แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องสั้น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เมื่อเด็กอ้วนเอ่ยคำรัก (เสมือนหนึ่งนิทานในร่องรอยร้าวรานของกาลเวลา)

(๑.)

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่โลกยังแบนราบเหมือนแผ่นกระดาษ หากใครเดินไปถึงสุดขอบโลกก็อาจจะพลัดตกไปจากโลกเอาง่าย ๆ มีเด็กอ้วนคนหนึ่งในดินแดนอันไกลโพ้น เขาเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับไขมันอัดแน่นอยู่ในทุกอณูเนื้อของร่างกาย มันมากเสียจนหัวใจของเขาถูกเบียดบังเหลือเพียงก้อนเนื้อเล็ก ๆ หลบซ่อนอยู่ในอกอวบ ๆ เด็กอ้วนไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมีหัวใจที่ใหญ่โต เพราะเรื่องที่เขาสนใจมีแค่เรื่องกินและเรื่องกินเท่านั้น ขอแค่มีฟันอันแข็งแรงไว้เคี้ยวอาหาร มีลิ้นที่พรั่งพร้อมด้วยประสาทรับรส และกระเพาะที่พร้อมจะย่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขารับประทานเข้าไปให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

จนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิของชีวิตครั้งที่สิบห้าเดินทางมาถึง เขาจึงเพิ่งจะรับรู้ว่า เพียงแค่อวัยวะย่อยอาหารนั้นไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับชีวิตเล็ก ๆ ของเด็กอ้วน

เด็กอ้วนหลงรักเด็กสาวหมู่บ้านข้าง ๆ

เด็กอ้วนพบเธอครั้งแรกขณะที่เธอมาร้องเพลงในงานรื่นเริงของหมู่บ้าน เด็กสาวร้องเพลงไพเราะจับใจ เสียงเธอหวานใสเหมือนระฆังแก้วจากสรวงสวรรค์ เด็กอ้วนนึกถึงเสียงนกกางเขนที่ชอบมาร้องเพลงข้างหน้าต่างห้องของเด็กอ้วนตอนเช้า ๆ เด็กอ้วนชอบฟังเพลงของนกกางเขนก็จริง แต่ความรู้สึกตอนที่ฟังนกกางเขนร้องเพลงกับฟังเสียงหวานใสของเด็กสาวนั้นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน คำว่าหลงรักลอยมาอัดแน่นในอกอวบ ๆ ของเขา คำว่าหลงรักเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ของเด็กอ้วน เขาคิดว่าการหลงรักก็คล้าย ๆ เวลาที่เขาหิวและต้องการจะกินอาหารเพื่อเติมกระเพาะให้เต็ม แต่การหลงรักก็ไม่เหมือนความหิวอยู่ดี เพราะเขาไม่ได้อยากจะกินเด็กสาว เพียงแค่เขาได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะของเธอ ก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเขาที่เคยบกพร่องหรือหล่นหายไปนั้นได้รับการเติมเต็ม เต็มจนล้นออกมาด้วยซ้ำ ล้นออกมาจนเด็กอ้วนอยากจะบอกกล่าวบางสิ่งบางอย่างแก่เด็กสาวเพื่อให้เธอได้รับการเติมเต็มเหมือนเด็กอ้วนบ้าง

แต่เด็กอ้วนจะบอกรักเธอได้อย่างไร ในเมื่อหัวใจของเขามันเล็กเพียงนิดเดียว

(๒.)

เด็กอ้วนเก็บงำความลับไว้ในใจ ไม่มีใครรู้ว่าเขาแอบรักเด็กสาวนอกจากนกกางเขนที่ชอบมาร้องเพลงข้างหน้าต่าง เด็กอ้วนคุยกับนกกางเขนถึงเรื่องของเด็กสาว นกกางเขนเสนอว่าถ้าเด็กอ้วนไม่อาจบอกรักได้ก็ควรร้องเพลงเพื่อสื่อถึงอารมณ์ความรู้สึกและความในใจที่มีต่อเด็กสาว เช่นเดียวกับที่เขาได้รับการเติมเต็มจากเสียงเพลงของเธอ เจ้านกกางเขนรับปากจะเป็นครูสอนร้องเพลงให้เด็กอ้วน เด็กอ้วนหวังว่าเมื่อเขาโตขึ้นมากกว่านี้ อวัยวะที่จำเป็นสำหรับการร้องเพลงจะใหญ่โตขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้โตมากพอที่จะร้องเพลงด้วยสำเนียงอันไพเราะสักครึ่งหนึ่งของเจ้านกกางเขน เมื่อถึงวันนั้นเขาจะร้องเพลงเพื่อสื่อความในใจให้เด็กสาวได้ฟัง

แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไร เด็กอ้วนก็ร้องเพลงไม่ได้เรื่อง เพราะปอดของเขาก็เล็กพอ ๆ กับหัวใจ ซ้ำร้ายกว่านั้น ยิ่งเขาโตขึ้น ไขมันในร่างกายก็ยิ่งพอกพูน อวัยวะที่จำเป็นในการร้องเพลงรวมทั้งหัวใจก็ยิ่งเล็กลงไปอีก

เจ้านกกางเขนเพียรพยายามสอนเด็กอ้วนทุกวิถีทาง แต่เสียงของเด็กอ้วนก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย นอกจากเสียงจะแย่แล้ว เด็กอ้วนยังจดจำทำนองและจังหวะจะโคนของเพลงไม่ได้เลยสักนิด นานวันเข้านกกางเขนจึงหมดความอดทน และบอกเด็กอ้วนอย่างสิ้นหวังว่า เด็กอ้วนจะไม่มีทางร้องเพลงให้ไพเราะได้ นั่นก็หมายความว่าเขาไม่อาจร้องเพลงเพื่อสื่อความในใจให้เด็กสาวฟังได้

แม้ว่าเด็กอ้วนยอมจำนนต่อความจริงที่เจ้านกกางเขนได้แจ้งต่อเขาแล้ว แต่เด็กอ้วนก็ยังหวังว่าสักวันหนึ่งเด็กสาวจะได้รับรู้ความในใจจากเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ว่าความหวังของเขาจะริบหรี่เหมือนหิ่งห้อยอ่อนแสงในคืนเดือนมืด

ผ่านไปหลายเดือน วันหนึ่งนกกางเขนคาบข่าวร้ายมาบอก (นกกางเขนคิดว่าข่าวร้ายนี้ร้ายพอ ๆ กับความจริงที่ว่า เด็กอ้วนไม่มีวันร้องเพลงให้ไพเราะได้) นกกางเขนบอกว่า มีเด็กหนุ่มจากอีกหมู่บ้านหนึ่งมาติดพันเด็กสาว เขาเป็นคนที่หล่อเหลา มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงมี แต่นกกางเขนแอบกระซิบว่า อันที่จริงเขาเป็นคนใจร้าย เขาเคยปาก้อนหินใส่นกกางเขนเพราะรำคาญที่นกกางเขนไปร้องเพลงให้เขาฟัง เด็กอ้วนร้อนใจเพราะกลัวว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะปาก้อนหินใส่เด็กสาวที่ตนรักเมื่อเขาได้ยินเสียงเพลงของเธอ

ทางเลือกสุดท้ายที่เด็กอ้วนจะทำได้คือทำให้หัวใจโตขึ้นเพื่อให้เขามีความกล้ามากพอจะบอกรักเด็กสาว เขาจึงออกเดินทางเพื่อหาวิธีทำให้หัวใจโตขึ้น เขาจะได้บอกรักเด็กสาวและคุ้มครองเธอก่อนที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะบอกรักเธอ

(๓.)
เด็กอ้วนดั้นด้นไปจนถึงบ้านของนักปราชญ์ผู้รอบรู้เพื่อถามถึงวิธีที่จะทำให้หัวใจโตขึ้น แรกเริ่มเดิมทีนักปราชญ์ไม่ยอมปริปาก แม้เด็กอ้วนจะขอร้องอย่างไรก็ทำทีอิดออดไม่ยอมพูดอะไร ราวกับว่าวิธีที่ทำให้หัวใจโตขึ้นนั้นเป็นความลับสำคัญที่สุดที่จะแพร่งพรายให้ใครรู้ไม่ได้ แต่ในที่สุดนักปราชญ์ก็ทนการรบเร้าจากเด็กอ้วนไม่ไหว เพราะเด็กอ้วนพูดทั้งน้ำตาว่า หากเขาไม่รู้วิธีทำให้หัวใจโตขึ้น จนไม่อาจบอกรักและคุ้มครองเด็กสาวได้ เมื่อนั้นหัวใจของเขาคงแหลกสลายเป็นผงธุลีเฉกเช่นเม็ดทรายริมหาด

นักปราชญ์จึงกระซิบกระซาบแก่เด็กอ้วนว่า ที่ท้ายหมู่บ้านมีแม่มดชราอาศัยอยู่ ขอให้เด็กอ้วนไปปรึกษานาง เด็กอ้วนแย้งขึ้นมาเพราะได้ยินมาว่านางเป็นคนไม่มีหัวใจ นักปราชญ์ชราจึงเปิดเผยความลับว่า ในสมัยที่แม่มดยังสาว เล่าลือกันว่านางเคยเป็นผู้ที่มีหัวใจดวงโตที่สุด แต่ไม่มีใครรู้ว่าทำไมวันนี้แม่มดจึงกลับกลายเป็นคนไม่มีหัวใจ บางทีนางอาจมีวิธีช่วยให้หัวใจของเด็กอ้วนโตขึ้นเหมือนอย่างหัวใจนางในสมัยก่อน

เด็กอ้วนเดินทางไปหาแม่มดชรา นางนั่งยิ้มเย็นอยู่หน้ากระท่อมราวกับรอคอยเด็กอ้วนมาทั้งชีวิต ยังไม่ทันที่เด็กอ้วนจะเอ่ยปากถาม นางก็พูดขึ้นมาเสียก่อนว่า---หากหัวใจพองโตถึงขีดสุด ตอนนั้นเจ้าจะสูญเสียหัวใจ เจ้ายังจะคิดเรื่องทำให้หัวใจพองโตอยู่อีกไหม เด็กอ้วนพยักหน้าไม่รีรอ พูดชัดถ้อยชัดคำ ขอเพียงให้หัวใจโตขึ้นมากพอที่จะบอกรักเด็กสาว เขายอมทำทุกอย่าง

แม่มดยิ้มเยาะ เงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะเหมือนประชดประชันอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นมาลอย ๆ เหมือนไม่ได้พูดกับเด็กอ้วนว่า ที่สุดขอบโลกมีดอกไม้ประหลาด เพียงแค่สูดกลิ่นสักครั้ง หัวใจก็จะพองโตมากพอที่จะบอกรักใครสักคน เด็กอ้วนละล่ำละลักขอบคุณแม่มดชรา แล้วรีบวิ่งแจ้นไม่หยุดพักไปยังสุดขอบโลก

(๔.)

