แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกการอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกการอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผู้คนในโลกภาพฝัน / อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์

 

นักเขียนเรื่องสั้นไซไฟของไทย หายากกว่ายาก ออกรวมเล่มสักเล่มก็แสนเข็ญ แต่อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ เป็นนักเขียนไทยหนึ่งในไม่กี่คนที่มีรวมเรื่องสั้นไซไฟเป็นเล่มที่สอง และเกือบทุกเรื่องในทั้งสองเล่มผ่านการตีพิมพ์ในนิตยสารมาแล้วทั้งสิ้น น่าจะเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของผลงานได้เป็นอย่างดี

เมื่อพูดถึงเรื่องสั้นไซไฟ (Science Fiction หรือ Sci-Fi) หลายคนมักจะนึกภาพว่าจะต้องเป็นเรื่องสั้นที่มีองค์ประกอบสำคัญในเรื่องคือเทคโนโลยีล้ำหน้าเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังทอดเท้าอย่างอ้อยอิ่ง แนวคิดสำคัญของไซไฟหลายเรื่องก็ดูจะเป็นเช่นนั้น เราเคยตื่นเต้นกับ "Le Voyage dans la Lune“ (1902) ก่อนที่มนุษย์จะฝากรอยเท้าบนดวงจันทร์ได้จริงในอีก 67 ปีต่อมา เราตื่นเต้นกับเรื่องเล่าที่เขียนถึงการเดินทางข้ามเวลา จักรวาลคู่ขนาน และเทคโนโลยีล้ำยุค จนกระทั่งเรื่องราวเหล่านั้นเริ่มไล่กวดเรามาเรื่อย ๆ และความจริงในปัจจุบันนั้นล้ำหน้าเกินกว่าที่จินตนาการจากไซไฟจะไปถึงเสียอีก

"อนาคด" (2555) งานยุคแรกของอดิศรก็มีกลิ่นอายเช่นนั้น หลายเรื่องกล่าวถึงความล้ำยุคของเทคโนโลยีในจินตนาการ เช่น การเดินทางข้ามดวงดาวที่สะดวกสบายเหมือนนั่งรถไฟฟ้า (สัมภาษณ์งานบริษัทข้ามดาว, 2555) การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้มนุษย์เข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบ (มนุษย์ตกรุ่น, 2553) ระบบ "ชีวิตสบาย" ซึ่งในยุคของเรารู้จักในชื่อ Big Data Analytics ในอีกหลายปีหลังจากเรื่องนี้ตีพิมพ์ (ชีวิตสบาย, 2555)

เมื่อมองมาที่ "ผู้คนในโลกภาพฝัน" (2562) ซึ่งเรื่องสั้นทุกเรื่องกล่าวถึงเทคโนโลยีเพียงสิ่งเดียวคือ "กล่องภาพฝัน" กล่องเล็ก ๆ ขนาดเท่าโทรศัพท์มือถือที่สามารถบันดาลภาพฝันได้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) กล่องภาพฝันอาจจะไม่ได้เหนือล้ำเกินจินตนาการเท่าใดนัก

แต่กล่องภาพฝันดังกล่าวกลับบันดาลเรื่องราวไม่ซ้ำรสได้มากถึง 13 เรื่อง!

การกลับมาของเรื่องสั้นไซไฟเล่มที่สองของอดิศร คล้ายจะบอกผู้อ่านถึงความสำคัญอีกประการหนึ่งของเรื่องสั้นไซไฟว่า มิใช่เป็นเพียงการเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องสั้นไซไฟที่ดีจะต้องพาผู้อ่านกลับเข้าไปสำรวจจิตใจของมนุษย์ ความบิดเบี้ยว กิเลสตัณหา ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและเทคโนโลยีที่รายล้อมพวกเขาอยู่

เทคโนโลยีทำให้มนุษย์ดีขึ้นหรือไม่? หรือไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร พวกเขาก็ยังคงเดินหลงทางไม่สิ้นสุด เมื่อมีโอกาสก็กัดกินกันเองไม่แตกต่างจากสมัยเริ่มต้นอารยธรรม? กลับเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เปิดเปลือยสันดานดิบที่แท้จริงของมนุษย์?

รวมเรื่องสั้นชุดนี้ซึ่งมีแกนกลางอยู่ที่ "กล่องภาพฝัน" นำพาผู้อ่านไปพบกับโลกทั้ง 13 ใบของแต่ละตัวละคร มีทั้งปัญหาความหมกมุ่น ปวดร้าว ลวงหลอก ที่กล่องภาพฝันก็ไม่อาจเยียวยา (คนบ้า, ภาพฝันค้าง, ดวลกำปั้น) เรื่องราวระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะยุคสมัยใด (อธิษฐานแล้วรวย, เรื่องเล่าข้างถนน, ภาพผู้นำ) หรือแม้แต่เรื่องสืบสวนสอบสวนที่ชวนให้ลุ้นระทึกจนถึงหน้าสุดท้าย (สืบความจริง)

เรื่องที่ผมชอบที่สุดสองเรื่อง น่าแปลกที่เป็นเรื่องซึ่งไม่ต้องใช้เทคโนโลยีกล่องภาพฝันในเรื่องเลย นั่นคือ "น้ำตารูปปั้น" (2557) เรื่องราวปาฏิหาริย์ที่รูปปั้นหลั่งน้ำตาได้โดยไม่ต้องใช้กล่องภาพฝัน และ "เรื่องเล่าข้างถนน" (2557) นักปลุกระดมต่อต้านอำนาจรัฐซึ่งมีที่มาอย่างคาดไม่ถึง แต่นักปลุกระดมก็ได้ทิ้งบางสิ่งซึ่งสำคัญมากพอจะเปลี่ยนแปลงอนาคต ทั้งสองเรื่องต่างก็เป็นเรื่องที่ทำให้เรากลับมาทบทวนความจริงของกล่องภาพฝันว่า แท้จริงแล้วเป็นกล่องภาพฝันหรืออะไรกันแน่ที่บันดาลให้ใจเราบิดเบี้ยวและหลงงมงายไปกับภาพตรงหน้า

อาจจะเหมือนกับที่ผู้กองพยัคฆ์กล่าวไว้ในเรื่อง "สืบความจริง" ว่า "การจะเห็นความจริงใช่ว่าต้องมองโดยปราศจากภาพฝันรบกวนเสมอไป จ่าเห็นความจริงได้ถ้าจ่าอยากเห็น..."

แต่มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เสมอมา เราไม่เคยต้องการมองเห็นความจริง เราเพียงอยากเห็นสิ่งที่เราอยากเห็น ไม่ว่าจะมีกล่องภาพฝันหรือไม่

"ผู้คนในโลกภาพฝัน" จึงเป็นรวมเรื่องสั้นไซไฟลำดับสองของอดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ที่ใช้การ "ถอยหลัง" เพื่อ "ก้าวกระโดด" ให้เห็นพัฒนาการของนักเขียนไซไฟของไทย โดยการกลับมาใช้เทคโนโลยีที่จับต้องได้เพื่อเข้ามาสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ของจิตใจมนุษย์ให้ลึกลงไปอีกขั้น กาลเวลา 7 ปี ที่ทิ้งระยะจาก "อนาคด" เรื่องสั้นไซไฟเล่มแรก นับว่าไม่สูญเปล่าเลย

สิงหาคม 2563

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จดหมายถึงเพื่อน / กนกพงศ์ สงสมพันธุ์


เล่มนี้อ่านจบมาหลายเดือนแต่ยังไม่ได้รีวิวซะที ทำให้รู้สึกเหมือนติดค้างพี่กนกพงศ์อยู่เล็กน้อย วันนี้พอจะมีเวลาเลยเขียนเก็บไว้เป็นความประทับใจเล่มหนึ่งส่งท้ายปีก็แล้วกัน

"จดหมายถึงเพื่อน" คือหนังสือรวบรวมจดหมายที่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนหนุ่มตลอดกาลเขียนถึงเพื่อนรักอย่างขจรฤทธิ์ รักษา เนื้อหาพูดถึงเรื่องราวในวงการวรรณกรรม หนังสือหนังหาที่กนกพงศ์อ่าน กิจกรรมของนักเขียนหนุ่ม เพื่อนรักเพื่อนร้ายประดามี และเรื่องสัพเพเหระอื่น ๆ ที่เราจะเข้าใจกนกพงศ์มากขึ้นโดยไม่ต้องตามอ่านระหว่างบรรทัดเหมือนในเรื่องสั้น

อ่านเล่มนี้จบ แวบแรกที่เรานึกถึงก็คือเรื่องสั้นที่ไม่เคยตีพิมพ์มาก่อนของกนกพงศ์ที่สำนักพิมพ์นาครเอามาตีพิมพ์ในราหูอมจันทร์เล่มต้น ๆ ที่พูดถึงเพื่อนนักเขียน เพื่อนกวีในละแวกบ้าน ในที่สุดเราก็ได้กระจ่างว่าเพื่อนเหล่านี้เป็นใคร สำคัญอย่างไรถึงโผล่อยู่ในเรื่องสั้นที่ไม่เคยตีพิมพ์ของกนกพงศ์อยู่บ่อย ๆ

แวบที่สอง นึกถึงเรื่องสั้น "พิธีเลื่อนยศให้กับผู้พันแซนเดอร์ส" ของพี่ขจรฤทธิ์ที่ตีพิมพ์ในราหูอมจันทร์เล่มแรก อ่านตอนนั้นไม่รู้ว่าพี่เขียดแกแดกดันใครรู้แต่อ่านแล้วขำมาก คงจะเป็นเรื่อง "รู้กัน" ระหว่างแกกับกนกพงศ์ หลังจากอ่านจดหมายพวกนี้ ถ้ากลับไปอ่านเรื่องนั้นอีกรอบคงขำกว่าเดิม

แวบที่สาม ในเล่มอัดแน่นด้วยการเล่าถึงบรรยากาศความซบเซาของวงการวรรณกรรมในยุคที่ "ปราบดา" และ "วินทร์" ยังถือเป็น "เมนสตรีม" อยู่เลย ถ้ากนกพงศ์มีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน ได้เห็นการต่อแถวยาวเป็นกิโลเพื่อซื้อหนังสือของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์อย่างนิ้วกลม ได้เห็น "กาละแมร์" ขึ้นปกนิตยสารไรต์เตอร์ (แถมยังขายดีจนพิมพ์ครั้งที่สอง) ไม่รู้ว่า "บรรณาธิการรุ่นที่สอง" อย่างกนกพงศ์จะพูดกับ "บรรณาธิการผู้ก่อตั้ง" อย่างพี่ขจรฤทธิ์ว่าอย่างไรบ้าง จดหมายถึงเพื่อนจะแซบกว่านี้สักกี่ร้อยดีกรี

เล่มนี้อาจไม่ใช่หนังสือประเภทที่คนอยากเป็นนักเขียนอ่านแล้วจะเกิดกำลังใจ ยิ่งคนที่เขียนหนังสือแนว "ขายยาก" แบบแกอ่านแล้วคงจะใจเสียมากกว่าเกิดแรงฮึด เพราะขนาดมือกระบี่เรื่องสั้นอันดับต้น ๆ ของแผ่นดินอย่างกนกพงศ์ก็ยังมีความท้อแท้ ความอึดอัด ความเศร้า ความผิดหวังบางอย่างที่ระบายอย่างตรงไปตรงมากับเพื่อน อ่านแล้วก็สะท้อนใจว่า นี่ขนาดเจ้าสำนักวรรณกรรมเพื่อชีวิต (คนสุดท้าย) อย่างกนกพงศ์ยังท้อบ้างบางจังหวะ แล้วลูกกระจ๊อกอย่างเราจะเหลืออะไรให้หวังได้บ้างวะ (ฮา)

แต่หากอยากอ่านเพื่อรู้จัก Last Man Standing ของวงการวรรณกรรมเพื่อชีวิตแบบไม่ต้องตามเก็บระหว่างบรรทัด หนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ในการเปิดเปลือยตัวตนบางส่วนของกนกพงศ์ให้เรารู้จัก-ศึกษาเพื่อจะเข้าใจนักเขียนหนุ่มตลอดกาลมากขึ้น นอกจากนี้จดหมายเหล่านี้ยังเป็น "บทบันทึกประวัติศาสตร์" ของวงการวรรณกรรมในช่วงที่กนกพงศ์ยังมีชีวิตอยู่ (หรืออาจจะเรียกว่าเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์วรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคสุดท้ายก็ได้ ถ้านับว่ากนกพงศ์เป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย) หรือที่จริงถ้าไม่คิดอะไรมาก อ่านเล่น ๆ ก็สนุกมากอยู่แล้ว เพราะกนกพงศ์ก็เขียนจดหมายได้น่าอ่านพอ ๆ กับเรื่องสั้นที่เขาเขียนนั่นแหละ
------------------------------------------
Quotations:

เมื่อมีการรวบรวม “จดหมายถึงเพื่อน” ออกมาเป็นเล่ม ผมก็ยังหวังแบบเดียวกับที่ไพวรินทร์พูดไว้ที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่เรารำลึกถึงกนกพงศ์ว่า หากได้บันทึกถึงสิ่งที่เราได้พูดคุยกับกนกพงศ์นั้น มันมีมุมมองความคิดที่นำมาใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากมาย สิ่งเหล่านี้อยู่ในขั้น “จินตนาการ” คือมันอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตของสังคมเราด้วย เหมือนเรื่องสั้น “โลกใบเล็กของซัลมาน” ที่บอกถึงการแย่งชิงทรัพยากรที่ทุนกระทำต่อคนพื้นเมือง ซึ่งวันนี้ไม่เพียงแต่ที่กระบี่ ที่มีการปิดล้อมอารยธรรมดั้งเดิมให้ขาดลมหายใจ แม้แต่สุสานสาธารณะที่ฝังศพของชาวเกาะสิเหร่มานับพันปี ก็ถูกนายทุนยึดครอง (ไม่ต้องบอกว่าเป็นนายทุนพรรคการเมืองไหน) หรือในเรื่องสั้น “สะพานขาด” ในฉากที่รถถังในนามกองทัพของประเทศแล่นมาถึงสะพาน ทางขวาคือบ้าน ทางซ้ายคือนาข้าว เมื่อรถถังเลือกเคลื่อนสายพานตัดผ่านนาข้าวในฤดูพรรษานั้น กนกพงศ์ตั้งคำถามว่ากองทัพเป็นใคร ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าหรือไร พระพุทธเจ้ายังสั่งสาวกมิให้แม้แต่เหยียบย่ำด้วยเท้าน้อย ๆ แน่นอน... ในระยะที่ผ่านมา วาทกรรมการพัฒนาได้รุกรานคนเหล่านี้อย่างหนัก เสาไฟฟ้าแรงสูง เขื่อน ถนน ล้วนปักลงบนกลางหัวใจคนเหล่านี้ทั้งสิ้น หากเราไม่ติดเรื่องฉากและสถานที่ นำเอาเรื่องเหล่านี้มาใช้ในระดับ “จินตนาการ” มันจะอธิบายสังคมได้อย่างลึกล้ำ ผมยกงานเก่า ๆ สมัยที่ความคิดความอ่านของเขายังนิ่ม ๆ มาเป็นตัวอย่างเพื่อง่ายแก่ความเข้าใจ
(คำนิยมของเจน สงสมพันธุ์ หน้า 9)
-----------
จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่หนังสืองานศพของคนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดในโลกนี้จึงมีแต่เรื่องดี ๆ ที่ได้กระทำไว้ ส่วนเรื่องชั่ว ๆ เช่น โกง ทรยศ หักหลัง หรือมักมากในกามนั้น ไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ ปล่อยให้เวลามันค่อยทำลายประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไปอย่างช้า ๆ ไม่นานคนบนโลกใบนี้ก็จะลืมไปเองว่าเขาได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้าง อีกสิบปีหรืออีกร้อยปีต่อมา ถ้าอยากจะอ่านเรื่องของเขา อยากรู้รายละเอียดของชีวิตเขา เราก็จะได้อ่านแต่เรื่องดี ๆ
(คำนำของขจรฤทธิ์ รักษา หน้า 13)
-----------
ญี่ปุ่นไม่มีวงการวรรณกรรม มันเป็นอาชีพหนึ่ง ธุรกิจหนึ่ง ซึ่งเป็นมาแต่ไหนแต่ไร เขาเองยังแปลกใจที่มาอยู่เมืองไทยแล้วเห็นว่ามีงานวรรณกรรมเยอะมาก นักเขียนก็แห่กันไปร่วม แต่วรรณกรรมกลับไม่เจริญรุ่งเรือง ที่ญี่ปุ่นโอกาสน้อยมากที่นักอ่านจะได้เจอนักเขียน และยิ่งน้อยลงไปอีกกับโอกาสที่นักเขียนจะมาเจอนักเขียนด้วยกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องใด ๆ กัน

...ชาวญี่ปุ่นคนนั้นเขายิ่งงงที่ผมบอกว่า ตอนนี้วรรณกรรมไทยมีปัญหา เพราะวรรณกรรมแปลเข้ามาตีตลาด เขาไม่เข้าใจว่าคนไทยเปรียบเทียบได้อย่างไรว่าวรรณกรรมแปลดีกว่าวรรณกรรมไทย ในเมื่อสำหรับชาวญี่ปุ่น แม้จะยอมรับว่างานของตอลสตอยหรือดอสโตเยฟสกี้นั้นยอดเยี่ยม แต่มันก็ยอดเยี่ยมแบบรัสเซีย เหมือนที่เฮมิงเวย์ก็ยอดเยี่ยมแบบอเมริกา ญี่ปุ่นเองก็ต้องมียอดเยี่ยมของเขา ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับใครได้ และใครจะมาแข่งก็ไม่ได้
(หน้า 25)
-----------
ไม่ใช่เหตุผลหรอกครับที่บอกว่า ก็วรรณกรรมสมัยใหม่ของเราเริ่มมาได้แค่ร้อยปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง มันเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกหดหู่เสียมากกว่า ผมว่าร้อยปีมันก็เยอะพอสมควรในการพัฒนาอะไรไป มันควรไปไกลกว่านี้ แต่นี่กลายเป็นว่า เรายังอยู่กันที่ก้าวแรกอยู่เลย ร้อยปีของเรากับห้าสิบปีหรือยี่สิบปีแทบไม่ต่างกัน ในเมื่อถึงวันนี้ คุณกับผม กับใคร ๆ อีกหลายคน ยังเขียนหนังสือกันด้วยความรู้สึกว่า เราต้องสร้างงานเพื่อเป็นรากฐานของวรรณกรรมไทยอยู่เลย ผ่านไปร้อยกว่าปีแล้ว เรายังทำหน้าที่เดินขนดินมาถมพื้นเพื่อสร้างบ้านกันอยู่เลย
(หน้า 27)
-----------
การเขียนหนังสือเล่มใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย หนังสือใหญ่สร้างพันธะแก่คนอ่านโดยปริยายของมันอย่างหนึ่งว่า เมื่อจบแล้วมันต้องมีอะไรติดอยู่ในหัว ประทับในอารมณ์ พื้นที่มากมายมหาศาลของตัวหนังสือนั่น มันต้องมีอะไรสักอย่างสิน่า ดูได้เลย งานเขียนเล่มใหญ่ ๆ โดยเฉพาะฉากรัสเซีย แม้เราจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เมื่ออ่านจบไป มันจะมีบางอย่างที่เรารู้สึกหนัก ๆ ตกค้างอยู่ รู้สึกเหมือนโดนทุบหัว ฟลิกเกอร์ไม่ได้ให้ความรู้สึกนั้น ความน่าเบื่อมันเกิดมีขึ้นเสียก่อน เมื่อเกิดความน่าเบื่อเสียแล้ว ข้างหน้าก็มีแต่ความล้มเหลว
(หน้า 37)
-----------
ข่าวครูในโรงเรียนของเมียเขานินทาเขาเข้าหูผมบ่อย แน่ละ ในสังคมครูย่อมมีการแข่งขัน อิจฉาริษยา และตั้งข้อรังเกียจ เมียของเขามีผัวเป็นนักเขียน ได้ช่วยเขียนตำรา แล้วเมียของเขาก็เอาไปโม้ข่มคนอื่น เท่าที่เป็นอยู่นี้ ผมถือว่าศักดิ์ศรีของนักเขียนเสียหายไปมากแล้ว ครูคนอื่น ๆ ก็เข้าใจว่า อ๋อ นักเขียนก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ช่วยเมียทำอาจารย์สาม เป็นการเอาเปรียบคนอื่น โดยตรรกะที่ว่า ผมก็เป็นนักเขียน ผมอาจพลอยเสื่อมไปด้วยก็ได้ เพราะยังไงผมก็เป็นเพื่อนของเขา เป็นพวกนักเขียนด้วยกัน
(หน้า 46)
-----------
แต่ผมเห็นว่าวิกฤติวรรณกรรมที่เป็นอยู่นี้ก็เพราะนักเขียนเราไม่ยอมทำงานกัน แล้วก็พูดให้ฟังว่า ธุรกิจหนังสือเป็นอย่างไร สายส่ง ร้านหนังสือเป็นอย่างไร จุดใหญ่ใจความอยู่ที่การยึดครองแผงของหนังสือแปล เพราะพวกเราไม่ยอมทำงานกัน

ได้เวลาหกโมง ผมสรุปจบลงตรงที่ว่า การแก้วิกฤตินี้มีอยู่ทางเดียว คือเราต้องช่วยกันทำงานเสียก่อน ไอ้จะไปเย้ว ๆ ส่งเสริมหรือกระตุ้นการขายนั้นเสียเวลา หนึ่ง เราจะขายอะไร ในเมื่อไม่มีสินค้าไปขาย สอง การเย้ว ๆ แบบนั้น แทนที่จะได้เขียนกันบ้าง ก็กลับไม่ได้เขียน มันจะยิ่งวิกฤติไปกันใหญ่
(หน้า 50-51)
-----------
ในสถานการณ์ตลาดวรรณกรรมบ้านเราเป็นแบบนี้ มันคงเสี่ยงพอสมควรกับการฝากชีวิตไว้กับการเขียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว จะทำอย่างไรล่ะครับ หากเราไม่มีคนอ่าน ผมสะทกสะท้อนพอสมควรกับความคิดที่ว่า คนอ่านได้เปลี่ยนรุ่นไปแล้ว จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่ผมมักแวบความรู้สึกขึ้นอย่างนั้น จากที่เมื่อก่อนผมเคยเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ขอเพียงเราเขียนดี งานมีคุณภาพ และยืนหยัดอย่างต่อเนื่อง เราก็จะมีคนอ่านของเราเอง ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงร่ำรวย เป็นเบสต์เซลเลอร์ ขอเพียงแค่พออยู่ได้ ผมหวังแค่นั้น และเชื่อมั่นเช่นนั้น แต่ถึงวันนี้เขียนดีอาจไม่เป็นคำตอบ ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส โลกตกอยู่ในยุคของการโฆษณา เราจะเขียนหนังสือกันไปเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ผลงานไปหาคำตอบของมันเอาเองยังไงก็เสี่ยง
(หน้า 71)
-----------
นับวัน ต่อสิ่งที่ผมประจักษ์ด้วยตนเอง ผมจึงยิ่งเสียดายเพื่อนนักเขียนที่เป็นครูของผมทุกคน ไปติดกับดักทางความคิด ที่ส่งผ่านมาจากส่วนกลาง เขาคิดว่าสังคมเป็นโพสต์โมเดิร์น จึงพยายามเกาะติด ขณะที่ผมมองเห็นว่า ที่แท้พวกเขาตกเป็นทาสทางความคิดของนักวิชาการจากส่วนกลาง แค่นั้นเอง

...ที่ว่าน่ากลัวก็คือ เขาไม่รู้ ไม่เฉลียวใจว่า กรอบความคิดย่อมมีผลต่อพฤติกรรมในชีวิตจริง ทุกวันนี้ครูอะไรต่าง ๆ ที่เป็นนักวิจัยเหล่านี้ กลายเป็นห่างเหินจากเพื่อนบ้านร่วมพื้นที่ ร่วมสังคมโดยสิ้นเชิง มองเพื่อนบ้านโง่เง่า ด้อยพัฒนา กักขฬะ ไม่ได้เรื่องไปเสียหมด วางตัวเป็นนักวิชาการ ไม่สัมพันธ์คบหา

ผมอยู่ในสถานที่เดียวกันนี้ ทำตัวเสมือนน้ำ และอยู่ในที่ต่ำ ผมจึงได้ยินคำนินทาว่าร้ายจากชาวบ้านถึงนักวิชาการของเรามากเหลือเกิน กระทั่งนับวันผมชักลังเลที่จะคบหา กลัวชาวบ้านจะพลอยหมั่นไส้ไปอีกคน
(หน้า 77)
-----------
ในความเป็นนักเขียนนั้น น่าจะมีอะไรบางอย่างซึ่งน่าเคารพยำเกรง ผมเจอลักษณะแบบนี้กับตัวเองบ่อย จนเป็นสถิติให้คิดเชื่อมั่นได้ ช่วงขณะที่ผมกับน้าหงาคุยกัน ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเหมือนเราอยู่กันสองคนในโลก มีคนอื่นคอยมุงดู พวกนักดนตรีอื่น ๆ นอบน้อมดี นอบน้อมจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ตอนแรกโน้น ผมก็งง ๆ อยู่เหมือนกันกับท่าทีของคนเหล่านี้ พวกเขาดัง เป็นที่รู้จักของมหาชน น่าจะกร่างใส่ผม แต่กลับไม่ อาจเป็นไปได้นะครับที่พวกนักดนตรี ศิลปินเหล่านั้น รู้ตัวเองดีว่าในหัวหาได้มีอะไร ขณะข้างหน้าเบื้องหน้านี้คือนักเขียน นักเขียนที่มีความหมายรวมถึงนักคิดนะครับ (ส่วนผมจะเป็นนักคิดจริง หรือมีอะไรในหัวหรือไม่ ไม่รู้) พวกเขาจึงเกรง เว้นแต่น้าหงา ที่เขาเป็นนักเขียนอยู่ด้วย

