ถ้าหากน้ำตาฉันมีค่า
พอให้เธอหันมามองบ้าง
นึกถึงภาพทรงจำสีจาง
เรื่องราวระหว่างทาง-ระหว่างเรา
ถ้าหากน้ำตาฉันมีค่า
พอให้เธอมองมาที่เก่า
แววตาเปี่ยมฝันคงบรรเทา
ต่อลมหายใจเหงาอีกวัน
แต่เพราะยิ่งร้องไห้ยิ่งไร้ค่า
เธอไม่เคยมองมาที่ฉัน
ลืมแล้วทุกภาพเคยผูกพัน
เป็นเพียงความฝันเปล่าดาย
กลั้นกลืนน้ำตาไม่กล้าหลั่ง
เก็บทุกภาพความหลังเปี่ยมความหมาย
ตอกตรึงความฝันจนวันตาย
ในซากใจแหลกสลายด้วยคำลา
ขอโทษที่ร้องไห้ให้เธอเห็น
จะหลบเร้นรักไว้ไม่ครวญหา
ไม่มีอีกแล้วน้ำตา
เพราะไม่เคยมีค่าสำหรับเธอ
...
ฉันจะไม่ร้องไห้ฟายน้ำตา
เพราะฉันไม่มีค่าสำหรับเธอ
๒๓ มี.ค. ๒๕๕๘
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558
วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558
ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว
ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว
ใจฉันเหมือนแก้วร้าวบิ่น
สัมผัสแผ่วแผ่วก็พังภินท์
แหลกสิ้นเป็นผงทรายสลายไป
จะต้องรักและเสียรักสักกี่ครั้ง
ความหวังจึงเลิกหวังลงได้
จะต้องมีกี่ใจมาแลกใจ
จึงจะไม่เจ็บช้ำด้วยคำลา
ต้องสุขใจและเสียใจไม่รู้จบ
การพานพบและพรากไปอย่างไร้ค่า
น้ำตาหลั่งรินจนชินตา
แต่ก็ยังหลั่งมาเมื่อรักร้าว
หนทางข้างหน้านั้นแสนไกล
แต่ใจยังเจ็บเหน็บหนาว
เมฆหม่นมืดดำไร้ดาว
ล้มแล้วก็ฝืนก้าวต่อไป
ต้องมีรักและเสียรักสักกี่ครั้ง
ความหวังจะเลิกหวังลงได้
ต้องเจ็บอีกกี่ครั้งจึงฝังใจ
ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว!
๒๐ มี.ค. ๒๕๕๘
ใจฉันเหมือนแก้วร้าวบิ่น
สัมผัสแผ่วแผ่วก็พังภินท์
แหลกสิ้นเป็นผงทรายสลายไป
จะต้องรักและเสียรักสักกี่ครั้ง
ความหวังจึงเลิกหวังลงได้
จะต้องมีกี่ใจมาแลกใจ
จึงจะไม่เจ็บช้ำด้วยคำลา
ต้องสุขใจและเสียใจไม่รู้จบ
การพานพบและพรากไปอย่างไร้ค่า
น้ำตาหลั่งรินจนชินตา
แต่ก็ยังหลั่งมาเมื่อรักร้าว
หนทางข้างหน้านั้นแสนไกล
แต่ใจยังเจ็บเหน็บหนาว
เมฆหม่นมืดดำไร้ดาว
ล้มแล้วก็ฝืนก้าวต่อไป
ต้องมีรักและเสียรักสักกี่ครั้ง
ความหวังจะเลิกหวังลงได้
ต้องเจ็บอีกกี่ครั้งจึงฝังใจ
ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว!
๒๐ มี.ค. ๒๕๕๘
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558
อำนาจ
อำนาจคุณจะยาวนานสักแค่ไหน
เมื่อไม่ได้มีรากฐานผ่านสิทธิ์เสียง
วาดวิมานไร้หลักมักเอนเอียง
ลมพัดเพียงแผ่วแผ่วก็พร้อมพัง
อำนาจนั้นจะยาวนานสักแค่ไหน
เมื่อคุณใช้อย่างเกินกล้าอย่างบ้าคลั่ง
อำนาจที่ชิงมาน่าชิงชัง
แต่คุณยังยิ้มยั่วไม่กลัวเกรง
อำนาจคุณยิ่งใช้ยิ่งใกล้หมด
แต่คุณไม่ละลดการข่มเหง
หรือคิดว่าเราพอใจได้ฟังเพลง
จำได้ไหมตายายตะเบ็งหลับหูหลับตา
หากคิดว่าอำนาจเป็นนิรันดร์
ก็เชิญฝันให้สมมาดปรารถนา
เมื่อคุณข่มโคขืนกลืนหญ้าคา
โคคลั่งจะขวิดฆ่าคนขืนโค!
๑ มี.ค. ๒๕๕๘
เมื่อไม่ได้มีรากฐานผ่านสิทธิ์เสียง
วาดวิมานไร้หลักมักเอนเอียง
ลมพัดเพียงแผ่วแผ่วก็พร้อมพัง
อำนาจนั้นจะยาวนานสักแค่ไหน
เมื่อคุณใช้อย่างเกินกล้าอย่างบ้าคลั่ง
อำนาจที่ชิงมาน่าชิงชัง
แต่คุณยังยิ้มยั่วไม่กลัวเกรง
อำนาจคุณยิ่งใช้ยิ่งใกล้หมด
แต่คุณไม่ละลดการข่มเหง
หรือคิดว่าเราพอใจได้ฟังเพลง
จำได้ไหมตายายตะเบ็งหลับหูหลับตา
หากคิดว่าอำนาจเป็นนิรันดร์
ก็เชิญฝันให้สมมาดปรารถนา
เมื่อคุณข่มโคขืนกลืนหญ้าคา
โคคลั่งจะขวิดฆ่าคนขืนโค!
๑ มี.ค. ๒๕๕๘
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
10 เรื่องที่เราได้เรียนรู้จากการปั่นจักรยานในเมืองหลวง
ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ขรี้จะแตก พระจะสึก หรือกระแสแอนตี้ฮิปสเตอร์จะมาแรงแค่ไหน ฮิป (โป) สะเต้ออย่างเราก็ยังคงก้มหน้าปั่นจักรยานมาทำงานต่อไปเพื่อให้ชีวิตมันฮิป และนี่ก็คือ 10 เรื่องที่เราได้เรียนรู้จากการปั่นจักรยานในเมืองหลวงมาหลายเดือน
1. การปั่นจักรยานบนถนนในกรุงเทพฯ ทำไมมันไม่ชิค ไม่คูลเหมือนที่เค้าพูด ๆ กันเลยวะ มันคือสงคราม! สงครามระหว่างพาหนะสองล้อขับเคลื่อนด้วยแรงคนตัวน้อย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์ รถร่วม ฯลฯ สงครามที่กองโจรตัวน้อย ๆ จะต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเรื่องเกินคาดเดา ทั้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างฝาท่อระบายน้ำกว้างไปนิด หรือเรื่องอย่างรถร่วมจะเบียดเข้าเลนซ้าย บีเอ็มคันหรูจะเลี้ยวซ้ายโดยไม่มีสัญญาณบอกเพราะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ขณะที่เราเพิ่งจะหลบเข้าเลนซ้ายมาแบบเกินจะยั้งตีน
2. ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของจักรยานไม่ใช่รถร่วมฯ อย่างที่ตั้งความหวังไว้ แต่กลับเป็นพาหนะสองล้อเหมือนกันอย่างพี่มอ'ไซค์ทั้งรับจ้างและไม่รับจ้าง มอเตอร์ไซค์น่าจะเป็นพาหนะที่ได้รับอภิสิทธิ์สูงสุดบนถนนประเทศไทยแล้ว ไม่ว่าจะอยากแซง อยากปาด อยากเบียด อยากพรวดออกมาจากซอย อยากยูเทิร์น อยากขี่สวนเลน อยากปีนฟุตบาท ฯลฯ พี่ท่านก็ทำได้ทั้งนั้น สิ่งเดียวที่พี่มอ'ไซค์ทำไม่ได้คือทำถูกกฎจราจร
3. มอเตอร์ไซค์ขี่สวนเลน เรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กแต่เป็นพิษภัยกับจักรยานมาก การไม่เปลี่ยนเลนหลีกทันทีไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะต้องหันไปมองดูก่อนว่ามีรถกำลังซิ่งตามหลังมารึเปล่า ซี้ซั้วเปลี่ยนเลนก็ดับอนาถกันพอดี เราไม่ติดใจมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่สวนเลนมาเท่าไร เพราะเขาคงยอมแบกรับความเสี่ยงเพื่อแลกกับการประหยัดเวลา แต่สำหรับคุณพ่อลูกอ่อนที่กระเตงลูกน้อยไว้ที่เบาะขับมอเตอร์ไซค์สวนเลนมา แน่นอนว่าเขาคงประหยัดเวลาขับอ้อมไปยูเทิร์นไกล ๆ แต่อะไรล่ะคือราคาที่เขาต้องจ่ายหากเกิดอุบัติเหตุ
4. น่าสังเกตว่ารถ ปอ. ส่วนมากจะมารยาทดี ไม่ค่อยคุกคามคนปั่นจักรยานมากนัก ส่วนรถร่วมฯ เราจะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่มาคุกคามเวลาถูกจี้ตูด บางครั้งรังสีอำมหิตก็แถมพกเสียงแตรปี๊น ๆ พยายามทำความเข้าใจว่ารถร่วมฯ เขาได้เงินจากค่าตั๋ว ดังนั้นการเบียดเข้าเลนซ้ายไม่ได้เพราะติดจักรยานเพียงป้ายเดียวอาจทำให้เขาสูญเสียรายได้ไปหลายร้อยหลายพัน ใจเขาใจเราเนอะ
5. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในข้อ 4 เวลาขี่ไปใกล้ ๆ ป้ายรถเมล์ ควรคำนวนว่าจะปั่นพ้นไม่ขวางทางรถเมล์ไหม ถ้าไม่พ้นก็จอดหลบให้รถเมล์ได้ทำหน้าที่รับส่งมวลชนก่อนดีกว่า นี่เห็นแก่คนหมู่มากนะไม่ได้กลัวพี่รถร่วมฯ (ฮา)
6. นอกจากไฟกระพริบและกระจกมองหลังแล้ว สิ่งที่ต้องตรวจเช็คให้ทำงานได้ 100% เสมอไม่ใช่ชุดเฟืองขับ ไม่ใช่ลมยาง แต่เป็นระบบเบรก เพราะการปั่นในกรุงเทพฯ ต้องเบรกบ่อยกว่าสปริ้นท์ ปั่นไปเถอะอีกสักสองนาทีก็มีเรื่องให้มึงต้องเบรกเอี๊ยดดดด! จนได้
