วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 ข้อสังเกตการตียิม Pokemon Go (ฉบับรากหญ้า)




1. คนที่เพิ่งหัดเล่นอาจจะยังไม่รู้ว่าการต่อสู้ระหว่างโปเกมอนมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างธาตุ เช่น พิคาชูธาตุไฟฟ้าต่อให้ CP สูงแค่ไหนก็จะเอ๋อแดกไปเลยเมื่อเจอโปเกมอนธาตุดิน ลองไปเสิร์ชๆ ดูเรื่องธาตุแพ้ทาง จะช่วยได้เยอะเวลาตียิม


2. แต่การต่อสู้ของเทรนเนอร์รากหญ้าอย่างเราๆ ที่จับได้แต่นกหนูหมูแมวก็เป็นไปตามมีตามเกิดไม่ค่อยได้คิดเรื่องธาตุ ตัวไหน CP สูงหน่อยก็เอาไปรุมตีเค้า แล้วก็เสร็จพวกเฝ้าเสียบยิมฉิบ (ฮา)

3. เท่าที่เห็น ยิมส่วนมากที่เจอจะมีโปเกมอนเฝ้าคือยาโดแรน (Slowbro) นัสซี่ (Exeggutor) ชาวเวอร์ (Vaporeon) หรูขึ้นมาหน่อยก็เกียราดอส (Gyarados) วินดี้ (Arcanine) ลาปุรัส (Lapras) ส่วนพวกพรีเมี่ยมแน่นอนว่าเฝ้าโดยไคริว (Dragonite) คอมโบกับอีหมีคาบิกอน (Snorlax) ว่าแต่คุณพี่ๆ ไปหามาจากไหนกันเหรอครัชแบ่งผมบ้าง

4. สังเกตว่าส่วนมากตัวเฝ้ายิมจะเป็นธาตุน้ำ (มันหาง่ายสุดรึยังไง) แพ้ทางไฟฟ้าและพืช ดังนั้นถ้ามีโปเกมอนไฟฟ้าเจ๋งๆ ก็น่าปั้นเอาไว้ตียิมสักตัว หรือถ้าเบี้ยน้อยหอยน้อยหาไฟฟ้าไม่ได้ก็ปั้นเจ้านัสซี่ (พืช/พลังจิต) ไว้ปล่อยท่าโจมตีของพืชก็ได้ผลเหมือนกัน

5. คนที่ปล่อยธาตุพืชกับแมลงเฝ้ายิมนี่คงกะว่าโดนตีไส้แตกได้ใช้ยารักษาแน่ๆ เพราะโปเกมอนรากหญ้าพวกนกธาตุบิน (ได้เปรียบธาตุแมลง) กับธาตุแมลง (ได้เปรียบธาตุพืช) มีให้จับกันว่อนไปหมด

6. สำหรับเทรนเนอร์รากหญ้าอย่างเราๆ การตีอีหมีคาบิกอน (ธาตุธรรมดา-แพ้ทางธาตุต่อสู้) ให้ได้ผล ถ้าหาโปเกมอนธาตุต่อสู้ไม่ได้ก็อาจจะปั้นอีด้วงไครอส (หรือที่รู้จักกันในนาม 'ท่านพิณ' Pinsir!) มาตีแทน เพราะเข้าใจว่าบางตัวจะมีท่าไม้ตายเป็นท่าของธาตุต่อสู้ซึ่งธาตุธรรมดาแพ้ทาง (ถ้ามี HP มากพอที่อีหมีสวนมาแล้วจะไม่ตายไปก่อนนะ 555) หรืออีโวเจ้าเนียวโรโซ (Poliwhirl) ให้เป็นเนียวโรบอน (Poliwrath ธาตุน้ำ/ต่อสู้) ก็น่าสน อันนี้ยังไม่ได้ลองนะเก็บแคนดี้ยังไม่ครบ 555

7. เจ้าเกียราดอสเป็นธาตุน้ำ/บิน นะ ไม่ใช่มังกร ถึงจะหน้าตาเหมือนมังกรกว่าไคริวก็เถอะ 555 (เพียงแต่จะมีท่าโจมตีของธาตุมังกรด้วย) ดังนั้นโปเกมอนธาตุที่จะชนะเกียราดอสได้เด็ดขาดคือธาตุไฟฟ้า


8. เทรนเนอร์รากหญ้าอย่างเราคิดจะตบมังกรไคริว (ธาตุมังกร แพ้ทางธาตุมังกรด้วยกันและธาตุน้ำแข็ง) แต่ไม่มีปัญญาไปหามังกรหรือลาปุรัสมาไฝว้กะเค้า ตัวที่พอจะไปลุ้นกับเค้าได้ก็คงเป็นเกียราดอสกับเจ้านกพีจ็อตร่างสาม (Pidgeot) ที่มีท่าโจมตีของธาตุมังกร อันนี้เคยลองแล้ว Effective เลือดเค้าลดเยอะเหมือนกันแต่โดนสวนทีเดียวจอด 555