ศักดิ์ศรีของนักเขียนในวงศิลปินนั้น เหนือกว่าทุกแขนง แม้นักเขียนจะเป็นศิลปินที่ยากจนที่สุดก็ตาม
(หน้า 99)
-----------
“การเดินทางของพาย พาเทล” ดีจริง ๆ นะครับ หวังว่าคุณคงอ่านแล้ว

ชอบไหม

ชอบหรือไม่ชอบ ผมไม่แปลกใจอันใด เพราะเห็นอยู่ว่าบางคนอาจไม่ชอบก็เป็นได้เหมือนกัน มันดูเป็นนิทานเกินไป ขาดความจริงจัง ซ้ำเหมือนจะไม่ได้ลึกซึ้งในแง่ปรัชญาใดมาก แต่ผมชอบมาก ชอบในแง่ที่มันเป็น “เรื่องเล่าสมัยใหม่” ผมได้มองวิธีเขียนของเรื่องเล่าสมัยนี้ เป็นนิทานและสนุก ทำให้ง่าย และมีประโยคกินใจเพียงแต่พองาม ให้คนอ่านได้คิดใคร่ครวญ

แน่ละ คนอ่านในที่นี้คือชนชั้นกลางผู้อยู่ในกระแส เป็นคนอ่านรุ่นใหม่ คนอ่านของยุคสมัยนี้ ผมคิดว่าคนอ่านทุกวันนี้คงไม่พร้อมจะจับ “เรื่อง” ทั้งเรื่อง คงไม่มีความพยายามมากพอที่จะวิเคราะห์เอากับตัวเรื่องทั้งหมด เขาคงพอใจที่จะอ่านอะไรที่สนุกเหมือนจริงก็ได้ ไม่เหมือนก็ได้ และพึงใจที่จะเก็บซับบางประโยคซึ่งกระทบต่อชีวิตเขา ประโยคง่าย ๆ ที่เขารู้สึกอยู่แล้ว อาทิ ปรัชญาง่าย ๆ เกี่ยวกับโลกที่หมุนเร็วและหมุนช้า อะไรประมาณนี้ เขาซึมซับประโยคเหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องราวทั้งหมด
(หน้า 115-116)
-----------
คุณควรรู้ไว้อย่างหนึ่งนะครับ วันนั้นผมนุ่งกางเกงขาสั้น (เพราะยังมีแผลที่เท้า) รองเท้าแตะ เสื้อยีน แต่พอเป็นนักเขียนซีไรต์ขึ้นมา ผมก็เลยกลับนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นอย่างผู้ยิ่งใหญ่ บรรดา สส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างก็นิ่งฟังผม นึก ๆ ก็ครึ้มใจดีนะครับ
(หน้า 120)
-----------
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้น่าสนใจ คือตัวละคร ที่เลวระยำทั้งพระเอกนางเอก คนเขียนช่างเลือกตัวละครได้เก่ง ทำให้คนอ่านทั้งเกลียด ทั้งสมเพช ทั้งสงสารไปในขณะเดียวกัน แล้วที่สุดก็เหมือนจะลึกซึ้งได้ว่า ตัวละครที่ปะปนอยู่ด้วยนิสัยเลว ๆ แบบนี้เองคือคนจริง ๆ ทำให้ยิ่งอ่านไปยิ่งนึกรักพวกเขา ผูกพันกันโดยไม่รู้ตัว

แกบรรยายความคิดจิตใจของผู้หญิงได้เก่งเหลือเกิน ที่ผมเห็นว่าคุ้มค่า คุ้มเวลาแก่การอ่าน ก็ด้วยได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แหละ ผมเห็นว่าพวกเราโดยมากจะอ่อนด้อยในการพรรณนาตัวละครผู้หญิง พูดอีกทีเราแทบไม่ใช้ตัวละครผู้หญิงด้วยซ้ำ เพราะพรรณนาไม่ถูก สร้างพวกหล่อนขึ้นมาไม่ได้ จำได้ว่าพี่ชาติของเราเคยคุยเรื่องงานเขียนของพี่ประมวล แกคงไม่รู้จะแนะนำอย่างไรละครับ นอกจากบอกออกไปตรง ๆ ว่า “มึงควรจะมีนางเอกบ้าง”

การที่เราไม่มีผู้หญิงที่เป็นตัวตนอยู่ในงานเขียน ทำให้งานของพวกเราลดเสน่ห์ลงไปมากทีเดียว
(หน้า 124-125)
-----------
ผมเลือกม่านมายา (ในจำนวนหนังสือเป็นร้อย ๆ) ด้วยประโยคแรกของหนังสือโดนใจเหลือเกิน "ฉันเคยรักเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร"

ผมคิดว่านี่เป็นประโยคที่ผู้หญิงร่วมครึ่งโลกเคยถามกับตัวเอง ผู้หญิงซึ่งผิดหวังต่อผู้ชายที่เลือกและรัก วันหนึ่งเมื่ออะไร ๆ มันเปลี่ยนไป ต่างออกไป อารมณ์ของผู้หญิงก็จะเป็นดังประโยคนี้ มองผู้ชาย (แอบมอง) แล้วก็นึกสงสัยขึ้นมาอย่างประหลาด เคยรักเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

เป็นประโยคตั้งต้นนิยายที่ง่ายและเจ๋ง ในความรู้สึกของผมนะครับ
(หน้า 132)
-----------
ผมเคยบอกใช่ไหมครับว่า เราจะไปจัดค่ายนักเขียน กระตุ้นให้เด็ก ๆ เขาอ่านหนังสือกันได้อย่างไร ในเมื่อเมียของพวกเราไม่อ่าน เราควรทำให้เมียอ่านหนังสือให้ได้เสียก่อน
(หน้า 141)
-----------
แต่หนังสือที่ผมอ่านช่วงนี้ และถือว่าชอบคือ “เมียเจ้า” ของเอมี ตัน คนนี้เขียนหนังสือดีจริง ๆ ครับ ฝีมือยอดเยี่ยม ต้องยอมรับว่าเขาเขียนได้สนุก แม้จะเป็นเรื่องหนัก สนุกขนาดผมต้องอ่านรวดเดียวจบ วางไม่ลง และทำให้ผมสะทกสะเทือนไปกับเรื่องเล่าถึงแม่ของเขากับชีวิตในประเทศจีนยุคสงคราม ผมนับถือฝีมือ ไม่แปลกที่สตีเฟน คิง สรรเสริญเยินยอ หากจะขาดหรือพร่องไปสำหรับเอมี ตัน ก็เห็นจะเป็นทัศนะของเขา ที่มันไม่ยิ่งใหญ่หรือลุ่มลึก นิยายของเอมี ตัน จึงเป็นได้แค่นิยายที่ดี เพราะเขียนดี แต่ไม่ยิ่งใหญ่ระดับโลกแบบของนักเขียนใหญ่ท่านอื่น ๆ คุณอาจอ่านแล้ว หรือถ้ายังก็ลองดูนะครับ แล้วจะได้เห็นว่าทัศนะของคนเขียนก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในนิยาย
(หน้า 157)
-----------
ปัญหาของแกอยู่ตรงนี้แหละครับ ลงว่าได้ถอดใจเสียแล้ว การเขียนก็เป็นเรื่องยากยิ่ง งานเขียนนั้นต้องสร้างมันด้วยใจ ด้วยความอดทน พยายาม อุตสาหะ หลายหนที่ถึงขั้นต้องต่อสู้เอาด้วยความเหนื่อยหนัก ถึงขั้นที่พูดได้เลยว่า แลกมาด้วยชีวิต แต่เมื่อถอดใจเสียแล้ว จะเหลืออะไรไปต่อสู้เอามันมา

...กรณีของพี่ทั้งสอง หรือใครอื่นที่แวดล้อมผมอยู่ มีผลต่อผมพอสมควร ผมกำลังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้ใช้ชีวิตหลังความตาย พวกเขาไม่ได้หวังถึงวันข้างหน้าอีกแล้ว เอาแต่สรรเสริญเยินยอตัวเองกับวันที่ผ่านมา ผมมองดูคนเหล่านี้แล้ว ไม่ก่อให้เกิดกำลังใจหรือพลังในการทำงานใด ๆ ทั้งสิ้น ซ้ำร้ายหลายหนที่ผมรู้สึกหดหู่
(หน้า 182-183)
-----------
ปัญหานี้ไม่เกิดกับวัยหนุ่มนะครับ เพราะวัยหนุ่ม เรายังเต็มด้วยความทะเยอะทะยาน อยากมีชื่อเสียง เงินทอง อยากมีคนรัก ผู้หญิง ความทะเยอะทะยานนั้นได้สร้างความใฝ่ฝัน เป็นเป้าหมายให้ชีวิต และโดยเรี่ยวแรง พละกำลังของวัยหนุ่ม ทำให้เราโถมเข้าหามัน เป็นจังหวะสมาธิโดยธรรมชาติ นี่น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมนักเขียนโดยส่วนใหญ่จึงสร้างงานดี ๆ ไว้ในวัยหนุ่ม ครั้นเวลาผ่านไป เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็กลับเขียนไม่ได้ หายหน้าหายตากันไปหมด
(หน้า 243)
-----------
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์. จดหมายถึงเพื่อน. กรุงเทพฯ : บ้านหนังสือ, 2554.

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต / วีรพร นิติประภา


จริง ๆ เล่มนี้อ่านจบนานมากตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ต้องทำใจอยู่หลายเดือนเหมือนกันกว่าจะกล้าเขียนถึง เพราะจำได้ว่าหลังอ่านจบเราจิตตกถึงขนาดไม่พูดกับใครไปสองสามวัน กลายเป็นตะกอนความเศร้าขนาดใหญ่ที่ตกค้างในใจ เผลอกวนให้ตะกอนมันฟุ้งขึ้นมาทีไรก็ทำให้ปวดร้าวขึ้นมาทุกครั้ง แต่เพื่อฉลองที่เล่มนี้เป็นหนึ่งในเก้าเล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ก็เลยถือโอกาสเขียนถึงเสียเลย


พอนึกย้อนไปถึงเล่มนี้ เราคิดถึงสองเรื่องที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวกับนิยายเล่มนี้เลย เรื่องแรกคือคำพูดที่เรามักจะบอกเด็กที่เรียนวิชาการเขียนย่อหน้าอยู่เสมอว่า ขนาดของความคิดจะเป็นตัวกำหนดขนาดของบทเขียนเสมอ ยิ่งความคิดของเราใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร บทเขียนก็จะยาวและโครงสร้างก็จะซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น

หลังอ่านนวนิยายเรื่องนี้จบ เราไม่รู้ว่าคนเขียนแบกรับมวลความเศร้าก้อนใหญ่และซับซ้อนขนาดนี้ไว้ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นคือต้องแบกรับมันจนกระทั่งเขียนนิยายเรื่องนี้จบลง ซึ่งระหว่างทางที่แบกรับต้องจาริกเข้าไปในความรู้สึกร้าวรานของตัวเอง ต้องใช้ไปกี่บาดแผลทางใจที่จะเค้นเอาความเศร้าออกมาในแต่ละตัวอักษร หลังอ่านจบ เรารู้ว่าความยาวของบทเขียนความเศร้าเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ 256 หน้าเท่าที่มีในเล่ม แต่คือสิ่งที่ไม่ได้เขียนอีกหลายร้อยหลายพันหน้าซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด

เรื่องที่สองซึ่งยิ่งไม่เกี่ยวกับนวนิยายเล่มนี้คือเรานึกถึงการบรรยายฉากเวลาจะออกรบในเรื่องรามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ 1 เวลาที่แต่ละตัวละครจะออกรบจะมีแพทเทิร์นคือจะต้องอาบน้ำ แต่งองค์ทรงเครื่อง นั่งรถศึกชิลล์ ๆ ชมนกชมไม้ก่อนจะถึงสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นศึกที่มึงควรจะรีบไปแค่ไหน น้องถูกฆ่าตาย-ทหารมาแจ้ง-ฮึ้ยกูโกรธทนไม่ไหว แต่สุดท้ายมึงก็ต้องไปอาบน้ำ แต่งองค์ทรงเครื่อง นั่งรถศึกชิลล์ ๆ ชมนกชมไม้ก่อนจะถึงสมรภูมิอยู่ดี สิ่งที่น่าสนใจคือไม่ว่าฉากแพทเทิร์นพวกนี้มีเนื้อหาซ้ำกันมากแค่ไหน แต่กวียุคนั้นเก่งมากที่เขียนบรรยายแทบไม่ซ้ำกันเลย เรียกว่าคอนเทนต์เดิมแต่เปลี่ยนดีไซน์ได้ดีไม่น่าเบื่อ