7. อาการเบรกบ่อยแบบนี้ไม่อนุญาตให้คุณใจลอย หาไม่จะพาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยง เช่น ปั่นชิดซ้ายสุดขณะที่รถร่วมฯ ก็จะเบียดเข้าเลนซ้ายเพื่อแย่งผู้โดยสารจากรถร่วมฯ คันหลัง หรือรู้สึกตัวอีกทีเมื่ออยู่ท่ามกลางสามแยกที่รถสามคันต่างจะแย่งเข้าสู่ทางของกรู ดังนั้นการปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ คือการบำเพ็ญสมาธิอย่างยิ่งยวด
8. ผิดรีบรับผิด ไม่ผิดก็ต้องรับผิด ไหว้ได้รีบไหว้ ชนชั้นจักรยานในประเทศโลกที่สามควรเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะอาวุธที่เราใช้ฟาดคู่กรณีได้มีแค่... สูบลมพกพา
9. ถ้าอยากผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองจักรยานจริง ๆ หนึ่งนโยบายที่ควรมีอย่างยิ่งคือ 1 ห้าง 1 ห้องอาบน้ำครับ เพราะห้องอาบน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปั่นจักรยานในประเทศเมืองร้อน อยากจะปั่นจักรยานไปดูหนังในห้าง แต่ของแถมคือกลิ่นจั๊กกะแร้อบอวลเต็มโรงนี่ก็ไม่ไหวนะครัช
10. สมัยหัดขับรถบนถนนแถวบ้าน เวลาเห็นมอเตอร์ไซค์ขี่กินเลนเข้ามามาก ๆ เราก็รำคาญคิดว่าทำไมไม่ชิดซ้ายสุด ๆ ไปวะ ขี้เกียจแซง แต่พอได้ปั่นจักรยานบนถนนแถวบ้านเท่านั้นแหละ เราก็เห็นใจมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาทันที ด้วยว่าไหล่ถนนประเทศไทยนั้นช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามในการชิดซ้าย ทั้งหลุมบ่อและแขนขาของต้นไม้ที่ยื่นมาฟาดหน้า ดังนั้นเราคิดว่าหากให้คนขับรถยนต์ทุกคนได้ลองขี่พาหนะทุกระดับ เราจะเห็นใจกันมากขึ้น บีบแตรไล่จักรยานที่กินเลนน้อยลง ยิ่งไหล่ทางกรุงเทพฯ นั้นยิ่งมิราเคิลมาก มีทั้งฝาท่อที่ไม่ยอมปิด ตะแกรงระบายน้ำแนวตั้ง (ทำเป็นแนวขวางมันจะตายมั้ย) หลุมบ่อขรุขระยิ่งกว่าดาวอังคาร และ เดอะ ขี้สีก ว้อเท่อะ ที่ทำให้จักรยานเราหอมละมุนจนคนข้าง ๆ มองค้อนเวลาแบกขึ้นบีทีเอส
หวังว่าการปั่นไปเรื่อย ๆ จะได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เพราะนี่คือวิถีแห่งฮิป (โป) สะเต้อ!!!
1. การปั่นจักรยานบนถนนในกรุงเทพฯ ทำไมมันไม่ชิค ไม่คูลเหมือนที่เค้าพูด ๆ กันเลยวะ มันคือสงคราม! สงครามระหว่างพาหนะสองล้อขับเคลื่อนด้วยแรงคนตัวน้อย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์ รถร่วม ฯลฯ สงครามที่กองโจรตัวน้อย ๆ จะต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเรื่องเกินคาดเดา ทั้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างฝาท่อระบายน้ำกว้างไปนิด หรือเรื่องอย่างรถร่วมจะเบียดเข้าเลนซ้าย บีเอ็มคันหรูจะเลี้ยวซ้ายโดยไม่มีสัญญาณบอกเพราะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ขณะที่เราเพิ่งจะหลบเข้าเลนซ้ายมาแบบเกินจะยั้งตีน
2. ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของจักรยานไม่ใช่รถร่วมฯ อย่างที่ตั้งความหวังไว้ แต่กลับเป็นพาหนะสองล้อเหมือนกันอย่างพี่มอ'ไซค์ทั้งรับจ้างและไม่รับจ้าง มอเตอร์ไซค์น่าจะเป็นพาหนะที่ได้รับอภิสิทธิ์สูงสุดบนถนนประเทศไทยแล้ว ไม่ว่าจะอยากแซง อยากปาด อยากเบียด อยากพรวดออกมาจากซอย อยากยูเทิร์น อยากขี่สวนเลน อยากปีนฟุตบาท ฯลฯ พี่ท่านก็ทำได้ทั้งนั้น สิ่งเดียวที่พี่มอ'ไซค์ทำไม่ได้คือทำถูกกฎจราจร
3. มอเตอร์ไซค์ขี่สวนเลน เรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กแต่เป็นพิษภัยกับจักรยานมาก การไม่เปลี่ยนเลนหลีกทันทีไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะต้องหันไปมองดูก่อนว่ามีรถกำลังซิ่งตามหลังมารึเปล่า ซี้ซั้วเปลี่ยนเลนก็ดับอนาถกันพอดี เราไม่ติดใจมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่สวนเลนมาเท่าไร เพราะเขาคงยอมแบกรับความเสี่ยงเพื่อแลกกับการประหยัดเวลา แต่สำหรับคุณพ่อลูกอ่อนที่กระเตงลูกน้อยไว้ที่เบาะขับมอเตอร์ไซค์สวนเลนมา แน่นอนว่าเขาคงประหยัดเวลาขับอ้อมไปยูเทิร์นไกล ๆ แต่อะไรล่ะคือราคาที่เขาต้องจ่ายหากเกิดอุบัติเหตุ
4. น่าสังเกตว่ารถ ปอ. ส่วนมากจะมารยาทดี ไม่ค่อยคุกคามคนปั่นจักรยานมากนัก ส่วนรถร่วมฯ เราจะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่มาคุกคามเวลาถูกจี้ตูด บางครั้งรังสีอำมหิตก็แถมพกเสียงแตรปี๊น ๆ พยายามทำความเข้าใจว่ารถร่วมฯ เขาได้เงินจากค่าตั๋ว ดังนั้นการเบียดเข้าเลนซ้ายไม่ได้เพราะติดจักรยานเพียงป้ายเดียวอาจทำให้เขาสูญเสียรายได้ไปหลายร้อยหลายพัน ใจเขาใจเราเนอะ
5. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในข้อ 4 เวลาขี่ไปใกล้ ๆ ป้ายรถเมล์ ควรคำนวนว่าจะปั่นพ้นไม่ขวางทางรถเมล์ไหม ถ้าไม่พ้นก็จอดหลบให้รถเมล์ได้ทำหน้าที่รับส่งมวลชนก่อนดีกว่า นี่เห็นแก่คนหมู่มากนะไม่ได้กลัวพี่รถร่วมฯ (ฮา)
6. นอกจากไฟกระพริบและกระจกมองหลังแล้ว สิ่งที่ต้องตรวจเช็คให้ทำงานได้ 100% เสมอไม่ใช่ชุดเฟืองขับ ไม่ใช่ลมยาง แต่เป็นระบบเบรก เพราะการปั่นในกรุงเทพฯ ต้องเบรกบ่อยกว่าสปริ้นท์ ปั่นไปเถอะอีกสักสองนาทีก็มีเรื่องให้มึงต้องเบรกเอี๊ยดดดด! จนได้
7. อาการเบรกบ่อยแบบนี้ไม่อนุญาตให้คุณใจลอย หาไม่จะพาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยง เช่น ปั่นชิดซ้ายสุดขณะที่รถร่วมฯ ก็จะเบียดเข้าเลนซ้ายเพื่อแย่งผู้โดยสารจากรถร่วมฯ คันหลัง หรือรู้สึกตัวอีกทีเมื่ออยู่ท่ามกลางสามแยกที่รถสามคันต่างจะแย่งเข้าสู่ทางของกรู ดังนั้นการปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ คือการบำเพ็ญสมาธิอย่างยิ่งยวด
8. ผิดรีบรับผิด ไม่ผิดก็ต้องรับผิด ไหว้ได้รีบไหว้ ชนชั้นจักรยานในประเทศโลกที่สามควรเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะอาวุธที่เราใช้ฟาดคู่กรณีได้มีแค่... สูบลมพกพา
9. ถ้าอยากผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองจักรยานจริง ๆ หนึ่งนโยบายที่ควรมีอย่างยิ่งคือ 1 ห้าง 1 ห้องอาบน้ำครับ เพราะห้องอาบน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปั่นจักรยานในประเทศเมืองร้อน อยากจะปั่นจักรยานไปดูหนังในห้าง แต่ของแถมคือกลิ่นจั๊กกะแร้อบอวลเต็มโรงนี่ก็ไม่ไหวนะครัช
10. สมัยหัดขับรถบนถนนแถวบ้าน เวลาเห็นมอเตอร์ไซค์ขี่กินเลนเข้ามามาก ๆ เราก็รำคาญคิดว่าทำไมไม่ชิดซ้ายสุด ๆ ไปวะ ขี้เกียจแซง แต่พอได้ปั่นจักรยานบนถนนแถวบ้านเท่านั้นแหละ เราก็เห็นใจมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาทันที ด้วยว่าไหล่ถนนประเทศไทยนั้นช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามในการชิดซ้าย ทั้งหลุมบ่อและแขนขาของต้นไม้ที่ยื่นมาฟาดหน้า ดังนั้นเราคิดว่าหากให้คนขับรถยนต์ทุกคนได้ลองขี่พาหนะทุกระดับ เราจะเห็นใจกันมากขึ้น บีบแตรไล่จักรยานที่กินเลนน้อยลง ยิ่งไหล่ทางกรุงเทพฯ นั้นยิ่งมิราเคิลมาก มีทั้งฝาท่อที่ไม่ยอมปิด ตะแกรงระบายน้ำแนวตั้ง (ทำเป็นแนวขวางมันจะตายมั้ย) หลุมบ่อขรุขระยิ่งกว่าดาวอังคาร และ เดอะ ขี้สีก ว้อเท่อะ ที่ทำให้จักรยานเราหอมละมุนจนคนข้าง ๆ มองค้อนเวลาแบกขึ้นบีทีเอส
หวังว่าการปั่นไปเรื่อย ๆ จะได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เพราะนี่คือวิถีแห่งฮิป (โป) สะเต้อ!!!
วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ก้อนหิน
คู่รักทุกคู่ในโลกเว้นแต่คู่ของข้าพเจ้าคงไม่มีคู่ไหนเลิกรากันเพราะก้อนหินเป็นแน่ หรือที่จริงควรจะกล่าวว่าเพราะปลาทองคู่นั้นซึ่งข้าพเจ้าซื้อมาเป็นของขวัญในวันแห่งความรักเป็นต้นเหตุให้เราทุ่มเถียงกันเรื่องก้อนหิน เธอยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องใช้ก้อนหินประดับตู้ปลาคุณภาพสูงที่วางขายอยู่ในร้าน พลางร่ายถึงสรรพคุณว่าก้อนหินเหล่านั้นสีสรรพ์สวยงาม เจียระไนโค้งมนไม่เป็นอันตรายต่อร่างบอบบางสีทอง ซ้ำยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีทันสมัย ส่วนข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจากแสดงความแปลกใจอย่างโจ่งแจ้งว่าเหตุใดมนุษย์จึงซื้อขายหินก้อนเล็ก ๆ ด้วยราคาเทียบเท่ากับค่าจ้างกรรมาชนแบกหินภูเขาในอัตราอย่างน้อยสามถึงสี่วัน ทั้งที่จริงก้อนหินเหล่านั้นเราล้วนฉกฉวยได้จากหลังบ้านของเราเอง แม้อาจแตกต่างในรายละเอียดแต่เนื้อแท้แล้วล้วนคือก้อนหินดุจเดียวกัน เพียงเท่านั้นเธอก็เอ่ยคำลา สำทับว่าข้าพเจ้าหยาบคายและสิ้นไร้ความห่วงใยต่อเธอแม้เพียงเศษเสี้ยว ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งข้าพเจ้าให้อยู่กับปลาทองคู่กรรมในถุงน้ำสีหม่น
๑๕/๐๒/๒๕๕๘
๑๕/๐๒/๒๕๕๘
วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ลืม
เธอจะลืมฉันเลยก็ได้
ทำเหมือนว่าไม่เคยมีอยู่
เธอคงไม่สนใจไม่รับรู้
เคยเคียงคู่กลับไร้ค่าน้ำตานอง
ฉันจะไม่ร่ำไห้ให้เธอเห็น
จะหลบเร้นแววตาไว้ไม่หม่นหมอง
ความรักเคยอบอุ่นคือฝุ่นละออง
กวาดทิ้งแล้วไม่ต้องมารำคาญ
ภาพฝันเคยร่วมฝันพลันพินาศ
ความหวังเคยหวังวาดเมื่อวันหวาน
พริบตาก็หายวับกับวันวาน
เหลือแต่รอยร้าวรานการจากลา
เส้นทางชีวิตฉันนั้นเหน็บหนาว
แต่หากเธอร่วมก้าวคงกล้าฝ่า
เมื่อเหลือเพียงความช้ำและน้ำตา
หนทางข้างหน้าช่างแสนไกล
ฉันไม่มีความหมายมาแต่ต้น
ฉันไม่มีตัวตนมาแต่ไหน
สุดท้ายคนพ่ายแพ้แค่ฝันไป
เจ็บก็รักษาใจให้ตัวเอง
...
เส้นทางของคนแพ้แค่ทำใจ
เจ็บก็ก้าวต่อไปเพียงลำพัง
ก.พ. ๒๕๕๘
ทำเหมือนว่าไม่เคยมีอยู่
เธอคงไม่สนใจไม่รับรู้
เคยเคียงคู่กลับไร้ค่าน้ำตานอง
ฉันจะไม่ร่ำไห้ให้เธอเห็น
จะหลบเร้นแววตาไว้ไม่หม่นหมอง
ความรักเคยอบอุ่นคือฝุ่นละออง
กวาดทิ้งแล้วไม่ต้องมารำคาญ
ภาพฝันเคยร่วมฝันพลันพินาศ
ความหวังเคยหวังวาดเมื่อวันหวาน
พริบตาก็หายวับกับวันวาน
เหลือแต่รอยร้าวรานการจากลา
เส้นทางชีวิตฉันนั้นเหน็บหนาว
แต่หากเธอร่วมก้าวคงกล้าฝ่า
เมื่อเหลือเพียงความช้ำและน้ำตา
หนทางข้างหน้าช่างแสนไกล
ฉันไม่มีความหมายมาแต่ต้น
ฉันไม่มีตัวตนมาแต่ไหน
สุดท้ายคนพ่ายแพ้แค่ฝันไป
เจ็บก็รักษาใจให้ตัวเอง
...
เส้นทางของคนแพ้แค่ทำใจ
เจ็บก็ก้าวต่อไปเพียงลำพัง
ก.พ. ๒๕๕๘
วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
เคลื่อนไหวในจันทร์กระจ่าง / แอมโบรส เบียร์ซ
บันทึกไว้ในพอศอ 2558 ว่า สี่ซ้าห้าปีผ่านไป อาการ "ไม่ถูกโรค" กับนักเขียนมะกันก็ยังไม่หาย แม้จะเป็น "บิ๊กเนม" ระดับแอมโบรส เบียร์ซ ก็ตามที อันที่จริงถ้าย้อนเวลากลับไปช่วงอ่านใหม่ ๆ ผมอาจจะตื่นเต้นกับเรื่องสั้นชุดนี้ก็เป็นได้นะ หลอกหลอนลับลวงหักมุมตกค้างในใจดีแท้ แต่เหมือนเลยวัยอ่านแล้วยังไงไม่รู้ หรืออีกทางหนึ่งก็ยังไม่แก่กล้าพอจะอ่านงานของนักเขียนอเมริกันแล้ว "ซึ้งซ่าน" อาการเดียวกับตอนอ่านงานของปาป้าเฮมิงเวย์ (บางเรื่องที่ยกย่องกัน) แล้วเกาหัวแกรก ๆ นั่นแล
พยายามแคะความหมายจากคำของหลาย ๆ เรื่อง อย่างที่ลุงแกบอกไว้ว่า "อักษรตัวใดตัวหนึ่งเมื่อถูกคัดสรรมาเพื่อเขียนวรรณกรรมแล้ว หากสามารถทดแทนหรือมีความหมายเท่ากับอักษรอื่น ๆ สามหรือสี่ตัวได้ นั่นหมายถึงงานเขียนนั้นเป็นงานชั้นดี" ก็ยังแคะไม่ค่อยออก เป็นปัญหาว่าเพราะเป็นงานแปล หรือต่อให้กลับไปอ่านต้นฉบับก็ยังแคะไม่ออกอยู่ดีเพราะต้องรู้ความหมาย "อิ้งลิช อเมริกันสไตล์" อีกคำรบหนึ่งหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลยรอบนี้ตัดสินใจอ่านเอาเรื่องเอาพล็อตจากลุงเป็นหลักก็แล้วกัน
พล็อตดีไหมก็นับว่าดีเลยนะ แต่ที่ชอบมากกว่าคือบรรยากาศของเรื่องที่ช่างลับลวงพราง ลึกลับน่าขนลุกมันซะทุกเรื่อง (อ่านตอนกลางคืนจะได้อารมณ์มาก) เรื่องที่ชอบมากในเล่มนี้คือ "หญิงสาวอีกฟากกำแพง" บรรยากาศแบบนี้มันชวนหวิวใจปนขนลุกดี ส่วนเรื่องที่คนเค้ายกย่องกันมาก ๆ อย่าง "กวัดแกว่งบางเบาใต้สะพานมรณะ" ก็มองข้ามไม่ได้เลย ลับลวงพราง โขยกเขย่าเศร้าสะเทือนดี "ม้าบินและบุรุษชาติอาชาไนย" ก็ต้องอ่านไปจนบรรทัดสุดท้ายแล้วจะอุทานแบบว่า เฮ้ย! เจ๋งดีนะ "คำสั่งประหารในคืนแรม" ก็ช่างยอกย้อนจิตใจมนุษย์ดี "ดวงตาพยัคฆ์" นี่ก็เสือสมิงเวอร์ชั่นอเมริกัน อีกเรื่องที่ชอบในโทนเรื่องเศร้า ๆ จากสงคราม (ซึ่งมีหลายเรื่องในเล่ม) ชอบ "สงครามในฤดูใบไม้ผลิ" นอกนั้นก็เศร้าอยู่แต่ไม่สะเทือนมากเท่าไร เรื่องที่ไม่ได้พูดถึงไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีระดับมาตรฐานเรื่องสั้นชั้นดีทั้งนั้นแหละนะ แต่ที่ไม่สะเทือนมากคงเพราะเราพ้นวัย (วัยตื่นเต้นกับเรื่องสั้นหักมุม) หรือยังไม่ถึงวัย (นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว) หรือสติปัญญายังไม่ถึงในเรื่องสั้นบางเรื่องก็ไม่ทราบได้ คงต้องเก็บไว้อ่านอีกรอบตอนอายุเยอะกว่านี้
------------------------------------------
Quotations:
..."ความตายน่ากลัว!" - เป็นคำพูดของบุรุษผู้กำหนดความตาย
"มันน่ากลัวเฉพาะบรรพบุรุษที่ป่าเถื่อนเท่านั้น" จารบุรุษพูดอย่างเคร่งขรึม "เพราะพวกเขาด้อยสติปัญญาที่จะจำแนกแยกแยะความคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกออกจากความคิดเกี่ยวกับร่างกายที่ใช้แสดงความรู้สึกนั้นได้- แม้กระทั่งพวกที่มีสติปัญญาต่ำกว่า อย่างเช่นพวกลิง อาจจะไม่สามารถจินตนาการภาพบ้านที่ปราศจากคนอยู่อาศัยได้ และเมื่อเห็นกระท่อมผุพังหลังหนึ่ง มันก็คิดว่าผู้อยู่อาศัยกำลังมีความทุกข์ สำหรับพวกเราที่เห็นความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะเราได้รับการสืบทอดสันดานมาให้คิดว่าเป็นเช่นนั้น ปรุงแต่งความนึกคิดด้วยทฤษฎีที่ป่าเถื่อนและเลื่อนลอยเพ้อฝันเกี่ยวกับอีกภพหนึ่ง-ดังเช่นการให้นามของสถานที่ต่าง ๆ อันเป็นต้นกำเนิดของตำนานที่อธิบายเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ดังกล่าวนั้น รวมไปถึงประพฤติกรรมอันไร้เหตุผลที่อธิบายด้วยหลักปรัชญาต่าง ๆ