9. พอดีเราเป็นเทรนเนอร์เจนแรกอะ อีธาตุ Fairy ที่เค้าว่าเกิดมาเพื่อฆ่ามังกรนี่มันตัวไหนกันแนะนำหน่อยสิ เกิดไม่ทัน


10. ตอนเขียนๆ นี่ก็จะเที่ยงคืนแล้ว ยิมแถวบ้านพี่ยังเปลี่ยนสีกันเป็นว่าเล่นอยู่เลย นอนหลับพักผ่อนกันบ้าง อย่าลืมว่าพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนแต่เช้ากันนะลูก 555

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ถึงครูจิ๋ว



ว่ากันว่าเหตุผลที่คนเราจะทำงานอยู่ที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ มีอยู่ไม่กี่ข้อ เช่น รักงานที่ทำอย่างยิ่ง หรือไม่ก็มี 'บอส' หรือผู้บังคับบัญชาที่เปี่ยมความสามารถน่าเคารพนับถือ ชวนให้เชื่อว่า "ถ้าเราได้ทำงานกับเค้า เราจะต้องเก่งขึ้นแน่ ๆ เลย" สำหรับผมในช่วงนี้ เหตุผลหลัก ๆ น่าจะเป็นข้อหลังนี่เอง

สมัยเป็นนักศึกษา ผมไม่เคยรู้จักผู้ช่วยศาสตราจารย์ดุษฎีพร ชำนิโรคศานต์ ทั้งจากการเรียนในห้องเรียนหรือการอ่านตำรา เพราะตำราที่ครูเขียนเน้นหนักไปทางสายภาษาซึ่งเป็นคนละสายกับที่ผมเรียนมา ผมจึงไม่เคยรู้ว่าความเป็น 'มาสเตอร์' ทางภาษาของครูนั้นอยู่ขั้นไหน

กระทั่งความประทับใจแรกเกิดขึ้นในช่วงแรกของการทำงาน จะด้วยความที่พ่วงยี่ห้อว่า 'เคย' เป็นนักเขียนหรืออย่างไรไม่ทราบ ผมได้รับมอบหมายให้ร่างคำนำหนังสือรวมเล่มผลงานนิสิตในค่ายภาษาไทยของสถาบันฯ จำได้ว่าตอนนั้นตั้งใจเขียนสุด ๆ ทำนองว่างานชิ้นแรกต้องให้บอสประทับใจหน่อย (แฮ่ม!) แต่สุดท้ายผลกลับออกมาว่าคำนำชิ้นนั้นเป็นงานที่ถูกตรวจแก้ยับเยินที่สุดงานหนึ่งนับตั้งแต่เคยเขียนหนังสือมา (ฮา)

เหตุการณ์ในวันนั้นให้บทเรียนแก่ผมสองเรื่อง เรื่องแรกคือ ประสบการณ์ (หัด) เขียนหนังสือเกือบสิบปีแทบไม่มีความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าครูผู้เป็นนายของภาษาอย่างแท้จริง และเรื่องที่สองคือ ภาษาไทยเป็นภาษาที่โคตรจะมีเหตุผล ทุกคำ ทุกวลี ทุกคำเชื่อม ล้วนแต่มีหน้าที่และเหตุผลในการมาเกาะเกี่ยวกันกลายเป็นแต่ละประโยค บทเรียนข้อหลังเป็นสิ่งที่ผมพยายามจะเน้นย้ำเสมอเมื่อตรวจงานนิสิตหรือตรวจแก้ไขงานของตัวเองก่อนจะส่งให้ครูตรวจทาน (ซึ่งสุดท้ายก็จะถูกตรวจแก้ยับเยินเสมอ ๆ -ฮา)

วันภาษาไทยแห่งชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา ครูดุษฎีพรได้รับการยกย่องให้เป็น "ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย" และพลอยให้สถาบันฯ ได้รับเกียรติเป็น "องค์กรที่มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย" ไปด้วย ผมในฐานะผู้มีฉันทาคติอันเกิดจากการได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของครูมาเกือบสองปีเห็นว่าไม่มีรางวัลใดที่จะเหมาะสมกับครูมากไปกว่านี้แล้ว ขอร่วมแสดงความยินดีกับครูนะครับ และหวังว่าจะได้อยู่ใต้บังคับบัญชาครูไปนาน ๆ เพื่อที่จะได้ 'ลักจำ' วิชาจากครูให้มากที่สุดครับ!