ตอนอ่านนวนิยายเล่มนี้ พอเข้าฉากเศร้า เรากลับทึ่งเหมือนตอนอ่านฉากซ้ำในรามเกียรติ์ ใช่ ตอนนี้เศร้า ตอนนี้ก็เศร้าอีกแล้ว แต่คนเขียนเขียนถึงความเศร้าได้ไม่ซ้ำเลย เราจึงเพิ่งรู้ว่าความเศร้ามีเป็นร้อยเป็นพันเฉดสีขนาดนี้

ถ้าจะจำกัดความ นวนิยายเล่มนี้คือกลุ่มก้อนของมวลความเศร้าขนาดใหญ่หลายร้อยหลายพันเฉดสี นวนิยายที่จะกระตุ้นตะกอนความเศร้าประดามีที่เก็บไว้ในใจให้ฟุ้งขึ้นมาจนน้ำตารื้นหรือสะอึกสะอื้นอีกครั้ง

เราไม่แปลกใจถ้าคนรุ่นหนึ่งอ่านแล้วอาจไม่เข้าใจว่าตัวละครตัวนี้ทำไมทำแบบนี้ บางสิ่งบางอย่างไม่สมเหตุสมผล บางความเศร้าไม่เห็นต้องเศร้าเลย เช่นว่า

"เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา ท่าทางธรรมดา ผู้ซึ่งจะยืนมองท้องฟ้าทุกเช้าระหว่างรอรถเมล์ตอนเขายังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เขาไม่เคยคิดจะทำความรู้จักกับเธอ ไม่เคยคิดจะตามเธอขึ้นรถไป ไม่เคยอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน มาจากไหนหรือกำลังจะไปไหน เขาพอใจแค่จะมองเธอเช่นนั้น...ยืนหลังตรง มีมือจับอยู่ที่สายกระเป๋าซึงพาดเฉลียงกลางอกเหมือนปฏิญาณตน เงยหน้ามองขึ้นบนท้องฟ้าเรื่อราง กลางเมืองฝันสลาย

"เขาแค่อยากมีเธอให้ยืนมองเช่นนั้นไปทุกเช้า ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น แล้วเธอก็หายไป เขารอ แต่เธอไม่เคยมาอีก เขาไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเห็นซีกเสี้ยวเซียวซีดของท้องฟ้ายามเช้า และรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนัก ๆ กดทับอยู่ข้างใน อยู่มาวันหนึ่งก้อนหินนั่นก็หายไปด้วยเช่นกัน หลงเหลือไว้แต่หลุมโพรงว่างเปล่าตรงที่มันทับอยู่...ข้างในหลุมโพรงว่างเปล่าที่อยู่ข้างในหลุมโพรงว่างเปล่าที่อยู่ข้างในหลุมโพรงว่างเปล่า หลุมอื่น ๆ" (น.91)

สำหรับคนรุ่นหนึ่ง แค่คนแปลกหน้าที่ไม่แม้แต่รู้จักชื่อหายไปจากชีวิตจะเป็นความเศร้าได้อย่างไร แต่สำหรับคนในยุคสมัยอันแสนเปราะบางอย่างยุคของเรา เรารู้ว่านี่คือความเศร้าและเจ็บปวดที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

สิ่งเดียวที่รู้สึกว่าเบาบางไปสักหน่อยคือบทบาทของชลิกา เส้าที่สามของความรักสามเส้าครั้งนี้ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ไม่ได้พูดในนิยายต่างหากที่เศร้านักหนา แต่เราก็อยากให้ชลิกามีเสียงมากกว่านี้สักหน่อยเพราะรู้สึกว่าเรากับชลิกามีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง

ไม่ว่าเล่มนี้จะได้ประดับตราซีไรต์หรือไม่ แต่การที่ "นวนิยายรักน้ำเน่าฉบับมาตรฐาน" (จากคำนำสำนักพิมพ์) มาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าสมฐานะนวนิยายรักชั้นดีแล้ว นวนิยายรักในโลกนี้มีมากมายมหาศาล แต่เล่มที่จะตราตรึงหัวใจเราคงมีไม่กี่เรื่อง และเราคิดว่าเล่มนี้คือหนึ่งในนั้น

สิ่งที่ต้องเตือนอย่างเดียวก่อนอ่านคือนวนิยายเล่มนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่มักจะเอาความเศร้าเบาบางเป็นเพียงอาหารหวานหล่อเลี้ยงหัวใจ เพราะมันเศร้าขมเหมือนยาแรง กินไม่ระวังจะน็อคเอาง่าย ๆ เว้นแต่จะมีรสนิยมชื่นชอบการเฆี่ยนตีหัวใจตัวเองด้วยความรวดร้าว

=======================
Quotations: (จริง ๆ มีโควตสวย ๆ เยอะมาก ถ้าเอามาทั้งหมดก็คือลอกทั้งเล่มมา (ฮา) เลยคัดมาแต่ของตัวละครชื่อปราณละกัน เพราะเรารู้สึกว่าเข้าใจความเจ็บปวดของปราณมากที่สุดนะ)

รอยยิ้มพรายไร้ที่มา มิตรภาพลึกรางผาดเผิน ความบังเอิญเหนือจริง กับหญิงสาวที่ซ่อนครึ่งใบหน้าเอาไว้ในเงาสลัว แค่นั้นก็เพียงพอที่เขาจะปล่อยหัวใจให้ล่มสลายลงในปลายคืน...บางคืน แล้วยอมให้ใครสักคนซึ่งไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนพาเขาไปยังห้องหับหลับนอนที่ไม่เคยไป เป็นคู่รักชั่วคราวครั้งละคืนหรือสองของหญิงสาวมากหน้าหลายตา เพื่อจะมาค้นพบเอาบัดนี้...ในอายุยี่สิบหกว่าการกอดรัดฟัดเหวี่ยงคนแปลกหน้ากับอัตกามว่างเปล่าบนเรือนร่างกันและกันของคนสองคน พาเขาดั้นด้นไปไกลได้แค่ไม่ต้องตื่นแต่ลำพังบนผ้าปูที่นอนซึ่งยังเรียบตึงเท่านั้น (น. 53)

ระหว่างหลายปีที่ผันผ่าน ปราณเขียนเพลงให้ครอบครัวของเขาเอาไว้หลายเพลง...แต่เขาก็ได้แต่เก็บซ่อนบทเพลงพวกนั้นเอาไว้ในใจ ไม่เคยเล่า ไม่เคยเล่นให้ใครฟัง และไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านแม่น้ำอย่างที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับชลิกา เมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป ปราณก็อดไม่ได้ที่จะกลัวว่าสิ่งอื่น ๆ ที่เหลืออยู่จะเปลี่ยนตาม สู้ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่เก่า...ตรงที่พรากจาก โดยไม่แตะต้องเลยดีกว่า ทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น ที่ไหนสักแห่งลึกร้างกลางแก่นใจ แล้วบอกตัวเองให้เชื่อให้ได้ว่ามันจะคงอยู่คงเป็นเช่นนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปร (น. 147)

เธอแตะรอยแตกบนริมฝีปากเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว ปราณเบือนหน้าหนี รวดร้าวบิดริ้วขึ้นข้างใน ไม่รู้จะบอกเธออย่างไรว่าเขายังเจ็บ ไม่ใช่ตรงนั้น แต่ลึกลงไป ไม่ได้บอกว่าเขาเจ็บแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าเขาทำอย่างไรกับความเจ็บปวดนั่น ไม่ได้บอกเธอว่าชั่วขณะหนึ่งเขาลืมตัวไปว่าเป็นใคร เดียวดายมาอย่างไร ฟันฝ่าชีวิตมาแบบไหน เคยผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากมายเพียงใด ก่อนจะมาฟั่นเฟือนเลอะเทอะ...ว่าเขามีใคร (น. 186)

ในโลกที่ไม่มีอะไรน่าประทับใจให้จดจำ เขาแทบนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะลืมเธออย่างที่ตั้งใจได้อย่างไร จนกระทั่งได้พบผู้ชายอังกฤษที่เดินทางมารอบโลกเพื่อติดตั้งระบบไฟฟ้ารอบกรงหมีให้กับสวนสัตว์คนหนึ่ง ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าเวลาหมีที่ขังโดนลูกกรงไฟฟ้าชอร์ตเจ็บเอาหลาย ๆ ครั้ง พวกมันจะเรียนรู้ที่จะไม่ไปใกล้ที่ตรงนั้นอีกโดยสัญชาตญาณ จนแม้เมื่อเอาสายไฟหรือกระทั่งลูกกรงออกตลอดชั่วอายุขัย... พวกมันก็จะไม่ยอมกลับไปเฉียดกรายเข้าใกล้บริเวณนั้นอีกเลย

เขาจึงไปหาเข็มหมุดมาพกติดตัวเอาไว้เล่มหนึ่ง ทุกทีที่คิดถึงเธอขึ้นมา ปราณก็จะเอาเข็มนั่นทิ่มแทงปลายนิ้วตัวเองหลาย ๆ ครั้ง ในช่วงแรก ๆ เขาถึงกับรับงานเล่นดนตรีไม่ได้เพราะปลายนิ้วระบมจนกดสายกีตาร์ไม่ไหว แล้วยังเผลอเอาเข็มนั่นข่วนขูดอกตนจนเป็นลายเลือดพร้อยด้วยหลายหนเมื่อทนถูกความโหยหากลุ้มรุมกัดกินไม่ไหวในบางคืน แต่ต่อมาเวลาคิดถึงเธอเขาก็จะเริ่มรู้สึกเจ็บปลายนิ้วขึ้นมาเองเฉย ๆ โดยไม่ต้องใช้เข็มทิ่ม และในที่สุดก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาเองล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะเริ่มคิดถึงเธอเสียอีก ซึ่งทำให้เขาสามารถรีบหาอะไรหมกมุ่นทำตัดหน้าเพื่อหลบเลี่ยงตัดรอนการต้องคิดถึงเธอลงไปได้ทีละน้อย และยิ่งระยะห่างระหว่างการคิดถึงเธอแต่ละครั้งถูกถ่างถอยออกกว้างเท่าไร ความทรงจำเกี่ยวกับเธอก็ยิ่งเลือนรางจางลงเท่านั้น (น. 237)

------------------------------------------
วีรพร นิติประภา. ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556.

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เคลื่อนไหวในจันทร์กระจ่าง / แอมโบรส เบียร์ซ


บันทึกไว้ในพอศอ 2558 ว่า สี่ซ้าห้าปีผ่านไป อาการ "ไม่ถูกโรค" กับนักเขียนมะกันก็ยังไม่หาย แม้จะเป็น "บิ๊กเนม" ระดับแอมโบรส เบียร์ซ ก็ตามที อันที่จริงถ้าย้อนเวลากลับไปช่วงอ่านใหม่ ๆ ผมอาจจะตื่นเต้นกับเรื่องสั้นชุดนี้ก็เป็นได้นะ หลอกหลอนลับลวงหักมุมตกค้างในใจดีแท้ แต่เหมือนเลยวัยอ่านแล้วยังไงไม่รู้ หรืออีกทางหนึ่งก็ยังไม่แก่กล้าพอจะอ่านงานของนักเขียนอเมริกันแล้ว "ซึ้งซ่าน" อาการเดียวกับตอนอ่านงานของปาป้าเฮมิงเวย์ (บางเรื่องที่ยกย่องกัน) แล้วเกาหัวแกรก ๆ นั่นแล

พยายามแคะความหมายจากคำของหลาย ๆ เรื่อง อย่างที่ลุงแกบอกไว้ว่า "อักษรตัวใดตัวหนึ่งเมื่อถูกคัดสรรมาเพื่อเขียนวรรณกรรมแล้ว หากสามารถทดแทนหรือมีความหมายเท่ากับอักษรอื่น ๆ สามหรือสี่ตัวได้ นั่นหมายถึงงานเขียนนั้นเป็นงานชั้นดี" ก็ยังแคะไม่ค่อยออก เป็นปัญหาว่าเพราะเป็นงานแปล หรือต่อให้กลับไปอ่านต้นฉบับก็ยังแคะไม่ออกอยู่ดีเพราะต้องรู้ความหมาย "อิ้งลิช อเมริกันสไตล์" อีกคำรบหนึ่งหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลยรอบนี้ตัดสินใจอ่านเอาเรื่องเอาพล็อตจากลุงเป็นหลักก็แล้วกัน

