วันอังคารที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ไม่เคยเอ่ยถาม


ระหว่างเสียเค้าไปเพราะเอ่ยปากถามความในใจ
กับเสียเค้าไปเพราะไม่เคยเอ่ยถามความในใจ
อย่างไหนเศร้ากว่ากันนะ...

วันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ส่งเสด็จ


คิดจะไม่ร้องไห้ก็ได้ร้อง
ตัวสั่นน้ำตานองเต็มหน้า
ใจหายแม้ทำใจนานมา
แต่จะยืนด้วยสองขาก็สิ้นแรง

ปี่พาทย์เพลงน้ำตาโหมขับ
เมื่อดวงเดือนลาลับดับแสง
สิบทิศล้วนห่มดำตาก่ำแดง
ใจร้าวเกินแสร้งทำใจ

อยากฝืนยิ้มส่งเสด็จครั้งสุดท้าย
เป็นความหมายว่าลูกสู้ลูกอยู่ไหว
แต่ถึงคราวก็ครวญคร่ำร่ำอาลัย
ปิ้มปานดวงหทัยแหลกลาญ

๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐

วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เหมือนว่าฝนยังไม่จางจากวันนั้น


เหมือนว่าฝนยังไม่จางจากวันเก่า
วันที่ดวงใจเราแหลกสลาย
เมฆหมอกหม่นดำความเดียวดาย
ดวงดาวคือประกายของน้ำตา

ข่าวร้ายยังเหมือนข่าวของเมื่อวาน
ตัวสั่นแค่มองผ่านภาพข้างฝา
หนึ่งปีเหมือนนิรันดร์นานมา
แล้วอีกกี่ปีกว่าจะผ่านไป

ฤดูมรสุมความเศร้าโศก
จะห่มคลุมโลกถึงกัลป์ไหน
ท่ามกลางรอยน้ำตาความอาลัย
ความทรงจำกลางใจไม่ลาร้าง

มองพระเมรุมาศจะขาดใจ
ฝนน้ำตาก็รินไหลพรายพร่าง
หลับตาแต่หัวใจไม่ปล่อยวาง
เหมือนว่าฝนยังไม่จางจากวันนั้น

๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๐

วันอังคารที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อนุทินถึง "กล่องสมบูรณ์แบบ"


ต้นปี 2560 เราพบว่าตัวเองกำลังสอนวิชา "การเขียนเชิงสร้างสรรค์" ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ขณะที่ในใจก็กังขาอยู่ลึก ๆ ว่าเรายังดีพอจะสอนวิชานี้อยู่ล่ะหรือ ในเมื่อเรื่องสั้นชิ้นสุดท้ายที่ได้รับการตีพิมพ์ในไรต์เตอร์นั้นก็นานมาแล้วตั้งแต่ปี '57 เรื่องสั้นชุดที่รวมส่งไปขอพิจารณาตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งก็มีแต่ความเงียบงันและการเลือกตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นของนักเขียนคนอื่นเป็นคำตอบกลับมา

ความรู้สึก 'หมดน้ำยา' ยิ่งชัดขึ้นตอนไปพบน้อง ๆ นักเขียนไฟแรงในค่ายนักเขียนแห่งหนึ่ง ถึงขนาดออกปากกับน้องว่า ขยันเขียนเข้านะ อย่าหมดไฟเหมือนพี่...

แต่ช่วงสามสี่ปีที่เงียบงันก็ยังพอมีข่าวดีเล็ก ๆ อยู่บ้างที่เรื่องสั้นเรื่องใหม่ได้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลพานแว่นฟ้า นี่ก็คงพอจะตอบตัวเองได้อยู่ว่า เราเองก็ยังพอมีน้ำยาอยู่บ้างแฮะ (ฮา)

แรกเริ่มเดิมที เรื่องสั้นเรื่องนี้ตั้งใจจะให้เป็นภาคต่อของ "เรื่องราวของจานดำ จานแดงฯ" เรื่องสั้นที่เคยเข้ารอบเมื่อปี '54 (ต่อจากยุคโทรทัศน์ติดจาน ก็มาเป็นยุคติดกล่อง 555) จำได้ว่าเขียนพล็อตร่างแรกไว้ในกระดาษจดเมนูของร้านข้าว แล้วก็วางลืมไว้แถว ๆ โต๊ะทำงาน ถ้ายังไม่หายก็คงหล่นอยู่แถว ๆ โต๊ะคอนเทนต์ในออฟฟิศรักลูกนั่นแหละ ใครหาเจอให้สิบบาท

แต่ก่อนที่จะลงมือเขียน ก็พอดีมีโอกาสได้ทำงานวิจัย "จิตวิญญาณประชาธิปไตยในเรื่องสั้นฯ" ในหัวข้อรางวัลพานแว่นฟ้าพอดี เลยคิด (เอาเอง) ว่า ถ้าเราทั้งทำงานวิจัย ทั้งส่งประกวดด้วยก็คงจะดูแปลก ๆ เพราะตอนนั้นเราทำงานใกล้ชิดกับคณะนักวิจัยซึ่งหลายคนก็เป็นกรรมการรางวัลนี้อยู่ด้วย เดี๋ยวพวกปากหอยปากปูจะคาบไปนินทาได้ เลยตัดสินใจถอยห่างจากรางวัลนี้จนกว่างานวิจัยจะเสร็จดีกว่า

หลังจากนั้นก็มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิต รวมถึงการว่างเว้นจากงานเขียนจนปืนฝืด ทำให้พล็อต 'ภาคต่อ' ที่คิดไว้ถูกดองร่วมห้าปีกว่าจะได้เขียนออกมา การเว้นช่วงยาวนาน บวกกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้เนื้อหาของทั้งสองเรื่องไม่มีความเกี่ยวโยงกันเลยซะอย่างนั้น เหมือนกันอย่างเดียวคือพระเอกเรียนคณะรัฐศาสตร์ และบ้าบอล

ความอะเมซซิ่งของพล็อตเรื่องนี้คือ เราเขียนให้มีรัฐบาลเผด็จการทหารยึดอำนาจและคอยควบคุมความคิดเห็นของประชาชน ฟังดูไม่แปลกอะไรเลยถ้าเพิ่งคิดจะเขียนใน พ.ศ. 2560 แต่ครั้งแรกที่เราวางพล็อตแบบนี้ไว้ ตอนนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมด้วยซ้ำ! (ถ้าเราเขียนเลยตั้งแต่ตอนนั้น เราอาจไม่ได้เป็นนักเขียน แต่ได้เป็นศาสดาพยากรณ์แทน 555) ถ้าใครอ่านแล้วคิดว่าเราเขียนเสียดสีแดกดันรัฐบาลลุงตู่ บอกเลยนะว่าไม่ได้ล้อเลียนรัฐบาล แต่รัฐบาลทำตัวเลียนแบบพล็อตเรื่องสั้นที่เราวางไว้ตั้งนานแล้วต่างหาก 555

สิ่งที่ถือว่าเป็น 'มิชชั่นคอมพลีต' ในการเขียนเรื่องนี้คือ เราได้ทำเรื่องที่เป็น To-do-list ก่อนตายสำเร็จไปเรื่องหนึ่ง นั่นคือการใส่ชื่อน้อง Iori Kogawa นางเอก AV คนโปรดเข้าไปในผลงานด้วย นี่เป็นเรื่อง (ลามก) เล็ก ๆ ที่ทำให้นอนตายตาหลับ 555 (อันที่จริงมีความทะลึ่งลามกในเรื่องอีกเยอะมาก ต้องขอบคุณความใจกว้างของคณะกรรมการจริง ๆ ที่ยังเมตตาให้ผ่านมาจนถึงรอบนี้)