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ภาพความประทับใจ

ภาพเวลาเธอยิ้มตอบ ภาพเวลาที่เธอจดจ่อกับหนังสือตรงหน้า ภาพที่เธอมองย้อนกลับมาแล้วมีแสงแฟร์ตกเป็นแบ็คกราวด์ตอนที่เราเดินตามหลัง ภาพที่เธอซ่อนยิ้มไว้ในเงาภาพซิลลูเอตต์ ภาพที่เธอหัวเราะท่ามกลางแสงช่วง Magic hour ฯลฯ จะว่าไปเรามีภาพโมเมนต์ทำนองนี้เก็บไว้ในความทรงจำเต็มไปหมด

หากความรักวัดกันที่ภาพความประทับใจที่มีต่อใครคนหนึ่ง เราว่าเราก็รักเธอไม่น้อยกว่าใครเลยนะ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

10 เรื่องเมืองคุนหมิง


1. ถ้านึกภาพบรรยากาศบนเครื่องบินจีนไม่ออก ให้นึกภาพฉิ่งฉาบทัวร์เวอร์ชั่นเยาวราช คนผุดลุกผุดนั่งวุ่นวายราวกับไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าแม้แต่ตอนเครื่องจะลงจอด

2. ขอโทษจริง ๆ นะครับ ถึงผมจะลิ้นจระเข้ขนาดไหน แต่อาหารบนเครื่องบินจีนแหลกม่ายล่ายเจง ๆ

3. อะไรคือเห็ด น่องไก่ เนื้อปรุงรส ฯลฯ ซีลสุญญากาศขายแบบไม่แช่เย็น คือแบบแกะออกมากินได้เลยงี้เหรอ?

4. อากาศที่กรุงเทพฯ ปกคลุมด้วยมลพิษฉันใด อากาศที่คุนหมิงก็ห่มคลุมด้วยกลิ่นบุหรี่ฉันนั้น (ทำไมไม่เป็นกลิ่นกัญชาวะจะได้เคลิ้ม ๆ ทั้งวัน)

5. อย่างไรก็ดี อุณหภูมิที่นู่นถือว่าน่าคบหา บางช่วงเหวี่ยงขึ้นไปอยู่ที่ 30 องศา อาจารย์เค้าบอกว่าร้อนมาก เลยคุยทับไปเลยว่าแถวบ้านฉันนี่อย่างขรี้ ๆ ก็ 40 องศานะจ๊ะนาย (ควรอวดใช่ไหม?)

6. ทักษะภาษาอังกฤษไม่ว่าจะระดับ Excellent, Novice หรือ Snake ๆ Fish ๆ ล้วนไร้ความหมายเมื่อคิดจะซื้อของในตลาด ซาลาเปา Pork Pig อะไรไม่รู้จัก ต้องดันจมูกขึ้นแล้วร้องอู๊ด ๆ ถึงจะได้กินซาลาเปาไส้หมู

7. ต้องสตรองแค่ไหนถึงจะกล้ามาทำงานทำความสะอาดห้องน้ำที่จีน

8. นอกจากขุมทองเหลืองอร่ามที่มักจะพบบนคอห่านแล้ว พวกยังชอบไม่ปิดประตูห้องน้ำตอนอึอีกตะหาก ภาพตราตรึงใจที่สุดในทริปนี้คือเห็นคนนั่งขรี้ห้อยโตงเตงนี่แหละ

9. ไม่น่าเชื่อว่าภาษาไทยคือ 1 ใน 4 ภาษาบนป้ายของสถานที่ท่องเที่ยวในคุนหมิง (มีภาษาจีน อังกฤษ ไทย และเกาหลี) และเข้าใจว่าคนจีนคงคิดว่าฟ้อนต์ Tahoma คือฟ้อนต์ไทยที่สวยที่สุดจริง ๆ นั่นแหละมั้ง

10. กระเช้าขึ้นภูเขาดังในภาพ ทำให้ได้เรียนรู้รูปธรรมของคำว่า "แขวนชีวิตอยู่บนเส้นด้าย"

วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559

Bat v Sup แผนโค่นหนุ่มบ้านนาผู้หาญท้าอำนาจ


(บันทึกความรู้สึกหลังชมภาพยนตร์ ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญในภาพยนตร์)

ไอ้ที่เค้าเล่าลือกันมาว่าเรื่องนี้ทำมาเอาใจแฟนบอยนี่น่าจะจริง เพราะภูมิหลังของจักรวาล DC กับการเข้าใจนิสัยตัวละครโดยเฉพาะแบทแมนมาก่อนเป็นพื้น (แบทแมนในคอมมิคจะนิสัยเสียบวกน่ารักน่าชังกว่าแบทแมนของโนแลน) จะช่วยให้ยอมรับเหตุผลของตัวละครง่ายขึ้น และถ้าก่อนดูได้อ่านคอมมิค Bat v Sup Prequel 5 เล่ม จะเข้าใจเส้นเรื่องของทั้ง 5 ตัวละครหลักมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ถูกตัดเส้นเรื่องทิ้งไปเลยทั้งที่โคตรสำคัญอย่าง Lex กับท่านวุฒิสมาชิกฟินส์ พอมาโผล่ในหนังเลยงงๆ กันทั้งตัวละครทั้งคนดูว่า เฮ้ย ทำไมแกร้ายงี้วะเล็กซ์ ท่านวุฒิสมาชิกโผล่มาทำไมครัชท่าน