พล็อตดีไหมก็นับว่าดีเลยนะ แต่ที่ชอบมากกว่าคือบรรยากาศของเรื่องที่ช่างลับลวงพราง ลึกลับน่าขนลุกมันซะทุกเรื่อง (อ่านตอนกลางคืนจะได้อารมณ์มาก) เรื่องที่ชอบมากในเล่มนี้คือ "หญิงสาวอีกฟากกำแพง" บรรยากาศแบบนี้มันชวนหวิวใจปนขนลุกดี ส่วนเรื่องที่คนเค้ายกย่องกันมาก ๆ อย่าง "กวัดแกว่งบางเบาใต้สะพานมรณะ" ก็มองข้ามไม่ได้เลย ลับลวงพราง โขยกเขย่าเศร้าสะเทือนดี "ม้าบินและบุรุษชาติอาชาไนย" ก็ต้องอ่านไปจนบรรทัดสุดท้ายแล้วจะอุทานแบบว่า เฮ้ย! เจ๋งดีนะ "คำสั่งประหารในคืนแรม" ก็ช่างยอกย้อนจิตใจมนุษย์ดี "ดวงตาพยัคฆ์" นี่ก็เสือสมิงเวอร์ชั่นอเมริกัน อีกเรื่องที่ชอบในโทนเรื่องเศร้า ๆ จากสงคราม (ซึ่งมีหลายเรื่องในเล่ม) ชอบ "สงครามในฤดูใบไม้ผลิ" นอกนั้นก็เศร้าอยู่แต่ไม่สะเทือนมากเท่าไร เรื่องที่ไม่ได้พูดถึงไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีระดับมาตรฐานเรื่องสั้นชั้นดีทั้งนั้นแหละนะ แต่ที่ไม่สะเทือนมากคงเพราะเราพ้นวัย (วัยตื่นเต้นกับเรื่องสั้นหักมุม) หรือยังไม่ถึงวัย (นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว) หรือสติปัญญายังไม่ถึงในเรื่องสั้นบางเรื่องก็ไม่ทราบได้ คงต้องเก็บไว้อ่านอีกรอบตอนอายุเยอะกว่านี้

------------------------------------------
Quotations:

..."ความตายน่ากลัว!" - เป็นคำพูดของบุรุษผู้กำหนดความตาย
"มันน่ากลัวเฉพาะบรรพบุรุษที่ป่าเถื่อนเท่านั้น" จารบุรุษพูดอย่างเคร่งขรึม "เพราะพวกเขาด้อยสติปัญญาที่จะจำแนกแยกแยะความคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกออกจากความคิดเกี่ยวกับร่างกายที่ใช้แสดงความรู้สึกนั้นได้- แม้กระทั่งพวกที่มีสติปัญญาต่ำกว่า อย่างเช่นพวกลิง อาจจะไม่สามารถจินตนาการภาพบ้านที่ปราศจากคนอยู่อาศัยได้ และเมื่อเห็นกระท่อมผุพังหลังหนึ่ง มันก็คิดว่าผู้อยู่อาศัยกำลังมีความทุกข์ สำหรับพวกเราที่เห็นความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะเราได้รับการสืบทอดสันดานมาให้คิดว่าเป็นเช่นนั้น ปรุงแต่งความนึกคิดด้วยทฤษฎีที่ป่าเถื่อนและเลื่อนลอยเพ้อฝันเกี่ยวกับอีกภพหนึ่ง-ดังเช่นการให้นามของสถานที่ต่าง ๆ อันเป็นต้นกำเนิดของตำนานที่อธิบายเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ดังกล่าวนั้น รวมไปถึงประพฤติกรรมอันไร้เหตุผลที่อธิบายด้วยหลักปรัชญาต่าง ๆ

"ท่านสามารถแขวนคอผมได้...ท่านนายพล แต่อำนาจอันชั่วร้ายของท่านก็สิ้นสุดลงตรงนั้น ท่านไม่สามารถตัดสินให้ผมขึ้นสวรรค์ได้"
(คำสั่งประหารในคืนแรม: หน้า 86)

พวกเราไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ใหม่ต่อภูมิประเทศแถวนี้เสียจนไม่รู้ว่าชีวิตอันโดดเดี่ยวอ้างว้างของชาวทุ่งราบจำนวนมากมาย มีแนวโน้มส่อว่าพฤติกรรมและลักษณะนิสัยจะแปรเปลี่ยนผิดปกติไปนั้น หาได้จำแนกออกจากความวิปลาสทางจิตได้ง่าย ๆ อย่างชัดเจนเสมอไปไม่ มนุษย์คนหนึ่งก็เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่ง หากอยู่ในท่ามกลางป่าแห่งเพื่อนฝูง เขาก็จะเติบโตตรงขึ้นไปตามที่ธรรมชาติโดยทั่วไปและธรรมชาติแห่งปัจเจกบุคคลของเขาจะเอื้ออำนวย หากขึ้นอยู่ตามลำพังในพื้นที่ว่างโล่ง เขาก็จะโอนอ่อนคล้อยตามแรงบังคับกดดันที่แวดล้อม ทำให้รูปทรงบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไป
(อาคันตุกะในยามวิกาล: หน้า 168)

การเป็นคนอย่างไซลาส ดีมเมอร์ ซึ่งมีชีวิตและอุปนิสัยไม่สุงสิงสมาคมกับใคร ใช้ชีวิตสถิตเสถียร ไม่เดินทางท่องเที่ยวสังสรรค์ จนนักเล่าเรื่องขำขันประจำหมู่บ้าน (ผู้ซึ่งเคยเรียนระดับมหาวิทยาลัยมาแล้ว) เกิดแรงดลใจให้สมญานามแก่เขาว่า ไอบิเด็ม (Ibidem.)
(เหยือกน้ำหวาน: หน้า 224)

[เบียร์ซ, แอมโบรส ; วิมล กุณราชา, แปล. เคลื่อนไหวในจันทร์กระจ่าง The Moonlit road. ปทุมธานี : นาคร, 2557.]

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน (Lexington Ghosts) / Haruki Murakami


รวมเรื่องสั้นชุดสุดท้ายในโปรเจคท์ "แฟนมูราคามิรวมหัว" ซึ่งมีทั้งหมด 3 เล่ม ถ้าเล่มแรก (เส้นแสงที่สูญหายฯ) คือบันทึกวัยเยาว์อันแหว่งวิ่นเว้าโหวง เล่มสอง (คำสาปร้านเบเกอรี่) เป็นการตะโกนอย่างเงียบงันของปัจเจก เล่มสามก็คงเป็นงานแนวทดลองที่พยายามขยายพื้นที่ประวัติศาสตร์และความทรงจำของปัจเจกเพื่อให้ตัวตนของเราดำรงอยู่ได้ในวันที่ทุกสิ่งรอบตัวกำลังล่มสลายลงอย่างช้า ๆ อย่างที่เฮียแกว่า "ผมอยากสร้างสรรค์อดีตขึ้นใหม่อีกครั้ง (re-create the past) มากกว่าจะผลิตซ้ำอดีต (re-produce the past)"

น่าแปลกว่าคราวนี้ผมกลับติดใจเรื่องที่เล่าเรียบ ๆ ตัวละครก็เรียบ ๆ อย่าง "เงียบงัน" ที่กลับรู้สึกสั่นไหวรุนแรงทันทีที่อ่านจบ ขณะที่บางเรื่องอย่าง "ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน" "มนุษย์น้ำแข็ง" หรือ "ชายคนที่เจ็ด" รู้สึกแวบแรกว่าน่าจะดีเพราะแปลกดี แต่พอปล่อยเวลาตกตะกอนสักพักก็พบว่าเรื่องนั้นไม่ได้เขย่าให้เราสั่นสะเทือนมากนัก อีกเรื่องที่คิดว่าดีก็คือ "โทนี ทะกิทะนิ" เรื่องเล่าถึงการพลัดพรากจากความทรงจำแบบที่มูราคามิถนัด แม้จะเคยรู้สึกแบบนี้กับนิยายมูราคามิเล่มอื่น ๆ บ่อยแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เรารู้สึกถึงความแปร่งปร่าของความเหงาที่เกิดจากการถูกตัวตนในอดีตของตัวเองทอดทิ้งได้ในอีกรสชาติหนึ่ง ส่วน "การมาถึงของปีศาจเขียว" เป็นเรื่องที่ถ้าเป็นนักเขียนใหม่เขียนมาจะถามว่า แกเขียนอะไรของแก๊ แต่ในเมื่อเป็นเฮียมู เราก็ได้แต่ย้อนกลับไปอ่านอีกรอบก่อนจะได้ข้อสรุปคล้าย ๆ กับที่คนแปลเขียนไว้ท้ายเรื่องนั่นแหละ (ฮา)

โดยภาพรวม นี่คงเป็นเล่มที่ชอบน้อยที่สุดในชุดแฟนรวมหัว เพราะรู้สึกว่าบางเรื่องคอนเซปต์มันใหญ่เกินจะเล่าด้วยเรื่องสั้น อย่าง "การมาถึงของปีศาจเขียว" หรือ "ชายคนที่เจ็ด" หรือบางเรื่องแนว ๆ เดียวกันก็รู้สึกว่าเล่มคำสาปร้านเบเกอรี่ทำได้ดีกว่า แต่ก็อย่างว่าแหละ นักเขียนระดับเฮียมูก็คงรู้ว่าทำอะไรอยู่ แฟนานุแฟนเฮียก็คงต้องตามอ่านกันต่อไป จะชอบหรือจะชังอย่างไร อย่างน้อยก็คงอดคิดไม่ได้ว่าเฮียแกเขียนหนังสือได้ "กล้าและบ้าบิ่น" จริง ๆ นั่นแหละ

------------------------------------------
Quotations:

"น่าจะสักสองอาทิตย์ได้ที่ผมได้แต่นอนหลับไป หลับจนกระทั่งเวลากร่อนสลายและละลายหายไปราวกับไม่มีอยู่ และไม่ว่าผมจะหลับไปนานสักเท่าไร มันก็เหมือนไม่เคยจะเพียงพอเลย ตอนนั้น โลกแห่งนิทรารมณ์กลับกลายเป็นโลกแห่งความจริง ชีวิตประจำวันเริ่มเป็นสิ่งไร้ค่า เป็นความไร้สาระและสถานที่ชั่วคราว เป็นโลกที่มีอยู่เพียงผิวเผินและขาดแคลนสีสันแห่งชีวิต ผมไม่อยากจะอยู่ในโลกแบบนั้นอีกต่อไป พอเวลาค่อย ๆ ผ่านไป ผมชักเริ่มเข้าใจแล้วว่าพ่อรู้สึกอย่างไรตอนที่แม่ตาย คุณรู้ใช่ไหมว่า ผมกำลังหมายความว่าอะไร หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นใหม่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งเดิมมันก็อยู่ไม่ได้"

เคซีย์เงียบไปชั่วขณะ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ช่วงเวลานี้เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว บางครั้งบางคราวเสียงลูกโอ๊กที่ตกกระทบพื้นก็แว่วเข้ามากระทบหูของผม
"สรุปว่า มีแค่อย่างเดียวที่ผมพอจะพูดได้" เคซีย์ยกศีรษะของเขาขึ้นหน่อย และรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ก็หวนคืนสูริมฝีปากของเขา "ถ้าผมตาย ก็คงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะดำดิ่งหลับใหลลึกยาวนานปานนั้นอีกแล้ว"
(ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน: หน้า 36)

ในตอนแรกอะโอะกิมันเลยมองเอาด้วยสายตาเหมือนยิ้มเยาะผม ราวกับจะพูดว่า "เป็นไงล่ะ" ผมรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของอะโอะกิ เขาเองก็รู้ว่าผมรู้เรื่องนั้น เราจ้องกันเขม็งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แต่ระหว่างที่ผมมองคนคนนี้ จู่ ๆ ผมก็เริ่มมีความรู้สึกประหลาด ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นความรู้สึกชนิดที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน แน่นอนผมโกรธอะโอะกิ บางทีผมแค้นมันจนอยากฆ่าให้ตาย แต่ในรถไฟที่คนแน่นขนัดขบวนนั้น แทนที่จะรู้สึกโกรธหรือแค้น สิ่งที่ผมรู้สึกกลับใกล้เคียงกับความเศร้าหรือสงสารมากกว่า "คนเราวัดความเก่งหรือภูมิใจในชัยชนะกันได้ด้วยเรื่องแค่นี้จริง ๆ หรือ ผู้ชายคนนี้พอใจและมีความสุขได้ด้วยเรื่องแค่นี้จริง ๆ หรือ" พอคิดอย่างนี้แล้ว ผมกลับรู้สึกเศร้าอยู่ลึก ๆ ในใจมากกว่า ผู้ชายคนนี้คงไม่อาจเข้าใจในความสุขหรือความภูมิใจอันแท้จริงไปได้ตลอดกาล จนกระทั่งเขาตาย ผู้ชายคนนี้คงไม่อาจรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอันสงบเงียบที่พวยพุ่งมาจากส่วนลึกของร่างกายได้สักครั้ง

