แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บางบทสนทนากับหญิงสาวจากทิศตะวันตก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บางบทสนทนากับหญิงสาวจากทิศตะวันตก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รักเก่า

ถ้าอยากให้แน่ใจว่า
เราพร้อมแล้วสำหรับการมีรักครั้งใหม่
ให้ลองไปยืนตรงหน้า สบตากับคนเก่า
หากยังรู้สึกใจสั่นอยู่ แม้เพียงบางเบา
ก็อย่าเพิ่งไปเริ่มใหม่กับใครเลย

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความเปลี่ยนแปลง

ภาพโคลสอัพนัยน์ตาหวานซึ้งที่เขาเป็นคนถ่าย
ฉันเองก็มีภาพนั้น
มองผ่านเลนส์เรตินาของดวงตาละเมอฝัน
เก็บไว้ในเมมโมรีส่วนเสี้ยวความทรงจำ
ที่ยิ่งพยายามลบเท่าไรก็ยิ่งแจ่มชัดมากเท่านั้น

ฉันเคยยืนตรงที่เขายืนอยู่
ทั้งที่เธอเคยกลายเป็นความจริงของฉัน
ผ่านพ้นภาพฝันกระทั่งมือสัมผัสมือ
ในวันที่แหวนวงนั้นยังอยู่ที่เดิมของมัน
...เขาเป็นทุกอย่างที่ฉันเป็นไม่ได้
หรืออย่างน้อยฉันก็ไม่เคยเป็นได้เลย
ต่อให้พยายามสักแค่ไหน
นั่นยิ่งตอกย้ำความเปล่ากลวงของคำสัญญา
ที่ฉันทำลายด้วยมือฉันเอง

ฉันขอโทษที่พยายามเปิดกล่องของชโรดิงเจอร์
ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แบบที่เธอเกลียด
ส่วนหนึ่งของวิญญาณที่หล่อเลี้ยงด้วยแรงบันดาลใจจากเธอ
กลับเป็นมะเร็งร้ายร้าวราน
และลบเลือนด้วยแรงกระชากของกาลเวลา
นั่นก็เพียงพอแล้วที่ฉันควรกลบฝังทุกอย่างเอาไว้ที่เดิม
ไม่แตะต้องมันอีก

"เมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป ปราณก็อดไม่ได้ที่จะกลัวว่าสิ่งอื่น ๆ ที่เหลืออยู่จะเปลี่ยนตาม สู้ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่เก่า...ตรงที่พรากจาก โดยไม่แตะต้องเลยดีกว่า ทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น ที่ไหนสักแห่งลึกร้างกลางแก่นใจ แล้วบอกตัวเองให้เชื่อให้ได้ว่ามันจะคงอยู่คงเป็นเช่นนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปร"
(ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต หน้า ๑๔๗)

ธันวาคม ๒๕๕๙

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ลูก

"---พี่ไม่อยากมีลูก เพราะพี่คิดว่าลูกเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ชีวิตเล็ก ๆ ที่เกิดจากเราอีกชีวิตหนึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์ มันไม่ใช่แค่การทำให้ใครคนหนึ่งเกิดมา แต่มันคือพันธสัญญาชั่วชีวิต---พันธสัญญาที่บอกว่าจะดูแลเขา จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา จะต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงแค่ทั้งหมดของชีวิต แต่ต้องทุ่มเททั้งจิตวิญญาณลงไปด้วย เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งจิตวิญญาณของพี่ตอนนี้ไม่พร้อมที่จะแบกรับภาระยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้

