วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง

"ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง" รวมงานเขียนของนักเขียนศิลปากร 75 ชีวิต ในวาระครบรอบ 75 ปี มหาวิทยาลัยศิลปากร การที่งานเขียนของคนที่เขียน ๆ หยุด ๆ จนผ่านมาสิบปีแล้วยังไม่มีรวมเล่มเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ยังได้ร่วมเป็นเกียรติอยู่ในเล่มนี้ หากจะใช้คำว่า 'รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง' ก็ยังนับว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับคลื่นความรู้สึกปีติยินดีที่เอ่อล้นท่วมท้นใจเหลือคณานับ

นึกย้อนกลับไป ตอนอยู่ปีหนึ่งเราเคยซื้อ 'พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว' หนังสือรวมงานเขียนของนักเขียนศิลปากรในวาระครบรอบ 50 ปีจากร้านหนังสือเก่ามาอ่าน พออ่านจบเรารู้สึกว่า คำว่า 'นักเขียน' กับคำว่า 'ศิลปากร' เมื่ออยู่รวมกันแล้วรู้สึกว่ามีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด หากเปรียบเป็นหญิงสาวก็คือมีความงามลึกลับน่าค้นหา แต่ตอนนั้นยังไม่แม้แต่จะคิดว่าตัวเองจะเขียนหนังสือได้ และยิ่งไม่กล้าคิดฝันว่า ในก้าวที่ยิ่งใหญ่ในปีที่ 75 จะมีเราร่วมอยู่ในหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์นี้ได้

"การตามหาหนังสือนิยายที่หล่นหายไปในเทศกาลรางวัลซีไรต์" เรื่องสั้นรางวัลรองชนะเลิศนายอินทร์อะวอร์ด หนึ่งในเรื่องสั้นที่เรารักมากเป็นพิเศษคือเรื่องที่ได้รับเกียรติให้รวมอยู่ในเล่ม ยินดีและซาบซึ้งใจมากที่ครูหนู อ.สกุล บุณยทัต ได้ให้เกียรติเรื่องสั้นเรื่องนี้หลายวาระเหลือเกิน จำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนมีลูกศิษย์ของครูนำไปทำละครเวทีอักษรฯ ซึ่งทำออกมาได้ยอดเยี่ยมกว่าที่ผู้เขียนคิดเอาไว้ และในวันนี้ก็กลายเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของเล่มนี้ในฐานะศิษย์เก่าศิลปากร ต้องกราบขอบพระคุณครูที่มอบเกียรตินี้ให้ แม้ว่าเราจะไม่เคยเรียนกับครูโดยตรง แต่ในด้านการเขียน เราอ่านผลงานของครูและนับถือครูเป็นหนึ่งในครูทางการเขียนเสมอ

"ด้วยดวงใจอันไม่รู้จักหยุดนิ่ง" หนังสือที่ทำให้เราได้ใช้คำว่า 'นักเขียน' กับคำว่า 'ศิลปากร' คู่กันซึ่งยิ่งใหญ่เกินกว่าความฝันที่เคยคิดฝันเอาไว้ เป็นความรู้สึกที่ไม่มีถ้อยคำใดมาพรรณนาความอิ่มเต็มในใจครั้งนี้ได้เลย

วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อลืมตา

อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อตื่นมา
อยากให้ตาสองตาสบประสาน
หยุดเวลาอย่างนั้นนิรันดร์กาล
ประโลมใจให้ข้ามผ่านวันโหดร้าย

อยากให้เธอเป็นภาพแรกเมื่อลืมตา
ชีวิตจึงมีค่ามีความหมาย
พรุ่งนี้ต้องฝ่าฟันภยันตราย
ใจก็คล้ายจะแข็งแกร่งเปี่ยมแรงผจญ

อยากให้เธอเติมเต็มใจอันไหวว่าง
ใจซึ่งร้างรานร้าวมากี่หน
ใจที่จะคิดถึงเพียงหนึ่งคน
ใจที่ยอมจำนนเพียงคนนั้น

อยากให้เธอเป็นภาพแรกของรุ่งเช้า
กลับพบความว่างเปล่าเต็มภาพฝัน
ข่มตานอนแต่หัวใจยังจำนรรจ์
ฉันยังคิดถึงเธอเสมอนะ

๑๔ ก.พ. ๖๒

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ

ฉันไม่เคยอยากเป็นนักเขียน
ฉันแค่ชอบอ่านหนังสือ
จนวันที่ได้มาพบกับเธอ...
เธอชอบนักเขียน
และทั้งหมดที่ฉันพยายาม
ก็หวังเพียงแค่ให้เธอหันมาสนใจฉันบ้าง...

ถึงวันนี้
ความฝันนั้นจบลงที่ความว่างเปล่า
และความสนใจที่เธอมีต่อฉันก็คงเบาบางไม่ต่างจากวันแรกที่เราพบกัน

แต่สำหรับฉัน, มันไม่เคยว่างเปล่า
เพราะเรื่องราวเหล่านั้นได้หล่อหลอมตัวตนให้ฉันกลายเป็นใครคนหนึ่ง, คนที่ฉันเคยพอใจที่จะเป็นมากที่สุด
แม้ว่าวันนี้ ทุกสิ่งจะกลายเป็นอดีตไปแล้วก็ตาม

ขอบคุณสำหรับทุกแรงบันดาลใจ
สุขสันต์วันเกิดนะ

วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทฤษฎีผู้หญิงโรยราเร็ว

เห็นข่าวดาราคบกันมาสิบกว่าปีเลิกกัน ก็นึกถึงทฤษฎี "ผู้หญิงโรยราเร็ว" ที่เราเคยพูดตอนจีบ (ว่าที่) แฟนคนที่สองว่า

"ที่เราคบกันเนี่ย ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่ใช่ต้องรีบบอกนะ ตอนนี้พี่ 27 (อายุตอนที่จีบเค้า) น้อง 25 ถ้าคบไปแล้วไม่เวิร์ค แต่ยื้อไว้เพราะเสียดายเวลา เพราะคิดว่าจะปรับตัวกันได้ ผ่านไปสองปีสามปี พี่อายุ 30 ยังพอหาแฟนใหม่ได้เพราะเป็นผู้ชาย แต่น้อง 27-28 จะเริ่มหาแฟนลำบากแล้ว พวกผู้ชายน่ะ ถ้าเจอผู้หญิงคุณสมบัติพอ ๆ กัน มันเลือกวัยเอ๊าะ ๆ กว่าทั้งนั้นแหละ"