ผ่านไปเกือบปี ในที่สุดเด็กอ้วนก็เดินทางมาถึงสุดขอบโลก ที่นั่นมีหมอกหนาจัด แต่ท่ามกลางหมอกนั้น เขาเห็นดอกไม้เหี่ยวเฉาใกล้ตายดอกหนึ่งอยู่ริมหน้าผา นั่นน่าจะเป็นดอกไม้ที่แม่มดพูดถึง เด็กอ้วนรีบเข้าไปใกล้ดอกไม้แล้วสูดดมเต็มปอด มีเพียงกลิ่นกลีบใบที่เริ่มเน่าเท่านั้นที่ลอยเข้าจมูกเขา เด็กอ้วนเอามือลูบคลำหน้าอกที่เต็มไปด้วยไขมัน รู้สึกว่าหัวใจเขายังเล็กนิดเดียวไม่เปลี่ยนแปลง เขาสูดลมหายใจซ้ำห้าหกครั้ง แต่ผลก็เป็นเช่นเดิม

เด็กอ้วนไม่รู้ว่าต้องมีพิธีกรรมอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าในการสูดกลิ่นดอกไม้ประหลาด ไม่รู้ว่าจะต้องรอนานไหมกว่าฤทธิ์ของดอกไม้ประหลาดจะทำให้หัวใจเขาพองโต เขาคิดจะกลับไปถามแม่มดชราแต่ก็กลัวจะสายเกินไป เขาจึงได้แต่รี ๆ รอ ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่ที่สุดขอบโลกนานนับเดือน ความหวังที่เคยมีเต็มเปี่ยมเริ่มเหี่ยวเฉาเช่นเดียวกับดอกไม้ประหลาดที่เริ่มเหี่ยวแห้งลงทุกที ๆ เขาได้แต่รอปาฏิหาริย์อยู่ตรงนั้น รอจนกว่าจะถึงวันที่หัวใจของเขาพองโต

แล้วเด็กอ้วนก็เห็นเงาใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้

เขาหันกลับไปมอง แม้จะอยู่ในหมอกหนา แต่เขาก็รับรู้ได้ในทันทีว่าเป็นเด็กสาวคนที่เขาแอบรัก ไม่น่าเชื่อว่าเธอเองก็เดินทางมายังสุดขอบโลกเช่นกัน เด็กอ้วนไม่รู้ว่าเธอรู้จักเขาหรือไม่ แต่เธอก็โอภาปราศรัยกับเขาด้วยไมตรีจิตเช่นเดียวกับที่เธอปฏิบัติต่อทุกคน เด็กอ้วนถามเธอว่าเธอเองก็มาตามหาดอกไม้ที่ทำให้หัวใจพองโตหรือ เธอยิ้มแย้มพลางพยักหน้า พูดด้วยเสียงหวานว่าเธอหลงรักเด็กหนุ่มหมู่บ้านข้าง ๆ ที่มาติดพันเธอ เขาเป็นคนที่หล่อเหลา มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงมี แต่หัวใจเธอไม่โตพอจะบอกรักเขา เธอจึงเดินทางมายังสุดขอบโลกเพื่อตามหาดอกไม้ประหลาดที่ทำให้หัวใจพองโตตามคำแนะนำของแม่มด

หัวใจที่เล็กนิดเดียวของเด็กอ้วนกลับยิ่งถูกบีบรัดให้เล็กลงไปอีกจากคำพูดเหล่านั้นของเด็กสาว

เมื่อเธอถามถึงดอกไม้ประหลาด เด็กอ้วนจึงผายมือไปยังดอกไม้ที่งอกอยู่ริมหน้าผานั้น เด็กสาวทำหน้าตื่นเต้นดีใจ หันมายิ้มหวานให้เด็กอ้วน วินาทีที่เด็กอ้วนเห็นรอยยิ้มหวานของเด็กสาว เขาก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในหน้าอกที่เต็มไปด้วยไขมัน เด็กอ้วนรู้สึกว่าหัวใจเขากำลังพองอย่างลูกโป่งที่ถูกเป่าซ้ำแล้วซ้ำอีกจนลมอัดแน่นข้างในจวนปริแตก ร่างของเขาลอยขึ้นพ้นหน้าผาเหมือนบอลลูน ที่แท้ไม่ใช่ดอกไม้ประหลาดหรอกที่ทำให้หัวใจของเขาพองโต แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่เขารักต่างหาก วินาทีนั้นเขาไม่ได้ยินคำขอบคุณของเด็กสาวด้วยซ้ำ เขารู้แค่ว่าจะต้องบอกคำ ๆ หนึ่งที่เขาเก็บงำไว้นานหลายปี

คำ ๆ นั้นคือคำว่า---ฉันรักเธอ

(๕.)

แล้วเด็กอ้วนก็รู้สึกเหมือนบางสิ่งวูบหายไปจากร่าง แวบนั้นเขานึกถึงคำพูดของแม่มด

---หากหัวใจพองโตถึงขีดสุด ตอนนั้นเจ้าจะสูญเสียหัวใจ---

หัวใจของเด็กอ้วนหลุดลอยไปพร้อมกับคำรักที่บอกเด็กสาวท่ามกลางหมอกหนา และแล้วหัวใจของเขาก็กลายเป็นสมบัติของเด็กสาวไปชั่วนิรันดร์ ร่างที่กำลังลอยอยู่ริมหน้าผาตกลงมาทันที เด็กอ้วนพลัดตกจากสุดขอบโลก เขาหล่นลงไปในโลกอีกฝั่งหนึ่ง ฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับโลกที่เขาเคยอยู่ โลกฝั่งนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากความมืดมิดและเหน็บหนาว

จากวันนั้น เด็กอ้วนก็กลายเป็นคนที่ไม่มีหัวใจอยู่ในร่างกาย สิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้คือหัวใจของตนที่อยู่อีกฟากฝั่งของโลก หัวใจของเขาอยู่กับเด็กสาวคนที่เขาแอบรัก เด็กอ้วนรับรู้ได้ว่าหัวใจดวงนั้นพองโตด้วยความรักอยู่ตลอดเวลา ทุกวันเขาจะเดินตามร่องรอยของหัวใจตัวเองไปเรื่อย ๆ เมือรู้สึกว่าอยู่ใกล้ ๆ เด็กสาวในฟากฝั่งตรงข้ามของโลก เขาก็จะร้องเพลงเพียงเพื่อบอกเด็กสาวให้รู้ว่า เจ้าของหัวใจที่เด็กสาวครอบครองอยู่ยังคงมีลมหายใจ และยังคงรักเธอตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต แม้จะอยู่ห่างไกลจนไม่มีวันได้พบพานกันอีกแล้วก็ตามที

(๖.)

เด็กสาวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น ไม่รู้ว่าทำไมเด็กอ้วนจึงหายตัวไปท่ามกลางหมอกหนาทันทีที่เธอขอบคุณเขา อันที่จริงต้องบอกว่าเธอลืมเรื่องที่ได้พบเด็กอ้วนไปเสียสนิท เพราะทุกเรื่องที่เกิดขึ้นไม่สำคัญมากเท่าเรื่องที่เธอได้สูดดมกลิ่นดอกไม้ประหลาด แม้จะมีเพียงกลิ่นกลีบใบที่เริ่มเน่าเท่านั้นที่ลอยเข้าจมูกเธอ แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าหัวใจเธอพองโตขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าซ้ำแล้วซ้ำอีกจนลมอัดแน่นข้างในจวนปริแตก คำว่ารักเอ่อล้นออกมาจากข้างในจนเธออดใจไม่ไหวอีกต่อไป เด็กสาวรีบวิ่งกลับไปบอกรักเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยหัวใจที่พองโต ทั้งสองตกลงหมั้นหมายกัน ผ่านไปไม่นาน งานแต่งงานระหว่างเขากับเธอก็ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