"ใช่ พี่อาจจะยังไม่อยากทิ้งความหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่เป็นความคิด ความฝัน ความเชื่อ อาจจะรวมถึงความเห็นแก่ตัวที่ต้องการจะพาตัวเองไปให้ถึงความฝัน เพื่อการนั้นพี่จึงยังไม่อยากจะสูญเสียความหนุ่มสาว---เพราะหนุ่มสาวจะไม่ยอมรับใช้ใครนอกเสียจากจิตวิญญาณของตนเอง ไหล่ของหนุ่มสาวไม่ใหญ่มากพอที่จะแบกอีกชีวิตหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดนั้นไปชั่วชีวิตได้ มีแต่ไหล่ของผู้ใหญ่ที่กว้างมากพอจะรับภาระนั้นได้ชั่วชีวิต หากเราจะมีลูก เราต้องทิ้งความหนุ่มสาวของเราไป แล้วให้ความหนุ่มสาวนั้นเติบโตขึ้นในวิญญาณของลูกเราแทน---"

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ว่าด้วย "การยกระดับ" และ "บาดแผล"

"คนนั้นเค้าไม่น่ารักจริงเหรอ" เธอถามถึงหญิงสาวอีกคนที่เธอคิดว่าหน้าตาสาวเจ้าก็จัดว่าเป็นคนสวยคนหนึ่ง
"อืม... ไม่รู้สิ ก็คงน่ารักกระมัง ถ้าพี่เจอเค้าที่ศิลปากร อาจจะรู้สึกว่าน่ารักกว่านี้" ผมตอบไปตามที่รู้สึก
"ทำไมล่ะ"
"รู้จักคำว่า 'ยกระดับ' ไหม"
"อย่างไร"
"เหมือนแต่แรกเริ่มเรากินแต่กาแฟผง ซองละ 10 บาท กินมันทุกวัน ๆ ก็นึกว่ามันอร่อย วันดีคืนดีเราไปกินกาแฟสด เราก็ เฮ้ย กาแฟมันต้องแบบนี้สิ! แล้วพอเรากลับไปกินกาแฟผงก็รู้สึกเฉย ๆ ไปเลย แล้ววันดีคืนดีอีก เราได้กินกาแฟสตาร์บั๊คส์ มันก็ยกระดับกาแฟเราไปอีกขั้นหนึ่ง เฮ้ย! นี่สิวะกาแฟ! เรากลับไปกินกาแฟสดก็เฉย ๆ ละ แล้วยิ่งกาแฟผงนี่กินไม่ได้เลย"
"แล้ว?"
"ตอนพี่อยู่ชั้นมัธยมฯ พี่เห็นบางคนน่ารักก็เออ นี่แหละวะน่ารักสุดล่ะ พอมาอยู่ศิลปากร ก็เหมือนอยู่ขั้นกินกาแฟสดน่ะ คนที่น่ารักสมัยอยู่มัธยมฯ ก็เป็นเฉย ๆ ไป ถ้าพี่เห็นเค้าตอนอยู่ศิลปากรก็คงจะรู้สึกว่าเค้าน่ารัก แต่พี่มาเห็นตอนนี้มันเลยเฉย ๆ"
"พี่อยู่ระดับกินกาแฟสตาร์บั๊คส์แล้ว?" เธอทำเสียงประหลาดใจ
"ก็ตอนนี้พี่เดินสวนทางกับนางฟ้าที่คณะทุกวัน ๆ ให้ตายเถอะ ถ้าอากาศไม่ร้อนพี่คงคิดว่าเดินอยู่บนสวรรค์ คิดดูสิ สาวเดินมาสิบ สวยสิบเอ็ดคน"
"หืม?"
"อีกคนเป็นผู้ชาย แต่ก็สวยไร้ที่ติ" ผมได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย
"แบบนี้คนนั้นของพี่ก็ไม่สวยแล้วสิ" เธอหมายถึงใครคนหนึ่งที่ผมมีใจให้ในขณะนี้
"ไม่ ไม่ ไม่เหมือนกัน"
"เค้าอยู่ระดับไหน กาแฟผง กาแฟสด หรือสตาร์บั๊คส์"
"พี่จัดระดับเค้าไม่ได้"
"ทำไม"
"เค้าเป็นบาดแผลในใจพี่"
"หืม?"
"เค้าเป็นความทรงจำที่พี่สลัดไม่หลุด ไม่เคยลืมได้ เค้าอยู่อีกมิติหนึ่ง คนละมิติกับกาแฟ คนละมิติกับการบอกว่าอยู่ระดับไหน บอกว่าเค้าเป็นอย่างไร สวย ไม่สวย น่ารัก ไม่น่ารัก เหมาะ ไม่เหมาะ อยากจีบ ไม่อยากจีบ"
"หมายความว่า?"
"สำหรับเค้า พี่ไม่มีทางเลือกเลย พี่เลือกไม่ได้เลยว่าจะรักหรือไม่รักเค้า เพราะพี่รักเค้า"


๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การตามหาหญิงสาวในคืนฝนตก (2)

"ที่เค้าเลิกกับพี่ ไม่ใช่เพราะเค้าหมดรักพี่หรอก แต่เป็นเพราะเค้าไม่เคยรักพี่มากกว่า"
เธอพูดราวกับหยั่งลึกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจผมเรียบร้อยแล้ว หรือผมกำลังคุยกับจิตใต้สำนึก-แน่นอน, ไม่มีใครควบคุมจิตใต้สำนึกได้
"แล้ว-ทำไม..."
"เค้าก็อาจจะแค่สงสารพี่ แค่เห็นใจพี่ หรือแค่เหงา แค่ไม่มีใคร แค่รอเวลาให้คนที่ดีกว่าผ่านเข้ามา"
"แค่นั้นเองหรือ"
"แล้วพี่ล่ะ พี่รักเค้าเพราะอะไร"
"พี่ไม่เคยรักเค้า..."


บางคนเมื่อตกหลุมรัก จะรู้สึกหวิวไหวเหมือนตกจากที่สูง บางคนรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนจะกระเด็นกระดอนออกมาจากอก แต่สำหรับผม คล้ายกับไม่รู้สึกอะไรเลย ความที่ไม่รู้สึกนั้นอาจเรียกว่าเป็นความไม่แน่ใจ-ไม่แน่ใจว่านี่คือความรักหรือเปล่า ความรู้สึกนั้นสดใหม่และแปลกต่างเกินที่จะรู้จักหากไม่เคยมาก่อน มันไม่มีตรรกะ เหตุผล หรือทฤษฎีวิเคราะห์อันใดพ่วงท้าย เป็นเพียงกลุ่มก้อนของความรู้สึกที่ทรงพลังมากจนมิอาจต้านทาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คือตอนที่ได้กลับมาพบคนที่ตกหลุมรักอีกครั้ง ความรู้สึกก็คือหัวใจนั้นเปล่าโหวงเคว้งคว้างเหมือนอยู่ท่ามกลางโลกไร้แรงดึงดูด และเมื่อได้อยู่ใกล้ใครคนนั้น ความคิดและห้วงคำนึงทุกอณูเป็นสีขาวโพลน
ปรารถนาประการเดียวคือเติมเต็มในสิ่งที่ตนเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร
อาจจะเคยพูด หรืออาจจะไม่เคยพูด แต่บางทีก็ไม่จำเป็นต้องพูด เพราะบางครั้งความเงียบนั้นทำงานได้ดีกว่าคำพูดนับร้อยล้านคำ ท่ามกลางบทสนทนาว่าด้วยเรื่องราวร้อยแปด ตรรกะพันชุด และทฤษฎีวิเคราะห์นับหมื่น เรากลับไม่เคยมองเห็นเสี้ยววินาทีของช่องว่างที่อยู่ระหว่างลมหายใจ
เธอไม่เคยถามคำถามสำคัญคำถามหนึ่ง-คำถามที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

"เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงเหรอคะ"
"ฮื่อ"
"แล้วพี่คิดยังไง"
"เธอก็รู้อยู่แล้วนี่"
"ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้?"
"พี่เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าโชคชะตาก็เหมือนเด็กซน ๆ ที่ชอบแกล้งเขี่ยมดให้แตกแถวเล่น ๆ"
"พี่จะบอกว่าเธอคนนั้นตายไปแล้ว?"
"เธอยังไม่ตาย เธอแค่เคยมีอยู่จริง"
"แล้วตอนนี้เธอหายไปไหน"


น่าใจหายที่ใครบางคนพร้อมที่จะหายไปจากใครอีกคนได้ง่าย ๆ เพียงแค่ความบิดผันเพียงนิดเดียวของโชคชะตา หรือบางทีอาจเป็นความผิดของผมเองที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเนิ่นจนโชคชะตามีโอกาสบิดผัน
การบอกว่าเวลาหรือโอกาสไม่อำนวยนั้นอาจเป็นเพียงคำแก้ตัวของคนขลาดเขลาเท่านั้น
หรือบางทีการเป็นคนขลาดเขลาอาจจะดีกว่า?