ฝากติดตามด้วยนะครับ "กล่องสมบูรณ์แบบ" เรื่องสั้นที่ประชดประชัน 'ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย' แบบ Dystopia นิด ๆ ทะลึ่งลามกหน่อย ๆ ตามสไตล์คนเขียน 555 จะตีพิมพ์รวมเล่มอยู่ในรวมเรื่องสั้นและบทกวีรางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2560 ครับ

วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

รักเก่า

ถ้าอยากให้แน่ใจว่า
เราพร้อมแล้วสำหรับการมีรักครั้งใหม่
ให้ลองไปยืนตรงหน้า สบตากับคนเก่า
หากยังรู้สึกใจสั่นอยู่ แม้เพียงบางเบา
ก็อย่าเพิ่งไปเริ่มใหม่กับใครเลย

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ปนัดดา/น้ำตา/หน้ากากเต่า


มีไม่กี่คนที่รู้ว่าผมเป็นแฟนบอยของปนัดดา เรืองวุฒิ หนึ่งในนั้นก็คือคุณแฟนเก่าที่บังเอิญเห็นเพลงเกือบทุกอัลบั้มของปนัดดาบรรจุอยู่ในเครื่องเล่นเพลง พอเธอรู้ความจริงนี้แล้วถึงกับเอามือทาบอกอุทานว่า "ผู้ชายที่ชอบฟังเพลงปนัดดามักจะเป็นเกย์ กอล์ฟเป็น..ใช่ไหม?" (ตรรกะอะร้าย?) แม้ว่าจะตามเก็บเพลงของเธอไว้เธอแทบทุกอัลบั้ม แต่ที่ฟังแบบเอาจริงเอาจัง (ซื้อเทปฟัง) ก็ถึงแค่อัลบั้ม "บานไม่รู้โรย" และหลังจากนั้นก็แค่ตามข่าวอยู่ห่าง ๆ ยิ่งช่วงหลังที่ค่ายเพลงทำให้เธอกลายเป็นตัวแทนเพลงเมียน้อย (สู้กับเพลงเมียหลวงของปาน ธนพร) ก็ไม่ได้ตามอีกเลย

พอได้ยินจากในเฟซบุ้คว่าเธอคือหน้ากากเต่าในรายการเดอะแมสก์ซิงเกอร์ ซีซั่น 2 คนที่ไม่มีทีวีในห้องและไม่ติดตามรายการโทรทัศน์ใด ๆ อย่างผมเลยต้องไปหารายการย้อนหลังมาฟังด้วยความคิดถึง พอได้ฟังแล้วเรื่องราวเก่า ๆ สมัยเป็นแฟนบอยก็ลอยมาตามน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ

อาจจะนับว่าเป็นโชคดีก็ได้ที่ผมเริ่มต้นฟังเพลงของปนัดดาจริง ๆ จัง ๆ ในอัลบั้มที่ 2 "ดอกไม้ในหัวใจ" ซึ่งตอนนั้นพัฒนาการในการร้องเพลง เนื้อหาของเพลง จังหวะดนตรี การวางลำดับแทร็กมันเป๊ะปังมาก ๆ ทำให้ผมตกหลุมรักเธอไปเต็มหัวใจและเป็นแฟนบอยเธอมานับแต่นั้น พอมาฟังอีกทีตอนโตแล้วก็รู้เลยว่าทีมงานตั้งใจทำอัลบั้มนี้จริง ๆ ฟังทุกเพลงจนจบอัลบั้มจะอิ่มเอมเหมือนได้อ่านนิยายรักดี ๆ สักเล่มหนึ่ง (สมัยก่อนฟังจากเทป กดข้ามเพลงไม่ได้ 55)

ย้อนกลับไปที่อัลบั้มแรก "ดาวกระดาษ" เพลงที่ทำให้ทุกคนรู้จักเธอ ตอนนั้นผมยัง 10 ขวบเล่นโดดยางกับเพื่อนอยู่เลยจึงไม่ได้ทำความรู้จักเธอมากนัก แต่ถึงได้ฟังตอนนั้นก็อาจจะแค่ชอบ ยังไม่ถึงกับตกหลุมรัก แน่นอนว่าเสียงเธอสวย แต่ลูกเล่นอะไรต่าง ๆ ยังไม่ปล่อยออกมามากนัก ภาพรวมของอัลบั้มแรกก็ยังไม่อิ่มเอมเท่าอัลบั้มต่อมา เหมือนว่าตัวเธอเองหรือค่ายเพลงก็ยังคลำทางกันอยู่ว่าจะผลักดันเธอออกมาแนวไหน

อัลบั้มที่ดูเหมือนจะคลำทางถูกคือไดอารี่เล่มแดง 1-4 ที่เอาเพลงเก่า ๆ มาให้เธอร้องคัฟเวอร์ (ซึ่งวิธีการเดียวกันนี้ไปเป๊ะปังสุด ๆ ในอัลบั้ม Replay the Memories อีก 3 ปีต่อมา) ฟังแล้วก็เริ่มเห็นทิศทางและลีลาลูกเล่นในเสียงหวานเศร้าของเธอมากขึ้น เธอและค่ายเหมือนจะเริ่มรู้แล้วว่าจะเล่นกับเสียงของเธอได้มากน้อยแค่ไหนก่อนจะไปลงตัวในอัลบั้มต่อมา รวมทั้ง "เขียนฟ้าด้วยปากกาดาว" และ "บานไม่รู้โรย"

แต่โปรเจคท์ที่ดึงศักยภาพเสียงของเธอออกมาถึงขีดสุดก็คือการไปร่วมงานกับ Grammy Gold ในโปรเจคท์ที่นำเพลงสุนทราภรณ์มาขับร้องใหม่ เธอได้ร่วมประชันกับนักร้องหญิงระดับดาวค้างฟ้าอย่าง อรวี สัจจานนท์ นันทิดา แก้วบัวสาย ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ และสู้กับนักร้องรุ่นพี่ ๆ ได้ไม่น้อยหน้าเลยในเพลงที่ต้องร้องร่วมกันหรือร้องประสานกัน ยิ่งโดยเฉพาะในชุดอัลบั้มเดี่ยวของแต่ละคน (ของปนัดดาคือชุดที่ 8) จึงไม่เกินเลยที่กรรมการคนหนึ่งบอกว่าศักยภาพเสียงของเธออยู่ในระดับ Go Inter ได้สบาย ๆ ไม่เชื่อลองไปหา "คนจะรักกัน" "ยังจำได้ไหม" "ฝันถึงกันบ้างนะ" ฯลฯ มาฟังแล้วจะเห็นว่าลูกเล่นของเสียงเธอมีเยอะแค่ไหน

ถึงจุดหนึ่งที่เพลงแนวเมียน้อยเพลงหนึ่งดังขึ้นมา ก็มีคน (ไม่รู้ใคร) พยายามจะดันเธอให้ร้องเพลงไปทางนั้นอย่างเต็มที่จนกลายเป็นไอดอลเมียน้อยแข่งกับไอดอลเมียหลวงอย่างปาน ธนพร พอมีเรื่องนี้ก็ทำให้ผมไม่ค่อยได้ติดตามผลงานเธอในช่วงหลัง ๆ แต่ไม่รู้เพราะสาเหตุนี้รึเปล่าที่ทำให้ชื่อของเธอเงียบ ๆ ไป หรืออาจจะเป็นเพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเพลงจากเทปซีดีเป็นดิจิทัลโหลดเต็มรูปแบบ หรืออาจเป็นเพราะการเกิดขึ้นของนักร้องหน้าใหม่จำนวนมหาศาลจากรายการประกวดร้องเพลงต่าง ๆ ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ชื่อของปนัดดาก็ค่อย ๆ เงียบหายไปจากความรับรู้ของผมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