อาจฟังดูตลก แต่เราคิดว่าสิ่งสำคัญมากในชีวิตของทุกคนคือเวลาที่จะมีให้กับสิ่งต่าง ๆ เสียอย่างอื่นยังหามาชดเชยกันได้ แต่ถ้าทำให้เค้าเสียเวลาในชีวิต มันไม่มีอะไรจะมาชดเชยให้เค้าได้เลย ในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่และมีตัวเลือกมากกว่าผู้หญิง เวลาของสองฝ่ายจึงสำคัญไม่เท่ากัน ยิ่งเป็นผู้หญิงที่อยากมีใครสักคนที่จะคอยดูแลกันตลอดชีวิต อยากสร้างครอบครัวแสนอบอุ่น เวลาช่วง 20-35 สำคัญที่สุดแล้ว

อันที่จริงคนเราคบกันสักปีก็พอจะเดาได้แล้วว่าไปรอดไหม นิสัยหลักไม่เข้ากันจะปรับให้เค้าได้ไหม หรือจะเลิก แต่ผู้ชายส่วนมากก็ไม่อยากปรับตัวหรอกแต่ฝืนคบแก้เหงาไปอย่างนั้นจนกว่าจะหาคนใหม่ได้ ส่วนฝ่ายหญิงก็เข้าใจว่าผู้ชายยังรักและกำลังพยายามปรับตัว ก็หลงรออย่างมีความหวัง ซึ่งจะพังทลายลงไปทันทีที่ฝ่ายชายได้เจอคนใหม่ เหลือก็แต่สารพัดเหตุผลแก้เก้อของผู้ชายไว้ดูต่างหน้า เราจึงคิดว่าเป็นเรื่องไม่ดีเลยที่สองฝ่ายจะยื้อกันไปเพราะความเหงาหรือความหวังลม ๆ แล้ง ๆ

"ถ้าน้องรู้สึกว่าไม่ใช่ต้องรีบบอกนะ" ชายหนุ่มตัวอ้วนกลมย้ำคำ ขณะที่น้องคนนั้นหัวเราะ ไม่รู้ว่าทฤษฎีนี้น้องฟังแค่ขำ ๆ หรือที่จริงมีผลกับความสัมพันธ์ของเราบ้างหรือเปล่า เพราะหลังจากเลิกกับแฟนคนแรก เราก็ไม่เคยคบใครได้เกินหนึ่งปีเลย (ฮา)

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ควรจะก้าวต่อไปก็ไม่ก้าว

ควรจะก้าวต่อไปก็ไม่ก้าว
รอยน้ำตาร้อนผ่าวแม้เลือนหาย
แต่ความเจ็บเจียนตายจำจนตาย
เมื่อรำลึกถึงข่าวร้ายอันร้าวราน

ยังยินเสียงร่ำไห้ห่มคลุมโลก
แว่วเพลงพญาโศกขับผสาน
ใจหยุดลงตรงนั้นนิรันดร์กาล
เหมือนน้ำตาในวันวานยังแวววาว

ดั่งเรือน้อยวเนจรรอนแรมร้าง
อยู่ท่ามกลางมหรรณพเหน็บหนาว
ในคืนเดือนดับสิ้นแสงดาว
เหมือนสิ้นหนทางก้าวต่อไป

ภาพข้างฝายังซีดจางอยู่ข้างฝา
เอื้อมมือปลดลงมาก็ไม่ไหว
สองมือปิดหน้าร่ำอาลัย
ใจเจ็บเจียนขาดใจไม่รู้ลืม

๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๑

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ศักดิ์ศรีในวิชาชีพ

สองสามวันมานี้ผมได้ฟังเรื่องขำขื่นมาจากเพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยในเมืองหลวงท่านหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เปิดเผยชื่อเพื่อนและชื่อมหาวิทยาลัย เพราะเพื่อนผมเกรงว่าจะมีผลกระทบกับเด็กในอนาคต)

เรื่องราวเริ่มต้นอย่างชื่นมื่น เมื่อลูกศิษย์ระดับปริญญาตรีคนหนึ่งของเพื่อนผมทำงานวิจัยได้ในระดับดีมาก จนได้เป็นตัวแทนนำเสนอบทความในระดับนานาชาติ และเรื่องราวก็ควรจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้งตรงที่ลูกศิษย์คนนั้นจะได้ไปนำเสนอผลงาน ทางมหาวิทยาลัยก็ได้หน้าได้ตา อาจารย์ที่ปรึกษาก็ได้รับเกียรติในฐานะคนที่ร่วมต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคการวิจัยมาพร้อมกับนักศึกษาจนงานสำเร็จด้วยดี

แต่ก็เป็นเรื่องขึ้น เมื่อมีอาจารย์อีกคนหนึ่งกระหายอยากได้รับเกียรติของอาจารย์ที่ปรึกษากับเค้าด้วย เข้าใจว่าคน ๆ นี้คงเติบโตมาโดยไม่เคยมีใครสั่งสอนว่า ถ้าอยากได้รับเกียรติ ต้องให้เกียรติผู้อื่นก่อน มิใช่ฉกฉวยเอามาอย่างน่าละอาย

ด้วยเส้นสาย อำนาจ ความสนิทสนม หรืออะไรก็แล้วแต่ อาจารย์คนนั้นมีคำสั่งผ่านการประชุมงุบงิบของผู้บริหารว่า ขอใส่ชื่อเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของเด็กด้วย

บางทีเรื่องนี้อาจจบลงง่าย ๆ และเงียบ ๆ ถ้าเพื่อนของผมเป็นคนประเภทว่า "แจ๋วครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย" ก้มโค้งคารวะ เค้าสั่งบ้าบออะไรมาก็ยอมรับหมดเพราะกลัวผู้ใหญ่จะกลั่นแกล้งไม่ให้ก้าวหน้า

แต่เผอิญเพื่อนผมรักศักดิ์ศรีในวิชาชีพมากกว่าความก้าวหน้าจากเส้นสาย

มันไม่ใช่เรื่องของการกันท่า ไม่ใช่เรื่องของการหวงเด็กไว้เป็นผลงานของตัวเองคนเดียว แต่เป็นเรื่องจริยธรรมทางวิชาการ เป็นเรื่องของการให้เกียรติคนทำงาน เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่อย่างเราพร่ำสอนเด็กนั่นแหละ ซึ่งถ้าไม่ทำให้เป็นตัวอย่าง จะมาท่องตำราให้เด็กฟังอย่างไร เขาก็คงไม่เชื่ออีกต่อไป