"ฉันมีความสุขที่ได้เห็นคุณอีกครั้ง...แต่ฉันไม่แน่ใจว่าการมาพบคุณจะเป็นความคิดที่ดีหรือเปล่า บางทีอาจจะดีกว่าสำหรับเราทั้งสองคนถ้าเราไม่ได้พบกัน บางทีแค่ได้รู้ว่าคุณมีความสุขดีก็น่าจะพอแล้ว..."
"แต่พอฉันรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ก็ดูเหมือนถ้าไม่มาพบคุณสักครั้งจะเป็นการเสียเปล่าไป ฉันจึงมาที่นี่ ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วคอยเฝ้าดูคุณ ถ้าเขาจำฉันไม่ได้ ฉันคิด บางทีฉันก็อาจจากไปโดยไม่ทักทาย แต่ฉันทนไม่ได้ ความทรงจำเก่าหวนคืนมามากมายเหลือเกิน ฉันต้องทักคุณ"
(การปรากฏตัวของหญิงสาวในคืนฝนตก)

ชิมาโมโตะมาปรากฏตัวต่อหน้าฮาจิเมะเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วเธอก็หายตัวไปตลอดกาล
ใครคนหนึ่งก็มาปรากฏตัวต่อหน้าผมในลักษณาการนั้น

"เธอไม่ได้หายไป เธอแค่เคยมีอยู่จริง"
"ตอนนี้เธอไม่ใช่ความจริง?"
"เธอเป็นความจริงสำหรับบางคนในบางสภาวะ แต่สำหรับพี่, เธอเพียงแค่เคยมีอยู่จริงเท่านั้น"
"แล้วความรักของพี่เป็นอย่างนั้นไหม"
"อย่างไร"
"เคยมีอยู่จริง"
"ไม่, ความรักของพี่เป็นความจริงเสมอ มันทั้งเคยมีอยู่ มีอยู่ในตอนนี้ และจะมีอยู่ตลอดไป"
เหมือนจู่ ๆ เธอนึกคำถามที่สำคัญที่สุดขึ้นมาได้
"แล้วพี่รักใคร"

เป็นอีกครั้งที่ผมไม่ได้ตอบคำถามของเธอ


วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๘/๐๗/๒๕๕๔

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การตามหาหญิงสาวในคืนฝนตก

"พี่คิดว่า คนเราอาจไม่ได้มีความรักเพียงครั้งเดียว แต่จะมีคนเดียวเท่านั้นที่เราพร้อมที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต เพียงเพื่อได้อยู่กับคน ๆ นั้น"
"พี่กำลังพูดถึง South of the Border, West of the Sun เหรอคะ?"


ส่วนหนึ่งจากบทสนทนากับใครคนหนึ่งซึ่งทุกครั้งที่ผมคุยกับเธอ ผมรู้สึกว่ากำลังเล่นเกมคุยกับตัวเอง แต่เป็นตัวเองที่ผมไม่อาจคาดเดา ไม่อาจจินตนาการถึงความซับซ้อน ความไม่ซับซ้อน ความสมบูรณ์แบบ ความไม่สมบูรณ์แบบของเธอได้ครบถ้วน

บางครั้งความรักก็เป็นเพียงการเริงระบำของจินตนาการ เหมือนทิศใต้ของพรมแดนที่ไม่มีอะไรอยู่ ทั้งที่เราคิดถึงบางสิ่งที่สวยงาม ใหญ่ และอ่อนนุ่ม