การเลือกปลอมตัวในฐานะหน้ากากเต่า พอดูจากการดีไซน์หน้ากาก ผมนึกถึงท่านผู้เฒ่าเต่าจากเรื่องดราก้อนบอล ไม่รู้ว่าเป็นความจงใจของเธอเองหรือเปล่า (เห็นในไอจีก็พูดศัพท์ที่มาจากเรื่องดราก้อนบอล) แต่ถ้าเป็นความตั้งใจของเธอ หน้ากากเต่าก็คงมีความหมายพิเศษบางอย่าง เพราะหากใครติดตามเรื่องดราก้อนบอลมาตั้งแต่ตอนแรก ผู้เฒ่าเต่าก็คือสุดยอดจอมยุทธที่เก่งที่สุดในโลก (ในขณะนั้น) และการประลองชิงเจ้ายุทธจักรครั้งแรกในการ์ตูน ผู้เฒ่าเต่าก็คือคนที่พิชิตรางวัลชนะเลิศได้ (กว่าโงคูพระเอกของเรื่องจะชนะเลิศก็ต้องรอจนครั้งที่สาม) ก่อนที่คนเขียนจะขยายสเกลของเรื่องออกไปยืดยาวจนสู้กันจักรวาลระเบิด ฯลฯ และลืมเลือนบทของผู้เฒ่าเต่าไปเกือบจะสิ้นเชิง

การเลือกปรากฎตัวในฐานะผู้เฒ่าเต่าของปนัดดา ก็คล้ายกับผู้เฒ่าเต่าที่อยากจะบอกให้โลกรู้ว่า แม้ว่าทุกคนแทบจะลืมเลือนไปแล้ว แต่ครั้งหนึ่งคนคนนี้ก็เคยเป็นคนเก่งที่สุดในโลก คนคนนี้คือเจ้ายุทธจักรมาตั้งแต่ก่อนที่ดาวเด่นคนอื่นในเรื่องจะมีบทบาทขึ้นมา และฝีมือของคนคนนี้ยังเป็นของแท้และดั้งเดิม

หากวัดกันที่ฝีมือและน้ำเสียง ปนัดดา เรืองวุฒิ ก็เป็นนักร้องมืออาชีพที่มีศักยภาพไม่น้อยหน้าใครเลยในประเทศนี้ แต่การอยู่ในวงการนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ดวงดาวจำรัสแสงหรือวูบดับลง น้ำตาและเสียงสะอื้นตอนท้ายรายการคงจะมีความหมายหลายอย่างที่อัดอั้นภายในใจ ไม่ว่าน้ำตาของเธอจะหลั่งออกมาเพราะความตื้นตันใจที่คนยังไม่ลืม หรือความน้อยใจลึก ๆ ที่ถูกประเมินค่าต่ำกว่าฝีมือที่มีมาโดยตลอด แต่เสียงของปนัดดาในวันนี้ยังคงเป็นเสียงเปี่ยมคุณภาพไม่เคยเปลี่ยนแปลง

และเสียงของเธอยังทำให้ผมมีความสุขได้เสมอ

-----------------
ภาคผนวก: TOP 10 of my Fav Panadda's Songs
1. คนแปลกหน้า (อัลบั้ม ดอกไม้ในหัวใจ)
2. หยดเดียว (อัลบั้ม ดาวกระดาษ)
3. ดีพอหรือเปล่า (อัลบั้ม ดอกไม้ในหัวใจ)
4. Short But Sweet (อัลบั้ม บานไม่รู้โรย)
5. แสงดาวกับดอกไม้ไฟ (อัลบั้ม เขียนฟ้าด้วยปากกาดาว)
6. ฝากใจฝัน (อัลบั้ม แกรมมี่โกลด์ซีรีส์ สุนทราภรณ์ 12)
7. ต้นไม้ไม่โตในวันเดียว (อัลบั้ม ดอกไม้กับเปลวไฟ)
8. แค่มีเธอ (เพลงประกอบละคร ชีวิตเพื่อฆ่า หัวใจเพื่อเธอ)
9. ปาฏิหาริย์ (อัลบั้ม Replay the Memories)
10. ไดอารี่สีแดง (อัลบั้ม ไดอารี่เล่มแดง 3)

วันจันทร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

หึง

...ก็ยังอดหึงไม่ได้
แต่มีสิทธิ์อะไรจะไปหึง
รู้ทั้งรู้ใจก็ยื้อดื้อดึง
แอบรักแอบคิดถึงลำพัง

แอบหวงแอบห่วงอยู่ห่างห่าง
แม้ภาพหวังเปล่าว่างจนเลิกหวัง
แต่เห็นใครมาเกาะแกะก็ชิงชัง
ฮึดฮัดเสียงดังอยู่เดียวดาย

เธอจะมีคู่ครองเรื่องของเธอ
ใครจะสนเราคนเพ้อน่าเบื่อหน่าย
แต่ถ้าเธอมีตัวจริงคงเฉาตาย
ใจเอยคงฟูมฟายทุรายทุรน

มีหมื่นล้านความในใจไม่เคยบอก
แล้วก็หลบมาช้ำชอกหมองหม่น
เป็นแค่ดินอย่าเอื้อมเดือนเตือนใจตน
เป็นแค่คนไม่มีสิทธิ์จะคิดไกล

อย่างน้อยขอแอบหึงนิดหนึ่งนะ
แล้วฉันจะแสร้งยิ้มยินดีให้
เธอพบคนแสนดีก็ดีไป
ฉันร้องไห้แค่ขาดใจก็หายแล้ว!

วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ระลึกถึง LINKIN PARK



เราจำไม่ได้หรอกว่าเพลงแรกของ Linkin Park ที่ฟังคือเพลงอะไร จำได้แต่ตอนนั้นเราเป็นเด็กกะโปกที่ไม่รู้ว่านอกเหนือจากแกรมมี่และอาร์เอสยังมีเพลงของค่ายอื่น ๆ อยู่ในโลก 555 เพลงทันสมัยแบบนี้คนที่เอามาให้ฟังก็คงไม่พ้นโปรดิวเซอร์ลาย ที่มักจะนำเข้าอารยธรรมใหม่ ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เปิดหูเปิดตา เราก็คงเหมือนเด็กยุค '90 แทบทุกคนที่ฟังแล้ว เฮ้ย สนุกว่ะ โดยยังไม่รู้หรอกว่ามันเป็นแนวร็อค ป๊อป นูเมทัลอะไร

ตั้งต้นจากความชอบ พอฟังมาก ๆ เข้าก็เริ่มร้องติดปาก พอติดในหัวมากเข้าก็อยากจะระบายออกมา บวกกับยุคนั้นแถวบ้านเรา การเล่นดนตรีเป็นวงบูมมาก มีห้องซ้อม มีงานประกวดเยอะแยะไปหมด ในที่สุดเราก็ฟอร์มวงผู้ร่วมอุดมการณ์ LP ขึ้นมา โดยมีหัวหอกคือเอ -มือกีตาร์ใหญ่ ผู้ประกาศกร้าวตั้งแต่ตอนตั้งวงว่า "กูไม่เล่นเพลงไทย" และสมาชิกที่ร่วมจมหัวจมท้ายตระเวนไปประกวดหลายที่ จะไปเล่นเพลง LP ในงานเพลงเพื่อชีวิตก็ยังเกือบเคย (โชคดีที่นักร้องเส้นเสียงอักเสบพอดี 555)

ความทรงจำของเราที่มีกับ LP ส่วนมากจึงเป็นเพลงที่อยู่ในอัลบั้ม Hybrid Theory กับ Meteora เพลงดังขึ้นมาเมื่อไรก็จะเห็นภาพการซ้อมเพลง LP ในห้องซ้อมที่โคตรจะต่างคนต่างซ้อม มือกีตาร์ใหญ่ก็มักจะปรับเสียงตัวเองให้ดังสุด โชว์โซโล่เท่ ๆ ที่เพิ่งแกะมาเมื่อวาน อ๊อก-มือเบสก็ตีเบสดึม ๆ ไม่สนใจใคร เอิร์ธ-มือกลองก็ซ้อมตีจังหวะของตัวเองอยู่ โอ๊ต-มือกีตาร์น้อย กับป๋อม-จอมแร็พ มองเพื่อนร่วมวงทำนองว่า พวกมึงจะเริ่มกันจริง ๆ เมื่อไร เสียตังค์ค่าซ้อมไปร้อยนึง ซ้อมจริง ๆ ยี่สิบบาท ที่เหลือคือด่ากัน 555