มนุษย์บางประเภทก็ขาดความลึกซึ้งโดยสิ้นเชิง ผมไม่ได้กำลังบอกว่าตัวเองมีความลึกซึ้งหรอกนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ เรามีความสามารถที่จะเข้าถึงความลึกซึ้งนั้นได้หรือไม่ต่างหาก แต่คนอย่างพวกเขาไม่มีความสามารถแบบนั้นเลย นั่นคือชีวิตที่แบนราบและกลางกลวง จะดึงดูดสายตาให้คนมองได้สักเท่าไร จะภูมิใจในชัยชนะของตนเองออกนอกหน้าแค่ไหน ข้างในพวกเขาก็ยังว่างเปล่า
(เงียบงัน: หน้า 76)

ผมไม่เคยสนใจเรื่องอนาคต ผมไม่เคยมีความคิดเรื่องนั้น น้ำแข็งไม่เคยกักขังอนาคต มีเพียงวันวานเท่านั้นที่ถูกผนึกรักษาเอาไว้ ราวกับว่าอดีตยังคงมีชีวิต ทุกเรื่องราวของโลกใบนี้จะถูกเก็บรักษาเอาไว้อยู่ข้างในอย่างแจ่มชัดและห่างไกล น้ำแข็งผนึกเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ในลักษณะเช่นนั้น ชัดเจนและใสกระจ่าง นั่นแหละคือแก่นแท้ของน้ำแข็ง
(มนุษย์น้ำแข็ง: หน้า 90)

เขาจะเข้าไปในห้องเป็นบางครั้ง และอยู่ในนั้นราว 1-2 ชั่วโมง ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ปลดปล่อยจิตใจให้ว่างโล่ง เขาจะนั่งลงกับพื้น มองไปบนผนังกำแพงว่างเปล่า มองเงาร่างของเงาภรรยาที่จากไปแล้ว แต่เมื่อหลายเดือนผ่านไป เขาสูญเสียความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในห้อง สีสันและกลิ่นของมันเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาก่อนที่เขาจะทันรู้ตัว กระทั่งห้วงอารมณ์กระจ่างชัดที่เขาเฝ้าทะนุถนอมก็หลุดลอยไป ราวกับมันล่าถอยไปจากความทรงจำของเขา คล้ายกับฝุ่นผงในอากาศ ความทรงจำของเขาเปลี่ยนรูปร่าง และการเปลี่ยนแต่ละครั้งมันก็สลัวรางขึ้นเรื่อย ๆ ความทรงจำแต่ละเรื่องในตอนนี้คือเงาร่างของเงาของเงา สิ่งเดียวที่ยังคงแจ่มชัดสำหรับเขาคือความรู้สึกสูญสลาย บางครั้งเขาแทบจะนึกภาพใบหน้าของภรรยาไม่ออก แต่สิ่งที่เขานึกถึงเสมอคือหญิงสาวแปลกหน้าของหยาดน้ำตาเมื่อเธอเห็นเสื้อผ้าที่ภรรยาของเขาทิ้งเอาไว้ภายในห้อง เขานึกถึงใบหน้าธรรมดาสามัญและรองเท้าหนังเก่า ๆ ของเธอ เสียงสะอื้นเบา ๆ ของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเขา เขาไม่ได้ต้องการที่จะจดจำเรื่องใด ๆ แต่มันกลับเข้ามาในชีวิตก่อนที่เขาจะรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น เป็นเวลายาวนานหลังจากที่เขาลืมเรื่องต่าง ๆ จนหมดสิ้น แม้กระทั่งชื่อของหญิงสาวคนนั้น แต่ภาพของเธอกลับมิอาจลืมเลือนได้อย่างน่าประหลาด
(โทนี ทะกิทะนิ: หน้า 136 - 137)

------------------------------------------

[Haruki Murakami, เขียน ; ธนพล เศตะพราหมณ์ ยอดมนุษย์หญิง และคณะ, แปล ; ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง, บรรณาธิการ. ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน Lexington Ghosts. กรุงเทพฯ : กำมะหยี่, 2553.]

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558

วรรณกรรมในชีวิต : ชีวิตในวรรณกรรม / ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ



เป็นหนังสือ "ภาคบังคับ" ของผู้สนใจวรรณกรรมกับการเมืองในประเทศไทย แม้เรื่องราวทั้ง 16 บทนั้น ผู้เขียนตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็น "อัตชีวประวัติทางวรรณกรรม" ซึ่งบรรจุเรื่องราวของวรรณกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทว่าก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองและวรรณกรรมในแต่ละช่วงชีวิต โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองและวรรณกรรมคือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่ทำให้เกิด "ผลสะเทือนราวกับแรงกระเพื่อมของน้ำที่ยังคงส่งผ่านกาลเวลาต่อมา" และยิ่งทำให้เห็นว่า ชีวิต วรรณกรรม และการเมือง เป็นสามสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด หรืออยู่ท่ามกลางยุคสมัยใด

-------------------------------

ความนำ

ประวัติศาสตร์สังคมจึงเป็นทั้งโศกนาฏกรรมและความก้าวหน้า เป็นทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ แม้เราไม่อาจปฏิเสธความขัดแย้งแห่งชีวิตเหล่านั้นไปได้ อย่างน้อยเราควรมีโอกาส "เลือก" ด้วยตัวของเราเองบ้าง ตรงนี้เองที่ประวัติศาสตร์มีความหมายขึ้นมา กล่าวคือ สังคมไหนที่ยังปล่อยให้โศกนาฏกรรมทำนองเดียวกันนั้นเกิดซ้ำรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า สังคมนั้นไม่เพียงแต่ไม่อาจเรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังทำลายภูมิปัญญาอันสะสมจากประสบการณ์ของตนเองลงไป ทำให้สังคมและสมาชิกแห่งประชาสังคมของตนตกต่ำ กลายเป็นตัวตลกของประวัติศาสตร์ไปในสายตาของสังคมอื่นในที่สุด
(หน้า 14)

-------------------------------

บทที่ 1 วรรณกรรมกับการเมือง


อิตาโล คัลวิโน นักเขียนอิตาลีผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า "นี่เป็นข้อขัดแย้งในอำนาจของวรรณกรรม เนื่องจากว่ามันจะแสดงออกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของมัน แสดงถึงพลังในการท้าทายสิทธิอำนาจของผู้ใหญ่ก็ต่อเมื่อมันถูกกดขี่บีบคั้น แต่ในสังคมเสรีที่ทำอะไรก็ได้อย่างของเรา วรรณกรรมสร้างได้ก็แต่เพียงการเอาอกเอาใจคนอ่านเป็นครั้งคราว ในขณะที่โดยทั่วไปมันสร้างแต่สิ่งไร้สาระเต็มไปหมด"
(หน้า 18)

สิ่งหนึ่งที่สังคมรวบอำนาจชอบทำ คือ การที่รัฐบาลทำตัวเป็นปราชญ์ราชบัณฑิตแต่ผู้เดียวในโลกนี้ มิลาน กุนเดรา นักเขียนเชโกสโลวะเกียฝีปากจัด ผู้ชำนาญการเขียนการเมืองเรื่องของเซ็กซ์มากกว่าการเมืองเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ ให้สัมภาษณ์ว่า การเขียนเรื่องที่เป็นสองแง่สองง่ามในทางศีลธรรม อันเป็นด้านที่เป็นสีเทาในชีวิตมนุษย์ดังเช่นที่เขาชอบทำนั้น ถือเป็นการท้าทายรัฐบาลนักกดขี่ที่ต้องการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงสีขาวกับสีดำเท่านั้น เขาพูดว่า "โลกของลัทธิรวบอำนาจ ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาบนลัทธิมาร์กซ์หรืออะไรอื่นก็ตาม เป็นโลกของคำตอบมากกว่าโลกของคำถาม ในนั้นนวนิยายไม่มีบทบาทอะไร"
(หน้า 20)

-------------------------------

บทที่ 2 จาก "คัมภีร์" ถึง "ภัยขาว"

ตกลงหนังสือ "คัมภีร์" เลยกลายเป็นหนังสือเล่มละบาทเล่มแรกและเล่มสุดท้ายที่มีรูปลักษณ์ประหลาดที่สุด คือมีปกแต่เพียงท่อนบนสุดที่มีชื่อหนังสือคัมภีร์ กับมีหน้าสุดท้ายซึ่งเหลืออยู่ครึ่งหน้ากับชื่อเรื่องที่ดูตื่นเต้นดี แม้ไม่มีข้อความรายละเอียด แต่คิดว่าคนอ่านคงเดาได้ว่ามันควรจะพูดอะไรบ้าง

พลังของ "หนังสือ" นั้นน่าสนใจมาก บางครั้งข้อความเปิดเสรีนั้น อาจมีพลังน้อยกว่าข้อความที่ไม่อาจพูดหรือพิมพ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้งเสียอีก
(หน้า 35)

-------------------------------

บทที่ 5 เมื่อชีวิตเจอ (วรรณ) กรรม

น่าตลกที่อำนาจเผด็จการอย่างทั่วไปนั้นสามารถทำให้เกิดพลังปฏิกิริยาตอบโต้ได้แรงพอ ๆ กัน แม้ฝ่ายหลังจะไม่มีอำนาจและกำลังในการทำลายและข่มขู่เหมือนกับของทางการก็ตาม แต่มันเป็นอำนาจของความคิด ในวินาทีนั้นเองที่เรามีความรู้สึกว่า เพียงเราเขียนประโยคประท้วงสังคมเพียงวรรคเดียวบนผนังเหนือโถปัสสาวะผู้ชายในห้องน้ำในตึกห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัย ก็จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งในตึกและในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น และกระทั่งถึงรัฐบาลได้
(หน้า 59)

-------------------------------

บทที่ 6 วรรณกรรมกับ "หัวใจ"

"โคะโคะโระ" เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและแตกต่างจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนที่เรารู้จักกันอย่างยิ่ง ข้อความและเหตุการณ์ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้น ผมรู้สึกเสมือนประหนึ่งเอาน้ำเย็นเฉียบราดลงไปในหัวใจ...ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า วรรณกรรมหรือในความหมายที่กว้างคือภูมิปัญญาแห่งสังคมนั้น มันคือวิญญาณ (หรือหัวใจ) ของประวัติศาสตร์สังคมนั้น ๆ ตราบใดที่ยังไม่อาจ "รู้สึก" กับวรรณกรรมและความคิดของประเทศนั้น ก็ไม่อาจรู้จักและเข้าใจประวัติศาสตร์และอื่น ๆ ของประเทศนั้นได้
(หน้า 68)

-------------------------------

บทที่ 8 วรรณกรรมเพื่อพรรคเพื่อประชาชน

...เขาเริ่มคิดว่าการเป็นหมอคงไม่สามารถช่วยอะไรต่อภาวะเสื่อมทรามของสังคมจีนได้ อย่างดีแพทย์ก็รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ให้คนไข้มีชีวิตอยู่ในทางกายภาพต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่หากสังคมที่คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ยังเน่าเฟะ การมีชีวิตอยู่กลับเป็นการช่วยต่ออายุให้พวกเขาต้องผจญเวรเผชิญกรรมและความเหลวแหลกของสังคมอีก นั่นไม่ใช่การฆ่าคนอย่างเลือดเย็นดอกหรือ

หลู่ซิ่นเขียนในบันทึกต่อไปว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการเรียนวิชาแพทย์ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ กับพลเมืองที่โง่เขลาและอ่อนแอนั้น สิ่งที่เราต้องทำเป็นเบื้องแรกคือ การเปลี่ยนแปลงจิตใจของพวกเขา และในขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจได้ดีที่สุดได้แก่วรรณคดี"
(หน้า 87 - 88)

การใช้นโยบายพรรคคอมมิวนิสต์ไปชี้นำบงการนักเขียน มีผลทำให้นักเขียนของพรรคฯ ผู้หนึ่งคือ เจียงกวงจื่อ ถูกขับออกจากพรรคฯ จากข้อหาที่เขายังเป็นพวกลัทธิโรแมนติกและมีโลกทรรศน์นายทุนน้อย เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นนักโรแมนติก บรรดานักปฏิวัติทั้งปวงล้วนเป็นนักโรแมนติก ถ้าไม่โรแมนติก ใครบ้างเล่าจะเข้ามาเริ่มทำการปฏิวัติ"
(หน้า 98)

-------------------------------

บทที่ 9 ก่อนอรุณจะรุ่ง : วรรณกรรมในชีวิตรัสเซีย
พอไปเจอสภาพและบทบาทของปัญญาชนรัสเซียเข้า ผมเกือบหงายหลัง เพราะนึกไม่ถึงว่าของจริงนั้นหนักหน่วงกว่าที่เรารู้จักและถกเถียงกันเกือบตาย ก่อนอื่น คำว่าปัญญาชนในบริบทของรัสเซียนั้นเขาใช้คำว่า intelligentsiya แปลว่า ผู้นำแห่งปัญญาชนของสังคม ลักษณะสำคัญคือการเป็นชนชั้นนำ (elite) และเป็นปัญญาชนของสังคม ไม่ใช่นั่งคิดนั่งบ่นอยู่คนเดียวหรือสองสามคนในวงเหล้าเดียวกัน หากแต่ต้องแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมออกมาให้ประจักษ์...