"ท่านสามารถแขวนคอผมได้...ท่านนายพล แต่อำนาจอันชั่วร้ายของท่านก็สิ้นสุดลงตรงนั้น ท่านไม่สามารถตัดสินให้ผมขึ้นสวรรค์ได้"
(คำสั่งประหารในคืนแรม: หน้า 86)
พวกเราไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ใหม่ต่อภูมิประเทศแถวนี้เสียจนไม่รู้ว่าชีวิตอันโดดเดี่ยวอ้างว้างของชาวทุ่งราบจำนวนมากมาย มีแนวโน้มส่อว่าพฤติกรรมและลักษณะนิสัยจะแปรเปลี่ยนผิดปกติไปนั้น หาได้จำแนกออกจากความวิปลาสทางจิตได้ง่าย ๆ อย่างชัดเจนเสมอไปไม่ มนุษย์คนหนึ่งก็เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่ง หากอยู่ในท่ามกลางป่าแห่งเพื่อนฝูง เขาก็จะเติบโตตรงขึ้นไปตามที่ธรรมชาติโดยทั่วไปและธรรมชาติแห่งปัจเจกบุคคลของเขาจะเอื้ออำนวย หากขึ้นอยู่ตามลำพังในพื้นที่ว่างโล่ง เขาก็จะโอนอ่อนคล้อยตามแรงบังคับกดดันที่แวดล้อม ทำให้รูปทรงบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไป
(อาคันตุกะในยามวิกาล: หน้า 168)
การเป็นคนอย่างไซลาส ดีมเมอร์ ซึ่งมีชีวิตและอุปนิสัยไม่สุงสิงสมาคมกับใคร ใช้ชีวิตสถิตเสถียร ไม่เดินทางท่องเที่ยวสังสรรค์ จนนักเล่าเรื่องขำขันประจำหมู่บ้าน (ผู้ซึ่งเคยเรียนระดับมหาวิทยาลัยมาแล้ว) เกิดแรงดลใจให้สมญานามแก่เขาว่า ไอบิเด็ม (Ibidem.)
(เหยือกน้ำหวาน: หน้า 224)
[เบียร์ซ, แอมโบรส ; วิมล กุณราชา, แปล. เคลื่อนไหวในจันทร์กระจ่าง The Moonlit road. ปทุมธานี : นาคร, 2557.]
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
สาระประจำวันนี้: ฟรักโทส และ น้ำต้อย
เริ่มจากสงสัยว่าไอ้น้ำตาล Fructose ถอดเป็นภาษาไทยว่าไงวะ ไม่คิดว่าจะเจอในพจนานุกรมจริง ๆ (ตายห่าก่อนหน้านี้ใช้ฟรุกโตสตลอดเลย ขออภัยในสำเนียงภูธร) แต่พอดูคำแปล "น้ำต้อยของดอกไม้" แปลว่าอะไรวะเนี่ย ก็เลยเปิดต่อ อ๋อเป็นเช่นฉะนี้เองครับ วันนี้เลยได้สาระมาสองคำ แต่ไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหนแฮะ 555
อ้างอิง: พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 : เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556. หน้า 856, 627.
วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558
ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน (Lexington Ghosts) / Haruki Murakami
รวมเรื่องสั้นชุดสุดท้ายในโปรเจคท์ "แฟนมูราคามิรวมหัว" ซึ่งมีทั้งหมด 3 เล่ม ถ้าเล่มแรก (เส้นแสงที่สูญหายฯ) คือบันทึกวัยเยาว์อันแหว่งวิ่นเว้าโหวง เล่มสอง (คำสาปร้านเบเกอรี่) เป็นการตะโกนอย่างเงียบงันของปัจเจก เล่มสามก็คงเป็นงานแนวทดลองที่พยายามขยายพื้นที่ประวัติศาสตร์และความทรงจำของปัจเจกเพื่อให้ตัวตนของเราดำรงอยู่ได้ในวันที่ทุกสิ่งรอบตัวกำลังล่มสลายลงอย่างช้า ๆ อย่างที่เฮียแกว่า "ผมอยากสร้างสรรค์อดีตขึ้นใหม่อีกครั้ง (re-create the past) มากกว่าจะผลิตซ้ำอดีต (re-produce the past)"
น่าแปลกว่าคราวนี้ผมกลับติดใจเรื่องที่เล่าเรียบ ๆ ตัวละครก็เรียบ ๆ อย่าง "เงียบงัน" ที่กลับรู้สึกสั่นไหวรุนแรงทันทีที่อ่านจบ ขณะที่บางเรื่องอย่าง "ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน" "มนุษย์น้ำแข็ง" หรือ "ชายคนที่เจ็ด" รู้สึกแวบแรกว่าน่าจะดีเพราะแปลกดี แต่พอปล่อยเวลาตกตะกอนสักพักก็พบว่าเรื่องนั้นไม่ได้เขย่าให้เราสั่นสะเทือนมากนัก อีกเรื่องที่คิดว่าดีก็คือ "โทนี ทะกิทะนิ" เรื่องเล่าถึงการพลัดพรากจากความทรงจำแบบที่มูราคามิถนัด แม้จะเคยรู้สึกแบบนี้กับนิยายมูราคามิเล่มอื่น ๆ บ่อยแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ทำให้เรารู้สึกถึงความแปร่งปร่าของความเหงาที่เกิดจากการถูกตัวตนในอดีตของตัวเองทอดทิ้งได้ในอีกรสชาติหนึ่ง ส่วน "การมาถึงของปีศาจเขียว" เป็นเรื่องที่ถ้าเป็นนักเขียนใหม่เขียนมาจะถามว่า แกเขียนอะไรของแก๊ แต่ในเมื่อเป็นเฮียมู เราก็ได้แต่ย้อนกลับไปอ่านอีกรอบก่อนจะได้ข้อสรุปคล้าย ๆ กับที่คนแปลเขียนไว้ท้ายเรื่องนั่นแหละ (ฮา)
โดยภาพรวม นี่คงเป็นเล่มที่ชอบน้อยที่สุดในชุดแฟนรวมหัว เพราะรู้สึกว่าบางเรื่องคอนเซปต์มันใหญ่เกินจะเล่าด้วยเรื่องสั้น อย่าง "การมาถึงของปีศาจเขียว" หรือ "ชายคนที่เจ็ด" หรือบางเรื่องแนว ๆ เดียวกันก็รู้สึกว่าเล่มคำสาปร้านเบเกอรี่ทำได้ดีกว่า แต่ก็อย่างว่าแหละ นักเขียนระดับเฮียมูก็คงรู้ว่าทำอะไรอยู่ แฟนานุแฟนเฮียก็คงต้องตามอ่านกันต่อไป จะชอบหรือจะชังอย่างไร อย่างน้อยก็คงอดคิดไม่ได้ว่าเฮียแกเขียนหนังสือได้ "กล้าและบ้าบิ่น" จริง ๆ นั่นแหละ
------------------------------------------
Quotations:
"น่าจะสักสองอาทิตย์ได้ที่ผมได้แต่นอนหลับไป หลับจนกระทั่งเวลากร่อนสลายและละลายหายไปราวกับไม่มีอยู่ และไม่ว่าผมจะหลับไปนานสักเท่าไร มันก็เหมือนไม่เคยจะเพียงพอเลย ตอนนั้น โลกแห่งนิทรารมณ์กลับกลายเป็นโลกแห่งความจริง ชีวิตประจำวันเริ่มเป็นสิ่งไร้ค่า เป็นความไร้สาระและสถานที่ชั่วคราว เป็นโลกที่มีอยู่เพียงผิวเผินและขาดแคลนสีสันแห่งชีวิต ผมไม่อยากจะอยู่ในโลกแบบนั้นอีกต่อไป พอเวลาค่อย ๆ ผ่านไป ผมชักเริ่มเข้าใจแล้วว่าพ่อรู้สึกอย่างไรตอนที่แม่ตาย คุณรู้ใช่ไหมว่า ผมกำลังหมายความว่าอะไร หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นใหม่ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง สิ่งเดิมมันก็อยู่ไม่ได้"
เคซีย์เงียบไปชั่วขณะ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ช่วงเวลานี้เป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว บางครั้งบางคราวเสียงลูกโอ๊กที่ตกกระทบพื้นก็แว่วเข้ามากระทบหูของผม
"สรุปว่า มีแค่อย่างเดียวที่ผมพอจะพูดได้" เคซีย์ยกศีรษะของเขาขึ้นหน่อย และรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ก็หวนคืนสูริมฝีปากของเขา "ถ้าผมตาย ก็คงไม่มีใครในโลกนี้ที่จะดำดิ่งหลับใหลลึกยาวนานปานนั้นอีกแล้ว"
(ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน: หน้า 36)
ในตอนแรกอะโอะกิมันเลยมองเอาด้วยสายตาเหมือนยิ้มเยาะผม ราวกับจะพูดว่า "เป็นไงล่ะ" ผมรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี่เป็นฝีมือของอะโอะกิ เขาเองก็รู้ว่าผมรู้เรื่องนั้น เราจ้องกันเขม็งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แต่ระหว่างที่ผมมองคนคนนี้ จู่ ๆ ผมก็เริ่มมีความรู้สึกประหลาด ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นความรู้สึกชนิดที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน แน่นอนผมโกรธอะโอะกิ บางทีผมแค้นมันจนอยากฆ่าให้ตาย แต่ในรถไฟที่คนแน่นขนัดขบวนนั้น แทนที่จะรู้สึกโกรธหรือแค้น สิ่งที่ผมรู้สึกกลับใกล้เคียงกับความเศร้าหรือสงสารมากกว่า "คนเราวัดความเก่งหรือภูมิใจในชัยชนะกันได้ด้วยเรื่องแค่นี้จริง ๆ หรือ ผู้ชายคนนี้พอใจและมีความสุขได้ด้วยเรื่องแค่นี้จริง ๆ หรือ" พอคิดอย่างนี้แล้ว ผมกลับรู้สึกเศร้าอยู่ลึก ๆ ในใจมากกว่า ผู้ชายคนนี้คงไม่อาจเข้าใจในความสุขหรือความภูมิใจอันแท้จริงไปได้ตลอดกาล จนกระทั่งเขาตาย ผู้ชายคนนี้คงไม่อาจรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนอันสงบเงียบที่พวยพุ่งมาจากส่วนลึกของร่างกายได้สักครั้ง
มนุษย์บางประเภทก็ขาดความลึกซึ้งโดยสิ้นเชิง ผมไม่ได้กำลังบอกว่าตัวเองมีความลึกซึ้งหรอกนะครับ สิ่งที่ผมอยากจะพูดคือ เรามีความสามารถที่จะเข้าถึงความลึกซึ้งนั้นได้หรือไม่ต่างหาก แต่คนอย่างพวกเขาไม่มีความสามารถแบบนั้นเลย นั่นคือชีวิตที่แบนราบและกลางกลวง จะดึงดูดสายตาให้คนมองได้สักเท่าไร จะภูมิใจในชัยชนะของตนเองออกนอกหน้าแค่ไหน ข้างในพวกเขาก็ยังว่างเปล่า
(เงียบงัน: หน้า 76)
ผมไม่เคยสนใจเรื่องอนาคต ผมไม่เคยมีความคิดเรื่องนั้น น้ำแข็งไม่เคยกักขังอนาคต มีเพียงวันวานเท่านั้นที่ถูกผนึกรักษาเอาไว้ ราวกับว่าอดีตยังคงมีชีวิต ทุกเรื่องราวของโลกใบนี้จะถูกเก็บรักษาเอาไว้อยู่ข้างในอย่างแจ่มชัดและห่างไกล น้ำแข็งผนึกเก็บทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ในลักษณะเช่นนั้น ชัดเจนและใสกระจ่าง นั่นแหละคือแก่นแท้ของน้ำแข็ง
(มนุษย์น้ำแข็ง: หน้า 90)
เขาจะเข้าไปในห้องเป็นบางครั้ง และอยู่ในนั้นราว 1-2 ชั่วโมง ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ปลดปล่อยจิตใจให้ว่างโล่ง เขาจะนั่งลงกับพื้น มองไปบนผนังกำแพงว่างเปล่า มองเงาร่างของเงาภรรยาที่จากไปแล้ว แต่เมื่อหลายเดือนผ่านไป เขาสูญเสียความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในห้อง สีสันและกลิ่นของมันเลือนหายไปจากความทรงจำของเขาก่อนที่เขาจะทันรู้ตัว กระทั่งห้วงอารมณ์กระจ่างชัดที่เขาเฝ้าทะนุถนอมก็หลุดลอยไป ราวกับมันล่าถอยไปจากความทรงจำของเขา คล้ายกับฝุ่นผงในอากาศ ความทรงจำของเขาเปลี่ยนรูปร่าง และการเปลี่ยนแต่ละครั้งมันก็สลัวรางขึ้นเรื่อย ๆ ความทรงจำแต่ละเรื่องในตอนนี้คือเงาร่างของเงาของเงา สิ่งเดียวที่ยังคงแจ่มชัดสำหรับเขาคือความรู้สึกสูญสลาย บางครั้งเขาแทบจะนึกภาพใบหน้าของภรรยาไม่ออก แต่สิ่งที่เขานึกถึงเสมอคือหญิงสาวแปลกหน้าของหยาดน้ำตาเมื่อเธอเห็นเสื้อผ้าที่ภรรยาของเขาทิ้งเอาไว้ภายในห้อง เขานึกถึงใบหน้าธรรมดาสามัญและรองเท้าหนังเก่า ๆ ของเธอ เสียงสะอื้นเบา ๆ ของเธอยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเขา เขาไม่ได้ต้องการที่จะจดจำเรื่องใด ๆ แต่มันกลับเข้ามาในชีวิตก่อนที่เขาจะรู้ว่ามันกำลังเกิดขึ้น เป็นเวลายาวนานหลังจากที่เขาลืมเรื่องต่าง ๆ จนหมดสิ้น แม้กระทั่งชื่อของหญิงสาวคนนั้น แต่ภาพของเธอกลับมิอาจลืมเลือนได้อย่างน่าประหลาด
(โทนี ทะกิทะนิ: หน้า 136 - 137)
------------------------------------------
[Haruki Murakami, เขียน ; ธนพล เศตะพราหมณ์ ยอดมนุษย์หญิง และคณะ, แปล ; ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง, บรรณาธิการ. ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน Lexington Ghosts. กรุงเทพฯ : กำมะหยี่, 2553.]
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558
ลมหนาว
เธอเหมือนลมหนาวผ่านมา
จูบแล้วจากลา
เหลือรอยน้ำตาร้าวราน
ความหนาวเพราะเหงาทรมาน
หนาวถึงวิญญาณ
สะท้านสะเทือนหัวใจ
หนาวเพราะมิเคยมีใคร
อาจหนาวทรวงใน
ยังพอทนไหวไม่เพ้อ
แต่หนาวเพราะเคยมีเธอ
หนาวสั่นหวั่นละเมอ
พลั้งเผลอร้องไห้ใจสั่น
สองมือเคยกุมมือกัน
เหลือเพียงมือฉัน
มือนั้นใช้กอดตัวเอง
ความหนาวห่มร่างคว้างเคว้ง
กอดความวังเวง
วิเวกหวิวหวีดกรีดใจ
เธอเหมือนลมหนาวผ่านไป
จูบลาอาลัย
ทิ้งให้หนาวช้ำลำพัง
ม.ค. ๒๕๕๘
จูบแล้วจากลา
เหลือรอยน้ำตาร้าวราน
ความหนาวเพราะเหงาทรมาน
หนาวถึงวิญญาณ
สะท้านสะเทือนหัวใจ
หนาวเพราะมิเคยมีใคร
อาจหนาวทรวงใน
ยังพอทนไหวไม่เพ้อ
แต่หนาวเพราะเคยมีเธอ
หนาวสั่นหวั่นละเมอ
พลั้งเผลอร้องไห้ใจสั่น
สองมือเคยกุมมือกัน
เหลือเพียงมือฉัน
มือนั้นใช้กอดตัวเอง
ความหนาวห่มร่างคว้างเคว้ง
กอดความวังเวง
วิเวกหวิวหวีดกรีดใจ
เธอเหมือนลมหนาวผ่านไป
จูบลาอาลัย
ทิ้งให้หนาวช้ำลำพัง
ม.ค. ๒๕๕๘
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558
นัย / ตา (๓)
"...การเปิดตัวของหนังที่พูดถึงภาพถ่ายแบบ Close-Up ของโชน เขากล่าวว่า ชอบที่จะมองลึกลงไปให้เห็นอะไรดี ๆ ข้างใน นั่นแสดงว่าโชนไม่ได้มองคนอื่นเพียงรูปกายภายนอก และโชนยังกล่าวอีกว่าเขาชอบ "ดวงตา" มากที่สุด นั่นก็คือ ดวงตาเป็นอวัยวะเดียวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือปรุงแต่งเป็นอย่างอื่นได้ แม้น้ำจะขัดผิวให้ขาว จัดฟันให้เป็นระเบียบ แต่งผมให้สวย ฯลฯ จะมีก็แต่เพียงดวงตาเท่านั้นที่น้ำไม่สามารถแปรเปลี่ยนให้เป็นอื่นได้ ดวงตาจึงแสดงถึงอัตลักษณ์ที่แท้จริงของแต่ละคน การที่โชนชอบดวงตาจึงหมายถึงโชนชอบน้ำที่เป็นน้ำจริง ๆ ไม่ว่ารูปกายภายนอกของน้ำจะเป็นเด็กหน้าปลวกหรือภายหลังเปลี่ยนแปลงมาเป็นเด็กหน้าสวยก็ตามที..."