แต่ความทรงจำที่พีคที่สุดคืองานประกวดวงดนตรีของโรงเรียน กรรมการให้เล่นสองเพลงและเพลงแรกแม่งพลาด เพลงที่สองคือ Faint ซึ่งจำได้ว่าซ้อมกันมาแบบไม่ได้เข้ากันซักกะนิด แต่จะด้วยการเล่นที่กูปลงแล้ววะ ไม่ได้รางวัลหรอก หรือว่าผีเข้าอย่างไรก็ตามแต่ ปรากฏว่าเฮ้ยแม่งเล่นเข้ากันเป๊ะมาก ขนาดคนร้องเองฟังอยู่ตรงนั้นยังรู้สึกเลยว่าเฮ้ยแม่งเล่นกันโคตรพร้อมเพรียงอย่างกับเปิดเทป ในที่สุดก็พลิกได้รางวัลชนะเลิศไป แม้จะมีคนครหาว่าพ่อของมือเบสเป็นกรรมการเลยได้รางวัล แต่ให้พวกกูเถอะนะ บทมันเขียนมาแล้วว่าทีม Underdog ที่กำลังถอดใจยอมแพ้จะกลับมาชนะด้วยปาฏิหาริย์ ตอนซ้อมมาสิบรอบร้อยรอบพวกกูก็ยังไม่เคยเล่นได้ขนาดนี้เลย 555

วันเวลาช่วงมัธยมฯ ผ่านไป ทุกคนก็แยกย้ายไปตามทางของตัวเอง เหลือทิ้งไว้แต่ความทรงจำดี ๆ ของกลุ่มเพื่อนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกันกับบทเพลงของ Linkin Park

แน่นอนว่าหลังจากสองอัลบั้มแรก แนวทางของเพลง LP ก็เป็นอะไรที่เราเข้าถึงยาก แถมเรายังไม่ได้เล่นเป็นวงกับเพื่อน ๆ อีกต่อไปแล้ว ทำให้ความประทับใจอะไรต่าง ๆ ก็ค่อยเลือนรางไป แต่ยังไง LP ก็เหมือนเมียหลวง อยู่กันจนเบื่อหน้า ด่าทอกันยังไงก็ยังติดตามฟังมันทุกอัลบั้มเรื่อยมา

ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ ในวงรู้สึกอย่างไร จดจำเพลงของ LP แบบไหน แต่สำหรับเรามันไม่ได้เป็นแค่เพลง แต่มันมีความทรงจำถึงทุกคนอยู่ในเพลงพวกนั้นด้วย เฮ้ยเพลงนี้ตอนเล่นแม่งทะเลาะกัน เพลงนี้แอบมาซ้อมกับมือกลองสองคน เพลงนี้ซ้อมแทบตายแม่งไม่เคยเอาไปเล่น เพลงนี้เล่นปิดท้ายเวลาไปซ้อม เสือกเล่นดีจนวงที่มานั่งต่อคิวเปิดประตูเข้ามาดู แต่พอเอาไปเล่นจริงหมาไม่แดก เพลงนี้เล่นที่เวทีเดอะเกรทตอนตีสอง แม่งมีแต่ขี้เมามาเต้นหน้าฮ้าน 555

ทุกวันนี้บางทีเวลาเราเหนื่อย ๆ ท้อ ๆ ก็จะเปิดเพลง LP ฟัง และจมไปกับความทรงจำช่วงที่เคยเล่นดนตรีกับเพื่อน ๆ จินตนาการว่าตัวเองอยู่หน้าเวทีและตะโกน Shut up when I'm talking to you! ในเพลง One Step Closer ส่วนเพลงในอัลบั้มใหม่ ๆ ก็จินตนาการว่า ถ้าอยู่ในห้องซ้อมหรือออกไปเล่นหน้าเวทีคงสนุกอย่างนั้นอย่างนี้

การตายของเชสเตอร์ในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นแค่การตายของนักร้องคนหนึ่ง แต่เป็นการสูญเสียของวงดนตรีที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งส่วนนั้นเป็นความทรงจำที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยมีในชีวิต

วันจันทร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2560

สอนเขียนเรื่องสั้น

สอนการเขียนเรื่องสั้นโดยเปิดหนังสั้นที่สร้างจากเรื่องสั้น (เพราะเด็กไม่อ่าน 555) เริ่มจากยุคแรก ๆ อย่าง "ขอแรงหน่อยเถอะ" ของศรีบูรพา ระหว่างดูก็ชวนเด็กวิเคราะห์แต่ละส่วน ๆ ไป

เด็กว่า "เจ็บท้องคลอดนี่คงเจ็บมากเนอะ" (ตอนเมียเจ้าของโรงสีเจ็บท้องจะคลอด-ไม่เกี่ยวกับเรื่อง)

"เธอต้องลองท้องดูก็คงจะรู้" (หัวเราะทั้งห้อง)


ไล่เรียงมาถึงเรื่องสั้นร่วมสมัยอย่าง "เมื่อฉีกโปรดให้ขาดออกจากกัน" ของจิราภรณ์ วิหวา ระหว่างดูก็แอบน้ำตาซึมเงียบ ๆ (เก๊กไว้) และนึกว่าเด็กจะ 'อิน' เพราะเป็นยุคสมัยใกล้เค้าที่สุด ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่เด็กงงหนักที่สุด (ฮา) เลยต้องชวนคุยเรื่องวิธีสร้างคาแรคเตอร์ เรื่องสัญลักษณ์พวกฝน หอไอเฟลอยู่นาน แต่เด็กก็ยังไม่ค่อยอินอยู่ดี


นึกไปนึกมาก็คงเหมือนเรื่องที่เด็กแซวตัวละครเจ็บท้องคลอด เค้าคงไม่รู้หรอกว่าเจ็บแค่ไหนตอนจะคลอดจนกว่าจะเคยเจ็บท้องคลอดจริง เช่นเดียวกับความปวดร้าวจากการถูก 'ฉีกขาด' บางความสัมพันธ์


"หากวันหนึ่งคุณได้เจอคนที่ทำให้คุณกล้าที่จะเผชิญหน้ากับฝนทั้งที่คุณกลัว แต่แล้วคุณก็สูญเสียเค้าไป วันนั้นคุณคงเข้าใจว่าพายุฝนที่คุณเคยกลัวมาทั้งชีวิตน่ะไม่น่ากลัวเลยสักนิดเมื่อเทียบกับการที่ต้องถูก 'ฉีกขาด' จากคนสำคัญที่สุดในชีวิตคุณ"


อันนี้พูดไป ไม่รู้เด็ก ๆ เค้าจะอินไหม อาจต้องรอให้พวกเค้าได้เจอใครคนนั้นเสียก่อน...เหมือนที่เราเคยเจอและเสียเค้าไปแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เผาแผ่นดิน


ลูกจะป้ายผืนน้ำให้ดำทมิฬ
เปลี่ยนฟ้าให้สูญสิ้นทุกแสงสี
ลอกคราบแล้วคงรู้เสียที
ใครเป็นพวกอัปรีย์กาลีเมือง

ร้อยอ้างหมื่นอ้างเป็นข้ออ้าง
ด้วยท่าทีเก่งกร่างอย่างคนเขื่อง
ลำเลิกบุญคุณอยู่เนืองเนือง
ราวมวลชนเป็นสัตว์เชื่องให้เชือดคอ