มนุษย์ทุกคนมีจุดอ่อนซ่อนอยู่ในส่วนที่เปราะบางที่สุดของหัวใจ ใครหลายคนไม่รู้ เพราะไม่มีเวลามากพอจะค้นหา นั่นเป็นเรื่องดีเพราะทำให้เขาไม่ต้องมาสนใจในรายละเอียดยิบย่อย นั่นทำให้ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างปรกติสุข

แต่สำหรับใครบางคนที่มีผัสสะละเอียดอ่อน สิ่งนี้จะกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่วูบไหวเข้ามาในห้วงคำนึง การถูกโบยตีด้วยจุดอ่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ แต่บางคนก็ยอมให้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาจะได้ค้นหาบางสิ่งซึ่งไม่มีอยู่จริงมาเติมเต็ม

ในระหว่างจำนวนจริงมีค่าอนันต์ซ่อนอยู่ ในมิติของหัวใจเองก็มีมิติความไม่สมบูรณ์ อาจเรียกว่าเป็นมิติเศษส่วน

อะไรที่ทำให้มิตินี้เกิดขึ้น?

อาจเป็นความบกพร่อง ความไม่สมบูรณ์แบบ หรือตะกอนความทรงจำของบางเหตุการณ์หรือบางคนที่ตกค้างในใจ บางเศษเสี้ยวอาจเลือนหายเมื่อเวลาผันผ่าน แต่จะมีเพียงแก่นแกนของความบกพร่องเท่านั้นที่จะยังคงติดแน่นในใจโดยไม่รู้เหตุผล แล้วในที่สุดมันจะพัฒนามาเป็นมิติเศษส่วนที่ไม่มีวันเต็ม มิติเศษส่วนมักซ่อนอยู่ในจุดที่เปราะบางที่สุดในใจ แต่เราก็จะเผลอลืมมันไปหมดสิ้น จนกว่าวันหนึ่งบางสิ่งบางอย่างในตัวจะตายจากไป เราจึงจะรู้สึกถึงมิติเศษส่วนนั้น

"พี่เจอเธอหรือยังล่ะ"
"อาจจะ"
"แล้วพี่ทำยังไง"
"พี่รอ"
"รออะไร"
"รอบางสิ่งที่ไม่มีจะวันเกิดขึ้น"
"พี่รอนานแค่ไหน"
"รอจนบางสิ่งบางอย่างในใจพี่ตายลง"
"แล้วพี่ทำยังไงต่อ"
"พี่ออกเดินทางไปยังทิศตะวันตก"


จุดอ่อนในส่วนที่เปราะบางที่สุดในหัวใจของใครคนหนึ่งจะถูกเขย่าได้ด้วยวิธีใดบ้าง? มันไม่ต้องการความซับซ้อนใด ๆ เลย เพียงแค่สัมผัสถึงบรรยากาศที่จะทำให้มิติของตัวเองแปรเปลี่ยนไปฉับพลันเท่านั้น

แต่การตระหนักในจุดอ่อนไม่ได้แปลว่าจุดอ่อนนั้นจะจางหายไป มิติเศษส่วนเรียกร้องให้เราแสวงหาบางสิ่งมาเติมเต็มทั้งที่เรารู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่มีอยู่จริง

การหาเศษส่วนมาเติมเศษส่วน ยิ่งทำให้ระดับเศษส่วนซับซ้อนทวีคูณ เว้นแต่การหาเศษส่วนเพียงหนึ่งเดียวที่สอดคล้องกันทั้งเศษและส่วนที่จะทำให้เศษส่วนกลายเป็นจำนวนเต็ม ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยมีอยู่ แต่มันจากไปในวันที่เราไม่ได้เตรียมพร้อม เราไม่มีวันค้นหาเศษส่วนนั้นพบในสภาพเดิม เพราะทุกอย่างในโลกเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่มีใครกดปุ่มหยุดเวลาชีวิตไว้ที่ช่วงอายุหนึ่งได้