แน่ล่ะ ในสายตาใครบางคน อาจารย์มหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงกรรมกรวิชาการ แต่อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ย เรื่องอะไรจะให้ใครบางคนที่ไม่ได้ลงทุนลงแรง ไม่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกันกับเด็กมาแทรกชื่ออยู่ตรงนั้น คนที่เคยเรียนหรือทำงานอย่างพวกเรารู้ดีว่า ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาอาจเป็นเพียงบรรทัดสั้น ๆ แต่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาของความเป็นครูอยู่เป็นแรมปี

แต่ก็อย่างที่พอจะคาดเดากันได้ เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานคุณธรรมที่ตัวเอกต้องชนะและตัวร้ายรับผลกรรม แต่คือหนังชีวิตที่คนดี ๆ คนหนึ่งต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ไม่รู้ว่าจะมีอำนาจมืดมากลั่นแกล้งหรือไม่ในอนาคต ขณะที่คนที่พอจะช่วยเหลือได้ก็ได้แต่รับเรื่องมาแล้วหลบลี้หนีหน้า คงเพราะกลัวว่าการลุกขึ้นต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและจริยธรรมจะทำให้ความก้าวหน้าในตำแหน่งของตัวเองหยุดชะงักลง

ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ผมกับเพื่อนคนนั้นก็เห็นตรงกันว่าต้องไม่ให้เด็กเสียประโยชน์ ถึงผู้ใหญ่จะตีกันด้วยเหตุผลงี่เง่าแค่ไหน ที่สุดแล้วเด็กต้องได้นำเสนอผลงานตามความสามารถของเด็ก ส่วนใครจะมาคอยขอส่วนบุญจากงานของเด็กหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขแบบใด ก็คงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกขององค์กรนั้น ๆ ว่าจะยอมให้เกิดขึ้นหรือเปล่า

ส่วนคนที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างนอกอย่างผม ก็คงได้แต่ให้กำลังใจเพื่อนคนนั้น และเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อบันทึกไว้ว่านี่คือเหตุการณ์อัปยศที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย

และสำหรับผู้บริหารทุกคนที่มีส่วนให้คำสั่งพรรค์นี้หลุดออกมาจากห้องประชุมได้ ผมคงจะไม่ทวงถามถึงคำว่าธรรมาภิบาล จริยธรรมทางวิชาการ หรือแม้แต่คำง่ายๆ อย่างจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ เพราะท่านผู้สูงส่งทั้งหลายคงมีข้อแก้ต่างในใจให้ตัวเองไม่รู้สึกผิดอยู่แล้ว เป็นต้นว่า มันเป็นวัฒนธรรมองค์กร มันเป็นธรรมเนียมของสังคมไทย หรือผู้มีอำนาจสั่งมาจะให้ทำอย่างไร ฯลฯ

ผมเพียงอยากให้ท่านนึกภาพตัวเองยืนอยู่หน้าชั้นเรียน ในฐานะครูคนหนึ่ง เมื่อท่านพ่นคำสวยงามอย่างคำว่าคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์ออกจากปากให้ลูกศิษย์ฟัง

ท่านรู้สึกละอายใจบ้างหรือไม่

...ไม่ต้องตอบหรอกครับ ผมไม่แน่ใจว่าอยากฟัง

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ถึงคุณ... ในวันรับปริญญาของจุฬาฯ

ไม่ว่าคุณจะเห็นข้อความนี้หรือไม่...

เราอยากบอกว่า ยินดีด้วยกับทุกความสำเร็จของคุณ ทั้งในวันนี้ และในอนาคต เพราะเรารู้ว่า ไม่ว่าคุณอยากทำอะไร หากคุณตั้งใจ คุณจะไปถึงฝั่งฝันได้ด้วยความสามารถของคุณอย่างแน่นอน

ขอโทษนะที่เรารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับคุณไม่ได้มากมายหลายข้อ รวมทั้งคำสัญญาง่าย ๆ อย่างจะไปช่วยถือของวันรับปริญญา เราจะไม่แก้ตัวว่ามันเป็นความจำเป็นหรืออะไร เพราะการผิดสัญญาก็คือการผิดสัญญา และเรารู้ว่าหลายสิ่งที่เราทำไม่ดีกับคุณนั้น แค่คำว่าขอโทษมันไม่พอจะชดเชยอะไรได้ แต่เราก็จะขอโทษ และไม่หวังให้คุณให้อภัยใด ๆ

เรายืนอยู่ตรงนี้ เราทำได้เพียงเอ่ยคำขอโทษที่ไม่มีค่า ส่งคำยินดีและกำลังใจซึ่งคุณอาจไม่ต้องการมันอีกแล้ว แต่มันคือความรู้สึกจากใจจริงของเรา หากความปรารถนาดีคือส่วนหนึ่งของความรัก เราคิดว่าในใจเรามีสิ่งนี้ให้คุณเสมอ เราอยากเห็นคุณเติบโตและประสบความสำเร็จกับทุกเส้นทางที่เลือกเดิน และในทุกก้าวของความสำเร็จ จะมีเราคอยเฝ้ามองอยู่ไกล ๆ และยิ้มยินดีกับความสำเร็จของคุณเสมอนะ

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

เดินทางไปจีน

สำหรับท่านที่ยังไม่ทราบหรือผมยังไม่ได้บอกนะครับ ผมจะเดินทางไปปฏิบัติราชการที่มหาวิทยาลัย Yuxi Normal สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมากับ Yuxi Normal University กำหนดการในคำสั่งคือวันที่ 25 สิงหาคม 2561 - 20 มกราคม 2562 (แต่เดินทางจริงวันนี้ ดังนั้นวันเวลากลับอาจบวกลบหนึ่งอาทิตย์) ในระหว่างนี้ เบอร์โทรศัพท์ 089-440xxxx จะติดต่อไม่ได้ รวมถึงช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่น Facebook/Line/Gmail เนื่องจากที่จีนจะบล็อคไว้ทั้งหมดครับ หากใครมีธุระเร่งด่วน สามารถติดต่อได้ผ่านโปรแกรม Wechat (ID: bigheadman33) หรือผ่านพี่เมย์ กนิษฐา ประธานหลักสูตรภาษาไทยต่างชาติของราชภัฏโคราชได้ครับ แต่ถ้าไม่เร่งด่วนก็ทิ้งข้อความไว้ในช่องทางติดต่อปกติได้ครับ (จะพยายามใช้ VPN แหกบล็อคมาดูบ้างหากมีโอกาส 555)