กาลเวลาหมุนผ่านไปหลายสิบปี เด็กสาวกลายเป็นหญิงสาวผู้มีหน้ามีตาในสังคม สามีของเธอบันดาลความสุขให้ทุกอย่างในข้อแม้ที่ว่า ห้ามเธอร้องเพลงอีกต่อไป เพราะมันทำให้เขารำคาญ เธอห่างเหินจากการร้องเพลงนานมากจนกระทั่งว่าเธอรู้สึกรำคาญเมื่อได้ยินเสียงเพลงเช่นเดียวกับสามีของเธอ ทุกวันนี้เธอมีความสุขดี เว้นแต่บางคืนที่เธอรู้สึกรำคาญอยู่บ้างเมื่อเธอแว่วยินเสียงเพลงมาจากที่ไกล ๆ มันทำให้หัวใจที่พองโตด้วยความรักอยู่ตลอดเวลานั้นปวดตุบ ๆ เสียงเพลงที่เธอได้ยินนั้นโหยหวนแหบแห้งขัดหู ไม่มีจังหวะจะโคนเหมือนคนที่ร้องเพลงไม่เป็น เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้องเพลง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพลงนั้นชื่อเพลงอะไร สิ่งเดียวที่เธอรู้คือเพลงนั้นเต็มไปด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยของเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้จักโต


วุฒินันท์ ชัยศรี

13 ธันวาคม 2554
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์จุดประกายวรรณกรรม หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

(เรื่องเล่าของ) ดินสอของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง

ฉันเป็นดินสอของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง

เดิมทีเรา... หมายถึงฉันกับมนุษย์ที่อ้างตัวเป็นนักเขียนคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราเคยทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันมาหรืออย่างไร จึงได้มาพบกันในชาตินี้

สถานที่รักแรกพบของสองเราคือร้านขายเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง (ไม่สิ จะว่าเป็นสถานที่รักแรกพบก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะฉันไม่ได้พิศวาสอะไรเขา และเขาก็คงไม่ได้รักใคร่ใหลหลงในตัวฉันมากนัก ฉันคิดว่าอย่างนั้น ถ้าเพื่อนฉันที่วางทับฉันไว้ไม่หายไปเสียก่อน เขาก็อาจจะไม่เลือกฉันก็เป็นได้) ที่เขาเลือกฉันเพราะฉันเป็นดินสอกดที่ใช้วาดรูป รูปร่างและวิธีการทำงานของฉันก็ไม่ต่างไปจากดินสอกดธรรมดาหรอก เพียงแต่ไส้ของฉันจะใหญ่กว่าดินสอทั่วไป ซึ่งสามารถเหลาให้แหลมหรือทู่ได้ เขาคงคิดว่าน่าจะเท่มากหากนำมาใช้เขียนหนังสือ (ตอนนี้เขาคงรู้แล้วว่าความทรมานของการเหลาไส้ทุกสองย่อหน้าเป็นอย่างไร บางทีเวลาเขาเขียนไม่ออก เขาก็เฉไฉเหลาไส้ของฉันทั้งที่ตอนนั้นมันก็แหลมคมยิ่งกว่าเข็มอยู่แล้ว เขาชอบพูดอยู่เสมอว่า การเหลาไส้คือการลับสมองเชิงสัญลักษณ์ เขาทำเป็นพูดดีไปอย่างนั้นแหละ เวลาเขาเขียนไม่ออก เขาเหลาไส้ฉันแหลมคมจนแทบจะเจาะสมุดหนาทะลุเป็นรูได้ เขาก็เขียนไม่ออกอยู่ดี)

บนโต๊ะของเขามีหนังสือวางทับถมกันเป็นหย่อมใหญ่ เขาเป็นคนที่มีหนังสือค่อนข้างเยอะ และส่วนมากจะมีตราอะไรประทับอยู่บนปก ฉันพยายามอ่านได้ความว่าเป็นรางวัลโนเบิล รางวัลซีไรต์ และรางวัลนู้นรางวัลนี้ที่ชื่อค่อนข้างยาวจนฉันอ่านไม่ออก เวลาเพื่อนมาเยี่ยมเขาที่ห้อง ทุกคนจะทำตาโต อ้าปากหวอ ร้องอุทานว่ามีแต่หนังสือดี ๆ เขาเองก็ชอบคุยโม้โอ้อวดว่าเขาอ่านมาก อ่านมาหมดแล้ว รพินทรนาฏ ฐากูร เออร์เนส เฮมิงเวย์ จอห์น สไตน์เบค อัลแบร์ การ์มูร์ หรือไล่ไปชื่อไทยอย่าง อัศศิริ ธรรมโชติ ชาติ กอบจิตติ กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ เดือนวาด พิมวนา วินทร์ เลียววาริณ ปราบดา หยุ่น และอื่น ๆ อีกมากมายที่ฉันสาธยายไปอีกสามวันก็ไม่หมด เขาชอบโม้ให้เพื่อนฟังอย่างนั้น (แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ฉันแอบเห็นว่าเวลาว่างของเขาหมดไปกับอย่างอื่นมากกว่าอ่านหนังสือเสียอีก ทั้งดูโทรทัศน์ ไม่ก็เปิดคอมพิวเตอร์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต ส่วนวรรณกรรมระดับโลกหรือระดับประเทศที่เขาอวดอ้างว่าอ่านแล้ว ฉันเห็นมันใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยมีใครเปิดอ่าน หรือบางเล่มก็คั่นไว้ที่ครึ่งเล่มเป็นปี) บางครั้งเขาก็อ่านแล้วหยิบฉันไปขีดเส้นอะไรสักอย่างในหนังสือ และทำท่าเหมือนจะบันทึกความคิดอะไรลงไป แต่พอหมุนควงฉันไปสักสองสามรอบ เขาก็โยนฉันทิ้งบนที่นอน ก่อนจะโยนหนังสือไว้ที่หัวเตียงแล้วหลับ (ฉันคิดว่าเขาคงเก็บไปคิดต่อในความฝันกระมัง)

เขาเป็นคนชอบเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ฉันพอจะจับใจความเรื่องที่เขาเขียนได้ว่าเป็นเรื่องราวของผู้ทุกข์ยากหลากหลายมุมมอง นอกจากที่เขาจะใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะของเขาแล้ว เขายังใช้ฉันบันทึกไดอารีส่วนตัวของเขาอีกด้วย ฉันเลยพอจะรู้เรื่องของเขาบ้าง เขาเขียนไว้ว่าเขาเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวชนชั้นกลางที่อ่านหนังสือมาเยอะ (เขาเขียนว่าอย่างนั้นนะ ทั้งที่ฉันแทบจะนับเล่มที่เขาอ่านได้) เลยอยากถ่ายทอดเรื่องราวความยากไร้ ความทุกข์ ชีวิต จิตวิญญาณ ความลำบากของผู้ถูกกดขี่ให้มวลมนุษยชาติได้รับรู้ และด้วยความที่เขาเป็นนักเขียนสดใหม่ กลวิธีการเล่าเรื่องของเขาก็ต้องแตกต่างจากคนอื่น ๆ (แต่เขานั่งอยู่ในห้องแอร์เวลาเขียน ดูเขาสบายดี ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาจะเก็บเกี่ยวความทุกข์ยากจากไหนมาถ่ายทอดในงาน ส่วนกลวิธีแหวกแนวของเขานั้น เขาบันทึกไว้ว่าขอให้แปลกประหลาดเป็นใช้ได้ ยิ่งดูเหมือนเล่าเรื่องแบบเฉลียวฉลาดกว่านักเขียนรุ่นก่อนได้ยิ่งดี ถ้าเกิดมันเข้าทีคงจะไปโดนใจบรรณาธิการสักแห่งหนึ่ง แต่ฉันว่ายิ่งทำยิ่งเลอะมากกว่า) ฉันได้รับรู้ตามที่บันทึกประจำวันของเขาสาธยายไว้ก็รู้สึกภูมิใจว่าฉันช่างมีบุญที่ได้เกิดมาเป็นดินสอของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ (และฉันคงภูมิใจอีกนานเนิ่น ถ้าเขาไม่บังเอิญบันทึกไว้ในซอกมุมของไดอารีว่า แท้ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนไปกับมวลชนผู้ทุกข์ยากอะไรมากมายหรอก ติดจะรำคาญด้วยซ้ำหากมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ที่เขายอมเขียนแบบนั้นก็เพราะต้องการให้วงวรรณกรรมยอมรับในตัวเขาว่าช่างมีฝีไม้ลายมือและจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมเหลือเกิน อยากมีชื่อเสียง อยากให้นักเขียนที่เขาชื่นชอบยอมรับในฝีมือ ฉันรู้แบบนี้แล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้ แต่จะทำยังไงล่ะ ก็เขาซื้อฉันมาเป็นดินสอของเขาแล้วนี่นา)

.............................................................