สิ่งที่คนบ่นกันมากที่สุดน่าจะเป็นลำดับการเล่าเรื่องนี่แหละ ถ้าเอาตามคอมมิค Prequel บทเต็ม ๆ นี่น่าจะมีถึง 5 เส้นเรื่อง (พี่ทำแยกสองพาร์ตหรือไตรภาคเถอะถ้างั้น 555) แต่ในเมื่อย่อให้เหลือภาคเดียว วิธีเล่าเลยต้องใช้สองเส้นเรื่องหลักคือเส้นเรื่องแบทกะซุป แล้วพี่ Zack แกก็ดันเล่าแบบคอมมิคเลยคือตัดสลับกันระหว่างสองเส้นเรื่อง คือถ้าพลิกหน้ากระดาษก็พอตามทัน แต่พอเป็นหนัง กำลังอินกับเส้นเรื่องแบท ก็ตัดมาที่ความน่าสงสารของซุปในอีกเส้นเรื่อง ก็นั่นแหละฮะท่านผู้ชม ต้องใช้แรงตามเรื่องเยอะชิบหาย

ความไม่สมดุลอีกเรื่องคือพี่ Zack มีเวลาเล่าภูมิหลังซูเปอร์แมนเต็ม ๆ ใน Man of Steel แต่มีเวลาเล่าภูมิหลังพี่แบทรวมๆ แล้วแค่สิบยี่สิบนาทีเองมั้ง เลยต้องใช้ภาษาภาพ (ฉากเชื่อมโยงกับ Man of Steel ต้นเรื่องแค่ราวๆ สามสี่นาที แต่เบนเอฟเฟล็กเล่นได้สุด ๆ) ใช้สัญลักษณ์ (ในนิมิต/ความฝันของบรูซที่มาเป็นระยะ ๆ) และ Easter eggs ห่าเหวมากมายแซมไว้ในเรื่อง แต่ก็ไม่พอจะให้คนเชื่อในเหตุผลที่สองคนนี้จะต่อยตีและกลับมาดีกันอยู่ดี อีกอย่างภาพของแบทแมนโนแลนน่าจะยังสตรองในความคิดคนดูอยู่ เทียบกันแล้วแบทแมนของแซคเลยดูเป็นเด็กขี้ดื้อเอาแต่ใจไปเลย (ฮา) ถ้ามีหนังแยกเป็นแบทแมนของแซคเลยน่าจะทำให้ฉากสำคัญในหนังเรื่องนี้สมเหตุสมผล (ในแบบแบทคอมมิค) ขึ้นอีกหน่อย

สำหรับแฟนบอยแบทแมน สิ่งที่ทำให้ฟินที่สุดนอกจากนิสัยขี้ดื้อ ๆ ขี้โกง ๆ ถอดแบบคอมมิคมาเป๊ะ ก็คือฉากการต่อสู้ของแบทแมนที่แทบจะถอดแบบแอคชั่นของเกมซีรีส์ Arkham มาทั้งยวง ฉากขับ Batmobile เท่ ๆ ฉากต่อสู้ที่จับศัตรูแขวนห้อยหัว ยิง Grapple gun ดึงศัตรูมาต่อย นี่มันท่าเด็ดในเกมทั้งนั้นเลยนี่หว่า 555 เทียบกับฉากต่อสู้ใน The Dark Knight ของโนแลนแล้วเรื่องนั้นเหมือนเด็กน้อยตีกันไปเลย ถือว่า Zack ทำการบ้านจุดนี้มาดี ให้ผ่าน แต่เรื่องที่ขับรถขับเครื่องบินแล้วยิงศัตรูแบบเอาให้ตายนี่ไม่รู้ว่าจะผิดกฎของแบทแมนไหม หรือคิดซะว่าเป็นแบทเวอร์ชันโหดเถื่อน

เสียดายอย่างเดียวไม่มีฉากโชว์ความเทพด้านการสืบสวนของแบทแมน ไอ้ประเภทที่ว่าอีกฝ่ายทำหน้าเหลอหลา ถามแบทว่า มึงรู้ได้ไงวะ ก่อนแบทแมนจะตอบกลับด้วยประโยคประจำตัว "กูคือแบทแมน" แต่นี่เหมือนแบทรู้ทุกอย่างช้ากว่าชาวบ้านไปหนึ่งก้าวเสมอ แต่เอาเหอะ อย่างน้อยก็ดูเหมือนสืบ ๆ อะไรอยู่บ้าง ถึงจะเป็นการขโมยข้อมูลเค้ามาก็เถอะ

ขนาดแฟนบอยยังเสียงแตกออกเป็นสองฝ่ายว่าชอบและไม่ชอบ นับประสาอะไรกับคนดูหนังทั่วไป ถ้าจะให้แนะนำก็ดูได้เพลิน ๆ ล่ะนะถ้าชอบหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ถ้าอยากจะอินเต็มที่ก็คงต้องทำการบ้านก่อนดูสักนิด อย่างน้อยคอมมิค Prequel 5 เล่ม โดยเฉพาะเล่มของ Lex และ Batman น่าจะต้องผ่านตาสักหน่อย จะได้เข้าใจว่าทำไมสองโคตรอภิมหาเศรษฐีผู้คุ้นเคยกับอำนาจมหาศาลในมือถึงได้ไม่ชอบขี้หน้าบุรุษเหล็กกันนัก