(สิ่งเล็กเล็กที่เรียกว่ารัก: โศกนาฏกรรมและการก้าวผ่านวัยของเงือกน้อย)
การหลงรักผู้หญิงที่ดวงตาเป็นเหมือนดาบสองคมนะ ข้อดีคือไม่ว่ารูปกายภายนอกของเค้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะอ้วนขึ้น ผอมลง สวยขึ้น ขี้เหร่ลง ดัดฟัน ขัดผิว เปลี่ยนทรงผม ทำศัลยกรรม ฯลฯ เราก็ยังสบตาคู่เดิมนั้นได้ไม่รู้เบื่อ แต่เมื่อถึงวันหนึ่งที่ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มองกลับมาที่เราด้วยความห่วงหาอาทรเช่นเคย เราก็กลับพบว่าดวงตาคู่นั้นยังเป็นดวงตาคู่เดิมที่เราเคยหลงรัก ดวงตาคู่เดิมที่ยังคงหวานซึ้งในความทรงจำ แม้จากนี้เราไม่มีสิทธิ์ใช้คำว่ารักกับเจ้าของดวงตาคู่นั้นไปตลอดกาลก็ตามที
วรรณกรรมในชีวิต : ชีวิตในวรรณกรรม / ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
เป็นหนังสือ "ภาคบังคับ" ของผู้สนใจวรรณกรรมกับการเมืองในประเทศไทย แม้เรื่องราวทั้ง 16 บทนั้น ผู้เขียนตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็น "อัตชีวประวัติทางวรรณกรรม" ซึ่งบรรจุเรื่องราวของวรรณกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทว่าก็หนีไม่พ้นที่จะต้องพูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองและวรรณกรรมในแต่ละช่วงชีวิต โดยเฉพาะเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองและวรรณกรรมคือ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ที่ทำให้เกิด "ผลสะเทือนราวกับแรงกระเพื่อมของน้ำที่ยังคงส่งผ่านกาลเวลาต่อมา" และยิ่งทำให้เห็นว่า ชีวิต วรรณกรรม และการเมือง เป็นสามสิ่งที่เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด หรืออยู่ท่ามกลางยุคสมัยใด
-------------------------------
ความนำ
ประวัติศาสตร์สังคมจึงเป็นทั้งโศกนาฏกรรมและความก้าวหน้า เป็นทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ แม้เราไม่อาจปฏิเสธความขัดแย้งแห่งชีวิตเหล่านั้นไปได้ อย่างน้อยเราควรมีโอกาส "เลือก" ด้วยตัวของเราเองบ้าง ตรงนี้เองที่ประวัติศาสตร์มีความหมายขึ้นมา กล่าวคือ สังคมไหนที่ยังปล่อยให้โศกนาฏกรรมทำนองเดียวกันนั้นเกิดซ้ำรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า สังคมนั้นไม่เพียงแต่ไม่อาจเรียนรู้บทเรียนจากประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังทำลายภูมิปัญญาอันสะสมจากประสบการณ์ของตนเองลงไป ทำให้สังคมและสมาชิกแห่งประชาสังคมของตนตกต่ำ กลายเป็นตัวตลกของประวัติศาสตร์ไปในสายตาของสังคมอื่นในที่สุด
(หน้า 14)
-------------------------------
บทที่ 1 วรรณกรรมกับการเมือง
อิตาโล คัลวิโน นักเขียนอิตาลีผู้ล่วงลับไปแล้ว เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า "นี่เป็นข้อขัดแย้งในอำนาจของวรรณกรรม เนื่องจากว่ามันจะแสดงออกถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของมัน แสดงถึงพลังในการท้าทายสิทธิอำนาจของผู้ใหญ่ก็ต่อเมื่อมันถูกกดขี่บีบคั้น แต่ในสังคมเสรีที่ทำอะไรก็ได้อย่างของเรา วรรณกรรมสร้างได้ก็แต่เพียงการเอาอกเอาใจคนอ่านเป็นครั้งคราว ในขณะที่โดยทั่วไปมันสร้างแต่สิ่งไร้สาระเต็มไปหมด"
(หน้า 18)
สิ่งหนึ่งที่สังคมรวบอำนาจชอบทำ คือ การที่รัฐบาลทำตัวเป็นปราชญ์ราชบัณฑิตแต่ผู้เดียวในโลกนี้ มิลาน กุนเดรา นักเขียนเชโกสโลวะเกียฝีปากจัด ผู้ชำนาญการเขียนการเมืองเรื่องของเซ็กซ์มากกว่าการเมืองเรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ ให้สัมภาษณ์ว่า การเขียนเรื่องที่เป็นสองแง่สองง่ามในทางศีลธรรม อันเป็นด้านที่เป็นสีเทาในชีวิตมนุษย์ดังเช่นที่เขาชอบทำนั้น ถือเป็นการท้าทายรัฐบาลนักกดขี่ที่ต้องการเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงสีขาวกับสีดำเท่านั้น เขาพูดว่า "โลกของลัทธิรวบอำนาจ ไม่ว่าจะสร้างขึ้นมาบนลัทธิมาร์กซ์หรืออะไรอื่นก็ตาม เป็นโลกของคำตอบมากกว่าโลกของคำถาม ในนั้นนวนิยายไม่มีบทบาทอะไร"
(หน้า 20)
-------------------------------
บทที่ 2 จาก "คัมภีร์" ถึง "ภัยขาว"
ตกลงหนังสือ "คัมภีร์" เลยกลายเป็นหนังสือเล่มละบาทเล่มแรกและเล่มสุดท้ายที่มีรูปลักษณ์ประหลาดที่สุด คือมีปกแต่เพียงท่อนบนสุดที่มีชื่อหนังสือคัมภีร์ กับมีหน้าสุดท้ายซึ่งเหลืออยู่ครึ่งหน้ากับชื่อเรื่องที่ดูตื่นเต้นดี แม้ไม่มีข้อความรายละเอียด แต่คิดว่าคนอ่านคงเดาได้ว่ามันควรจะพูดอะไรบ้าง
พลังของ "หนังสือ" นั้นน่าสนใจมาก บางครั้งข้อความเปิดเสรีนั้น อาจมีพลังน้อยกว่าข้อความที่ไม่อาจพูดหรือพิมพ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้งเสียอีก
(หน้า 35)
-------------------------------
บทที่ 5 เมื่อชีวิตเจอ (วรรณ) กรรม
น่าตลกที่อำนาจเผด็จการอย่างทั่วไปนั้นสามารถทำให้เกิดพลังปฏิกิริยาตอบโต้ได้แรงพอ ๆ กัน แม้ฝ่ายหลังจะไม่มีอำนาจและกำลังในการทำลายและข่มขู่เหมือนกับของทางการก็ตาม แต่มันเป็นอำนาจของความคิด ในวินาทีนั้นเองที่เรามีความรู้สึกว่า เพียงเราเขียนประโยคประท้วงสังคมเพียงวรรคเดียวบนผนังเหนือโถปัสสาวะผู้ชายในห้องน้ำในตึกห้องสมุดกลางของมหาวิทยาลัย ก็จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งในตึกและในมหาวิทยาลัยแห่งนั้น และกระทั่งถึงรัฐบาลได้
(หน้า 59)
-------------------------------
บทที่ 6 วรรณกรรมกับ "หัวใจ"
"โคะโคะโระ" เป็นวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและแตกต่างจากวรรณกรรมเพื่อชีวิตเพื่อประชาชนที่เรารู้จักกันอย่างยิ่ง ข้อความและเหตุการณ์ความเป็นไปที่เกิดขึ้นในเรื่องนั้น ผมรู้สึกเสมือนประหนึ่งเอาน้ำเย็นเฉียบราดลงไปในหัวใจ...ทำให้ผมได้ข้อคิดว่า วรรณกรรมหรือในความหมายที่กว้างคือภูมิปัญญาแห่งสังคมนั้น มันคือวิญญาณ (หรือหัวใจ) ของประวัติศาสตร์สังคมนั้น ๆ ตราบใดที่ยังไม่อาจ "รู้สึก" กับวรรณกรรมและความคิดของประเทศนั้น ก็ไม่อาจรู้จักและเข้าใจประวัติศาสตร์และอื่น ๆ ของประเทศนั้นได้
(หน้า 68)
-------------------------------
บทที่ 8 วรรณกรรมเพื่อพรรคเพื่อประชาชน
...เขาเริ่มคิดว่าการเป็นหมอคงไม่สามารถช่วยอะไรต่อภาวะเสื่อมทรามของสังคมจีนได้ อย่างดีแพทย์ก็รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ให้คนไข้มีชีวิตอยู่ในทางกายภาพต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่หากสังคมที่คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ยังเน่าเฟะ การมีชีวิตอยู่กลับเป็นการช่วยต่ออายุให้พวกเขาต้องผจญเวรเผชิญกรรมและความเหลวแหลกของสังคมอีก นั่นไม่ใช่การฆ่าคนอย่างเลือดเย็นดอกหรือ
หลู่ซิ่นเขียนในบันทึกต่อไปว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกว่าการเรียนวิชาแพทย์ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ กับพลเมืองที่โง่เขลาและอ่อนแอนั้น สิ่งที่เราต้องทำเป็นเบื้องแรกคือ การเปลี่ยนแปลงจิตใจของพวกเขา และในขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจได้ดีที่สุดได้แก่วรรณคดี"
(หน้า 87 - 88)
การใช้นโยบายพรรคคอมมิวนิสต์ไปชี้นำบงการนักเขียน มีผลทำให้นักเขียนของพรรคฯ ผู้หนึ่งคือ เจียงกวงจื่อ ถูกขับออกจากพรรคฯ จากข้อหาที่เขายังเป็นพวกลัทธิโรแมนติกและมีโลกทรรศน์นายทุนน้อย เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นนักโรแมนติก บรรดานักปฏิวัติทั้งปวงล้วนเป็นนักโรแมนติก ถ้าไม่โรแมนติก ใครบ้างเล่าจะเข้ามาเริ่มทำการปฏิวัติ"
(หน้า 98)
-------------------------------
บทที่ 9 ก่อนอรุณจะรุ่ง : วรรณกรรมในชีวิตรัสเซีย
พอไปเจอสภาพและบทบาทของปัญญาชนรัสเซียเข้า ผมเกือบหงายหลัง เพราะนึกไม่ถึงว่าของจริงนั้นหนักหน่วงกว่าที่เรารู้จักและถกเถียงกันเกือบตาย ก่อนอื่น คำว่าปัญญาชนในบริบทของรัสเซียนั้นเขาใช้คำว่า intelligentsiya แปลว่า ผู้นำแห่งปัญญาชนของสังคม ลักษณะสำคัญคือการเป็นชนชั้นนำ (elite) และเป็นปัญญาชนของสังคม ไม่ใช่นั่งคิดนั่งบ่นอยู่คนเดียวหรือสองสามคนในวงเหล้าเดียวกัน หากแต่ต้องแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมออกมาให้ประจักษ์...