หลายวันมานี้เขาดูเครียด ๆ พิกล ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาเครียดเรื่องอะไร เขาเอาฉันไปวงเลขบนปฏิทินไว้ แล้วเขียนว่าเป็นวันหมดเขตส่งรางวัลอะไรสักรางวัลหนึ่ง เขาเขียนไว้ในไดอารีว่ารางวัลนี้น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเป็นนักเขียนเต็มตัว (เขาแอบบันทึกไว้ในซอกมุมหนึ่งของไดอารีอีกแล้วว่า วงการนักเขียนนั้นแจ้งเกิดกันด้วยรางวัล จะเขียนได้ดีให้ตายยังไง ถ้าไม่มีรางวัลห้อยท้ายก็อย่าหวังว่าใครจะรู้จักหรือยอมเสียเงินซื้อหนังสือ ) ดูเขามุ่งมั่นทุ่มเทกับการเขียนเรื่องส่งรางวัลนี้มาก บางวันเขาเอาฉันไปขีด ๆ เขียน ๆ เส้นระโยงระยางบนกระดาษ เขาเขียนว่า การเปิดเรื่อง การปิดเรื่อง ความขัดแย้ง แล้วลากเส้นมั่ว ๆ ไปมา เขียนอย่างนั้นไปสักสองสามแผ่นก่อนจะขยำทิ้งไปทั้งหมด สักพักเขาก็โยนฉันไว้ที่ซอกมุมหนึ่งของโต๊ะ และหลบลี้ไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขยับเมาส์กริ๊ก ๆ ทั้งวัน

รุ่งเช้าเขามานั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ หมุนเก้าอี้ไปมา ถอนหายใจยาวพลางเหม่อมองไปยังปฏิทิน พึมพำเบา ๆ ว่าจวนจะหมดเขตแล้ว เขาหยิบข่าววรรณกรรมที่เพิ่งปริ้นท์ออกมา คงจะเป็นข่าวที่เขาไปหามาตั้งแต่เมื่อคืน เขาพยายามกวาดสายตาไปมาขณะที่จับฉันหมุนควงจนเวียนหัว เขาขีดชื่อแปลก ๆ สองสามชื่อ ดูเหมือนเป็นชื่อของคน แล้วก็วงตรงหัวเรื่อง เป็นชื่อของการประกวดอะไรสักอย่าง (ฉันคิดว่าชื่อคนคงจะเป็นชื่อของกรรมการที่จะตัดสินรางวัลการประกวดของเขา) นอกจากนั้นยังเป็นชื่อหนังสือที่คุ้นตา "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ระหว่างที่เขาขีดก็พึมพำว่าจะอ่านทันหรือเปล่า (ฉันจำได้ว่าฉันเห็นหนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนโต๊ะของเขามานานแล้ว) เขาหยิบหนังสือเล่มนั้นออกไปจากห้อง ก่อนจะหายไปประมาณสองวัน (ฉันได้แต่สงสัยว่า เขาไปทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือหรือเปล่า)

เขากลับมาในเย็นของวันที่สองพร้อมกับหอบหนังสือมาเป็นตั้ง เขาหยิบฉันมาขีดเขียนอะไรลงในหนังสือให้วุ่นวายไปหมด ฉันเห็นหน้าปกแวบ ๆ ว่าเป็นหนังสือของกนกพงษ์ สงสมพันธุ์ ปราบดา หยุ่น กับการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นอกจากนั้นยังมีหนังสืออธิบายศัพท์วรรณกรรมอีกด้วย เขาเอาฉันไปขีดเส้นคำว่า Magical Realism สองสามรอบ วงคำว่า Post-modern Anti-plot และวงคำอื่นอีกสองสามคำแต่ฉันจำไม่ได้ จากนั้นเขาใช้ฉันขีดคำขีดเส้นโยงใยวุ่นวายไปหมด แผ่นกระดาษสองใบแรกเขาขยำทิ้งเช่นเดิม แต่ใบที่สามซึ่งเป็นใบที่ดูยุ่งเหยิงวุ่นวายมากที่สุด เขากลับทำทีท่าพออกพอใจและออกปากชื่นชมตัวเอง จากนั้นเขาจึงหยิบกระดาษเปล่าที่มีเส้นบรรทัดมาวางตรงหน้า จับฉันมาหมุนควงจนเวียนหัวอีกครั้ง ก่อนจะหยุดควงและจ่อฉันไว้นิ่งนานตรงหน้ากระดาษ เขาขยับฉันครั้งสองครั้งเหมือนจะเขียนอะไรลงไป แต่สักพักก็หยุดเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เขาอยู่ในกริยานี้สักครู่หนึ่งก็วางฉันไว้บนกระดาษ ผละออกจากโต๊ะเขียนหนังสือไปเปิดโทรทัศน์ดู ฉันคิดว่าเขาแค่ไปพักสมองเพียงคราวครู่ แต่เขากลับจมอยู่กับกิจกรรมอื่นทั้งวัน ฉันรออยู่นานจนถอดใจว่าเขาคงไม่กลับมาใช้ฉันเขียนอะไรแล้ว จึงแอบพักผ่อนเสียเลย (คงไม่มีใครรู้ว่าดินสออย่างฉันก็ขี้เกียจเป็นและอยากพักผ่อนบ้างเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะหลังจากถูกหมุนควงและขีดเส้นจนลายตา)

ฉันพักผ่อนไปนานเท่าไรก็จำไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกเขาปลุกอย่างรีบเร่งและร้อนรนในเย็นวันหนึ่ง เขาพูดกับตัวเองว่าพรุ่งนี้ก็หมดเขตแล้ว ตอนแรกฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ต่อเมื่อเขาหยิบกระดาษยุ่งเหยิงใบนั้นมาดู ฉันจึงระลึกได้ว่าเขาคงหมายถึงการประกวดอะไรสักอย่างของเขา คืนนั้นเขาจับฉันเขียนบนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง ธารอักษรไหลหลั่งออกมาราวกับน้ำป่าที่ซัดทลายเขื่อนในฤดูกาลฝนตกชุก ฉันพยายามจะเก็บความสิ่งที่เขาเขียนแต่ก็แทบจะอ่านไม่ทัน (อีกอย่างฉันก็มัวแต่เป็นห่วงเขา กลัวเขาจะเสียจริตไปก่อนเพราะใบหน้าของเขาดูซีดเซียว ทั้งยังชอบทำท่ากุมขมับ บางทีก็เดินไปเดินมาสีหน้าคร่ำเครียด ฉันคิดว่าท่าทีเขาดูแปลกไป ไม่เหมือนตอนที่ใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะหรือบันทึกไดอารี ตอนนั้นใบหน้าเขาดูสดใส สีหน้าแช่มชื่น ดูมีความสุขดี)

เขาเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จเมื่อตอนตีสี่ ใบหน้าของเขาดูอิดโรยน่าสงสาร ดูคล้ายกับตัวละครในเรื่องแต่งของเขาที่สิ้นชีวิตลงอย่างน่าอนาถใจในตอนจบ ฉันไม่รู้ว่าเขาเองก็จะสิ้นชีวิตในตอนจบหรือเปล่าเพราะสภาพของเขาขณะเขียนตอนจบดูราวกับผีตายซาก ฉันนึกว่าเขาหมดเวรหมดกรรมกับต้นฉบับปึกนี้แล้ว แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ลากสังขารไปปักหลักตรงหน้าคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเริ่มเคาะคีย์บอร์ดเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ฉันฟังเพลินจนเผลอพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์

...................................................................

ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเขาจับฉันขยับไปยังซอกโต๊ะ ด้วยความที่เผลอพักผ่อนนานไปหน่อย ฉันจึงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว สิ่งที่ฉันรู้ก็คือรอบโต๊ะเขียนหนังสือดูแปลกตาไป หนังสือวรรณกรรมที่เคยกองสุม ๆ กันอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ ตอนนี้จรลีขึ้นไปอยู่บนตู้เสื้อผ้า ส่วนสิ่งที่มาแทนที่ก็คือกองหนังสือเรียนหลากหลายวิชา พร้อมกับดินสอกดไส้ธรรมดาใหม่เอี่ยมวางอวดโฉมอยู่บนโต๊ะหนึ่งแท่ง นั่นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจเท่าใดนัก แต่ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเขาหยิบฉันมาใช้น้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดฉันก็เหลือหน้าที่เพียงแค่เป็นดินสอบันทึกไดอารีของเขาเท่านั้น (ฉันมารู้ความจริงจากไดอารีเขาว่า เวลาที่เขาใช้ฉันเขียน เขาจะรู้สึกเกิดอารมณ์ศิลปิน ซึ่งนับแต่นี้อารมณ์แบบนั้นไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ดินสอกดธรรมดาสะดวกกว่ากันเยอะ แล้วเขายังบันทึกในทำนองว่า เขาควรจะเลิกฟุ้งฝันแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเสียที ฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร? และเกิดอะไรขึ้นตอนที่ฉันเผลอพักผ่อนไปนาน? แล้วการประกวดครั้งนั้นผลเป็นอย่างไร? ทำไมเขาไม่บันทึกไว้ ฉันจะได้รู้ ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันจะได้รู้ว่าต่อไปฉันจะมีชะตากรรมเช่นไร แต่ดูท่าทางเขาจะเก็บงำอะไรบางอย่างอยู่)

...................................................................

และแล้ววันหนึ่งเขาก็หยิบฉันหมุนควงไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้จะเวียนหัวบ้าง แต่ฉันก็ดีใจว่าเขากลับมาทำอะไรอย่างเดิมแล้ว ขณะที่กำลังถูกหมุนควงก็ได้แต่หวังว่าเขาจะกลับมาใช้ฉันเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยดังเดิม แต่ความรู้สึกที่กำลังเบ่งบานนี้ก็ถูกทำลายลงในพริบตาเมื่อเขาหยุดหมุนและขว้างฉันไปยังมุมห้อง ฉันรับรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่า เขาจะไม่ใช้ฉันในการเขียนอีกต่อไปแล้ว ฉันกระเด็นไปกระแทกขอบเตียง ก่อนจะกลิ้งหลุน ๆ ตกลงไปใต้เตียงอันมืดมิด ความรู้สึกทั้งมวลวูบดับลงฉับพลัน

ตอนนี้ฉันอยู่กับความมืดจนคุ้นชิน ไม่เคยนับเวลาว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว (เพราะมันนานจนกระทั่งฉันแทบจะลืมไปว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เขาจะลืมฉันไปแล้วหรือยัง? ตอนนี้เขาใช้ดินสออะไรเขียน? แล้วยังเขียนเรื่องแต่งหรือบันทึกไดอารีอยู่หรือเปล่า?) หากมองในแง่ดี ฉันก็ยังคงพอจะมีความสุขอยู่บ้าง เพราะการได้พักผ่อนเป็นเรื่องที่ฉันปรารถนา แต่ครั้งนี้นานเกินไปจนฉันอยากให้เขาหยิบฉันไปเขียนอะไรสักอย่างอีกครั้ง (ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาได้รับรางวัลจากการประกวดอะไรสักอย่าง เขาจะได้มีชื่อเสียง ผู้คนยอมรับในผลงาน ไฟในการเขียนจะได้กลับมาคุโชนอีกครั้ง บางที... เขาอาจจะยังจำได้ว่ามีดินสอแท่งหนึ่งที่เขาเคยหลงใหลหลบเร้นอยู่ใต้เตียงนอนอันมืดสนิทนี้)




ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์จุดประกายวรรณกรรม นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2552

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

โปสการ์ดใบสุดท้าย


คุณรักเพื่อนมากแค่ไหน?