ใครบางคนล้มลงบนพื้นแล้วตายลงเงียบ ๆ

"พี่เจออะไรที่นั่นบ้าง"
"ไม่รู้สิ... พี่อาจจะแค่อยากออกเดิน แต่บางทีพี่อาจจะคิดผิดก็ได้"
"พี่อยากจะหาอะไรบางอย่างที่อยู่ฟากฝั่งนั้นไม่ใช่เหรอ"
"พี่รู้อยู่แล้วว่ามันไม่มี ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว"
"แล้วพี่จะกลับมาเป็นอย่างเดิมได้ไหม"
ผมไม่ได้ตอบคำถามนั้น



วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๖/๐๗/๒๕๕๔

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บางห้วงคำนึงถึงกากี

วาติ จายํ ตโต คนฺโธ
ยตฺถ เม วสตี ปิยา
ทูเร อิโต หิ กากาติ
ยตฺถ เม นิรโต นโม ฯ

นางผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้าอยู่ ณ ที่ใด
กลิ่นนี้ฟุ้งมาจากที่นั้นแน่
ใจของข้าพเจ้าผู้ผูกสมัครรักใคร่ในนางคนใด
นางนั้นชื่อว่า กากาติ อยู่ไกลจากที่นี้แล

กถํ สมุทฺทานิ
กถํ อตริ เกปุกํ
กถํ สตฺต สมุทฺททานิ
กถํ สิมฺพลิมารุหิ ฯ

ท่านข้ามมหาสมุทรไปได้อย่างไร
ท่านข้ามแม่น้ำเกปุกะไปได้อย่างไร
ท่านข้ามมหาสมุทรทั้งเจ็ดไปได้อย่างไร
ท่านขึ้นต้นงิ้วได้อย่างไร

ตยา สมุทฺทมตรึ
ตยา อตริ เกปุกํ
ตยา สตฺต สมุทฺทานิ
ตยา สิมฺพลิมารุหิ ฯ

ข้าพเจ้าข้ามมหาสมุทรไปได้เพราะท่าน
ข้าพเจ้าข้ามแม่น้ำเกปุกะไปได้เพราะท่าน
ข้าพเจ้าข้ามมหาสมุทรทั้งเจ็ดไปได้เพราะท่าน
ข้าพเจ้าขึ้นต้นงิ้วไปได้เพราะท่าน

ธิรตฺถุ มํ มหากายํ    
ธิรตฺถุ มํ อเจตนํ
ยตฺถุ ชายายหํ ชารํ
อาวหามิ วหามิ จาติ ฯ

น่าติเตียนตัวเราผู้มีร่างกายใหญ่โต
น่าติเตียนตัวเราผู้ไม่มีความคิด
เพราะว่าเราพามาและพาไป
ซึ่งชายผู้เป็นชู้กับภรรยาตนเอง

.........................

"กลิ่นหอม ยังวนเวียนไม่เคยจางหายไป
กลิ่นนี้ เป็นของเธอในคืนนั้น ยังฝังใจ..."

"เธอทำให้ใจฉันร้อนรนร้อนรุ่มรุนแรง เกินกว่าฉันจะห้ามไหว
เธอทำให้ใจฉันปั่นป่วนคลั่งไคล้ตัวเธอ
แต่สุดท้ายก็ไป..."

"กลับมาสักที กลับมา, ไม่ว่าจะอยู่กับใคร
กลับมาสักที กลับมา, อย่าหนีไป
ฉันเฝ้ารอแต่เธอ
กลับมาสักที กลับมาสักที, อยากจะเจอ
กลับมาสักที คนดี, ฉันรักเธอ
คิดถึงเธอ, คิดถึงเธอเหลือเกิน..."