มี.ค. 59

ปล. ก่อนฉายเรื่องนี้เพิ่งเห็นตัวอย่างหนัง The Lego Batman Movie แกนี่มันลูกรักของ DC จริง ๆ เลยนะแบท 555

วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

คิดถึง (๘)

ถามว่าคิดถึงเธอมากแค่ไหน
มากกว่าลมหายใจนิดหน่อย
เผลอแพล็บก็แวบไปใจมันลอย
เกินรั้งคงต้องปล่อยไปตามใจ

ความคิดถึงถ้าไปถึงคนคิดถึง
รับหน่อยสักนิดนึงถ้ารับไหว
มันตีตั๋วเที่ยวเดียวเปลี่ยวฤทัย
ขืนเธอไม่คอยท่าคงหน้างอ

เธอล่ะคิดถึงกันบ้างหรือเปล่า
จันทร์เจ้าจะสุกใสเพียงใดหนอ
เปิดหน้าต่างรับจันทร์ฉันเฝ้ารอ
ให้จันทร์ส่ง จอ.มอ. แนบใจมา

จะส่งยิ้มแข่งกับดาวพราวพร่าง
ท่ามกลางความคิดถึงคะนึงหา
ถักทอถ้อยคิดถึงที่ขอบฟ้า
เป็นสะพานดาริการะย้ารวง

ถามว่าคิดถึงเธอมากแค่ไหน
คิดถึงเกินสิ่งใดที่ใจห่วง
หากมีดาวความคิดถึงสักหนึ่งดวง
โปรดหล่นร่วงให้จุมพิตสักนิดนะ!

วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คนแปลกหน้า

ทำไมเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้
จู่จู่ก็เหมือนคนไม่รู้จัก
เหมือนเป็นคนแปลกหน้ามาทายทัก
เหมือนคนไม่เคยรักเคยห่วงใย

จู่จู่ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเก่า
วันนั้นเธอแค่เหงาใช่ไหม
ที่ผ่านมาฉันผิดอะไร
ฉันรักมากเกินไป, หรือไม่พอ

หรือเรื่องวันนั้นแค่ฝันไป
ตื่นแล้วอย่าคว้าไขว่ร้องขอ
ไร้คุณค่าความหวังจะรั้งรอ
ความรักเคยถักทอเพียงภาพลวง

แต่แววตาอาลัยในวันก่อน
ทุกความอาวรณ์ห่วงหวง
ความอบอุ่นของสองมือเคยถือควง
แจ่มชัดอยู่เต็มทรวงเต็มดวงฤทัย

ทำไมจบแบบนี้ก็ไม่รู้
จู่จู่ก็จากลาน้ำตาไหล
วันที่ฉันรักเธอแล้วทั้งใจ
เธอกลับเดินจากไป, ทำไมนะ

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บางบทบันทึกถึงหญิงสาวห้อง 268


เธอขยับลูกบิดเพื่อความแน่นอนใจว่าล็อกประตูแน่นหนา ก่อนจะลั่นกลอนเสริมกุญแจขนาดที่ต้องใช้ชะแลงและมัดกล้ามฉกรรจ์ของหนึ่งหรือสองชายเพื่องัดมันออกหากลูกกุญแจหล่นหาย ไม่รู้ว่าสมบัติล้ำค่าที่เธอซ่อนในห้องคืออะไร อาจจะเป็นทองห่อผ้าขี้ริ้ว เป็นไข่มุกเมื่อหล่นบนจานหยก เป็นเพชรยอดมงกุฎขององค์ราม

หรืออาจจะเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อใครสักคน

ผมทอดก้าวเชื่องช้าเผื่อการสบตาและยิ้มทักทาย แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ลงเอยด้วยการก้มหน้าก้มตาเดินอย่างไม่อินังขังขอบต่อเพื่อนร่วมตึกของเธอ มีก็แต่พี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าหอพักเท่านั้นที่ได้สบตาเธอมากกว่าผมยามที่เธอจำต้องมองค้อนหากพี่มอเตอร์ไซค์ทำเป็นเห็นผาดผ่าน

"ริจะเป็นนักเขียนต้องขี้เสือก" มิตรสหายร่วมอุดมการณ์น้ำหมึกและน้ำเมาหลุดหล่นวลีเลี่ยมทองไว้ในวงน้ำสีอำพันฝืดเฝื่อน แปลให้สละสลวยขึ้นมาหน่อยว่านักเขียนต้องรู้จักสังเกตชีวิตของคนรอบตัว แต่สำหรับเธอ ไม่ต้องสังเกตถึงขนาดเพ่งเล็ง เรื่องราวกึ่งลึกลับเกือบมิสทรี่ก็กระเด็นกระดอนเข้าคลองจักษุผมเป็นกระสาย

หญิงสาวปริศนาซุกซ่อนตัวเองอยู่ในห้อง 268 ซึ่งคือห้องเยื้องทางสามแพร่งที่บันไดชั้นห้าของหอพัก นั่นเป็นเหตุผลและข้อบังคับในการเดินผ่านห้องของเธอต่อให้ไม่มีเจตนาละลาบละล้วง กิจวัตรเธอเที่ยงตรงราวกับนาฬิกาสวิสฯ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำเสียยิ่งกว่าลูกดิ่งวัดองศาพีระมิดโบราณ