สำหรับโพสต์นี้ก็คงเป็นโพสต์สุดท้ายของปีที่ได้โพสต์จากประเทศไทย และก็คงไม่ค่อยได้เข้ามาในสังคมออนไลน์บ่อยนัก ดังนั้นถ้าตกหล่นข่าวอะไร หรือไม่ได้แสดงความยินดีเรื่องสำคัญอะไรกับใครก็ขออภัยล่วงหน้านะครับ สำหรับข่าวร้ายที่ไม่อยากได้ยินตอนอยู่จีนคือเฌอปรางประกาศแกรดจาก BNK48 (ฮา) ส่วนข่าวดีที่อยากได้ยินตอนกลับมาที่ไทยคือรัฐบาลประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ไชโย! (นี่จะไม่ได้กลับเพราะประโยคสุดท้ายนี่แหละ ล้อเล่นขำ ๆ นะ 555)

See ya next year na krab!

วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Cher Don't Cry เฌอจ๋าอย่าร้องไห้


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์ Girls Don't Cry)
(เขียนจากมุมมองคามิโอชิเฌอปราง ดังนั้นอย่าคาดหวังความเป็นกลาง)

(1.)

หงุดหงิดจนขับรถชนกรวยในห้าง (จริง ๆ แค่เสย 55) นี่คือความรู้สึกหลังออกมาจากโรงภาพยนตร์ และคิดว่าคามิโอชิของเฌอปรางหลาย ๆ คนก็น่าจะรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน

เราไม่รู้หรอกว่าเทปสัมภาษณ์เต็มเป็นยังไง แต่จังหวะแอร์ไทม์ของเฌอปรางในหนังไม่ดีเลยแทบทุกซีน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของผู้กำกับ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เฌอปรางพูด ก็เป็นสิ่งที่แฟนคลับเคยได้ยินบ่อย ๆ ทั้งเวลาให้สัมภาษณ์หรือในไลฟ์ นั่นคือทัศนคติที่ตรงไปตรงมา ไม่โลกสวย ไม่เพ้อฝัน ทนต่อแรงกดดัน จัดการทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวด้วยความรับผิดชอบสูง (มาก) เป็นทัศนคติแบบที่แม้แต่คนวัยเลขสามอย่างเรายังทำไม่ได้ขนาดนั้น

ทัศนคติ ความเป็นผู้นำเกินวัย และความสามารถในการรับมือกับสื่อต่างหากคือสิ่งที่แฟนคลับมากมาย "ซื้อ" จากเฌอปราง ไม่ใช่แค่หน้าตาน่ารัก ไม่ใช่ความแอ๊บ ความเฟค หรืออะไรทั้งหลายที่หนังพยายามจะชวนให้คิดแบบนั้น

แต่ก็อย่างว่า ทัศนคติแบบนี้มันไม่จับใจ มันไม่ Touch คนหมู่มาก มันแบบ เฮ้ยแก เราก็คนป่าววะ เราต้องเพอร์เฟคขนาดนั้นเลยเหรอวะ หยวน ๆ บ้างได้ปะ ทำให้แอร์ไทม์ของเฌอปรางโผล่มาทุกครั้งในฐานะตัวขัดมุก อารมณ์แบบน้อง ๆ กำลังคุยกันด้วยความหวัง ความฝัน ฟุ้ง ๆ ก็มีรุ่นพี่มาดึงสติ น้องเอ้ย น้องคิดถึงความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นไปได้หน่อยมั้ย คนฟังก็ เฮ่ออออ อะไรกันนักหนา

(2.)

นึกถึงเรื่องที่เราชอบพูดกับเด็กที่เรียนสารคดีว่า เอาเข้าจริงแล้วในพื้นที่สารคดีหนึ่งเรื่องก็ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่มันคือความจริงที่เราเลือกที่จะเล่าหรือไม่เล่าอะไรบ้าง จะฉายสปอตไลท์เข้าไปตรงไหน ตรงนั้นฉายแสงสีอะไรลงไป เรื่องของเค้าจะให้เค้าเล่าเอง จะเล่าผ่านทัศนคติเรา หรือเล่าผ่านปากคนอื่น คาแรกเตอร์ของคนในสารคดีจะถูกประกอบสร้างออกมาเป็นคนแบบไหน มู้ดแอนด์โทนของเรื่องจะออกมาอย่างไร อยู่ที่ว่าเรายุติธรรมต่อข้อมูลในมือเรามากแค่ไหน

จุดอ่อนหนึ่งของการเดินเรื่องสารคดีโดยใช้บทสัมภาษณ์เป็นหลักคือ การจัดการคำพูดของคนซึ่งเจือปนอคติและฉันทาคติต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง (หรือแม้แต่ "เสียงเล่า" ของเราเองที่ย่อมมีการตัดสินความถูกผิดของประเด็นนั้นไม่มากก็น้อย) ถ้าจัดเรียงคำพูดไม่ดีขึ้นมาเมื่อไร น้ำหนักของอคติก็จะเอนเอียงไปด้านเดียวและส่งผลต่อการรับรู้และตัดสินของผู้ชม ผลงานชิ้นก่อนหน้าอย่าง The Master นับว่าเป็นตัวอย่างของการจัดการกับข้อมูลบทสัมภาษณ์ได้ดีมาก แต่ก็อาจเป็นเพราะตัวผู้กำกับเอง "อิน" กับร้านพี่แว่น จึงมีเส้นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเล่าแบบไหน

ในแง่ของการทำงานเรื่องนี้ ก็ถือว่าควรจะให้เครดิตผู้กำกับอยู่บ้างในการทำงานนี้ซึ่งน่าจะมีข้อจำกัดมากมายทั้งเรื่องเวลาและข้อมูล แต่ก็ยังเรียบเรียงเทปสัมภาษณ์ของเด็กหลายสิบคนออกมาให้เห็นเป็นเรื่องราวและพาคนดูไปจนจบ (แต่มีแอร์ไทม์จริง ๆ อยู่ไม่กี่คน) มีแง่มุมทั้งในด้านกว้างและด้านลึกให้พูดถึง