ปัญญาชนรัสเซียหลายคนต้องถูกจับกุมคุมขัง เนรเทศ และในที่สุดถูกแขวนคอ รวมทั้งพี่ชายของเลนินด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจยับยั้งการเคลื่อนไหวของปัญญาชนและขบวนการประชาชนไปได้ จนในที่สุดพลังและคลื่นของการปฏิวัติก็ถาโถมเข้าทำลายระบบเก่าให้พังทลายลงไปในการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917
(หน้า 104-105)

-------------------------------

บทที่ 12 "เทพ" กับ "มาร" ในงานเขียนของดอสโตลเยฟสกี้

Irving Howe ให้ข้อคิดในการวิเคราะห์วรรณกรรมกับการเมืองในรัสเซียไว้ดีมาก เขาบอกว่า เนื่องจากวรรณกรรมรัสเซียในศตวรรษที่ 19 นั้นเต็มไปด้วยความเอาจริงเอาจังยิ่งนัก อันเป็นผลมาจากสภาพสังคมการเมืองที่ถูกบีบคั้นจากพระเจ้าซาร์ สภาพดังกล่าวนี้เองทำให้การพินิจวรรณกรรมรัสเซียจะต้องถือว่า "ศาสนาเป็นเสมือนสาขาหนึ่งของการเมือง และการเมืองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของศาสนา" ถ้าใครยังใช้กรอบวรรณกรรมวิจารณ์แบบที่ว่าสะท้อนสังคมหรือเป็นปรากฏการณ์สังคมเท่านั้น ก็จะพบอุปสรรคความยากลำบากในการทำความเข้าใจวรรณกรรมรัสเซียเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของดอสโตลเยฟสกี้ ซึ่งผลงานแห่งการสร้างสรรค์ของเขานั้น ไม่ได้หมายถึงและแสดงถึงความงาม หรือศิลปะของวรรณคดีอย่างที่คนเข้าใจกัน หากแต่การสร้างสรรค์ของเขานั้น กลับมีความหมายนัยยะถึงการพยากรณ์ของศาสดา
(หน้า 119)

-------------------------------

บทที่ 13 เสรีภาพกับความตาย

ถ้าหากเราเชื่อตามคำอธิบายของซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ต่อต้านสังคม (anti-social) การดำรงอยู่ของมนุษย์ก็คือการถูกกดขี่โดยสังคมในระดับหนึ่ง การกดขี่ของสังคมนี้เองที่เปิดช่องให้มนุษย์สามารถอยู่รอดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ด้วยการแปรเปลี่ยนการกดขี่ให้มาเป็นการชื่นชมดูดดื่ม (sublimation) ในสังคม กล่าวคือ การกดขี่ของสังคมผลักดันให้มนุษย์สรรค์สร้างที่พักพิงอันวิจิตรและมีรสนิยมยิ่ง สำหรับให้เขาดำรงชีวิตอย่างมีความหมายกับตัวเขาเองขึ้นมา
(หน้า 125)

-------------------------------

บทที่ 15 "คำสารภาพ" ของ ตอลสตอย

วรรณกรรมรัสเซียในศตวรรษที่ 19 จึงมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากยุโรป ตรงที่ว่าวรรณกรรมรัสเซียสมัยใหม่ใช้เวลาสั้นกว่าของยุโรป ในการสร้างสรรค์ด้านศิลปะและเทคนิค หรือรูปแบบจากคนหนึ่งหรือสำนักหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่หลังจากทำงานวรรณกรรมระยะหนึ่ง พวกเขาก็พร้อมจะกระโดดไปสู่อีกขั้นของพัฒนาการ นั่นคือการผลักดันให้งานเขียนของพวกเขาออกไปสู่สังคมและเป็นอาวุธทางสังคม ที่ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสรรค์และนำการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น-และจะต้องเป็นไปโดยเร็วด้วย
(หน้า 139)

สังเกตว่า ทันทีที่ตอลสตอยไม่เชื่อศาสนาแบบเก่าอีกต่อไปแล้ว เขาก็พบว่าการสั่งสอนและเขียนให้คนอื่นกลายเป็นคนดีมีความรู้นั้นเป็นเรื่องหลอกลวงสิ้นดี เนื่องจากการทำงานอยู่ในวงวรรณกรรม เขาจึงมองเห็นชีวิตจากภายในวงการได้ชัดเจน และนำมาเปรียบเทียบกับการสั่งสอนศีลธรรมของศาสนจักร เขาคิดว่าพวกนักเขียน นักวรรณกรรม ศิลปิน และกวี ก็เหมือนกับนักศาสนาเช่นกัน เพราะแต่ละคนต่างก็มีสาวกที่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องของคำสั่งสอนเหล่านั้น
(หน้า 144)

-------------------------------

บทที่ 16 สู่วิญญาณของขบวนการเดือนตุลาคม

ประการที่สองซึ่งผมชอบมากคือ ธีรยุทธบอกว่า มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์โลกอื่น ๆ ไม่ใช่ตรงที่เป็น "สัตว์ประเสริฐ" กว่า แต่ที่สำคัญคือ "มนุษย์เรากลับมีชีวิตอยู่อย่างฝืนธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่ง มนุษย์เป็นมนุษย์เพราะมีวิญญาณขบถ วิญญาณนี้จึงเก่าแก่พอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราอาจละเลยมองข้ามสิ่งหนึ่งไปว่า การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ก็คือการค้นพบคำว่า "ไม่" เพราะในโลกที่เป็นจริงนั้นไม่มีภาวะปฏิเสธหรือภาวะที่ไม่มีอยู่จริง"
(หน้า 153)

-------------------------------

[ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. วรรณกรรมในชีวิต : ชีวิตในวรรณกรรม. กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2539.]

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

824 : งามพรรณ เวชชาชีวะ


ง่ายงาม คือคำจำกัดความสั้น ๆ หากจะพูดถึง 824

แต่ถ้าจะให้พูดยาวกว่านั้น นี่คือ 24 ชั่วโมงของทั้ง 8 ชีวิตที่ร้อยเรียงกันด้วยความรักและมิตรภาพ ถ้าผู้เขียนทำอย่างที่กล่าวไว้ในคำตามจริง ๆ คือจรดปากกาหลังจากวันที่ประกาศผลซีไรต์ หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นความสุขของกะทิฉบับขยายสเกลขึ้นจากภาพความสุขของเด็กตัวน้อยมาเป็นภาพความสุขบ้างทุกข์บ้างของผู้คนใน "ซอยอยู่สบาย" ที่เกาะเกี่ยวชะตากรรมกันอยู่อย่างบางเบา

คุณงามพรรณยังคงเป็นนักเขียนมือฉกาจในการเก็บเกี่ยวรายละเอียดชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ และนำมาถ่ายทอดผ่านภาษาเรียบง่ายทว่าละเอียดลออจนเห็นภาพ แสง สี เสียง ชัดเจนทุกฉากชีวิต กระทั่งได้ยินเสียงดนตรีคลอเคล้าในบางบท แม้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวในแต่ละช่วงเวลา แต่นั่นก็เป็นส่วนเสี้ยวของยอดภูเขาน้ำแข็งที่กำลังส่องแสงสะท้อนสวยงาม ส่วนฐานของภูเขาน้ำแข็งเราอาจกลับไปขุดได้สักส่วนหนึ่งในการแนะนำตัวละครแปดบทแรก หรืออันที่จริงเราอาจไม่ต้องสนใจเลยก็ได้

ตอนที่อายุน้อยกว่านี้ ผมเคยตั้งข้อสงสัยถึงเด็กหญิงกะทิเอาไว้ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เข้มแข็งและมีความสุขขนาดนั้น ทั้งที่เงื่อนไขหลายอย่างในชีวิตควรจะหล่อหลอมให้เด็กหญิงกะทิเป็นเด็กหญิงเหงา ๆ คนหนึ่งที่ไขว่คว้าหาความอบอุ่นมากกว่านี้

จากวันนั้นผ่านมาห้าปี ผมอยากกลับไปถอนคำพูดตัวเอง

ชีวิตคนเราในบางจังหวะมันไม่ต้องการภูมิหลังหรือความซับซ้อนทางอารมณ์มากขนาดนั้น เงื่อนไขชีวิตอาจมีผลบ้างแต่คงหลอมคนไม่ได้เหมือนสูตรทางเคมีของนักเล่นแร่แปรธาตุ หัวใจของมนุษย์ต่างหากที่เป็นปัจจัยของความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ ความอ่อนโยน ความเปราะบางทั้งหลาย และทำให้ชีวิตเป็นชีวิต การหยุดใคร่ครวญทบทวนอดีตและภูมิหลังอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าคือปัจจุบันต่างหาก

นั่นคงเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนเลือกเปิดเรื่องนวนิยายเรื่องนี้ด้วยตัวละครลุงสุขกับป้าแสง ความสำคัญของสองตัวละครนี้ยิ่งถูกตอกย้ำในบทแนะนำตัวละครลุงต่อ ทั้งที่ดูเผิน ๆ ลุงสุขกับป้าแสงเรียกว่าแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับซอยอยู่สบาย แม้แต่ตอนที่เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องซึ่งขมวดเอาตัวละครแทบทั้งหมดมาไว้ในฉาก ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก

แต่หากตัดลุงสุขกับป้าแสงออก นวนิยายเรื่องนี้ก็ล้มไม่เป็นท่า เพราะนี่คือความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของนวนิยายเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ที่เหมือนนิยายพาฝัน ทว่าเป็นนิยายพาฝันที่ทั้งจริงและเจ็บปวด แต่อย่างไรปัจจุบันก็ยังคงอยู่ และชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไป เช่นเดียวกับนิยายชีวิตของแต่ละคนในซอยนี้

ลุงสุขกับป้าแสงจึงเปรียบเสมือนภาพแทน (Representation) ขณะเดียวกันก็เป็นภาพปฏิทรรศน์ (Paradox) ในความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งหมดในซอย ความพาฝันที่แฝงความปวดร้าวของชีวิตของลุงสุข ต่างอะไรจากความปวดร้าวที่แฝงความพาฝันของลุงต่อ ป้าแหวง สันทัด มีนา หรือกระทั่งเจ้ามอมแมม

ชื่อของตัวละครหลายตัวยิ่งขับเน้นภาพปฏิทรรศน์ของแต่ละตัวละคร ลุงสุข ควรจะสุขตามชื่อ แต่ใครเลยจะตอบได้ว่าสิ่งที่ลุงต่อสู้อยู่นั้นทำให้ลุงสุขตามชื่อหรือไม่? ป้าแสงก็เปรียบเสมือนแสงดาวแห่งความฝันและความหวังทั้งชีวิตของลุงสุข แต่ที่จริงป้าแสงเป็นแสงแรกอรุณหรือแสงสุดท้ายที่กำลังริบหรี่?