ผมเคยตั้งชื่อเล่นๆ ให้เธอว่าแม่สาวเจ็ดเช้าเจ็ดดึก เพราะเมื่อเข็มนาฬิกาเวียนมาที่เลข 7 เสียงไขประตูห้องนั้นจะดังขึ้น เธอพาตัวเองออกมาตรวจสอบความเรียบร้อยของลูกบิดที่หน้าประตู ก่อนจะขัดกลอนขังตัวเองไว้นอกห้อง จำเนียรกาลผ่านกว่าเข็มสั้นจะคืบคลานถึงเลข 7 อีกรอบ ภาพเดิมฉายทวนย้อน เธอพาตัวเองมาปลดปล่อยอิสรภาพของกุญแจ ก่อนจะปิดประตู ล็อกลูกบิด ลั่นกลอนภายในเก็บตัวเองไว้ดุจเดิม

ความรู้น้อยนิดผ่านสายตาขี้เสือกคือเธอเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงจากเครื่องแบบที่สวมใส่ พ้นจากนั้นข้อมูลเธอคือหลุมดำปริศนา แม้แต่คณะที่เรียนยังคาดเดาไม่ถูก เพราะหนังสือทุกเล่มเก็บเรียบในกระเป๋าถือสีดำสนิทเหมือนสีของแววตาเฉยชายามเธอมองบันไดเก่าคร่ำคร่า แววตาที่ไม่เคยเปลี่ยนแม้เธอจะลอกเปลือกนักศึกษาสู่พนักงานออฟฟิศมาดเฉียบ

การพบพานไม่ผูกพันนับแต่วัยเรียนกระทั่งทำมาหาเลี้ยงชีวิตได้ชักนำเอาเรื่องราวของเธอมาสิงสถิตเป็นส่วนหนึ่งของก้อนภูเขาน้ำแข็งแห่งการคาดเดาและจินตนาการ ทั้งที่จุดโผล่พ้นยอดมีแค่เจ็ดเช้าเจ็ดดึกที่เราสวนทางกันบ้างเมื่อโชคชะตาหมุนเข็มความบังเอิญมาหาเป็นครั้งคราว

สวัสดีครับ ผมเห็นคุณมาตั้งแต่ตอนเรียนรามฯ แล้ว คุณชื่ออะไร ทำงานที่ไหนครับ เรียนรามฯ คณะอะไร อ๋อนี่ก็รุ่นน้องผมน่ะสิ - จิตวิญญาณความขี้เสือกของนักเขียนร่ำๆ จะง้างปากของกายหยาบเพื่อเอ่ยเอื้อนวจีเท้าความถึงวันแรกไล่มาถึงความค้างคาของวานวัน แต่เมื่อเสียงลั่นกลอนประตูของเธอดังและหนักแน่นพอๆ กับสายตาเงียบงันต่อคนแปลกหน้า นักเขียนขี้เสือกควรต้องม้วนเสื่อไปเสียก่อนจะถูกฟ้องว่าคุกคามความเป็นส่วนตัว

อย่าว่าแต่เริ่มต้นบทสนทนา แม้แต่รอยยิ้มที่มอบให้ก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากเป้าหมายที่ท่านส่ง

ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวหยักศกปลาย ผิวน้ำผึ้งหนึ่งแดด จมูกเป็นสันโด่งสอดรับกับดวงตาคมสวย หัวคิ้วมีรอยยับย่นเล็กๆ เนื่องจากเธอมักจะผูกโบไว้ที่คิ้ว ซึ่งน่าจะเป็นทักษะพื้นฐานของเธอนอกเหนือจากการผูกเงื่อนมาตรฐานสมัยเรียนเนตรนารี - ผมควรจะเติมรายละเอียดของเธอนอกเหนือจากข้อมูลทั่วไปแทนที่จะปล่อยให้เธอเป็นตัวละครไร้หน้าตาอย่างที่เรื่องสั้นดาดๆ ของนักเขียนมือไม่ถึงชอบเขียนถึง แต่เมื่อรูปหน้าเหล่านั้นไม่มีฐานของเรื่องราวที่จะประกอบสร้างเป็นมนุษย์คนหนึ่ง คำพรรณนาลักษณะของใบหน้าก็กลายเพียงหมึกเปื้อนกระดาษรอการหลงลืม เช่นเดียวกับหญิงสาวห้อง 268 ในชีวิตของเราทุกคนที่โชคชะตาขีดเส้นมาให้รู้จักเพียงเลขห้อง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