น่าเสียดายที่สำหรับเรื่องนี้ เส้นเรื่องที่ผู้กำกับเลือกเป็นหลักคือเส้นเรื่องความพยายามและการต่อสู้ของอันเดอร์เกิร์ล ที่นอกจากความพยายามจะไม่ให้ดอกผลดังฝันแล้ว ยังต้องต่อสู้กับปัจจัยอะไรอีกมากมายที่พวกเธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่อันที่จริงการเลือกเส้นเรื่องแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายอะไร เพราะคนหมู่มากในสังคมก็คืออันเดอร์เกิร์ลทั้งนั้น เราอยู่ในสังคมห่าเหวอะไรไม่รู้ที่ไม่ได้ตัดสินกันที่ความสามารถและความพยายามเหมือนกัน เส้นเรื่องแบบนี้จึงจับใจคน จึงแมส จึงพาคนดูไปลุ้นเอาใจช่วยอันเดอร์เกิร์ลตลอดทาง (ซึ่งอันที่จริงถ้าในองก์การต่อสู้ของอันเดอร์เป็นเสียงเล่าของโมบายล์ ตอนจบองก์คงพีคมากกว่านี้เพราะในที่สุดโมบายล์ก็ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคจนไม่ใช่แค่ติดเซ็มบัตสึเฉย ๆ แต่ได้เป็นถึงเซ็นเตอร์ของเพลงที่ดังที่สุดอย่างคุกกี้เสี่ยงทาย แต่เสียงเล่าหลักของหนังองก์นี้กลับเป็นปูเป้ ถ้าจะให้เดา หนูโมก็คงรั่ว ๆ กาว ๆ ตามประสาเค้า จะหยิบมาเป็นเสียงเล่าก็อาจไม่ได้สารที่ต้องการสื่อ ส่วนปูเป้คงเล่าสนุกกว่า จับใจหัวใจอันเดอร์ในสังคมอย่างเรา ๆ มากกว่า)

ภาพตัดมาที่เฌอปราง... "เฌอไม่สนิทกับใครเลย..." "เฌอมองว่ามันเป็นการทำงาน..." "การร้องไห้ไม่ช่วยอะไร ล้มแล้วก็ต้องลุกเอง..." ฟังดูเย็นชา โหดร้าย ไร้อารมณ์ ไม่มีหัวใจ ฟังยังไงก็ไม่ใช่ทัศนคติของคนหมู่มากแน่ ๆ หรือแม้กระทั่ง "เฌอเช็คช่องทางออนไลน์ทุกช่องทาง..." เอ๊ะเช็คออนไลน์ทำไมกลัวตกกระแสเหรอ ต้องแบ๊วออนไลน์ตลอดงี้เหรอ ทั้งที่จริงคำถามตอนสัมภาษณ์อาจเป็นว่า ในเมื่อช่องทางออนไลน์ก็สำคัญ เฌอจัดการกับมันอย่างไรบ้าง ก็เป็นได้

ส่วนหนึ่งที่เราไม่รู้สึกแย่กับคำตอบของเฌอปราง ไม่ใช่แค่เพราะเป็นคามิโอชิเลยหน้ามืดตามัว แต่เพราะเห็น "บริบท" ของคำตอบทำนองนี้อยู่แล้วจากสื่ออื่น ๆ ช่องทางอื่น ๆ ซึ่งเฌอปรางก็ตอบแบบนี้ทุกทีนั่นแหละ (คุณจะเอาอะไรกับเด็กสายวิทย์ที่พูดว่า "ถ้าเลี้ยงงูคงต้องเอาหนูมาป้อน...ก็มันเป็นธรรมชาติของมัน" ได้อย่างหน้าตาเฉยล่ะ!)

ก็ไม่แปลกอะไรที่ภาพของเฌอปรางจะออกมาเป็นแบบหนึ่งด้วยจังหวะการลงแอร์ไทม์แบบนั้นในหนัง และก็ไม่ผิดอะไรที่ผู้กำกับไม่ได้โอชิเฌอปราง จึงไม่เคยเห็น "ความเป็นมนุษย์" ด้านอื่น ๆ ที่เฌอปรางได้แสดงออกผ่านทางสื่ออื่น ๆ ด้านตลก ด้านบื้อ ๆ ด้านเอ๋อ ๆ (เป็นคนที่ถูกน้องในวงแกล้งอำบ่อยมาก) ด้านความเสียใจ การเสียน้ำตา (ร้องไห้กับแฟนคลับบ่อยมากเช่นกัน) ไม่เคยเห็น "ความพยายาม" ด้านอื่น ๆ ของเฌอปรางในการต่อสู้กับแรงกดดันร้อยแปดพันอย่างรอบตัว ทั้งการรับมือความกดดันภายในวง ทั้งการรับมือกับสื่อภายนอก วุฒิภาวะในการตอบคำถามแทนน้อง ๆ หลายครั้ง การรักษาภาพลักษณ์ในฐานะกัปตันที่จะผิดพลาดไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองก็มีจุดด้อยที่ขาดพื้นฐานด้านการร้องเพลงและการเต้น เฌอปรางก็ไม่เคยปิดบังอะไร และพยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทั้งการบริหารสื่อโซเชียลในมือของตัวเอง ซึ่งตรงนี้หงุดหงิดมากเพราะในหนังเหมือนสื่อว่าต้องแอ๊บแบ๊ว ต้องเฟค แต่คอนเทนต์ออนไลน์ที่เฌอปรางทำไม่ได้เฟคอะไรเลย (หน้าสดออกบ่อยมาก) หลายชิ้นเป็นคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำอย่างดีเสียด้วย ยิ่งทำให้เห็นว่าเฌอปรางจริงจังกับการเอนเตอร์เทนแฟนคลับของเค้าขนาดไหน เช่น Vlog เวิลด์เซ็มบัตสึที่เล่าเรื่องได้สนุกดี (ก็ไม่ใช่ "คนไม่มีหัวใจ" คนนี้เหรอที่พูดขอบคุณรินะซังในงานประกาศผลเวิลด์เซ็มบัตสึ ทั้งที่จะพูดแต่เรื่องตัวเองเพื่อกอบโกยคะแนนนิยมก็ยังได้)