ลูกแม่หลงอำนาจซึ่งไม่มี
อำนาจที่เจ้าเห็นว่าเป็นต่อ
จึงกล้าเหยียบย่ำใจไม่รั้งรอ
เมินทุกคำร้องขอการต่อรอง

ลูกจะเผาแผ่นดินแม่ให้มืดมิด
เปลี่ยนแผ่นฟ้าให้วิปริตมัวหมอง
เปลี่ยนทะเลให้ขุ่นดำกว่าลำคลอง
เปลี่ยนผู้คนให้เนืองนองด้วยน้ำตา

หากแม่รู้, ลูกแม่จะล้างผลาญ
แม่คงเอาขี้เถ้าถ่านยัดปากฆ่า
ตายเสียให้สิ้นคำนินทา
ดีกว่าปล่อยให้โตมาผลาญชาติตน

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

หากคุณมีความรัก

หากคุณมีความรัก คุณรักไปเถอะ... รักแบบไม่ต้องเผื่อใจ รักแบบทุ่มเทหมดหัวใจ รักชนิดที่ว่าหากคุณสูญเสียเขาไป ดวงใจคุณต้องรานร้าวแหลกสลายเป็นฝุ่นทรายขมปร่า เพื่อที่ว่าสักวันหนึ่ง หากคุณต้องเสียน้ำตาให้แก่ภาพยนตร์รักดี ๆ สักเรื่อง คุณจะร้องไห้ได้เต็มสะอื้นเสียยิ่งกว่าคนที่เผื่อใจรักคนอื่นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

ความฝันวัยหนุ่ม


ความฝันวัยหนุ่ม---ที่เราต้องการให้มันเป็นจริง ไม่ใช่เพราะเราอยากให้สายตานับร้อยนับพันคู่จ้องมองมาที่เราอย่างชื่นชม... เราเพียงแค่ต้องการให้สายตาคู่เดียว---สายตาคู่ที่เคยมองเห็นเราอย่างที่เราเคยเป็น สายตาคู่ที่เคยเป็นความฝัน ความหวัง เป็นพลัง เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา--- เราเพียงแค่ต้องการให้สายตาคู่นั้นมองกลับมาที่เราด้วยความภาคภูมิใจ... เราต้องการเพียงแค่นั้นเอง

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จดหมายถึงเพื่อน / กนกพงศ์ สงสมพันธุ์


เล่มนี้อ่านจบมาหลายเดือนแต่ยังไม่ได้รีวิวซะที ทำให้รู้สึกเหมือนติดค้างพี่กนกพงศ์อยู่เล็กน้อย วันนี้พอจะมีเวลาเลยเขียนเก็บไว้เป็นความประทับใจเล่มหนึ่งส่งท้ายปีก็แล้วกัน

"จดหมายถึงเพื่อน" คือหนังสือรวบรวมจดหมายที่กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ นักเขียนหนุ่มตลอดกาลเขียนถึงเพื่อนรักอย่างขจรฤทธิ์ รักษา เนื้อหาพูดถึงเรื่องราวในวงการวรรณกรรม หนังสือหนังหาที่กนกพงศ์อ่าน กิจกรรมของนักเขียนหนุ่ม เพื่อนรักเพื่อนร้ายประดามี และเรื่องสัพเพเหระอื่น ๆ ที่เราจะเข้าใจกนกพงศ์มากขึ้นโดยไม่ต้องตามอ่านระหว่างบรรทัดเหมือนในเรื่องสั้น

อ่านเล่มนี้จบ แวบแรกที่เรานึกถึงก็คือเรื่องสั้นที่ไม่เคยตีพิมพ์มาก่อนของกนกพงศ์ที่สำนักพิมพ์นาครเอามาตีพิมพ์ในราหูอมจันทร์เล่มต้น ๆ ที่พูดถึงเพื่อนนักเขียน เพื่อนกวีในละแวกบ้าน ในที่สุดเราก็ได้กระจ่างว่าเพื่อนเหล่านี้เป็นใคร สำคัญอย่างไรถึงโผล่อยู่ในเรื่องสั้นที่ไม่เคยตีพิมพ์ของกนกพงศ์อยู่บ่อย ๆ

แวบที่สอง นึกถึงเรื่องสั้น "พิธีเลื่อนยศให้กับผู้พันแซนเดอร์ส" ของพี่ขจรฤทธิ์ที่ตีพิมพ์ในราหูอมจันทร์เล่มแรก อ่านตอนนั้นไม่รู้ว่าพี่เขียดแกแดกดันใครรู้แต่อ่านแล้วขำมาก คงจะเป็นเรื่อง "รู้กัน" ระหว่างแกกับกนกพงศ์ หลังจากอ่านจดหมายพวกนี้ ถ้ากลับไปอ่านเรื่องนั้นอีกรอบคงขำกว่าเดิม

แวบที่สาม ในเล่มอัดแน่นด้วยการเล่าถึงบรรยากาศความซบเซาของวงการวรรณกรรมในยุคที่ "ปราบดา" และ "วินทร์" ยังถือเป็น "เมนสตรีม" อยู่เลย ถ้ากนกพงศ์มีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน ได้เห็นการต่อแถวยาวเป็นกิโลเพื่อซื้อหนังสือของนักเขียนเบสต์เซลเลอร์อย่างนิ้วกลม ได้เห็น "กาละแมร์" ขึ้นปกนิตยสารไรต์เตอร์ (แถมยังขายดีจนพิมพ์ครั้งที่สอง) ไม่รู้ว่า "บรรณาธิการรุ่นที่สอง" อย่างกนกพงศ์จะพูดกับ "บรรณาธิการผู้ก่อตั้ง" อย่างพี่ขจรฤทธิ์ว่าอย่างไรบ้าง จดหมายถึงเพื่อนจะแซบกว่านี้สักกี่ร้อยดีกรี

เล่มนี้อาจไม่ใช่หนังสือประเภทที่คนอยากเป็นนักเขียนอ่านแล้วจะเกิดกำลังใจ ยิ่งคนที่เขียนหนังสือแนว "ขายยาก" แบบแกอ่านแล้วคงจะใจเสียมากกว่าเกิดแรงฮึด เพราะขนาดมือกระบี่เรื่องสั้นอันดับต้น ๆ ของแผ่นดินอย่างกนกพงศ์ก็ยังมีความท้อแท้ ความอึดอัด ความเศร้า ความผิดหวังบางอย่างที่ระบายอย่างตรงไปตรงมากับเพื่อน อ่านแล้วก็สะท้อนใจว่า นี่ขนาดเจ้าสำนักวรรณกรรมเพื่อชีวิต (คนสุดท้าย) อย่างกนกพงศ์ยังท้อบ้างบางจังหวะ แล้วลูกกระจ๊อกอย่างเราจะเหลืออะไรให้หวังได้บ้างวะ (ฮา)

แต่หากอยากอ่านเพื่อรู้จัก Last Man Standing ของวงการวรรณกรรมเพื่อชีวิตแบบไม่ต้องตามเก็บระหว่างบรรทัด หนังสือเล่มนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ในการเปิดเปลือยตัวตนบางส่วนของกนกพงศ์ให้เรารู้จัก-ศึกษาเพื่อจะเข้าใจนักเขียนหนุ่มตลอดกาลมากขึ้น นอกจากนี้จดหมายเหล่านี้ยังเป็น "บทบันทึกประวัติศาสตร์" ของวงการวรรณกรรมในช่วงที่กนกพงศ์ยังมีชีวิตอยู่ (หรืออาจจะเรียกว่าเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์วรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคสุดท้ายก็ได้ ถ้านับว่ากนกพงศ์เป็นนักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย) หรือที่จริงถ้าไม่คิดอะไรมาก อ่านเล่น ๆ ก็สนุกมากอยู่แล้ว เพราะกนกพงศ์ก็เขียนจดหมายได้น่าอ่านพอ ๆ กับเรื่องสั้นที่เขาเขียนนั่นแหละ
------------------------------------------
Quotations:

เมื่อมีการรวบรวม “จดหมายถึงเพื่อน” ออกมาเป็นเล่ม ผมก็ยังหวังแบบเดียวกับที่ไพวรินทร์พูดไว้ที่กระทรวงศึกษาธิการในวันที่เรารำลึกถึงกนกพงศ์ว่า หากได้บันทึกถึงสิ่งที่เราได้พูดคุยกับกนกพงศ์นั้น มันมีมุมมองความคิดที่นำมาใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากมาย สิ่งเหล่านี้อยู่ในขั้น “จินตนาการ” คือมันอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตของสังคมเราด้วย เหมือนเรื่องสั้น “โลกใบเล็กของซัลมาน” ที่บอกถึงการแย่งชิงทรัพยากรที่ทุนกระทำต่อคนพื้นเมือง ซึ่งวันนี้ไม่เพียงแต่ที่กระบี่ ที่มีการปิดล้อมอารยธรรมดั้งเดิมให้ขาดลมหายใจ แม้แต่สุสานสาธารณะที่ฝังศพของชาวเกาะสิเหร่มานับพันปี ก็ถูกนายทุนยึดครอง (ไม่ต้องบอกว่าเป็นนายทุนพรรคการเมืองไหน) หรือในเรื่องสั้น “สะพานขาด” ในฉากที่รถถังในนามกองทัพของประเทศแล่นมาถึงสะพาน ทางขวาคือบ้าน ทางซ้ายคือนาข้าว เมื่อรถถังเลือกเคลื่อนสายพานตัดผ่านนาข้าวในฤดูพรรษานั้น กนกพงศ์ตั้งคำถามว่ากองทัพเป็นใคร ใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าหรือไร พระพุทธเจ้ายังสั่งสาวกมิให้แม้แต่เหยียบย่ำด้วยเท้าน้อย ๆ แน่นอน... ในระยะที่ผ่านมา วาทกรรมการพัฒนาได้รุกรานคนเหล่านี้อย่างหนัก เสาไฟฟ้าแรงสูง เขื่อน ถนน ล้วนปักลงบนกลางหัวใจคนเหล่านี้ทั้งสิ้น หากเราไม่ติดเรื่องฉากและสถานที่ นำเอาเรื่องเหล่านี้มาใช้ในระดับ “จินตนาการ” มันจะอธิบายสังคมได้อย่างลึกล้ำ ผมยกงานเก่า ๆ สมัยที่ความคิดความอ่านของเขายังนิ่ม ๆ มาเป็นตัวอย่างเพื่อง่ายแก่ความเข้าใจ
(คำนิยมของเจน สงสมพันธุ์ หน้า 9)
-----------
จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่หนังสืองานศพของคนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดในโลกนี้จึงมีแต่เรื่องดี ๆ ที่ได้กระทำไว้ ส่วนเรื่องชั่ว ๆ เช่น โกง ทรยศ หักหลัง หรือมักมากในกามนั้น ไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้ ปล่อยให้เวลามันค่อยทำลายประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไปอย่างช้า ๆ ไม่นานคนบนโลกใบนี้ก็จะลืมไปเองว่าเขาได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้าง อีกสิบปีหรืออีกร้อยปีต่อมา ถ้าอยากจะอ่านเรื่องของเขา อยากรู้รายละเอียดของชีวิตเขา เราก็จะได้อ่านแต่เรื่องดี ๆ
(คำนำของขจรฤทธิ์ รักษา หน้า 13)
-----------
ญี่ปุ่นไม่มีวงการวรรณกรรม มันเป็นอาชีพหนึ่ง ธุรกิจหนึ่ง ซึ่งเป็นมาแต่ไหนแต่ไร เขาเองยังแปลกใจที่มาอยู่เมืองไทยแล้วเห็นว่ามีงานวรรณกรรมเยอะมาก นักเขียนก็แห่กันไปร่วม แต่วรรณกรรมกลับไม่เจริญรุ่งเรือง ที่ญี่ปุ่นโอกาสน้อยมากที่นักอ่านจะได้เจอนักเขียน และยิ่งน้อยลงไปอีกกับโอกาสที่นักเขียนจะมาเจอนักเขียนด้วยกัน ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน ไม่สัมพันธ์เกี่ยวข้องใด ๆ กัน

...ชาวญี่ปุ่นคนนั้นเขายิ่งงงที่ผมบอกว่า ตอนนี้วรรณกรรมไทยมีปัญหา เพราะวรรณกรรมแปลเข้ามาตีตลาด เขาไม่เข้าใจว่าคนไทยเปรียบเทียบได้อย่างไรว่าวรรณกรรมแปลดีกว่าวรรณกรรมไทย ในเมื่อสำหรับชาวญี่ปุ่น แม้จะยอมรับว่างานของตอลสตอยหรือดอสโตเยฟสกี้นั้นยอดเยี่ยม แต่มันก็ยอดเยี่ยมแบบรัสเซีย เหมือนที่เฮมิงเวย์ก็ยอดเยี่ยมแบบอเมริกา ญี่ปุ่นเองก็ต้องมียอดเยี่ยมของเขา ซึ่งไม่อาจไปแข่งขันกับใครได้ และใครจะมาแข่งก็ไม่ได้
(หน้า 25)
-----------
ไม่ใช่เหตุผลหรอกครับที่บอกว่า ก็วรรณกรรมสมัยใหม่ของเราเริ่มมาได้แค่ร้อยปีกว่า ๆ เท่านั้นเอง มันเป็นข้ออ้างเพื่อไม่ต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกหดหู่เสียมากกว่า ผมว่าร้อยปีมันก็เยอะพอสมควรในการพัฒนาอะไรไป มันควรไปไกลกว่านี้ แต่นี่กลายเป็นว่า เรายังอยู่กันที่ก้าวแรกอยู่เลย ร้อยปีของเรากับห้าสิบปีหรือยี่สิบปีแทบไม่ต่างกัน ในเมื่อถึงวันนี้ คุณกับผม กับใคร ๆ อีกหลายคน ยังเขียนหนังสือกันด้วยความรู้สึกว่า เราต้องสร้างงานเพื่อเป็นรากฐานของวรรณกรรมไทยอยู่เลย ผ่านไปร้อยกว่าปีแล้ว เรายังทำหน้าที่เดินขนดินมาถมพื้นเพื่อสร้างบ้านกันอยู่เลย
(หน้า 27)
-----------
การเขียนหนังสือเล่มใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย หนังสือใหญ่สร้างพันธะแก่คนอ่านโดยปริยายของมันอย่างหนึ่งว่า เมื่อจบแล้วมันต้องมีอะไรติดอยู่ในหัว ประทับในอารมณ์ พื้นที่มากมายมหาศาลของตัวหนังสือนั่น มันต้องมีอะไรสักอย่างสิน่า ดูได้เลย งานเขียนเล่มใหญ่ ๆ โดยเฉพาะฉากรัสเซีย แม้เราจะรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่เมื่ออ่านจบไป มันจะมีบางอย่างที่เรารู้สึกหนัก ๆ ตกค้างอยู่ รู้สึกเหมือนโดนทุบหัว ฟลิกเกอร์ไม่ได้ให้ความรู้สึกนั้น ความน่าเบื่อมันเกิดมีขึ้นเสียก่อน เมื่อเกิดความน่าเบื่อเสียแล้ว ข้างหน้าก็มีแต่ความล้มเหลว
(หน้า 37)
-----------
ข่าวครูในโรงเรียนของเมียเขานินทาเขาเข้าหูผมบ่อย แน่ละ ในสังคมครูย่อมมีการแข่งขัน อิจฉาริษยา และตั้งข้อรังเกียจ เมียของเขามีผัวเป็นนักเขียน ได้ช่วยเขียนตำรา แล้วเมียของเขาก็เอาไปโม้ข่มคนอื่น เท่าที่เป็นอยู่นี้ ผมถือว่าศักดิ์ศรีของนักเขียนเสียหายไปมากแล้ว ครูคนอื่น ๆ ก็เข้าใจว่า อ๋อ นักเขียนก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ช่วยเมียทำอาจารย์สาม เป็นการเอาเปรียบคนอื่น โดยตรรกะที่ว่า ผมก็เป็นนักเขียน ผมอาจพลอยเสื่อมไปด้วยก็ได้ เพราะยังไงผมก็เป็นเพื่อนของเขา เป็นพวกนักเขียนด้วยกัน
(หน้า 46)
-----------
แต่ผมเห็นว่าวิกฤติวรรณกรรมที่เป็นอยู่นี้ก็เพราะนักเขียนเราไม่ยอมทำงานกัน แล้วก็พูดให้ฟังว่า ธุรกิจหนังสือเป็นอย่างไร สายส่ง ร้านหนังสือเป็นอย่างไร จุดใหญ่ใจความอยู่ที่การยึดครองแผงของหนังสือแปล เพราะพวกเราไม่ยอมทำงานกัน