อาจจะเป็นคำถามเชยๆ คล้ายกับคำโฆษณาภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนมีคำตอบอยู่ในใจเหมือนกัน แต่จะมากน้อยก็อาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามความผูกพันที่มีให้เพื่อน สำหรับผมแล้ว ผมกล้าพูดได้ว่า ความรักของผมที่มีให้เพื่อนนั้นมีไม่น้อยกว่าใคร มันเปี่ยมล้นไปด้วยความพิสุทธิ์และเต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนเศร้า

“ผมรักเพื่อน” นี่คือถ้อยคำสั้นๆ คำเดียวที่ผมต้องการจะบอกใครสักคนที่อยากจะรับฟังเรื่องราวของผม ของเขา และของเธอ ...ใช่แล้วล่ะ ความหมายของคำพูดผมก็เหมือนสูตรสำเร็จของนิยายน้ำเน่าทั่วๆ ไปในท้องตลาด แต่บางครั้ง..มิใช่ชีวิตจริงหรือที่โศกเศร้ากว่าในนิยาย... ผมรักพงษ์..เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ผมมี และผมรักหนิง..ผู้หญิงที่ผมไม่ควรคิดอะไรเกินเลยไปกว่าคำว่าเพื่อน

..................................................

ผมและพงษ์เติบโตมาด้วยกันในหมู่บ้านแถบชานเมือง พ่อแม่ของเราทั้งคู่ต่างก็ทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน เมื่อถึงเวลาทำงาน บ้านหลังใหญ่ทั้งสองหลังจึงกลายเป็นสมบัติของเด็กน้อยจอมซนอย่างเราเสมอ แม้จะนิสัยต่างกันอยู่บ้างตรงที่ผมค่อนข้างขี้อายและเก็บตัว ส่วนพงษ์นั้นโผงผาง มุทะลุ แต่เรื่องความซุกซนเป็นลิงทโมนนั้นพวกเราไม่แพ้กันเลย บางครั้งเราเล่นจนข้าวของเสียหายถูกพ่อแม่ตีอยู่เสมอๆ พงษ์นั้นมักจะเป็นหัวโจกในการเล่นทุกครั้ง ส่วนผมก็เป็นลูกไล่คอยทำตามภารกิจที่พงษ์สั่งการ

ผ่านมาอีกสองปี ข้างบ้านของผมก็มีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามา เด็กหญิงแก้มยุ้ยแววตาดูตื่นกลัวอยู่บ้างเมื่อพบหน้าพวกเรา แต่หลังจากผ่านไปสองสามวัน เธอก็เดินเข้ามาทักทายเราในขณะที่เราเล่นกันอยู่หลังบ้าน

“ขอเล่นด้วยคนสิ”

จากวันนั้น เราสามคนก็ตัวติดกันเป็นตังเม

สองปีที่พวกเราสามคนอยู่ด้วยกันนั้นเป็นสองปีที่ผมมีความสุขเหลือเกิน หนิงนั้นซุกซนไม่แพ้ผมและพงษ์ บางครั้งเธอจะกลายๆ เป็นหัวโจกของพวกเราด้วยซ้ำ ความผูกพันระหว่างผม พงษ์ และหนิงก่อตัวขึ้นเงียบๆ แม้เราจะเป็นเด็ก แต่ก็รู้อยู่ในใจว่า มิตรภาพและความผูกพันที่พวกเรามีต่อกันนั้นลึกซึ้งมากเพียงใด จึงไม่น่าแปลกใจว่าทั้งผมและพงษ์ต่างก็ร้องไห้เมื่อหนิงต้องย้ายตามพ่อไปอยู่ต่างจังหวัด

“หนิงต้องกลับมาหาพวกเรา...สัญญานะ”

..........................

อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละ ผมกับพงษ์แม้จะซุกซนเหมือนกันแต่ก็มีบางอย่างต่างกัน เราอาจจะเคยเล่นบอลด้วยกันตอนอายุห้าขวบ แต่เมื่อวันนี้ผมและพงษ์ต่างก็โตเป็นวัยรุ่นอายุสิบหก ฝีเท้าในเชิงกีฬาฟุตบอลของผมก็ต่างกับพงษ์ราวฟ้ากับดิน พงษ์เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มเพลย์บอยหล่อเหลา แถมยังเป็นนักกีฬาของโรงเรียนอีกต่างหาก วันๆ มีสาวๆ มาห้อมล้อมมากมาย ส่วนผมน่ะเหรอ...ผมก็เป็นหนอนหนังสือตัวอ้วนๆ ที่วันๆ หมกตัวอยู่แต่กับหนังสือ

แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่รักกันมากที่สุด ไม่น่าแปลกใจว่าเราทั้งสองคนชอบไปไหนมาไหนด้วยกัน ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ ทุกครั้งหลังเลิกเรียนผมมักจะมานั่งอ่านหนังสือริมสนามฟุตบอลเพื่อรอกลับบ้านพร้อมกันเสมอ

เรื่องราวของเราดำเนินไปคล้ายกับบทเพลงคลาสสิกสักบทหนึ่ง เรียบเรื่อย ไม่เร่งร้อน จนกระทั่งมีวาทยกรคนหนึ่งมาเปลี่ยนแปลงการเดินทำนอง

“วันนี้มีนักเรียนใหม่ย้ายมาห้องเรา พ่อของเธอเป็นผู้พิพากษา ต้องย้ายไปนู่นไปนี่บ่อยๆ ขอให้เพื่อนทุกคนดูแลเธอให้ดีๆ นะ ...เอ้า เข้ามาสิ”

ชั่วขณะนั้น...เด็กทุกคนในห้องต่างเงียบกริบ ต่างจากวินาทีก่อนหน้าที่คุยกันเสียงดังลั่น ใบหน้าราวกับเทพธิดาสลักด้วยหยกเนื้องามนั้นยิ้มอายๆ แก้มแดงระเรื่อบ่งบอกความรู้สึกภายในของหญิงสาว ริมฝีปากอิ่มนั้นเผยอน้อยๆ ยินเสียงอ่อนหวานแผ่วเบา

“หนิงค่ะ...ฝากตัวด้วยนะคะ”

ผมและพงษ์หันมามองหน้ากันแทบจะทันที

.............................

“ไผ่..พงษ์..พวกเธอจริงๆ ด้วย นี่ยังจำหนิงได้ใช่มั้ย” เสียงหนิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“พวกเราจะลืมหนิงได้ไงล่ะ” พงษ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่แพ้กัน

ใช่หนิงจริงๆ น้ำเสียง คำพูด ท่าทาง แววตาไม่ต่างไปจากตอนเด็ก เพียงแต่ตอนนี้หนิงเติบโตเป็นสาวแล้ว ...สาววัยรุ่นหน้าตาสะสวย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ท่อนแขนงามระหง ผมยาวสยายเคลียไหล่ใบหน้าผุดผ่องราวกับพระจันทร์ทอแสงนวลในราตรี ชุดมัธยมปลายยิ่งทำให้เธอดูสดใสน่ารัก ผมอยากพูดอะไรกับหนิงบ้างแต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะพงษ์เอาแต่พูดไม่หยุด ผมได้แต่ยิ้มให้หนิง และเมื่อหนิงยิ้มตอบกลับมาด้วยไมตรี ผมก็รู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นสดใสและอบอุ่นกว่าแสงตะวันในฤดูหนาว

...เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจผมรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา

............................

หลายคนในโรงเรียนอาจแปลกใจอยู่บ้างเมื่อเห็นนักเรียนใหม่คนที่สวยที่สุดในโรงเรียนอยู่กับคู่ปาท่องโก๋อย่างพวกเราตลอดเวลา ต่างคนต่างก็ลือไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่าพงษ์กับหนิงเป็นแฟนกันเสียแล้ว มีแต่เพียงผม พงษ์ และหนิงเท่านั้นที่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร สำหรับกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่ผมและพงษ์เคยทำร่วมกันเมื่อวันวานนั้น ในวันนี้มีหนิงเข้ามามีเอี่ยวด้วยเสมอ เราไปไหนมาไหนด้วยกัน กินข้าว ท่องหนังสือ เที่ยวเล่น กลับบ้านด้วยกัน หรือตอนที่พงษ์ซ้อมฟุตบอล ผมกับหนิงก็จะนั่งอ่านหนังสือรออยู่เงียบๆ

วันเวลาผ่านไปรวดเร็วนัก ปีต่อมาเราก็เลื่อนขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้า หนึ่งปีที่ผ่านได้เพาะบ่มความรู้สึกของเราให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าตอนเด็ก สำหรับพงษ์นั้นผมไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกับหนิง แต่สำหรับผมแล้ว...ผมรักหนิง…

ผมรักหนิง...ผมบอกคำนี้กับตัวเองมาไม่รู้กี่ครั้ง แม้ในตอนแรกจะเลือนรางในความรู้สึก แต่วันเวลาก็ช่วยระบายผืนผ้าแห่งความรู้สึกนี้ให้แจ่มชัดขึ้น ทุกวันที่ผ่านไปผมเห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความสดใสในแววตาดำขลับคู่นั้น ผมไม่รู้ว่าตกหลุมรักเธอตั้งแต่เมื่อไร รู้แต่เพียงว่า ตอนนี้ผมไม่อาจขึ้นจากหลุมนั้นได้อีกแล้ว...