เอาเข้าจริงหน้าตา ความน่ารัก ความแอ๊บแบ๊ว หรืออะไรต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ในหนัง คงไม่พอเป็นปัจจัยที่จะส่งเด็กไทยคนหนึ่งขึ้นไปติดอันดับ 39 ของเวิลด์เซ็มบัตสึได้ (ถ้าวัดกันปอนด์ต่อปอนด์เรื่องหน้าตาเรายกให้อร ถ้าความแบ๊วเรายกให้มิวสิค) แต่ความเฉลียวฉลาด ความพยายามในการบริหารจัดการทุกอย่างรอบตัว และที่สำคัญคือทัศนคติเกินวัยของเด็กคนนี้ต่างหากที่ทำให้แฟนคลับรักและส่งเธอขึ้นไปยืนจุดนั้น โอชิทุกคนรู้ แต่ไม่มีช่องทางจะพูดสอดแทรกในหนัง และก็ไม่ใช่หน้าที่ของผู้กำกับที่ต้องรู้หรือต้องเล่า เพราะสิ่งที่เค้ามีในมือคือการติดตามการทำงานของวง และเทปสัมภาษณ์ของแต่ละคนเท่านั้น

จังหวะหนึ่งในหนัง เฌอปรางพูดทำนองว่า ถ้าสลับตำแหน่งให้คนอื่นมาอยู่ตรงนี้มันจะเป็นอย่างไร เราก็ตัดต่อคำพูดน้องในหัวเสร็จสรรพเลยว่า ถ้าสลับคนที่บ่นเรื่องเฌอปรางมาอยู่ในตำแหน่งกัปตัน เขาจะรับมือความกดดันขนาดนี้ได้ไหม ซึ่งดูจากทัศนคติที่แตกต่างกันก็น่าจะรู้ผลกันอยู่

(3.)

พอตั้งสติได้เราก็เกรี้ยวกราดใส่ผู้กำกับน้อยลง หันไปอีกทางหนึ่ง ไม่รู้ว่าออฟฟิเชียลได้ดูไฟนอลคัทหรือเปล่า ถ้าดูแล้วปล่อยให้ผ่านไปแบบนี้ ก็ถือว่าพวกคุณใจร้ายมากที่โยนบททดสอบและความกดดันหนักหนา (อีกแล้ว) ให้เด็กอายุยี่สิบต้น ๆ คนหนึ่งที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อวงมาขนาดนี้ หรือคิดว่าแค่นี้คงไม่ทำให้ความนิยมลดลง แต่บาดแผลเล็ก ๆ ในใจเด็กสาวคนหนึ่งที่จะถูกคนที่ไม่รู้จักเธอจดจำภาพเธอไว้ในแง่มุมที่ไม่ค่อยดีนัก ในบทที่เจ้าตัวไม่ได้เรียกร้องขอรับไว้ ใครกันจะรับผิดชอบ อีกแล้วเหรอที่เฌอต้องเสียสละ อีกแล้วเหรอที่เฌอต้องแบกรับอะไรที่เฌอไม่เคยต้องการหรือร้องขอ ถ้าเราอยู่ในจุดที่เฌออยู่ หนังจบเราประกาศแกรดแม่งเลย (ฮา) แต่เฌอปรางไม่ทำอย่างนั้นหรอก เธอก็คงจะก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไปด้วยความพยายามในแบบของเธอ ด้วยหัวใจดวงน้อย ๆ ดวงนั้นทั้งที่ถูกใครหลายคนในโลกโซเชียลกล่าวหาว่าไม่มีหัวใจ

คำถามก็คือ บทบาทของ "คนข้างบน" ที่เฌอปรางแบกรับอยู่ในเรื่อง มันมีวิธีเล่ามากมายที่จะให้เมมเบอร์ตัวท็อปคนอื่น ๆ มาช่วยแบกรับได้ แต่สุดท้ายหนังก็ใช้วิธีเล่าอย่างที่เห็น เพราะเมมเบอร์ตัวท็อปคนอื่นไม่ได้พูดแบบที่เฌอพูด? หรือเพราะกลัวกระทบความนิยมของตัวท็อปคนอื่น ๆ? หรือแค่เพราะคิดว่าคนระดับกัปตันเฌอปรางแบกรับมันได้? อย่าลืมว่าที่จริงแล้วเฌอปรางก็เป็นเพียงเด็กสาวอายุยี่สิบต้น ๆ คนหนึ่งเท่านั้น มันยุติธรรมแค่ไหนกันที่มอบหมายให้เธอมายืนในจุดที่ไม่มีใครอยากจะยืนในหนังเรื่องนี้...เพียงลำพัง

สำหรับคนที่อยากรู้จัก BNK48 จะไปดูเรื่องนี้ก็ไม่เสียหายอะไร เราก็จะได้เห็นการต่อสู้ ความพยายาม มิตรภาพ ตามสไตล์การ์ตูนโชเน็นจั๊มป์ เห็น Coming of Age ของเด็กสาว หรือเห็นสารอะไรต่าง ๆ ที่ผู้กำกับต้องการจะบอกนั่นแหละ หรือจะตีความเป็นภาพเล็ก ๆ ที่สะท้อนสังคมไทย เป็นก้อนกรวดอธิบายจักรวาลอะไรก็ว่ากันไป

แต่สำหรับคนที่อยากรู้จักเฌอปราง ดูเรื่องนี้ก็คงต้องทำใจกลาง ๆ แล้วตามมาเก็บ "ความเป็นมนุษย์" ของเธอต่อในสื่อช่องทางอื่น ๆ แล้วคงจะพอเข้าใจว่า การที่เฌอปรางได้เป็นกัปตันของ BNK48 และทำหน้าที่ไม่เคยขาดตกบกพร่องจนถึงทุกวันนี้ ได้เป็น No.39 ของเวิลด์เซ็มบัตสึ ไม่ใช่แค่เพราะ "รู้ทั้งรู้ว่าเค้าใช้อะไรตัดสินใจ ต้องน่ารักใช่ไหมที่ใครเขาพูดกัน"

แต่เพราะบ่าน้อย ๆ และหัวใจดวงเล็ก ๆ ของเธอยิ่งใหญ่พอจะแบกรับความรับผิดชอบ ชื่อเสียง และเกียรติยศเหล่านั้นได้ต่างหาก

(Credit ภาพจาก MV Shonichi)