เข็มนาฬิกาคืบคลานกลับมาที่เจ็ดดึก เสียงขัดกลอนข้างในดังพร้อมๆ กับเสียงล็อกลูกบิด เธอจะหันหับห้องร้องไห้ในที่นอนเหมือนนางลาวทองหรือนอนหัวเราะร่ากับมุกหูกระจงปัญญาอ่อนจากการรับชมเดี่ยวสิบเอ็ดก็สุดจะคาดเดา การพบพานทางสายตาของเราเกิดขึ้นชั่วพริบตาเหมือนการพัดผ่านของออกซิเจนจืดจาง เธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสี้ยววินาทีที่แล้วมีสิ่งมีชีวิตขี้เสือกส่งสายตามองเธออย่างใคร่รู้ สำหรับเธอแล้ว ผมก็คืออุปกรณ์ประกอบฉากบันไดชั้นห้าซึ่งมีคุณค่ามากเท่ากับหินปลอมยับย่นบนฉากละครเวทีของเด็กประถมฯ

เรื่องราวของหญิงสาวห้อง 268 ยังคงเป็นมิสทรี่สีกลางคืนยามเดือนดับ ตราบเท่าที่โชคชะตาเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าได้รู้จักกันผ่านการบีบคั้นของความบังเอิญแต่ถ่ายเดียว บางทีหญิงสาวอาจลุกขึ้นมีชีวิตท่ามกลางหน้ากระดาษของผมได้ในสักวัน หากกุญแจชื่อความไว้เนื้อเชื่อใจหลุดหล่นออกมาพร้อมรอยยิ้มตอบกลับเบาบางเมื่อผมทักทายด้วยสายตาเฉกเช่นทุกคราครั้ง

แต่ผมกลับเชื่อเหลือใจว่า สักวันคือวันที่ไม่มีทางมาถึง

ธันวาคม ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฝันฝากใจให้กันบ้างนะคุณ

ฝันฝากใจให้กันบ้างนะคุณ
คิดถึงอ้อมกอดอุ่นกรุ่นความฝัน
คิดถึงยิ้มขวยเขินเกินจำนรรจ์
คิดถึงกันบ้างไหม, ใจอาวรณ์

อย่าลืมเลือนเพื่อนใจเมื่อไกลห่าง
จำใจร้างหัวใจจึงไหวอ่อน
มาพบกันในฝันนะอย่าตัดรอน
ขอกอดคุณเสียก่อนจะขาดใจ

ฝันฝากความคิดถึงบ้างนะคุณ
อ้อมกอดอุ่นกลางความฝันชวนหวั่นไหว
จะขอนอนตักหนุนละมุนละไม
ขานเพลงไพรกล่อมคุณอบอุ่นฤดี

อย่าลืมจุดนัดหมายปลายโพ้นฟ้า
ดวงดาราล้วนประจักษ์เป็นสักขี
ละอองรุ้งระยับแววแว่วหวานวจี
พบกันที่ปลายเสี้ยวของเรียวจันทร์

จะเกี่ยวก้อยเดินทางระหว่างดาว
กะพริบพราวเมื่อข้ามผ่านสะพานสวรรค์
รื่นจำเรียงดุริยะประโคนธรรพ์
เห่กล่อมฝันให้ฝันดีนะที่รัก

๑๖ พ.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

15 ประสบการณ์ในปีนัง


1. ทางม้าลายของที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก ไฟจราจรคือประกาศิต กดปุ่มขอข้ามถนนไม่มีบีบแตรหรือด่าแม่ตามหลัง ไฟแดงเหลืออีกยี่สิบวิไม่มีคนข้ามก็ไม่มีใครแหกด่านแม้ไม่มีตำรวจเฝ้า ศักดิ์ศรีของส้นตีนมีค่าเท่ากับล้อรถเรือนแสนของเฟอร์รารี่ นี่เป็นสิ่งที่ชอบมาก

2. เดินในเมืองจอร์จทาวน์เหมือนเล่นเกมเขาวงกต ถนนมึงจะคดเคี้ยวเลี้ยวเข้ารูไปไหนนักหนา ถ้าเล็งตึกสูงเป็นแลนด์มาร์ค เดินอีกสักสองนาทีก็ไม่รู้แล้วว่าแลนด์มาร์คหายไปไหน

3. เมืองนี้มีแต่คนชรา รถเมล์ต้องจอดแช่เพราะกว่าจะยักแย่ยักยันขึ้นรถครบคนก็กินเวลาหลายนาที สงสัยว่าหนุ่มสาวจะเข้าไปเป็นฟันเฟืองที่กัวลาลัมเปอร์กันหมดแล้ว

4. เมืองเกาะในฤดูมรสุม ฝนนึกอยากจะตกตอนไหนก็ตกได้แม้ว่าสองนาทีก่อนเพิ่งร้อนแดดเปรี้ยง

5. สามสิ่งที่ไม่มีในปีนังคือ ตำรวจ ฟุตปาธ และตะแกรงท่อระบายน้ำ

6. เล่าลือกันว่าที่ไม่เห็นตำรวจสักคนบนเกาะเป็นเพราะคดีฉกชิงวิ่งราวเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าตำรวจจะมาใส่ใจ เอ่อ..พี่ไปสืบคดีฆาตกรรมทั้งกรมกองเรอะ

7. เกิดมาชาตินี้ได้กินสเต็กเนื้อแกะกับเนื้อนกกระจอกเทศจากเชฟโรงแรมห้าดาวก็ตายตาหลับแล้ววะ