"เธอได้ยินบ้างไหม, เธอรู้ตัวบ้างไหม
ว่าคิดถึงเธอ, คิดถึงเธอเหลือเกิน"


วุฒินันท์ ชัยศรี
26 มิถุนายน 2554

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทบันทึกระหว่างการเดินทางสู่อดีตที่ไม่เคยไปถึง

เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง
มนุษย์อาจเดินทางไปยังอนาคตที่อยู่ไม่ไกลได้
แต่ไม่มีทฤษฎีใดบอกมนุษย์ถึงวิธีการเดินทางย้อนไปสู่อดีต
นอกเสียจากการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเป็นสองเท่าของความเร็วแสง
ซึ่งทำให้เราดำรงสถานะเทียบเท่าพลังงาน
เพื่อก้าวข้ามไปอีกยังมิติเวลาหนึ่งที่ทับซ้อนกันอยู่
ซึ่งไม่แน่ว่าอีกมิติหนึ่งของเราเป็นอดีตหรืออนาคต
แต่เมื่อแสงแดดไม่อาจเปลี่ยนกลับมาเป็นก้อนกรวด
แล้วเราที่กลายเป็นพลังงานไปแล้วจะกลับมาเป็นเราได้ล่ะหรือ?

แม้แต่พลังแห่งจินตนาการก็พาเรากลับไปไม่ถึงอดีตอย่างสมบูรณ์
อาจเก็บเกี่ยวได้เพียงบางเศษเสี้ยว แต่ไม่มีทางได้ชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ครบทั้งหมด
ใครจำได้บ้างตอนที่พูดคำว่าแม่เป็นครั้งแรก สมองเรามีจินตภาพถึงแม่จริงหรือเปล่า หรือเหตุผลมีแค่คำนี้เป็นคำที่ออกเสียงง่ายที่สุด
มีคนบอกว่า สมองมนุษย์จะจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเก็บไว้ในซอกมุมหนึ่ง รอเวลาที่จะมีอะไรกระตุ้น แล้วความทรงจำจะพรั่งพรูออกมาเอง
เช่นนั้น, ฉันหาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไมมนุษย์ถึงชอบสร้างอนุสาวรีย์
นอกเสียจากว่ามนุษย์นั้นมักจะลืมสิ่งสำคัญเสมอ

เพียงถอนลมหายใจครั้งเดียว เวลาก็ผ่านไปแล้วยี่สิบปี
จำไม่ได้เลยว่าตอนสี่ขวบมีกิจกรรมอะไรบ้างในแต่ละวัน
แม้แต่ภาพคุ้นตาที่มองเห็นเป็นประจำก็ไม่อาจเรียกได้ว่าภาพคุ้นตา
เพราะมันเลือนหายไปเร็วพอ ๆ กับการซ่อนโฆษณาไว้ในเฟรมที่ 24
เรามักจะรู้สึกตัวถึงการเคลื่อนไหวของอดีตเมื่อสายไปแล้ว
เช่นเดียวกับการหันกลับมามองสายลมที่พัดผ่านไปไกลแสนไกล

การตัดต่อพันธุกรรมคือการล่วงล้ำเข้าไปในขอบเขตอำนาจของพระเจ้า
ความเหิมเกริมของมนุษย์ก็เป็นเช่นนั้น, เป็นเช่นนั้นตลอดมา
แต่การที่มนุษย์ยังไม่มีแม้แต่ทฤษฎีที่จะนำตัวเองกลับไปสู่อดีตนั้นหมายความว่าอย่างไร
หมายความว่ามนุษย์ยังไม่ฉลาดมากพอ
หรือการกลับไปสู่อดีตนั้นไม่มีทางเป็นจริงได้
เพราะมันเป็นกฎที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา หรืออยู่เหนือกฎที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา
มีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

เราได้แต่หันกลับมามองสายลมแห่งอดีตที่พัดเลยผ่านไปอีกครั้ง, และอีกครั้ง
ความเหิมเกริมของมนุษย์ไม่มีค่าอะไรเลยเมื่ออดีตเริ่มเคลื่อนไหว
เราจึงตระหนักรู้ว่าแท้จริงมนุษย์นั้นช่างเปราะบาง
และวาระสุดท้ายคือจมจ่อมอยู่ในห้วงความทุกข์ทรมานอันเป็นนิรันดร์ของอนาคต


วุฒินันท์ ชัยศรี
25 มิถุนายน 2554