชนหนีเข้าป่าแล้วไปเจอ พคท. เหี้ย ๆ จึงออกป่ามา แล้ว...?

ตัวละครที่ตกหล่นในหน้าประวัติศาสตร์หลายตัวไม่ได้รับการขยายความมากนัก เช่นเดียวกับบางคำถามที่ค้างในใจยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจน เช่นว่า movement ของ พคท. มีบ้างไหม / ทำไม พคท. ถึงเหี้ย / จอมพล ป. สฤษดิ์ ถนอม ต่างกันอย่างไร ทำไมบางคนถึงพิทักษ์อำนาจตัวเองไม่สำเร็จ / ตัวละครเจ้าที่สำคัญหลายคนหายไปไหน (ไม่ใช่แค่องค์กษัตริย์เท่านั้น แต่เจ้าที่มีบทบาททางการเมืองในยุคหลังอย่างเสนีย์ คึกฤทธิ์ ก็แทบไม่พูดถึงเท่าไหร่) / นักศึกษาโดดเดี่ยวตัวเองหลัง 14 ตุลา คืออะไร / ทำไมถึงเรียก 14 ตุลาว่าชัยชนะ ขณะที่ 6 ตุลาคือความพ่ายแพ้ ฯลฯ ตัวละครที่ผู้กำกับคัดเลือกให้มาพูดบางคนก็เป็นปริศนา เช่น จิระนันท์ แทนที่จะเป็นเสกสรรค์ ซึ่งน่าจะดีกว่าทั้งในแง่การพูดถึง movement นักศึกษาช่วง 14 ตุลา และทัศนะทางการเมืองในเชิงวิชาการ แต่ก็แน่นอนล่ะ อาจจะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาหรืออะไรอื่น ๆ อีกมากมายในประเทศนี้ ก็คงไม่มีพื้นที่ (รวมทั้งพื้นที่ในแง่การคัดเลือกตัวละครนำแสดง) และเวลามากพอสำหรับพูดถึงทุกเรื่องให้สิ้นสงสัยภายในชั่วโมงกว่า ๆ

สิ่งหนึ่งที่พอจะจับต้องได้นอกจากเส้นเรื่องการแย่งชิงอำนาจของพวกอีลีทก็คงเหมือนชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่ว่า Paradoxocracy เรื่องราวการต่อสู้ทั้งหลายมันช่างย้อนแย้งและบ้าบอ ปรีดีผู้ก่อการโค่นอำนาจเจ้าต้องร่วมมือกับเจ้าก่อตั้งเสรีไทยเพื่อต่อสู้กับคณะราษฎรสายทหารที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น / การเลี้ยงสองสายอำนาจไว้กัดกันเองของจอมพล ป. เพื่อให้ตัวเองได้เสวยอำนาจต่อไปนาน ๆ สุดท้ายก็ถูกสฤษดิ์แว้งกัดยึดอำนาจไป / ผู้ก่อการปฏิวัติเพื่อมวลชนสุดท้ายกลับกลายเป็นอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จเพราะต้องการพิทักษ์การปฏิวัติ ฯลฯ การยึดมั่นในอุดมการณ์แบบสุดโต่งจึงดูไร้เดียงสา เพราะโลกนี้ไม่มีสีขาวหรือสีดำที่แท้จริง

หากความคาดหวังของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อยู่ที่การเป็นสารคดีฉายในฟรีทีวี ซึ่งเป็นความตั้งใจแรกของผู้กำกับ ก็อาจนับว่าประสบความสำเร็จตามสมควร แต่ในเมื่อภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มาพร้อมกับความยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่งในโรงภาพยนตร์ และค่าตั๋วอีกนิดหน่อย ความคาดหวังจึงน่าจะมีมากกว่าที่หนังเล่าออกมาได้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่คำถามสำคัญของสารคดีเปลี่ยนไปจาก "สิ่งนี้คืออะไร" กลายเป็น "ทำไมจึงต้องมี/ต้องเป็นสิ่งนี้" ทว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่องประชาธิป'ไทยยังอยู่ที่การตอบคำถามข้อแรกเป็นส่วนใหญ่ซึ่งออกจะเชยไปนิด (หวังว่าในภาคต่อคงจะตอบคำถามข้อหลังมากกว่าเดิม) แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็ไม่คิดว่าคนระดับเป็นเอกจะไร้เดียงสาในสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่ บางทีอาจจะเป็นอย่างที่หลายคนบอกไว้ว่า สิ่งสำคัญของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเนื้อหาที่เล่าออกมา แต่อยู่ในเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงต่างหาก

๑ ก.ค. ๕๖

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"I can't accept your friend request."