เช่นเดียวกับลุงต่อ ชีวิตที่ควรจะเดินต่อกลับหยุดนิ่งเพราะมีบางคนที่ลืมสัญญา เจ้ามอมแมม คล้ายจะตั้งมาล้อกับเรื่อง "มอม" ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ที่รอเจ้าของแท้จริงมาทั้งชีวิต แต่คราวนี้ผู้เขียนโยนคำถามหนักหน่วงของชีวิตเข้าใส่มอมแมมเมื่อเจ้าของของเจ้ามอมแมมตายไปแล้วจริง ๆ เมื่อสองตัวละครที่ถูกลืมสัญญาคือลุงต่อและเจ้ามอมมาพบกัน จึงเสมือนว่าทำให้ชีวิตกลับเข้าสู่ปัจจุบันและเดินต่อไปได้ใช่หรือไม่?  ป้าแหวง ผู้มีชีวิตเว้าแหว่งที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อความรัก เรื่องแสนจะจริงที่จบลงราวกับเรื่องพาฝัน เช่นเดียวกับมีนาและสันทัด ชีวิตที่แสนจะจริงอันแอบซ่อนเรื่องพาฝันอย่างดอกฟ้าและหมาวัด เหมือนบทเกริ่นการณ์ที่ล้อไปกับชีวิตคนอื่น ๆ หรือไม่ คงไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัวในเรื่อง

สภาวะขัดแย้งของความสุขและความทุกข์ สภาวะขัดแย้งของภาพชีวิตและภาพพาฝัน ทุกอย่างถูกผลักดันให้ดำเนินไปได้ด้วยสิ่งเดียวคือ หัวใจ

หัวใจนั่นเองที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต

24 ชั่วโมงนี้อาจจะพิเศษกว่า 24 ชั่วโมงอื่นเมื่อมันได้รับการประกอบขึ้นเป็นเรื่องเล่า ทว่าเมื่อเรื่องเล่าจบลง 24 ชั่วโมงข้างหน้าชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ลุงสุขก็ยังคงดูแลป้าแสงด้วยความรัก ด้วยหัวใจที่ทั้งสุขและทุกข์ เช่นเดียวกับความสุขอมทุกข์ ความทุกข์เคล้าสุขของอีก 7 ชีวิตในนวนิยายเรื่องนี้ ขอเพียงแค่มีความรักและความฝันไว้เติมเชื้อไฟให้หัวใจได้สู้ต่อบ้างก็พอแล้ว

นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าชีวิต และนั่นแหละคือความง่ายงามของ 824 ดังที่ผู้เขียนได้สรุปทุกสิ่งทุกอย่างของนวนิยายเล่มนี้ไว้ในย่อหน้าหนึ่งของคำนำว่า

“824 เป็นเพียงเส้นทางหนึ่งที่ผู้เขียนเลือกพาผู้อ่านไปพบกับแปดชีวิตที่ล้วนมีหัวใจหนึ่งเดียวในอก หัวใจที่มีความหวัง ความฝัน และความรักที่จะมอบให้ ความสมหวังในความรักเป็นสิ่งที่หัวใจทุกดวงปรารถนา แต่การจะได้มาย่อมต้องแลกด้วยสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งความรักเองด้วย”

------------------------------------------
Quotations:

ลุงต่อไปธนาคารก็จริง แต่ไม่ใช่เพื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่จำนวนเงินลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย แต่แกยังไปธนาคารเลือดเพื่อขายเลือดอีกด้วย แกนอนน้ำตาไหลย้อนอยู่ในอกยามที่เลือดถ่ายจากตัวเพื่อแลกเป็นเงิน ไม่มีใครรู้ว่าทุกวันแกตั้งขวดเหล้าไว้บนแคร่อย่างนั้นเอง เป็นขวดเหล้าก็จริง แต่น้ำในขวดไม่ใช่เหล้า เป็นน้ำจากก๊อก และอาการเมาเหล้าของแกก็เป็นอย่างที่คนเรียกกันว่า เมาดิบ

แกกล้ำกลืนกินศักดิ์ศรีมานานปี ไม่เคยมีใครรู้และย่อมไม่มีทางรู้ว่า แกต้องขายเลือดเลี้ยงชีวิตอันมีศักดิ์ศรีค้ำคอเช่นนี้มานานแล้ว
(หน้า 16)

ก่อนเข้านอนคืนนั้น มีนาไม่นึกอยากหยิบสมุดภาพงานแต่งงานมาดู มีนามีภาพอื่นที่ทวนซ้ำอยู่ในสมองมาตั้งแต่เลิกงานแล้ว

ภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่มายืนดูโชว์ริมสระน้ำ เธอยืนอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่หันมามองเธอในเวลาที่สายตาทุกคู่ในบริเวณนั้นอยู่ที่มีนา ทั้งสองส่งยิ้มให้กัน มีนารู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไรมากที่สุดในชีวิต เธอไม่ต้องการสายตาที่มองมาหลายล้านคู่ แต่ต้องการสายตาเพียงคู่เดียวที่มองมาอย่างแสนรักหนักหนา พาให้มีนามองตอบเจ้าของสายตากลับไปได้ด้วยรักเปี่ยมล้นพอกัน
(หน้า 29)

ป้าแหวงผ่านความรักมามากจนรู้ว่าอย่าได้หวังสิ่งใดจากความรักเลย ความรักแสนจะขี้เล่น ถ้าโลดไล่ไขว่คว้าก็จะหนีห่างหาย ถ้าเผลอสบาย ๆ ก็จะมาเคล้าเคลีย ยิ่งรักแท้ด้วยแล้ว อาถรรพณ์แรงนัก หากไม่แน่ใจก็อย่าลงไปเล่นด้วยเลย ดังนั้น ป้าแหวงจึงใช้อุบายแยบคายทำเป็นสงวนท่าทีกับความรัก ทั้ง ๆ ที่ใจโลดขึ้นในอกและกู่ร้องเพรียกหาทุกนาที
(หน้า 40)

เงินเก็บก็พอมีอยู่หรอก เอาไว้เผื่อเจ็บไข้ ไม่มีใช้จริง ๆ ก็จะขายที่ผืนน้อยมันละ เคยตั้งใจนะว่าจะยกให้ลูก มันจะได้มีสมบัติเผื่อไว้ลำบากวันข้างหน้า..." คนพูดเว้นช่วงไป "คำสัญญานี่มันบาดลึกนะ มันบาดลึกตรงใจนี่แหละเวลาที่คนพูดลืมสัญญา"
(หน้า 88)

หัวใจมนุษย์ไม่กลัวความเจ็บปวด ไม่หวั่นความผิดหวัง และเสาะหาความหวังมาหล่อเลี้ยงได้เสมอ นั่นเพราะเดิมพันที่จะได้มาซึ่งความสมหวังสูงนัก และหัวใจย่อมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเดิมพันนี้
(หน้า 104)

[งามพรรณ เวชชาชีวะ. 824. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เวิร์คพอยท์พับลิชชิ่ง, 2554.]

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

วานปีศาจเขียน : 'รงค์ วงษ์สวรรค์


อย่าให้นกกระจิบแนะนำหนังสือของพญาอินทรีแห่งสวนอักษรเลย ขอให้วรรคตอน "เพรียวนม" ประดามีทำหน้าที่แนะนำตัวเองดีกว่า

-------------------------------------------------

"เว้นแขนไว้ไม่ได้หรือ ผมรักแขนของผมมากกว่าอวัยวะชิ้นอื่น ผมรอดจากการจมน้ำตายหลายหนก็เพราะมัน ผมจึงควรจะมีกตัญญูกับมันบ้าง ผมได้ปีนขึ้นไปนั่งบนยอดไม้สูงก็โดยอาศัยมันช่วยโหนเถาวัลย์ เวลานอนหนาวผมก็ได้มันไว้กอดตัวเอง..."

(หน้า 16)

-------------------------------------------------

แดดร้อนบรรลัย--มันร้อนจนน่าจะฉวยมีดมาไล่แทงกัน

(หน้า 21)

-------------------------------------------------

"ชีวิตคนเราบางทีมันก็เหมือนกับการเดินเข้าไปในร้านขายถ้วยชามราคาแพง คุณจะเห็นเจ้าของร้านวางป้ายเตือนให้รู้ว่า คุณจะต้องรับผิดชอบกับการแตกสลาย...ในขณะที่คุณหยิบมันขึ้นมาดู แล้วไม่หนไหนก็หนไหนคุณจะต้องพลาดเข้าจนได้ ปล่อยให้ชามหล่นจากมือ"

(หน้า 30)

-------------------------------------------------

"ยำผ้าขี้ริ้วนะคะ"

คนโซที่สองยักไหล่ "กินมันได้หรือ ผมมีเอาไว้ห่อทอง"

"ถูกของคุณ" คนโซที่หนึ่งสั่งเหล้าบัดซบนั้นอีกแบน

ทั้งสองพยายามใช้หัวแม่ตีนคิดว่าทำอย่างไรจึงจะเดินออกจากร้านด้วยมาดสง่า

และไม่โดนเตะ

(หน้า 37)

-------------------------------------------------

พนักงานรับใช้นำบรั่นดีมาเสิร์ฟ

"น้ำเย็น...รีบเอาน้ำเย็นมาด้วย" แต่เขาไม่รั้งรอจะจิบมันก่อนราวหนึ่งในสองของที่ขอดมาในก้นแก้ว

รสมันเพี้ยนเหมือนเหล้าโรงดองสมุนไพร

เพื่อนของเขาจิบบ้าง และตะโกน "โกง! ไอ้สัตว์นี่โกง! มันเอาเหล้าปลอมมาให้กิน"

สีเผื่อนปรากฏบนใบหน้าของชายร่างย้อย

และนาฑีถัดมาเขาจึงยิ้ม และยิ้มอย่างเก็บธรรมบางบทที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมาได้ เขาพูด "แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าไอ้สัตว์บาร์เท็นเดอร์มันมีความซื่อสัตย์กับไอ้เจ้าของภัตตาคาร"

(หน้า 45)

-------------------------------------------------

เขาเคยเห็นสงคราม แม้ว่ามันจะไม่โหดร้ายเหมือนสงครามในภาพยนตร์หรือในนวนิยาย แต่มันก็คือสงคราม มันจะมีความหมายอย่างไรเขาไม่รู้ เขารู้แต่เพียงว่า--สงครามคือความหิว ความกลัว ความพลัดพราก และความตาย

แต่ความตายก็ดูเหมือนจะน่ารักกว่าความว้าเหว่

(หน้า 51)

-------------------------------------------------

"คุณมีความรักไหม?" ชายผู้เป็นทาสของความรักถาม

ผู้เป็นทาสของความเกลียดตอบทันที "ถ้าคุณคิดว่าการที่ผมต้องสมสู่กับผู้หญิงผอมเหมือนกิ้งก่าตัวหนึ่ง-เอ๊ย-คนหนึ่ง ผมต้องเฝ้าพะวงว่าลูกสาวอายุหกขวบที่นั่งเรือด่วนไปโรงเรียนจะพลัดตกน้ำไหม ผมเห็นแมวสีสวาทมันเล็มหญ้ากินก็ให้นึกเป็นห่วงว่ามันป่วย ได้ยินเสียงหมาร้องอยู่หน้าบ้านก็ต้องวิ่งออกไปดูว่ามันจะเป็นหมาของเราโดนรถยนต์ชนหรือเปล่า ผู้หญิงแก่ ๆ อีกคนในบ้านที่เราเรียกว่าแม่ยาย...หน้าที่ของแกคือโขลกหมากกินในเวลาที่ผมต้องการความสงัด และร้องตะโกนเสียดสีถ้าผมเมากลับบ้านและตามหึงแทนเมียของผม ถ้าคุณคิดว่าการมีเงื่อนไขผูกพันกับสิ่งเหล่านั้นมันเป็นความรัก ถุย! ผมก็มีความรักน่ะซิ"

"ผมจะมีความรักโดยไม่ต้องมีภาระกับความยุ่งยากเหล่านั้นได้ไหม?"

"ได้...ทำไมจะไม่ได้ ถ้ามันเป็นความรักที่ผิดหวัง"

(หน้า 60)

-------------------------------------------------

นรีผู้นอนซมอยู่ในมุ้งอับราของหล่อนรู้สึกอยากเห็นแสงแดด หล่อนรักแสงแดดในยามเช้าและยามเย็น หล่อนรักเสียงมอดไชไม้--มันเป็นดุริยางค์ของหล่อนผู้เดียวดาย หล่อนรักกลิ่นหอมของใบเนียมนวลประกอบน้ำกลอกกลิ้งบนใบบอน และเลื่อมระยับบนใบพุดซ้อน ความรัก--หล่อนมีความรัก หล่อนรักหมอนที่เคยหนุน อ้อมกอด (ของตัวเอง) ที่เคยซบเพื่อร้องไห้ และหล่อนมิวายรักความผิดหวัง

มันไม่ช่วยให้หล่อนตระหนักว่าหล่อนเป็นคนเท่านั้น

มันเตือนให้รู้ว่าหล่อนเป็นหญิง และอาภัพ และใคร่จะมีชีวิตเพื่อเสพย์ความอาภัพนั้น

โลกร้องไห้เป็นกำนัลหล่อนในกังวานพริ้ง

(หน้า 65)

-------------------------------------------------

"ผมพอจะเหมือนคุณบ้างไหม?" เขาถาม

"ยัง--ยังไม่เหมือน..."

"ทำไม--ผมควรแก้ไขอย่างไร?"

"ไม่ยากเลย" ข้าพเจ้าบอก "โยนความดีทิ้งไปเสียบ้าง แล้วก็หาความบัดซบอย่างถึงใจมาประดับ เท่านั้น...คุณก็จะเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์อย่างสมบูรณ์"

(หน้า 96)

-------------------------------------------------

['รงค์ วงษ์สวรรค์. วานปีศาจเขียน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2549.]