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ผลงานในแฟ้ม KPI



ใกล้ถึงสิ้นเดือน สัญญาทดลองงานของวิชาชีพล่าสุดในชีวิตก็กำลังจะสิ้นสุดลง ขณะกำลังเตรียมผลงานเข้าแฟ้ม KPI ก็ได้โอกาสทบทวนภาพรวมของตัวเองในปีที่ผ่านมา

เอกสารประกอบการสอนรายวิชาใหม่ (เตรียมกันอาทิตย์ต่ออาทิตย์เลย ขอโทษรุ่นแรกที่เรียนด้วยนะครับ) / บทความวิจัยนำเสนอในการประชุมวิชาการระดับชาติ 2 บทความ / ผลงานสร้างสรรค์ 2 เรื่อง (อันนี้เป็นงาน 'แก้เครียด' จากงานที่กล่าวมา แต่เหมือนว่าเอามาใช้ประเมินได้ด้วย ดี ๆ ไม่เสียเปล่า 555) / ภาระการสอนตามมาตรฐานขั้นต่ำและการเป็นวิทยากรอีกนิดหน่อย

ผลงานที่อวดอ้างมา ถ้าเทียบกับอาจารย์เก่ง ๆ รุ่นเดียวกันหรือรุ่นน้อง (เช่น อ.โจ อ.โบว์ อ.น้องน้ำ อ.น้องอิ๊ก ฯลฯ) ก็นับว่าห่างไกลจากพวกเขาหลายโยชน์ ดุจดั่งแมงป่องน้อยชูหางเทียบพญานาคี แต่ถ้าเทียบกับตัวเองในสมัยก่อน ๆ ก็นับว่าดีขึ้นประมาณนึง อย่างน้อยก็รู้จักทำในสิ่งที่ควรทำเสียบ้าง 555

หากมีคำถามว่า เราทำงานเต็มที่แค่ไหน หรือเราตั้งใจทำงานในวิชาชีพหรือเปล่า ผลงานที่พอมีอยู่บ้างในแฟ้มนี้คงพอแทนคำตอบได้ และหวังว่าปีหน้า แฟ้มผลงานน้อย ๆ นี้จะยังมีอะไรให้ใส่ลงไปอีกตามสมควร

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

โลกทั้งใบแหลกสลาย

ใครคนหนึ่งกลายเป็นโลกทั้งใบของคุณ
กลายเป็นความหมายของทั้งชีวิตคุณ
เพียงเพราะในวันที่เสี้ยวแสงแห่งความหวังดับลงในคืนเดือนมืด
มีเพียงมือเรียวบางข้างนั้นที่ยื่นเข้ามา
ฉุดรั้งคุณขึ้นจากหลุมดำแห่งความอ้างว้าง

ทึกทักเอาเองว่าเธอเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นพลัง ความหวัง แรงบันดาลใจ
ขับเคลื่อน ไขว่คว้า เพื่อเป็นใครที่เธอฝัน
โดยไม่เคยถามเลยว่า
วันนั้นที่เธอยื่นมือเข้ามา
เป็นเพราะคุณมีความหมายต่อเธอ
หรือแค่เพราะเธอเป็นคนดี

วันที่ใครคนหนึ่งเป็นโลกทั้งใบของคุณ
ส่วนเธอคนนั้นมีใครอีกคนเป็นโลกทั้งใบของเธอ
โลกสองใบหมุนโคจร
ทั้งสองคนต่างก็วิ่งตามโลกของตัวเอง
คุณก่อร่างสร้างตัวตนดังภาพฝัน
เพียงเพื่อถึงวันหนึ่งจะพบว่า
ไม่เคยมีใครต้องการมันเลย

คุณตอบกลับสายตาตัวเองผ่านกระจกร้าว
จะลืมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วกลับไปนอนนิ่งในหลุมดำ
หรือคงรูปอย่างร้าวราน
เพราะอย่างน้อยก็ยังมีเธอหลงเหลือในห้วงคำนึง
กล่องแมวของชเรอดิงเงอร์ยังคงปิดอยู่อย่างนั้น
เพียงเพราะคุณไม่กล้ายอมรับบางสิ่ง
ที่จะทำให้หัวใจแหลกสลาย

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ลูกเฌอ


เห็นข่าวน้องแคน BNK มีภาพหลุดโดนพักงาน เราก็เฮ้อในใจ แต่ก็นะวัยรุ่นมันก็คงต้องมีอะไรแบบนี้กันบ้าง แล้วเสียงปีศาจก็กระซิบขึ้นว่า "ถ้าเป็นเฌอปรางล่ะ"

หัวใจร้าว ๆ หล่นลงไปที่ตาตุ่ม พอเป็นลูกสาวเราแล้วก็แอบหวงตามประสาพ่อ ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ก็เคยมีแฟน แหงล่ะน่ารักขนาดนี้ไม่มีก็แปลกแล้ว แต่พอเป็นไอดอลก็พักความสัมพันธ์ไป ลุงโอตะฟังแล้วก็ใจชื้น ความรักจากลูกสาวจะได้จัดสรรปันส่วนให้โอตะทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมทั้งลุงด้วย (เค้าจะรู้จักมึงมั้ย งานจับมือก็ไม่เคยมา ตู้ปลาก็ไม่เคยไป 555)
ต่ถึงวันใดวันหนึ่งที่เฌอแกรดหรือเลิกเป็นไอดอลและเปิดตัวชายหนุ่มของเฌอ ใจที่ฝากไว้กับลูกสาวก็คงกระเด็นกระดอนกลับมาในสภาพบิ่นร้าว หัวอกพ่อรู้ว่าลูกสาวโตแล้วก็คงต้องไปมีชีวิตของตัวเอง แต่ก็อดใจหายไม่ได้ แต่ช่างเถอะนั่นก็เป็นเรื่องในอนาคต ระหว่างที่ยังเป็นไอดอลให้ลุงโอตะได้โอชิอยู่ตอนนี้ ก็อยากจะฝากกลอนที่ดัดแปลงมาจากวรรคทองของสนธิกาญจน์ กาญจนาสน์ ถึงลูกเฌอว่า

"เฌอจะแอบรักใครอย่าให้รู้
เฌอจะอยู่กับใครอย่าให้เห็น
ลุงโอตะขอร้องสองประเด็น
แล้วจะเป็นผู้แพ้ที่แท้จริง"

วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์?