ความรู้สึกของผมมันมีมากเหลือเกิน จนหลายครั้งมันกลั่นตัวออกมาเป็นบันทึกประจำวันที่ยาวเหยียด หรือบทกวีรักหวานซึ้ง ผมเขียนออกมาทุกวันๆ จนกระทั่งผมทนเก็บความรู้สึกไว้กับตัวไม่ได้ วันหนึ่งผมจึงพิมพ์บทกวีพวกนั้นลงในโปสการ์ด แอบไปสอดไว้ในกล่องไปรษณีย์หน้าบ้านเธอ ผมอิ่มใจเหลือเกินเมื่อหนิงพลิกอ่านแล้วยิ้มอย่างเขินอาย

“มีคนส่งโปสการ์ดมาให้หนิงด้วยแหละ”

“ไหนเหรอ” พงษ์หยิบโปสการ์ดจากมือหนิงมาดู

“ต้องเป็นคนที่โรแมนติกมากแน่ๆ เลย กลอนหวานซึ้งซะขนาดนี้ เฮ้อ...หนิงชอบผู้ชายแบบนี้จัง ทำไมไม่เหลือที่อยู่ไว้ให้ติดต่อกลับบ้างนะ หนิงอยากรู้จักเขาจังเลย”

ผมแทบเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่ได้ ทำทีหยิบโปสการ์ดมาพลิกอ่าน ทั้งที่ความจริงผมอ่านมันกว่าร้อยรอบทั้งก่อนและหลังพิมพ์เสร็จ ความรู้สึกดีในตอนที่แอบเอาไปให้หนิงก็มากพออยู่แล้ว ยิ่งหนิงออกปากว่าชอบใจยิ่งทำให้หัวใจของผมพองโต

จากวันนั้น ผมก็ทยอยส่งบทกวีบนโปสการ์ดให้หนิงเดือนละใบ ทุกครั้งหนิงจะหยิบมาให้พวกเราดูด้วยความตื่นเต้นและใฝ่ฝันหาเจ้าของโปสการ์ด ในขณะที่พงษ์มีท่าทีแปลกๆ ต่อโปสการ์ดของผม

จะอย่างไรก็เถอะ สำหรับผมแล้ว แค่หนิงรู้สึกดีกับบทกวีรักของผม แค่นั้นก็มากพอให้หัวใจของผมได้หายใจด้วยความรักต่อไปได้ หนิงคือหัวใจของผม หนิงคือความรัก ผมรักหนิง...

“ไผ่!”

ผมสะดุ้งสุดตัว หันหน้าไปยังต้นเสียงหวานใสนั้น ตาสีนิลจ้องผมอยู่เขม็ง

“หนิงเรียกตั้งนานก็ไม่รู้ตัว..เหม่อถึงสาวไหนอยู่ละฮึ” เธอพูดพลางหัวเราะ

“ปะ...เปล่า...ไม่ได้คิดถึงใครอยู่สักหน่อย” ผมตอบตะกุกตะกัก

“ฮั่นแน่...มีพิรุธอย่างนี้...แอบปิ๊งสาวที่ไหนล่ะซี้...บอกหนิงมาสิ เผื่อหนิงจะช่วยไผ่ได้” เธอยิ้มให้ผม ยิ่งทำให้ผมหน้าแดงขึ้นไปอีก

“อะ..เอ่อ...”

“กลับกันเถอะ” พงษ์ในชุดนักกีฬาฟุตบอล เดินสะพายกระเป๋ามาเป็นสัญญาณว่าเลิกซ้อมและถึงเวลากลับบ้านแล้ว ผมโล่งใจราวกับนักมวยที่ถูกถลุงได้ยินเสียงระฆังหมดยก รีบคว้ากระเป๋าเดินตามพงษ์ไปทันที

“ไผ่อ่ะ เดี๋ยวนี้หัดมีความลับกับหนิงแล้วเหรอ” หนิงบ่นอุบอิบ ก่อนจะถือกระเป๋าเดินตามเรามา

“เนี่ยนะ...เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ถึงวาเลนไทน์แล้ว พ่อหนุ่มโปสการ์ดจะมาเปิดเผยตัวไหมนะ? หนิงอยากเจอเขาจังเลย หนิงชอบคนโรแมนติกแบบนี้แหละ เขียนบทกวีหวานๆ บางทีก็อบอุ่นหัวใจ หนิงว่านะ..เขาต้องเป็นผู้ชายที่ดูดีมากๆ แน่เลย...” หนิงพร่ำไปเรื่อยเปื่อย

หลังจากส่งหนิงถึงบ้านเรียบร้อย หนุ่มนักกีฬากับหนอนหนังสือตัวอ้วนก็เดินกลับบ้านด้วยกัน ผมครุ่นคิดเรื่องราวชั่วโมงก่อนมาตลอดทาง นี่ผมเผยพิรุธอะไรให้หนิงจับได้หรือเปล่า? ผมควรจะปรึกษาพงษ์ดีไหม? เพลย์บอยอย่างมันอาจจะให้คำแนะนำอะไรดีๆ แก่ผมก็เป็นได้ ผมหันไปมองหน้าพงษ์อยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปาก แต่กลับเป็นเสียงของพงษ์ที่พูดตัดหน้า

“ไผ่...เรามีเรื่องจะปรึกษานาย”

ผมขมวดคิ้วเป็นเชิงสงสัย “อะไรล่ะ?”

“เราไม่ชอบนายโปสการ์ดนั่นเลยว่ะ...มันทำให้เรา...”

“ทำไมเหรอ” ผมสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบซ่อนพิรุธ

“ทำให้เรารู้สึกว่า...เราอาจจะทำอะไรช้าเกินไป” พงษ์ถอนหายใจยาว “เราจะทำยังไงดี...ไผ่...เรารักหนิง”

.........................................

ข่าวว่าลมมรสุมจะพัดผ่านมาในฤดูฝนนี้ แต่จะร้ายแรงเพียงไรผมก็มิอาจคาดเดา กาลเวลาผ่านมาไม่นานนัก แต่ผมรู้สึกว่ายาวนานยิ่งกว่านิรันดร์กาล เพื่อนสนิทของผมทั้งสองคน คนหนึ่งหล่อเหลาราวเทพบุตร ดีกรีนักกีฬายอดเยี่ยม คนหนึ่งงดงามราวเทพธิดา เป็นดาวดวงเด่นประจำโรงเรียน นับเป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุดในสายตาของทุกคน ไม่นานนักหลังจากที่พงษ์มาปรึกษาผม ทั้งสองก็ได้เป็นแฟนกัน

วันนั้นผมบอกกับพงษ์ว่า วันวาเลนไทน์ที่จะถึงนี้ให้พงษ์นำโปสการ์ดไปให้หนิง

“เราจะปลอมโปสการ์ดให้นายเอง”

จะปลอมยากอะไร ในเมื่อโปสการ์ดทุกใบล้วนเป็นฝีมือของผม คืนนั้นผมกลับถึงบ้านด้วยใจที่ล่องลอย หยิบบทกวีเก่าๆ ที่ผมยังไม่ได้ส่งไปให้หนิงขึ้นมา จรดมือที่แป้นพิมพ์อยู่เนิ่นนาน ก่อนจะซบหน้าลงไปที่แขน น้ำตารินไหลไม่หยุด

โปสการ์ดสีสวยออกมาจากเครื่องปริ้นต์เครื่องเดิม ขณะที่ผมกอดหมอนซึ่งเต็มไปด้วยรอยน้ำตา

...................................................

หลังจากหนิงตกใจกับโปสการ์ดในวันวาเลนไทน์ เธอมองหน้าพงษ์อย่างกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่เมื่อสบสายตาแน่วแน่ของพงษ์ สักพักเธอก็ยิ้มอย่างเอียงอาย ใบหน้าแดงก่ำ

“พงษ์นี่เอง หนิงไม่นึกเลยนะว่าพงษ์จะเป็นคนโรแมนติกขนาดนี้...หนิงก็ว่า” หนิงกล่าวพลางพลิกโปสการ์ดไปมา “พงษ์บ้า!...บ้าๆๆๆๆ ที่สุด” หนิงทุบแขนพงษ์เบาๆ

“เราขอเป็นแฟนกับหนิงได้มั้ย?” พงษ์ยิ้มกว้าง
หนิงยิ้มให้พงษ์แทนคำตอบ เป็นรอยยิ้มที่สดใสและอบอุ่นกว่าแสงตะวันในฤดูหนาว...เป็นรอยยิ้มที่เคยทำให้หัวใจผมรู้สึกหวั่นไหวเป็นครั้งแรก ตอนนี้หนิงส่งรอยยิ้มนั้นให้เพื่อนคนที่ผมรักมากที่สุด

นับแต่วันนั้น หนุ่มหล่อกับสาวสวยเพื่อนสนิทของผมก็เป็นคู่รักที่ใครๆ ก็เหลียวมองด้วยความชื่นชม ความสัมพันธ์ของพงษ์และหนิงเป็นไปอย่างราบรื่น บทกวีรักบนโปสการ์ดถูกส่งไปยังกล่องไปรษณีย์ทุกเดือนเหมือนเดิม

“ขอบใจมากนะไผ่...ไผ่ทำได้เหมือนมากเลย อีกอย่างนายโปสการ์ดคนนั้นก็หายหน้าไปเลยเนอะ” พงษ์พูดกับผมในวันหนึ่ง

“เพราะเขารู้ว่าหนิงมีเจ้าของแล้วล่ะมั้ง...เลยไม่กล้าส่งมาอีก” ผมหัวเราะ

หลายเดือนก่อนผมทำโปสการ์ดด้วยความสุขใจอย่างล้นเหลือ แต่หลังจากพงษ์และหนิงเป็นแฟนกัน ผมก็ได้แต่พยายามนึกถึงความรู้สึกเมื่อแรกรักหนิง พยายามเขียนออกมาเป็นบทกวี และเสียน้ำตาทุกครั้งที่ทำโปสการ์ดเสร็จ

..............................................