ปัญญาชนรัสเซียหลายคนต้องถูกจับกุมคุมขัง เนรเทศ และในที่สุดถูกแขวนคอ รวมทั้งพี่ชายของเลนินด้วย แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อาจยับยั้งการเคลื่อนไหวของปัญญาชนและขบวนการประชาชนไปได้ จนในที่สุดพลังและคลื่นของการปฏิวัติก็ถาโถมเข้าทำลายระบบเก่าให้พังทลายลงไปในการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917
(หน้า 104-105)
-------------------------------
บทที่ 12 "เทพ" กับ "มาร" ในงานเขียนของดอสโตลเยฟสกี้
Irving Howe ให้ข้อคิดในการวิเคราะห์วรรณกรรมกับการเมืองในรัสเซียไว้ดีมาก เขาบอกว่า เนื่องจากวรรณกรรมรัสเซียในศตวรรษที่ 19 นั้นเต็มไปด้วยความเอาจริงเอาจังยิ่งนัก อันเป็นผลมาจากสภาพสังคมการเมืองที่ถูกบีบคั้นจากพระเจ้าซาร์ สภาพดังกล่าวนี้เองทำให้การพินิจวรรณกรรมรัสเซียจะต้องถือว่า "ศาสนาเป็นเสมือนสาขาหนึ่งของการเมือง และการเมืองก็เป็นรูปแบบหนึ่งของศาสนา" ถ้าใครยังใช้กรอบวรรณกรรมวิจารณ์แบบที่ว่าสะท้อนสังคมหรือเป็นปรากฏการณ์สังคมเท่านั้น ก็จะพบอุปสรรคความยากลำบากในการทำความเข้าใจวรรณกรรมรัสเซียเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานของดอสโตลเยฟสกี้ ซึ่งผลงานแห่งการสร้างสรรค์ของเขานั้น ไม่ได้หมายถึงและแสดงถึงความงาม หรือศิลปะของวรรณคดีอย่างที่คนเข้าใจกัน หากแต่การสร้างสรรค์ของเขานั้น กลับมีความหมายนัยยะถึงการพยากรณ์ของศาสดา
(หน้า 119)
-------------------------------
บทที่ 13 เสรีภาพกับความตาย
ถ้าหากเราเชื่อตามคำอธิบายของซิกมันด์ ฟรอยด์ ที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์ต่อต้านสังคม (anti-social) การดำรงอยู่ของมนุษย์ก็คือการถูกกดขี่โดยสังคมในระดับหนึ่ง การกดขี่ของสังคมนี้เองที่เปิดช่องให้มนุษย์สามารถอยู่รอดได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ด้วยการแปรเปลี่ยนการกดขี่ให้มาเป็นการชื่นชมดูดดื่ม (sublimation) ในสังคม กล่าวคือ การกดขี่ของสังคมผลักดันให้มนุษย์สรรค์สร้างที่พักพิงอันวิจิตรและมีรสนิยมยิ่ง สำหรับให้เขาดำรงชีวิตอย่างมีความหมายกับตัวเขาเองขึ้นมา
(หน้า 125)
-------------------------------
บทที่ 15 "คำสารภาพ" ของ ตอลสตอย
วรรณกรรมรัสเซียในศตวรรษที่ 19 จึงมีลักษณะเด่นที่แตกต่างจากยุโรป ตรงที่ว่าวรรณกรรมรัสเซียสมัยใหม่ใช้เวลาสั้นกว่าของยุโรป ในการสร้างสรรค์ด้านศิลปะและเทคนิค หรือรูปแบบจากคนหนึ่งหรือสำนักหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง แต่หลังจากทำงานวรรณกรรมระยะหนึ่ง พวกเขาก็พร้อมจะกระโดดไปสู่อีกขั้นของพัฒนาการ นั่นคือการผลักดันให้งานเขียนของพวกเขาออกไปสู่สังคมและเป็นอาวุธทางสังคม ที่ทำหน้าที่ในการช่วยสร้างสรรค์และนำการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น-และจะต้องเป็นไปโดยเร็วด้วย
(หน้า 139)
สังเกตว่า ทันทีที่ตอลสตอยไม่เชื่อศาสนาแบบเก่าอีกต่อไปแล้ว เขาก็พบว่าการสั่งสอนและเขียนให้คนอื่นกลายเป็นคนดีมีความรู้นั้นเป็นเรื่องหลอกลวงสิ้นดี เนื่องจากการทำงานอยู่ในวงวรรณกรรม เขาจึงมองเห็นชีวิตจากภายในวงการได้ชัดเจน และนำมาเปรียบเทียบกับการสั่งสอนศีลธรรมของศาสนจักร เขาคิดว่าพวกนักเขียน นักวรรณกรรม ศิลปิน และกวี ก็เหมือนกับนักศาสนาเช่นกัน เพราะแต่ละคนต่างก็มีสาวกที่ไม่เคยตั้งข้อสงสัยถึงความถูกต้องของคำสั่งสอนเหล่านั้น
(หน้า 144)
-------------------------------
บทที่ 16 สู่วิญญาณของขบวนการเดือนตุลาคม
ประการที่สองซึ่งผมชอบมากคือ ธีรยุทธบอกว่า มนุษย์นั้นต่างจากสัตว์โลกอื่น ๆ ไม่ใช่ตรงที่เป็น "สัตว์ประเสริฐ" กว่า แต่ที่สำคัญคือ "มนุษย์เรากลับมีชีวิตอยู่อย่างฝืนธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่ง มนุษย์เป็นมนุษย์เพราะมีวิญญาณขบถ วิญญาณนี้จึงเก่าแก่พอ ๆ กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เราอาจละเลยมองข้ามสิ่งหนึ่งไปว่า การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ก็คือการค้นพบคำว่า "ไม่" เพราะในโลกที่เป็นจริงนั้นไม่มีภาวะปฏิเสธหรือภาวะที่ไม่มีอยู่จริง"
(หน้า 153)
-------------------------------
[ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. วรรณกรรมในชีวิต : ชีวิตในวรรณกรรม. กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2539.]
วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558
824 : งามพรรณ เวชชาชีวะ
ง่ายงาม คือคำจำกัดความสั้น ๆ หากจะพูดถึง 824
แต่ถ้าจะให้พูดยาวกว่านั้น นี่คือ 24 ชั่วโมงของทั้ง 8 ชีวิตที่ร้อยเรียงกันด้วยความรักและมิตรภาพ ถ้าผู้เขียนทำอย่างที่กล่าวไว้ในคำตามจริง ๆ คือจรดปากกาหลังจากวันที่ประกาศผลซีไรต์ หนังสือเล่มนี้ก็คงเป็นความสุขของกะทิฉบับขยายสเกลขึ้นจากภาพความสุขของเด็กตัวน้อยมาเป็นภาพความสุขบ้างทุกข์บ้างของผู้คนใน "ซอยอยู่สบาย" ที่เกาะเกี่ยวชะตากรรมกันอยู่อย่างบางเบา
คุณงามพรรณยังคงเป็นนักเขียนมือฉกาจในการเก็บเกี่ยวรายละเอียดชีวิตเล็ก ๆ น้อย ๆ และนำมาถ่ายทอดผ่านภาษาเรียบง่ายทว่าละเอียดลออจนเห็นภาพ แสง สี เสียง ชัดเจนทุกฉากชีวิต กระทั่งได้ยินเสียงดนตรีคลอเคล้าในบางบท แม้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวในแต่ละช่วงเวลา แต่นั่นก็เป็นส่วนเสี้ยวของยอดภูเขาน้ำแข็งที่กำลังส่องแสงสะท้อนสวยงาม ส่วนฐานของภูเขาน้ำแข็งเราอาจกลับไปขุดได้สักส่วนหนึ่งในการแนะนำตัวละครแปดบทแรก หรืออันที่จริงเราอาจไม่ต้องสนใจเลยก็ได้
ตอนที่อายุน้อยกว่านี้ ผมเคยตั้งข้อสงสัยถึงเด็กหญิงกะทิเอาไว้ว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงได้เข้มแข็งและมีความสุขขนาดนั้น ทั้งที่เงื่อนไขหลายอย่างในชีวิตควรจะหล่อหลอมให้เด็กหญิงกะทิเป็นเด็กหญิงเหงา ๆ คนหนึ่งที่ไขว่คว้าหาความอบอุ่นมากกว่านี้
จากวันนั้นผ่านมาห้าปี ผมอยากกลับไปถอนคำพูดตัวเอง
ชีวิตคนเราในบางจังหวะมันไม่ต้องการภูมิหลังหรือความซับซ้อนทางอารมณ์มากขนาดนั้น เงื่อนไขชีวิตอาจมีผลบ้างแต่คงหลอมคนไม่ได้เหมือนสูตรทางเคมีของนักเล่นแร่แปรธาตุ หัวใจของมนุษย์ต่างหากที่เป็นปัจจัยของความเข้มแข็ง ความอ่อนแอ ความอ่อนโยน ความเปราะบางทั้งหลาย และทำให้ชีวิตเป็นชีวิต การหยุดใคร่ครวญทบทวนอดีตและภูมิหลังอาจเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าคือปัจจุบันต่างหาก
นั่นคงเป็นเหตุผลที่ผู้เขียนเลือกเปิดเรื่องนวนิยายเรื่องนี้ด้วยตัวละครลุงสุขกับป้าแสง ความสำคัญของสองตัวละครนี้ยิ่งถูกตอกย้ำในบทแนะนำตัวละครลุงต่อ ทั้งที่ดูเผิน ๆ ลุงสุขกับป้าแสงเรียกว่าแทบจะไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับซอยอยู่สบาย แม้แต่ตอนที่เป็นไคลแม็กซ์ของเรื่องซึ่งขมวดเอาตัวละครแทบทั้งหมดมาไว้ในฉาก ก็ดูเหมือนว่าทั้งสองไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก
แต่หากตัดลุงสุขกับป้าแสงออก นวนิยายเรื่องนี้ก็ล้มไม่เป็นท่า เพราะนี่คือความสัมพันธ์ที่เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของนวนิยายเรื่องนี้ ความสัมพันธ์ที่เหมือนนิยายพาฝัน ทว่าเป็นนิยายพาฝันที่ทั้งจริงและเจ็บปวด แต่อย่างไรปัจจุบันก็ยังคงอยู่ และชีวิตก็ต้องก้าวเดินต่อไป เช่นเดียวกับนิยายชีวิตของแต่ละคนในซอยนี้
ลุงสุขกับป้าแสงจึงเปรียบเสมือนภาพแทน (Representation) ขณะเดียวกันก็เป็นภาพปฏิทรรศน์ (Paradox) ในความสัมพันธ์ของตัวละครทั้งหมดในซอย ความพาฝันที่แฝงความปวดร้าวของชีวิตของลุงสุข ต่างอะไรจากความปวดร้าวที่แฝงความพาฝันของลุงต่อ ป้าแหวง สันทัด มีนา หรือกระทั่งเจ้ามอมแมม
ชื่อของตัวละครหลายตัวยิ่งขับเน้นภาพปฏิทรรศน์ของแต่ละตัวละคร ลุงสุข ควรจะสุขตามชื่อ แต่ใครเลยจะตอบได้ว่าสิ่งที่ลุงต่อสู้อยู่นั้นทำให้ลุงสุขตามชื่อหรือไม่? ป้าแสงก็เปรียบเสมือนแสงดาวแห่งความฝันและความหวังทั้งชีวิตของลุงสุข แต่ที่จริงป้าแสงเป็นแสงแรกอรุณหรือแสงสุดท้ายที่กำลังริบหรี่?