สองสามวันนี้คุยกับมิตรสหายคนหนึ่ง (คนเดิม) มีประเด็นหนึ่งที่ยังคงติดค้างในใจก็คือคำว่า การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ คำนี้ยากทั้งคำจำกัดความและวิธีการ ทำอย่างไร-ทำได้แค่ไหน-ใครได้ประโยชน์บ้าง

มองย้อนกลับมาหาตัวเองที่ยังวนเวียนอยู่ในวงการอ่านเขียน ก็ไม่พ้นจะต้องเขียนอ่านวิจารณ์อะไรต่าง ๆ มากมาย สมัยที่เรายังอายุน้อย ๆ เราคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวิจารณ์คือเนื้อหา ส่วนน้ำเสียงหรือท่าทีเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย ยาดีจะเคลือบน้ำตาลหรือไม่ อย่างไรคนกินก็ได้ประโยชน์ เป็นต้นว่าวันดีคืนดีอ่านเรื่องสั้นของน้องคนหนึ่ง เออ คนนี้บทสนทนายังอ่อนและเยอะเกินจำเป็นอยู่ ก็มีหลายทางเลือกให้พูดถึง เช่นว่า

"อย่างไรก็ตาม การใช้บทสนทนาในเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังไม่คมคายนัก อย่าลืมว่าทุกองค์ประกอบในเรื่องสั้นควรกระชับและมีความหมายเสมอ ผู้เขียนอาจลองไปศึกษาตัวอย่างบทสนทนาแบบ less is more เช่นในงานคลาสสิกของปาป้าเฮมิงเวย์"

หรือ...

"บทสนทนาที่เห็นนั้นพร่ำเพรื่อและเพ้อเจ้อ ใส่มาพอให้พาเรื่องไปได้เป็นฉาก ๆ เท่านั้น ถ้าผู้เขียนยังเห็นว่าบทสนทนาในเรื่องสั้นเป็นแบบเดียวกับที่นางร้ายในละครหลังข่าวเถียงฉอด ๆ กับแม่ค้าละก็ แนะนำให้เลิกเขียนและไปเปิดร้านขายส้มตำหน้าปากซอย ทีนี้ล่ะคงได้ใช้บทสนทนาที่ตัวเองถนัดได้เต็มที่"

สมัยที่เราเป็นเด็กกะโปกไม่ค่อยมีวุฒิภาวะ มักจะเลือกพูดแบบหลังเป็นประจำ (ฮา) ยาดีต้องแรงสิวะ คนอ่านจะได้ตื่น แต่อันที่จริงพอกลับมาคิดดู เหตุผลลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่คงเป็นเพราะเราไม่รู้วิธีการอื่นที่จะยกระดับความเป็นมนุษย์ของตนเองให้น่าภาคภูมิใจนอกจากการประชดดูถูกเหยียดหยามความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์คนอื่น

พอแก่ตัวลง ความเกรี้ยวกราดในวัยหนุ่มก็ค่อยมอดลง เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบข้างมากขึ้น เรายอมรับได้มากขึ้นว่ามนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ มนุษย์แต่ละคนต้องพยายามต่อสู้ท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย เราเห็นอกเห็นใจมนุษย์คนอื่นมากขึ้น อายุปูนนี้เราจึงคิดว่า น้ำเสียงและท่าทีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมิตรสหายที่พยายามต่อสู้ทำงานศิลปะอยู่ด้วยกันในประเทศที่ต้นไม้ศิลปะช่างแคระเกร็น ไม่มีดินน้ำปุ๋ยให้งอกงาม

แน่นอน Content is King and always will be. แต่น้ำเสียงและท่าทีก็คงเป็นเสมือนแพคเกจจิ้งที่บ่งบอกว่าเราใส่ใจกับความเป็นมนุษย์ของคนอื่นมากแค่ไหน ไม่ใช่ถึงขนาดต้องเคลือบมธุรสวาจาหวานหยดย้อย ใส่หน้ากากชื่นชมกันเองอย่างไม่อายปากแบบที่คมทวน คันธนู เขียนไว้ว่า "ผลัดกันเขียนเวียนกันอ่านวานกันชม" โต ๆ กันแล้วคงพอดูแลความรู้สึกกันเองได้ มันคงสำคัญที่ว่าเจตนาของการวิจารณ์นั้นจะกระตุ้นเตือนสติเพื่อน หรือมุ่งทำร้ายกันให้แหลกคามือเพื่อเป็นเหยื่อให้อัตตาของตนได้ดื่มกินเลือดเนื้อของคนอื่น ซึ่งมันก็มักจะสะท้อนผ่านกลวิธีการเขียนและภาษาที่ใช้ ถ้าไม่ไร้เดียงสานักก็พออ่านกันออก

แต่เราจะตัดสินได้หรือไม่ว่าน้ำเสียงและท่าทีแบบไหนที่ดีหรือไม่ดี เช่น คำแรง ๆ น้ำเสียงเสียดสีประชดประชันอาจช่วยตบหน้าให้ผู้ถูกวิจารณ์ตื่นรู้และปรับปรุงงานต่อไปให้ดี ลบล้างคำดูถูกเหยียดหยาม หรือมันอาจทำลายกำลังใจในการทำงาน ทำลายงานที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นงานที่ดีในอนาคต ฯลฯ สุดท้ายไม่มีใครรู้ผลลัพธ์ที่จะตามมา ไม่มีใครรู้ว่าการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์แท้จริงเป็นอย่างไร มีขอบเขตแค่ไหน แล้วจะสร้างสรรค์หรือทำลายอะไรได้บ้าง

การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเราแล้วก็ยังเป็นคำที่ยาก และอาจเปลี่ยนนิยามไปอีกถ้าแก่ตัวลงกว่านี้ (ฮา) แต่ความหมายสำหรับเราในตอนนี้คือ การวิจารณ์ด้วยเหตุผลและให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ถึงคำจะดูกว้าง แต่ก็คงพอจะครอบคลุมวิธีการที่มนุษย์ที่มีเกียรติพึงกระทำต่อกันได้ประมาณหนึ่ง

หรือถ้ายังมองว่าคนอื่นไม่มีค่าพอที่จะให้เกียรติกัน อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติตนเองที่ได้ทำหน้าที่วิจารณ์ในฐานะมนุษย์ที่มีเหตุผลคนหนึ่ง มิใช่เดรัจฉานพยศที่ดื้อดึงห้อตะบึงทำลายทุกอย่างที่ไม่สบอารมณ์เพียงเพื่อสนองตัณหาตัวเอง