เหมือนผมจะเคยบอกไปแล้วว่าพงษ์เป็นเพลย์บอย แน่ล่ะ หนุ่มหล่อสมาร์ทอย่างพงษ์ แถมยังเป็นนักกีฬาของโรงเรียน ถึงจะมีดาวโรงเรียนอย่างหนิงอยู่ข้างกายในฐานะแฟน แต่พงษ์ก็ไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้ กะล่อน ชอบหลีสาวๆ สวยๆ ประกอบกับรอบกายเขาก็มีสาวๆ รุมล้อมอยู่เป็นประจำ แรกๆ หนิงก็ไม่ว่าอะไร แต่พักหลังหนิงก็เริ่มทนไม่ได้ ทั้งสองมีปากเสียงกันบ่อยๆ ความสัมพันธ์ของเราทั้งสามคนเริ่มไม่เหมือนเดิม ...ผมเคยได้ยินใครนะที่บอกว่า ความรักมักเป็นตัวทำลายมิตรภาพ บางครั้งผมก็เห็นจริงกับคำพูดนี้

“ไผ่...เราจะทำอย่างไรดี...หนิงไม่เข้าใจเราเลย”

“ไผ่...ทำไมพงษ์ทำแบบนี้...พงษ์ไม่รักเราแล้วใช่มั้ย?”

เมื่อทั้งคู่มีปัญหากัน ต่างฝ่ายต่างก็แอบมาปรึกษากับผมเสมอๆ ซึ่งผมก็ตักเตือนพงษ์ให้ทำตัวให้ดีขึ้นบ้าง ย้ำกับหนิงว่าพงษ์ยังรักหนิงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง เสมือนว่าผมเป็นกาวใจให้ทั้งคู่ประสานรอยร้าวที่มีต่อกันได้ ผมควรจะภูมิใจกับตำแหน่งนี้หรือเปล่านะ...

“ไผ่...ช่วยเขียนโปสการ์ดง้อหนิงให้ที”

คำขอร้องอย่างหนึ่งของเพื่อนรักที่ผมไม่เคยปฏิเสธ อันที่จริงผมก็ทำเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว ถึงแม้หนิงจะโกรธอะไรพงษ์ก็ตาม เมื่อเธอได้รับโปสการ์ดที่เต็มไปด้วยบทกวีหวานๆ หรือคำขอโทษ เธอก็จะหายโกรธ หันมาคุยกับพงษ์ด้วยรอยยิ้ม

ผมรู้สึกดีใจอยู่ลึกๆ ว่าอย่างน้อยโปสการ์ดของผมก็ทำให้หนิงมีรอยยิ้มได้...

..............................................

ลมมรสุมพัดผ่านมาในหน้าฝน สายลมแรงทำให้ต้นไม้ที่หยั่งรากลึกเริ่มหวั่นไหว เช่นเดียวกับความรักของพงษ์และหนิง ทั้งสองทะเลาะกันบ่อยกว่าเดิม ผมในฐานะของคนกลางเริ่มหนักใจมากขึ้น ความร้าวฉานในสายสัมพันธ์เริ่มทวีความรุนแรง บางขณะผมสงสารพงษ์ แต่พักหลังผมสงสารหนิงมากกว่า บางครั้งพงษ์แสดงอาการเบื่อหนิงออกมาอย่างชัดเจน พงษ์เองก็คงเหมือนผู้ชายทั่วไปที่ไม่ชอบผู้หญิงจู้จี้จุกจิก เขาคงอยากมีอิสระบ้าง แต่ก็ไม่น่าทำเช่นนี้กับหนิง...ไม่น่าเลย

ถ้าเป็นผม ผมจะไม่ทำให้หนิงร้องไห้

ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน หนิงจะมาหาผม มาร้องไห้กับผม มาเล่าเรื่องของพงษ์ให้ผมฟัง ทุกเรื่องราวที่พงษ์ทำกับหนิงทำให้ผมเจ็บ ทุกถ้อยคำของหนิงมันกรีดแทงลงไปในหัวใจ หลายครั้งผมเคยคิดจะบอกให้หนิงเลิกกับพงษ์ แต่ต่อไปจะเป็นอย่างไร หนิงเองก็รักพงษ์มาก พงษ์เองก็ต้องเสียใจหากต้องเลิกกับหนิง ผมได้แต่พยายามประสานรอยร้าวของทั้งคู่ด้วยโปสการ์ด..โปสการ์ดที่หนิงชอบ...โปสการ์ดที่เปี่ยมไปด้วยความรักของผมที่มีต่อหนิง...หากมันทำให้หนิงมีความสุขได้ จะต้องเจ็บเพียงใดผมก็จะทำ

ผมส่งโปสการ์ดไปง้อหนิงแทนพงษ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งหนิงก็ยอมยกโทษให้พงษ์ ผมดีใจที่ทำให้คนที่ผมรักทั้งสองคนมีความสุข...ผมดีใจที่ทั้งสองคนกลับมารักกันดังเดิม...อย่างที่ควรจะเป็น

...............................................

“ทำไมหนิงไม่เข้าใจเราบ้างเลย”

คำรำพันของพงษ์หลั่งออกมาพร้อมน้ำตา หลังจากดื่มเหล้าไปหลายอึก วันนี้พงษ์กับหนิงทะเลาะกันค่อนข้างแรง อาจจะร้ายแรงกว่าที่ผมคิดก็ได้ เพราะผมไม่เคยเห็นพงษ์ดื่มมากมายขนาดนี้

“เฮ้ย...ใจเย็นๆ สิ มันอาจจะดีขึ้นก็ได้ เหมือนที่ผ่านๆ มาไง” ผมพยายามปลอบ

“ไม่หรอกไผ่...คราวนี้มันหนักกว่าที่ผ่านๆ มา”

“เราทำโปสการ์ดไปง้อหนิงอีกก็ได้นะ” ผมตบไหล่พงษ์เบาๆ

“ไม่...ไม่ได้หรอกไผ่ หนิงบอกว่า ไม่อยากได้โปสการ์ดพวกนั้นแล้ว”

ผมนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แม้จะพยายามคิดว่าเป็นเพราะหนิงพูดไปตามอารมณ์ แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ ดวงตาคลอไปด้วยน้ำใสๆ ก้มหน้าลงมองพื้น

“เราอยากอยู่กับหนิงตลอดเวลาเลยนะ” พงษ์พูด “แต่บางครั้งเวลาเราอยู่ด้วยกันแล้วมีคนอื่นมายุ่งเกี่ยวกับเรา หนิงก็จะอารมณ์ไม่ดี หาเรื่องเราบ่อยๆ หนิงไม่เข้าใจเราเลย”

พงษ์จิบเหล้าหยดสุดท้าย “เราอยากอยู่กับหนิงตลอดไป แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ เราไม่รู้ว่าจะทนได้อีกนานเท่าไหร่ ...ไผ่ เราจะทำยังไงดี”

..................................................

ผมไม่ลืมจรดปากกาด้วยลายมือหวัดๆ ไว้มุมล่างของโปสการ์ด คำพูดที่ออกมาจากใจของพงษ์อาจจะทำให้หนิงอารมณ์ดีขึ้นก็เป็นได้

“เราอยากอยู่กับหนิงตลอดไป”

ผมหย่อนโปสการ์ดไว้ในกล่องไปรษณีย์ที่คุ้นเคยในตอนเช้ามืด ก่อนจะรีบขี่มอเตอร์ไซค์กลับมายังบ้านของพงษ์

.......................................................

“พงษ์หายไปไหนก็ไม่รู้ หลังจากไผ่ออกไปได้สักพักนั่นแหละ...น้านึกว่าไปด้วยกันซะอีก” แม่ของพงษ์พูดช้าๆ เธอตื่นมาตอนเช้ามืดหลังจากได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ของลูกชายบึ่งออกจากบ้าน

ไปบ้านของหนิงหรือเปล่า? พงษ์อาจจะเมาแล้วคิดถึงหนิง อยากพบหนิง แต่ผมไม่อยากให้หนิงเห็นสภาพของพงษ์ที่เมาเต็มคราบ ดีไม่ดีอาจจะทะเลาะกันอีก ...ตอนนี้พงษ์อาจจะถึงบ้านหนิงแล้วก็ได้

ผมรีบควบมอเตอร์ไซค์ตามไปทันที

..........................................................

“หนิงบอกแม่ว่า จะไปโรงเรียนน่ะ มีซ้อมอะไรไม่รู้แต่เช้ามืด หนิงบอกแม่อย่างนั้น” แม่ของหนิงพูดพลางล้างหน้าล้างตาหลังจากตื่นนอนแต่เช้ามืด
พงษ์ก็ไม่รู้อยู่ไหน หนิงก็ไปโรงเรียน เกิดอะไรขึ้นกันแน่? แม้ตอนนี้ผมไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้หัวใจรู้สึกหวิวๆ อย่างไรชอบกล

ผมต้องรีบไปหาหนิง

.....................................