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์เกรียนฟิคชั่น)

เมื่อน้องมิว เอ้ย พลอยดาวถามก้อยว่าเธอจะช่วยตี๋ได้อย่างไร คำตอบที่ผู้ชมจะทราบตอนท้ายเรื่องคือการที่พลอยดาวกดยอมรับคำขอเป็นเพื่อนของตี๋ในเฟซบุ้คซึ่งดูเหมือนว่าเธอไม่เคยกดรับมาตลอดตั้งแต่รู้จักกันในโลกความจริง

การกระทำที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยเหลือเกินของพลอยดาว มองในอีกแง่หนึ่งนี่คงจะเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่การอยู่ในร่วมกันในชุมชนเสมือนที่มีโลโก้ตัวเอฟบนพื้นสีน้ำเงินมีความสำคัญมากกว่าการเดินกระทบไหล่กันบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินเสียอีก

เพราะในโลกความจริง บางครั้งเราไม่สามารถพูดความจริงได้เต็มปาก เพราะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขมากมายของพื้นที่และเวลาในโลกจริง สิ่งที่เราต้องแสดงออกในโลกความเป็นจริงคืออัตลักษณ์ที่ถูกบังคับให้เป็น หรืออัตลักษณ์ที่คนอื่นต้องการจะเห็น

พื้นที่และเวลาที่ตี๋บอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับพลอยดาว คือพื้นที่และเวลาที่เพื่อน ๆ รุมจ้องอยู่ และตี๋ก็คงพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่ายืนยันว่าคิดกับพลอยดาว "แค่เพื่อน แค่เพื่อนจริง ๆ" แต่เมื่อพลอยดาวสารภาพความจริงว่าเป็นแฟนกับเพื่อนตัวเอง ไอ้คำว่าแค่เพื่อนของตี๋ก็ถูกพิสูจน์ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาว่าโกหกทั้งเพ

แต่ในโลกเสมือนนั้น พื้นที่และเวลาทั้งหมดล้วนเป็นของเราทั้งสิ้น เราสามารถจะสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวเองอย่างไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นการขยันโพสต์คำคมเท่ ๆ อัพรูปแบ๊ว ๆ ตอนใส่เสื้อผ้าราคาเรือนหมื่น หรือลงรูปของกินแพง ๆ ชนิดที่ต้องเก็บเงินมาทั้งเดือนเพื่อถ่ายรูปสร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเองเป็นคนมีเงินกินของดีมีระดับ ก่อนจะแด๊กมาม่าไปจนถึงสิ้นเดือน หรือว่าจะทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี อัพเรื่องวิชาการและการเมืองด้วยภาษาถ่อยเถื่อนถูกใจวัยรุ่นเพื่อสถาปนาตัวเองเป็นศาสดาให้สาวกกดไลค์แอนด์แชร์ก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น

พื้นที่และเวลาสำหรับการแสดงอัตลักษณ์ที่ไร้ขีดจำกัดนี้ จึงทำให้หลายคนหลง (หรืออาจจะเป็นเรื่องจริงของยุคสมัย) ว่าการกระทำในโลกเสมือนนี่แหละคือการกระทำด้วยความจริงใจจากตัวตนจริง ๆ ที่เราเป็นอยู่ ตัวตนที่อยากจะเป็น หรือตัวตนที่พยายามสร้างในโลกเสมือนใบนี้

การกระทำใด ๆ ก็ตามต่อเพื่อนในโลกเสมือน หลายครั้งจึงถูกเหมารวมว่าทำไปจากใจจริงทั้งสิ้น

หลายคนโกรธเมื่อถูกอันเฟรนด์ หลายคนน้อยใจเมื่อแอดเฟรนด์แล้วเพื่อนไม่ยอมกดรับคำขอ พอเจอหน้ากันในโลกความจริงก็เหวี่ยงใส่ ไถ่ถามหาเหตุผลต่าง ๆ นานาว่าทำไมไม่ยอมรับแอดฉัน

อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกันนั้นเองที่พลอยดาวไม่ยอมกดรับคำขอเป็นเพื่อนของตี๋เสียที

ที่สุดแล้ว การกดรับเป็นเพื่อนในโลกเสมือนจึงกลายเป็นเงื่อนไขของการเป็นเพื่อนในโลกจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การกระทำที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยเหลือเกินของพลอยดาว แต่สำหรับตี๋แล้วมันคงจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสียเต็มประดา เพราะนั่นหมายความว่าพลอยดาวได้ยอมรับตี๋เป็นเพื่อนอย่างสนิทใจแล้ว

มันดูเป็นเรื่องตลกย้อนแย้งที่ขำไม่ออกเลยทีเดียวเมื่อคิดว่าโลกเสมือนกลับกลายเป็นพื้นที่ของตัวตนแท้จริงและความจริงใจ ขณะที่โลกจริงเรากลับต้องใส่หน้ากากตอแหลใส่กันทุกวัน

การกดรับคำขอเป็นเพื่อนในโลกสมมติ (Respond to Friend Request) จึงกลายเป็นเรื่องจริงจังเหลือเกินในยุคสมัยของเรา