เช่นเดียวกับลุงต่อ ชีวิตที่ควรจะเดินต่อกลับหยุดนิ่งเพราะมีบางคนที่ลืมสัญญา เจ้ามอมแมม คล้ายจะตั้งมาล้อกับเรื่อง "มอม" ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ที่รอเจ้าของแท้จริงมาทั้งชีวิต แต่คราวนี้ผู้เขียนโยนคำถามหนักหน่วงของชีวิตเข้าใส่มอมแมมเมื่อเจ้าของของเจ้ามอมแมมตายไปแล้วจริง ๆ เมื่อสองตัวละครที่ถูกลืมสัญญาคือลุงต่อและเจ้ามอมมาพบกัน จึงเสมือนว่าทำให้ชีวิตกลับเข้าสู่ปัจจุบันและเดินต่อไปได้ใช่หรือไม่? ป้าแหวง ผู้มีชีวิตเว้าแหว่งที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อความรัก เรื่องแสนจะจริงที่จบลงราวกับเรื่องพาฝัน เช่นเดียวกับมีนาและสันทัด ชีวิตที่แสนจะจริงอันแอบซ่อนเรื่องพาฝันอย่างดอกฟ้าและหมาวัด เหมือนบทเกริ่นการณ์ที่ล้อไปกับชีวิตคนอื่น ๆ หรือไม่ คงไม่มีใครรู้นอกจากเจ้าตัวในเรื่อง
สภาวะขัดแย้งของความสุขและความทุกข์ สภาวะขัดแย้งของภาพชีวิตและภาพพาฝัน ทุกอย่างถูกผลักดันให้ดำเนินไปได้ด้วยสิ่งเดียวคือ หัวใจ
หัวใจนั่นเองที่ทำให้ชีวิตเป็นชีวิต
24 ชั่วโมงนี้อาจจะพิเศษกว่า 24 ชั่วโมงอื่นเมื่อมันได้รับการประกอบขึ้นเป็นเรื่องเล่า ทว่าเมื่อเรื่องเล่าจบลง 24 ชั่วโมงข้างหน้าชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป ลุงสุขก็ยังคงดูแลป้าแสงด้วยความรัก ด้วยหัวใจที่ทั้งสุขและทุกข์ เช่นเดียวกับความสุขอมทุกข์ ความทุกข์เคล้าสุขของอีก 7 ชีวิตในนวนิยายเรื่องนี้ ขอเพียงแค่มีความรักและความฝันไว้เติมเชื้อไฟให้หัวใจได้สู้ต่อบ้างก็พอแล้ว
นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าชีวิต และนั่นแหละคือความง่ายงามของ 824 ดังที่ผู้เขียนได้สรุปทุกสิ่งทุกอย่างของนวนิยายเล่มนี้ไว้ในย่อหน้าหนึ่งของคำนำว่า
“824 เป็นเพียงเส้นทางหนึ่งที่ผู้เขียนเลือกพาผู้อ่านไปพบกับแปดชีวิตที่ล้วนมีหัวใจหนึ่งเดียวในอก หัวใจที่มีความหวัง ความฝัน และความรักที่จะมอบให้ ความสมหวังในความรักเป็นสิ่งที่หัวใจทุกดวงปรารถนา แต่การจะได้มาย่อมต้องแลกด้วยสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งความรักเองด้วย”
------------------------------------------
Quotations:
ลุงต่อไปธนาคารก็จริง แต่ไม่ใช่เพื่อถอนเงินจากบัญชีเงินฝากที่จำนวนเงินลดน้อยถอยลงอย่างน่าใจหาย แต่แกยังไปธนาคารเลือดเพื่อขายเลือดอีกด้วย แกนอนน้ำตาไหลย้อนอยู่ในอกยามที่เลือดถ่ายจากตัวเพื่อแลกเป็นเงิน ไม่มีใครรู้ว่าทุกวันแกตั้งขวดเหล้าไว้บนแคร่อย่างนั้นเอง เป็นขวดเหล้าก็จริง แต่น้ำในขวดไม่ใช่เหล้า เป็นน้ำจากก๊อก และอาการเมาเหล้าของแกก็เป็นอย่างที่คนเรียกกันว่า เมาดิบ
แกกล้ำกลืนกินศักดิ์ศรีมานานปี ไม่เคยมีใครรู้และย่อมไม่มีทางรู้ว่า แกต้องขายเลือดเลี้ยงชีวิตอันมีศักดิ์ศรีค้ำคอเช่นนี้มานานแล้ว
(หน้า 16)
ก่อนเข้านอนคืนนั้น มีนาไม่นึกอยากหยิบสมุดภาพงานแต่งงานมาดู มีนามีภาพอื่นที่ทวนซ้ำอยู่ในสมองมาตั้งแต่เลิกงานแล้ว
ภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่มายืนดูโชว์ริมสระน้ำ เธอยืนอยู่กับชายหนุ่มคนหนึ่งที่หันมามองเธอในเวลาที่สายตาทุกคู่ในบริเวณนั้นอยู่ที่มีนา ทั้งสองส่งยิ้มให้กัน มีนารู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไรมากที่สุดในชีวิต เธอไม่ต้องการสายตาที่มองมาหลายล้านคู่ แต่ต้องการสายตาเพียงคู่เดียวที่มองมาอย่างแสนรักหนักหนา พาให้มีนามองตอบเจ้าของสายตากลับไปได้ด้วยรักเปี่ยมล้นพอกัน
(หน้า 29)
ป้าแหวงผ่านความรักมามากจนรู้ว่าอย่าได้หวังสิ่งใดจากความรักเลย ความรักแสนจะขี้เล่น ถ้าโลดไล่ไขว่คว้าก็จะหนีห่างหาย ถ้าเผลอสบาย ๆ ก็จะมาเคล้าเคลีย ยิ่งรักแท้ด้วยแล้ว อาถรรพณ์แรงนัก หากไม่แน่ใจก็อย่าลงไปเล่นด้วยเลย ดังนั้น ป้าแหวงจึงใช้อุบายแยบคายทำเป็นสงวนท่าทีกับความรัก ทั้ง ๆ ที่ใจโลดขึ้นในอกและกู่ร้องเพรียกหาทุกนาที
(หน้า 40)
เงินเก็บก็พอมีอยู่หรอก เอาไว้เผื่อเจ็บไข้ ไม่มีใช้จริง ๆ ก็จะขายที่ผืนน้อยมันละ เคยตั้งใจนะว่าจะยกให้ลูก มันจะได้มีสมบัติเผื่อไว้ลำบากวันข้างหน้า..." คนพูดเว้นช่วงไป "คำสัญญานี่มันบาดลึกนะ มันบาดลึกตรงใจนี่แหละเวลาที่คนพูดลืมสัญญา"
(หน้า 88)
หัวใจมนุษย์ไม่กลัวความเจ็บปวด ไม่หวั่นความผิดหวัง และเสาะหาความหวังมาหล่อเลี้ยงได้เสมอ นั่นเพราะเดิมพันที่จะได้มาซึ่งความสมหวังสูงนัก และหัวใจย่อมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อเดิมพันนี้
(หน้า 104)
[งามพรรณ เวชชาชีวะ. 824. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : เวิร์คพอยท์พับลิชชิ่ง, 2554.]
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