บรรยากาศในโรงเรียนตอนเช้ามืดเงียบกริบและเย็นยะเยือก ผมเห็นรถของหนิงจอดสงบอยู่ใต้อาคารเรียน แสงสว่างบางชั้นถูกเปิดขึ้น หนิงอาจจะอยู่ตรงนั้น

“หนูผู้หญิงนะเหรอ เขาบอกว่าลืมของน่ะ ลุงบอกให้รอตอนเช้าแต่เขาก็ไม่ยอม ลุงเลยให้กุญแจขึ้นไปแล้ว ประเดี๋ยวก็คงลงมา”

ผมเดินขึ้นไปตามแสงสีซีดๆ บนทางเดิน เมื่อถึงชั้นที่ไฟเปิดอยู่ คือห้องเปลี่ยนเสื้อของนักกีฬา ผมเอะใจรีบเข้าไปดูยังล็อกเกอร์ของพงษ์ ภายในนั้นมีโปสการ์ดของผมอยู่เป็นร้อยฉบับ อาจจะเป็นทุกฉบับที่ผมเคยส่งให้หนิง แล้วตอนนี้ตัวหนิงอยู่ที่ไหน?

ผมนึกถึงดาดฟ้าของตึกที่หนิงและพงษ์มักจะขึ้นไปนั่งเล่นด้วยกัน

...................................................

“ไผ่” เสียงเรียกชื่อของผมแผ่วเบาราวกระซิบ

เธอยืนอยู่บนดาดฟ้า ใบหน้าของหนิง...ผู้หญิงที่ผมรักสุดหัวใจเต็มไปด้วยน้ำตา เธอกอดโปสการ์ดใบหนึ่งไว้แน่น น้ำตารินหลั่งออกมาจากดวงตาคู่นั้นไม่ขาดสาย

“หนิง” ผมพูดได้เพียงเท่านั้น ความสงสารหนิงแล่นเข้ามาจับหัวใจ ผมเดินไปกอดเธอแน่น

“ไผ่...” น้ำเสียงสะอึกสะอื้นขาดเป็นห้วงๆ “พงษ์ทิ้งหนิงไปแล้ว พงษ์ไปจากชีวิตหนิงแล้ว”

ผมถอนหายใจ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสินะ น้ำตาร้อนๆ ของผมไหลออกมาผะผ่าว ผมเสียใจ...ผมเสียใจที่เพื่อนรักของผมทั้งคู่ต้องแยกทางกัน ผมเสียใจที่เห็นหนิงร้องไห้...

“ไม่เอานะ...อย่าร้องไห้...”

“หนิงไม่เหลือใครแล้ว...หนิงไม่มีใครอีกแล้ว”

“หนิงยังมีเราอยู่ทั้งคนนะ...เราจะดูแลหนิงเอง”

“ไผ่...ขอบใจนะ...ไผ่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหนิงเลยรู้มั้ย”

ผมดีใจที่หนิงรู้สึกกับผมเช่นนั้น แม้จะเป็นเพียงความรู้สึกแค่เพื่อนสนิทเท่านั้นก็ตามที ผมดีใจที่ได้ทำอะไรๆ เพื่อเธอ ผมดีใจที่เห็นรอยยิ้มของเธอ เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้วสำหรับชีวิตน้อยๆ ของผมที่ไม่เคยมีค่าสำหรับใคร ผมนึกเสียใจที่ทุกอย่างมันเป็นแบบนี้ เป็นเพราะผมหรือ...เพราะนายโปสการ์ดที่ริมีความรัก สร้างความหวังให้หนิงจนทำให้ชีวิตของเธอต้องสับสนว้าวุ่นเช่นนี้ วินาทีนั้นผมอยากจะสารภาพทุกอย่าง อยากบอกหนิงว่าผมรักเธอเพียงใด อยากปลอบโยน อยากเป็นคนรักษาแผลใจที่หนิงได้รับจากพงษ์ อยากบอกคำๆ หนึ่งที่ผมเก็บมันไว้ในใจมาหลายปี

“หนิง...”

“ไผ่...หนิงต้องไปแล้วนะ”

หนิงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเธอผลักผมสุดแรงจนผมล้มลงต่อหน้าเธอ ตกใจและสับสน ผมเหลียวมองโปสการ์ดในมือเธอ...มันคือโปสการ์ดใบที่ผมเพิ่งนำไปให้เธอ

“หนิงรักบทกวีที่พงษ์เขียน รักโปสการ์ดทุกใบที่พงษ์ส่งให้” เสียงหนิงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาลัย

“...หนิงจะไปอยู่กับพงษ์...ตลอดไป”

คำพูดสุดท้ายออกมาจากริมฝีปากของหนิง ก่อนที่เธอจะทิ้งร่างลงจากตึก หายลงไปในความมืดมนอนธกาลเบื้องล่าง

..................................................

กว่าผมจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เลยมาจนรุ่งเช้าหลังจากวิ่งวุ่นพาร่างที่ไร้วิญญาณของหนิงไปส่งโรงพยาบาล

พงษ์และหนิงตายแล้ว

ผมร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องมากมายขนาดนี้มาก่อน เพียงแค่การสูญเสียหนิงยังไม่โหดร้ายพอสำหรับชีวิตของผมอีกหรือ? ผมต้องสูญเสียเพื่อนรักไปพร้อมกันสองคน ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมากดทับผมไว้จนหายใจไม่ออก

ผมมารู้ในภายหลังว่าหลังจากหนิงได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ของผมในคืนนั้น สักพักเธอก็ออกมาพบโปสการ์ดของผม พงษ์ที่ขี่รถออกไปก็โทรศัพท์หาหนิงเพื่อนัดมาปรับความเข้าใจที่โรงเรียน ที่ถนนหลังโรงเรียนเกิดอุบัติเหตุ พงษ์เพื่อนรักของผมนอนสิ้นลมหายใจตรงนั้นเอง โทรศัพท์ปรากฏชื่อหนิงเป็นเบอร์สุดท้ายที่พงษ์โทรหา

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วจนผมตั้งตัวไม่ทัน แต่ชีวิตของมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? ได้แต่ปล่อยให้มืออันแข็งแรงของชะตากรรมจับเราเหวี่ยงโยนไปมา ...เรามีสิทธิเพียงแค่ร้องไห้หรือหัวเราะให้กับผลของมันเท่านั้นเอง

............................................................

ทุกวันนี้ผมยังเก็บโปสการ์ดเหล่านั้นไว้เป็นอย่างดีในกล่องเล็กๆ ใบหนึ่ง โปสการ์ดทุกใบที่ผมส่งให้หนิงนอนสงบนิ่งอยู่ในกล่องโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น หลายครั้งทีเดียวที่ผมอยากจะทิ้งมันเสียให้พ้นหูพ้นตา ก็เป็นเพราะโปสการ์ดของผมมิใช่หรือที่ทำให้หนิงต้องจากผมไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ทุกครั้งที่ผมจะยกกล่องไปทิ้ง เสียงของหนิงก็ยังแว่วมาเตือนความทรงจำเสมอ

“...ไผ่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหนิงเลยรู้มั้ย”

“...รักบทกวีที่พงษ์เขียน รักโปสการ์ดทุกใบที่พงษ์ส่งให้”

โปสการ์ดเหล่านั้นเป็นตัวแทนของความรัก ความทรงจำอันงดงามที่พวกเราทั้งสามคนมีต่อกัน มิตรภาพอันบริสุทธิ์ถูกบรรจุลงไว้เต็มกล่องใบเล็กนี้ ผมหยิบโปสการ์ดมาอ่านทีละใบ ตั้งแต่ใบแรกที่หนิงประทับใจหนักหนา จนถึงใบเกือบสุดท้าย...เป็นบทกวีอ่อนหวานและคำขอโทษของพงษ์...ที่ผมพิมพ์ให้เช่นทุกครั้ง สักพักผมจึงเก็บโปสการ์ดลงในกล่อง

หนิงรักบทกวี รักโปสการ์ดของผม...บางทีผมอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโชคชะตาที่ทำให้ทั้งสองคนมาพบกันก็เป็นได้...

น้ำตาของผมรินไหลออกมาเงียบๆ

...........................................................

เวลาล่วงเลยมาหลายปี ผมไม่เคยเห็นโปสการ์ดใบสุดท้ายอีกเลยนับตั้งแต่คืนที่หนิงจากผมไป มันอันตรธานไปราวกับหนิงเก็บมันไว้ในอีกโลกหนึ่ง ผมเพียรพยายามตามหาโปสการ์ดใบนั้นทุกวัน จะด้วยเหตุผลอะไรผมก็ไม่แน่ใจนัก อาจจะเป็นเพราะมันคือสายใยเส้นสุดท้ายที่จะโยงให้เราทั้งสามคนมาพบกันอีกครั้ง แต่ทุกวันที่ผ่านไปก็เหมือนกันกับวันนี้...คือไม่พบแม้แต่เงาของมัน

บางที...ผมอาจจะต้องตามหาโปสการ์ดใบสุดท้ายไปจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ...


ตีพิมพ์ครั้งแรก : สกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับที่ 2844 ประจำวันที่ 21 เมษายน 2552
ตีพิมพ์ครั้งที่สอง : หนังสือ "เช้า สาย บ่าย เย็น" ของกลุ่ม YoungThai

*ขอบคุณภาพประกอบจาก www.fotosearch.com