ได้เวลาหกโมง ผมสรุปจบลงตรงที่ว่า การแก้วิกฤตินี้มีอยู่ทางเดียว คือเราต้องช่วยกันทำงานเสียก่อน ไอ้จะไปเย้ว ๆ ส่งเสริมหรือกระตุ้นการขายนั้นเสียเวลา หนึ่ง เราจะขายอะไร ในเมื่อไม่มีสินค้าไปขาย สอง การเย้ว ๆ แบบนั้น แทนที่จะได้เขียนกันบ้าง ก็กลับไม่ได้เขียน มันจะยิ่งวิกฤติไปกันใหญ่
(หน้า 50-51)
-----------
ในสถานการณ์ตลาดวรรณกรรมบ้านเราเป็นแบบนี้ มันคงเสี่ยงพอสมควรกับการฝากชีวิตไว้กับการเขียนหนังสือแต่เพียงอย่างเดียว จะทำอย่างไรล่ะครับ หากเราไม่มีคนอ่าน ผมสะทกสะท้อนพอสมควรกับความคิดที่ว่า คนอ่านได้เปลี่ยนรุ่นไปแล้ว จริงเท็จอย่างไรไม่รู้ แต่ผมมักแวบความรู้สึกขึ้นอย่างนั้น จากที่เมื่อก่อนผมเคยเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ขอเพียงเราเขียนดี งานมีคุณภาพ และยืนหยัดอย่างต่อเนื่อง เราก็จะมีคนอ่านของเราเอง ซึ่งคงไม่ได้หมายถึงร่ำรวย เป็นเบสต์เซลเลอร์ ขอเพียงแค่พออยู่ได้ ผมหวังแค่นั้น และเชื่อมั่นเช่นนั้น แต่ถึงวันนี้เขียนดีอาจไม่เป็นคำตอบ ในเมื่อทุกอย่างมันเป็นเทรนด์ เป็นกระแส โลกตกอยู่ในยุคของการโฆษณา เราจะเขียนหนังสือกันไปเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ผลงานไปหาคำตอบของมันเอาเองยังไงก็เสี่ยง
(หน้า 71)
-----------
นับวัน ต่อสิ่งที่ผมประจักษ์ด้วยตนเอง ผมจึงยิ่งเสียดายเพื่อนนักเขียนที่เป็นครูของผมทุกคน ไปติดกับดักทางความคิด ที่ส่งผ่านมาจากส่วนกลาง เขาคิดว่าสังคมเป็นโพสต์โมเดิร์น จึงพยายามเกาะติด ขณะที่ผมมองเห็นว่า ที่แท้พวกเขาตกเป็นทาสทางความคิดของนักวิชาการจากส่วนกลาง แค่นั้นเอง

...ที่ว่าน่ากลัวก็คือ เขาไม่รู้ ไม่เฉลียวใจว่า กรอบความคิดย่อมมีผลต่อพฤติกรรมในชีวิตจริง ทุกวันนี้ครูอะไรต่าง ๆ ที่เป็นนักวิจัยเหล่านี้ กลายเป็นห่างเหินจากเพื่อนบ้านร่วมพื้นที่ ร่วมสังคมโดยสิ้นเชิง มองเพื่อนบ้านโง่เง่า ด้อยพัฒนา กักขฬะ ไม่ได้เรื่องไปเสียหมด วางตัวเป็นนักวิชาการ ไม่สัมพันธ์คบหา

ผมอยู่ในสถานที่เดียวกันนี้ ทำตัวเสมือนน้ำ และอยู่ในที่ต่ำ ผมจึงได้ยินคำนินทาว่าร้ายจากชาวบ้านถึงนักวิชาการของเรามากเหลือเกิน กระทั่งนับวันผมชักลังเลที่จะคบหา กลัวชาวบ้านจะพลอยหมั่นไส้ไปอีกคน
(หน้า 77)
-----------
ในความเป็นนักเขียนนั้น น่าจะมีอะไรบางอย่างซึ่งน่าเคารพยำเกรง ผมเจอลักษณะแบบนี้กับตัวเองบ่อย จนเป็นสถิติให้คิดเชื่อมั่นได้ ช่วงขณะที่ผมกับน้าหงาคุยกัน ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งเหมือนเราอยู่กันสองคนในโลก มีคนอื่นคอยมุงดู พวกนักดนตรีอื่น ๆ นอบน้อมดี นอบน้อมจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ตอนแรกโน้น ผมก็งง ๆ อยู่เหมือนกันกับท่าทีของคนเหล่านี้ พวกเขาดัง เป็นที่รู้จักของมหาชน น่าจะกร่างใส่ผม แต่กลับไม่ อาจเป็นไปได้นะครับที่พวกนักดนตรี ศิลปินเหล่านั้น รู้ตัวเองดีว่าในหัวหาได้มีอะไร ขณะข้างหน้าเบื้องหน้านี้คือนักเขียน นักเขียนที่มีความหมายรวมถึงนักคิดนะครับ (ส่วนผมจะเป็นนักคิดจริง หรือมีอะไรในหัวหรือไม่ ไม่รู้) พวกเขาจึงเกรง เว้นแต่น้าหงา ที่เขาเป็นนักเขียนอยู่ด้วย

ศักดิ์ศรีของนักเขียนในวงศิลปินนั้น เหนือกว่าทุกแขนง แม้นักเขียนจะเป็นศิลปินที่ยากจนที่สุดก็ตาม
(หน้า 99)
-----------
“การเดินทางของพาย พาเทล” ดีจริง ๆ นะครับ หวังว่าคุณคงอ่านแล้ว

ชอบไหม

ชอบหรือไม่ชอบ ผมไม่แปลกใจอันใด เพราะเห็นอยู่ว่าบางคนอาจไม่ชอบก็เป็นได้เหมือนกัน มันดูเป็นนิทานเกินไป ขาดความจริงจัง ซ้ำเหมือนจะไม่ได้ลึกซึ้งในแง่ปรัชญาใดมาก แต่ผมชอบมาก ชอบในแง่ที่มันเป็น “เรื่องเล่าสมัยใหม่” ผมได้มองวิธีเขียนของเรื่องเล่าสมัยนี้ เป็นนิทานและสนุก ทำให้ง่าย และมีประโยคกินใจเพียงแต่พองาม ให้คนอ่านได้คิดใคร่ครวญ

แน่ละ คนอ่านในที่นี้คือชนชั้นกลางผู้อยู่ในกระแส เป็นคนอ่านรุ่นใหม่ คนอ่านของยุคสมัยนี้ ผมคิดว่าคนอ่านทุกวันนี้คงไม่พร้อมจะจับ “เรื่อง” ทั้งเรื่อง คงไม่มีความพยายามมากพอที่จะวิเคราะห์เอากับตัวเรื่องทั้งหมด เขาคงพอใจที่จะอ่านอะไรที่สนุกเหมือนจริงก็ได้ ไม่เหมือนก็ได้ และพึงใจที่จะเก็บซับบางประโยคซึ่งกระทบต่อชีวิตเขา ประโยคง่าย ๆ ที่เขารู้สึกอยู่แล้ว อาทิ ปรัชญาง่าย ๆ เกี่ยวกับโลกที่หมุนเร็วและหมุนช้า อะไรประมาณนี้ เขาซึมซับประโยคเหล่านั้นได้ โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องราวทั้งหมด
(หน้า 115-116)
-----------
คุณควรรู้ไว้อย่างหนึ่งนะครับ วันนั้นผมนุ่งกางเกงขาสั้น (เพราะยังมีแผลที่เท้า) รองเท้าแตะ เสื้อยีน แต่พอเป็นนักเขียนซีไรต์ขึ้นมา ผมก็เลยกลับนั่งอยู่ที่โต๊ะนั้นอย่างผู้ยิ่งใหญ่ บรรดา สส. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายต่างก็นิ่งฟังผม นึก ๆ ก็ครึ้มใจดีนะครับ
(หน้า 120)
-----------
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้น่าสนใจ คือตัวละคร ที่เลวระยำทั้งพระเอกนางเอก คนเขียนช่างเลือกตัวละครได้เก่ง ทำให้คนอ่านทั้งเกลียด ทั้งสมเพช ทั้งสงสารไปในขณะเดียวกัน แล้วที่สุดก็เหมือนจะลึกซึ้งได้ว่า ตัวละครที่ปะปนอยู่ด้วยนิสัยเลว ๆ แบบนี้เองคือคนจริง ๆ ทำให้ยิ่งอ่านไปยิ่งนึกรักพวกเขา ผูกพันกันโดยไม่รู้ตัว

แกบรรยายความคิดจิตใจของผู้หญิงได้เก่งเหลือเกิน ที่ผมเห็นว่าคุ้มค่า คุ้มเวลาแก่การอ่าน ก็ด้วยได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แหละ ผมเห็นว่าพวกเราโดยมากจะอ่อนด้อยในการพรรณนาตัวละครผู้หญิง พูดอีกทีเราแทบไม่ใช้ตัวละครผู้หญิงด้วยซ้ำ เพราะพรรณนาไม่ถูก สร้างพวกหล่อนขึ้นมาไม่ได้ จำได้ว่าพี่ชาติของเราเคยคุยเรื่องงานเขียนของพี่ประมวล แกคงไม่รู้จะแนะนำอย่างไรละครับ นอกจากบอกออกไปตรง ๆ ว่า “มึงควรจะมีนางเอกบ้าง”

การที่เราไม่มีผู้หญิงที่เป็นตัวตนอยู่ในงานเขียน ทำให้งานของพวกเราลดเสน่ห์ลงไปมากทีเดียว
(หน้า 124-125)
-----------
ผมเลือกม่านมายา (ในจำนวนหนังสือเป็นร้อย ๆ) ด้วยประโยคแรกของหนังสือโดนใจเหลือเกิน "ฉันเคยรักเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร"

ผมคิดว่านี่เป็นประโยคที่ผู้หญิงร่วมครึ่งโลกเคยถามกับตัวเอง ผู้หญิงซึ่งผิดหวังต่อผู้ชายที่เลือกและรัก วันหนึ่งเมื่ออะไร ๆ มันเปลี่ยนไป ต่างออกไป อารมณ์ของผู้หญิงก็จะเป็นดังประโยคนี้ มองผู้ชาย (แอบมอง) แล้วก็นึกสงสัยขึ้นมาอย่างประหลาด เคยรักเขาถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

เป็นประโยคตั้งต้นนิยายที่ง่ายและเจ๋ง ในความรู้สึกของผมนะครับ
(หน้า 132)
-----------
ผมเคยบอกใช่ไหมครับว่า เราจะไปจัดค่ายนักเขียน กระตุ้นให้เด็ก ๆ เขาอ่านหนังสือกันได้อย่างไร ในเมื่อเมียของพวกเราไม่อ่าน เราควรทำให้เมียอ่านหนังสือให้ได้เสียก่อน
(หน้า 141)
-----------
แต่หนังสือที่ผมอ่านช่วงนี้ และถือว่าชอบคือ “เมียเจ้า” ของเอมี ตัน คนนี้เขียนหนังสือดีจริง ๆ ครับ ฝีมือยอดเยี่ยม ต้องยอมรับว่าเขาเขียนได้สนุก แม้จะเป็นเรื่องหนัก สนุกขนาดผมต้องอ่านรวดเดียวจบ วางไม่ลง และทำให้ผมสะทกสะเทือนไปกับเรื่องเล่าถึงแม่ของเขากับชีวิตในประเทศจีนยุคสงคราม ผมนับถือฝีมือ ไม่แปลกที่สตีเฟน คิง สรรเสริญเยินยอ หากจะขาดหรือพร่องไปสำหรับเอมี ตัน ก็เห็นจะเป็นทัศนะของเขา ที่มันไม่ยิ่งใหญ่หรือลุ่มลึก นิยายของเอมี ตัน จึงเป็นได้แค่นิยายที่ดี เพราะเขียนดี แต่ไม่ยิ่งใหญ่ระดับโลกแบบของนักเขียนใหญ่ท่านอื่น ๆ คุณอาจอ่านแล้ว หรือถ้ายังก็ลองดูนะครับ แล้วจะได้เห็นว่าทัศนะของคนเขียนก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในนิยาย
(หน้า 157)
-----------
ปัญหาของแกอยู่ตรงนี้แหละครับ ลงว่าได้ถอดใจเสียแล้ว การเขียนก็เป็นเรื่องยากยิ่ง งานเขียนนั้นต้องสร้างมันด้วยใจ ด้วยความอดทน พยายาม อุตสาหะ หลายหนที่ถึงขั้นต้องต่อสู้เอาด้วยความเหนื่อยหนัก ถึงขั้นที่พูดได้เลยว่า แลกมาด้วยชีวิต แต่เมื่อถอดใจเสียแล้ว จะเหลืออะไรไปต่อสู้เอามันมา

...กรณีของพี่ทั้งสอง หรือใครอื่นที่แวดล้อมผมอยู่ มีผลต่อผมพอสมควร ผมกำลังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้ใช้ชีวิตหลังความตาย พวกเขาไม่ได้หวังถึงวันข้างหน้าอีกแล้ว เอาแต่สรรเสริญเยินยอตัวเองกับวันที่ผ่านมา ผมมองดูคนเหล่านี้แล้ว ไม่ก่อให้เกิดกำลังใจหรือพลังในการทำงานใด ๆ ทั้งสิ้น ซ้ำร้ายหลายหนที่ผมรู้สึกหดหู่
(หน้า 182-183)
-----------
ปัญหานี้ไม่เกิดกับวัยหนุ่มนะครับ เพราะวัยหนุ่ม เรายังเต็มด้วยความทะเยอะทะยาน อยากมีชื่อเสียง เงินทอง อยากมีคนรัก ผู้หญิง ความทะเยอะทะยานนั้นได้สร้างความใฝ่ฝัน เป็นเป้าหมายให้ชีวิต และโดยเรี่ยวแรง พละกำลังของวัยหนุ่ม ทำให้เราโถมเข้าหามัน เป็นจังหวะสมาธิโดยธรรมชาติ นี่น่าจะเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมนักเขียนโดยส่วนใหญ่จึงสร้างงานดี ๆ ไว้ในวัยหนุ่ม ครั้นเวลาผ่านไป เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็กลับเขียนไม่ได้ หายหน้าหายตากันไปหมด
(หน้า 243)
-----------
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์. จดหมายถึงเพื่อน. กรุงเทพฯ : บ้านหนังสือ, 2554.