8. ขนมปังอะไรสักอย่างราดน้ำปรุงรส ใส่ไส้เนื้อแห้งหรือว่าแฮมตรงกลางอันละไม่เกินสามริงกิตในตรอกอาหารจีนแถวโรงแรมคือโคตรอร่อย คือไปทีไรต้องไปโดนหนึ่งชิ้น แม้จะยังไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรจนกระทั่งบัดนี้

9. ประเทศนี้ต้องขาดแคลนน้ำตาลและทำนาเกลือเองแน่นอน รสชาติเป๊ปซี่จึงจืดจางเหมือนน้ำล้าง..เอ่อ..ล้างมือ ขณะที่ทุกเมนูอาหารมีความเค็มเป็นธงนำ

10. ผัดหมี่โรงแรมห้าดาวรสชาติแพงเท่าผัดหมี่ถุงละสิบหน้าราม

11. ขนมขบเคี้ยวในมาเลย์อร่อยมาก ราคาคิดเป็นหน่วยเงินบาทแล้วก็น่าจะถูกกว่าที่ไทยด้วย ที่เค้าว่าประเทศนี้โรงงานผลิตขนมเยอะท่าจะจริง

12. การเซฟงานมาทำที่นี่ไม่มีความหมายใด ๆ เพราะความสโลว์ไลฟ์ซุกซ่อนอยู่ในทุกอณูอากาศ

13. ถ้าสตรีทอาร์ตไม่มีรูปที่อีตาเออร์เนสต์วาดไว้ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเรียกเป็นสตรีทอาร์ต เพราะทั้งตรอกนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากร้านเช่าจักรยานกับร้านขายของที่ระลึก (ฮา) เค้าถึงว่าศิลปะพูดได้น่าฟังและเสียงดังมาก

14. เท่าที่สำรวจคร่าว ๆ พิพิธภัณฑ์ในปีนังมีแต่ของจัดแสดง ยังไม่มีการเล่าเรื่อง มิวเซียมคอนเทนต์ทั้งหลายน่ามาลองเจาะตลาดแถวนี้ดู

15. ทุกประเทศมีคาเฟ่แมว ปีนังก็เช่นกัน

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันนี้ฉันจะรักเธอทั้งใจ

เธอคือบุปผางามพิสุทธิ์
คือเพชรยอดมงกุฎสูงค่า
ส่วนฉันเป็นคนธรรมดา
เพียงเธอจะมองมาก็เกินคิด

แต่เธอก็ยังอยู่ตรงนี้
ส่วนฉันก็รู้ดีไม่มีสิทธิ์
ฉันไม่คู่ควรเธอแม้สักนิด
ไม่ควรมาใกล้ชิดด้วยซ้ำไป

แต่จะห้ามความรักก็ยากนัก
เพราะเธอน่ารักเกินทนไหว
ขอบคุณนะที่เธอไว้ใจ
เราจึงมาชิดใกล้หัวใจกัน

วันนี้แสงแห่งหวังยังวาววาม
ความรู้สึกงดงามเหมือนความฝัน
แต่ไม่รู้จากนี้กี่หมื่นวัน
เรานั้นอาจลาร้างห่างเหินไป

กลัว...ฉันกลัวจะเผลอทำเธอเจ็บ
แต่เกินเก็บเรื่องของเราเอาไว้ได้
เถอะ! วันนี้ฉันจะรักเธอทั้งใจ
พรุ่งนี้เป็นอย่างไรก็ไม่กลัว

๑๓ ต.ค. ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ถาม

ลองถามหัวใจได้ไหมเธอ
วันนั้นแค่เผลอหรือเธอเหงา
อ้อมกอดอุ่นจางบางเบา
เรื่องราวระหว่างเราช่างเลือนราง

รอยยิ้มเคยยิ้มยามชิดใกล้
แววตาอาลัยเมื่อไกลห่าง
คือความจริงใช่ไหมในฝันจาง
หรือแค่เธออ้างว้างในวานวัน

ใจเธออาจอ่อนแอแค่เพราะเหงา
เรื่องราวระหว่างเราคือภาพฝัน
เธออาจไม่เคยรักกัน
แต่ฉันรักเธอแล้วทั้งใจ

ลองถามตัวเองดูสักครั้ง
เธอลืมทุกความหลังแล้วใช่ไหม
คงลบเลือนทุกสิ่งทิ้งไป
ทิ้งฉันไว้ในความช้ำเกินจำนรรจ์

ฉันถามความขมขื่นทุกคืนค่ำ
ในถ้อยคำพร่ำเพ้อละเมอฝัน
คนที่เธอจะมีใจให้กัน
ทำไมถึงเป็นฉันไม่ได้นะ?

ต.ค. ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ขอแค่คนบอกลาสบายใจ

ก็เจ็บได้, ร้องไห้เป็นเช่นคนอื่น
แต่ต้องกลั้นก้อนสะอื้นฝืนยิ้มร่า
รับฟังทุกถ้อยคำเธอพูดมา
เสแสร้งเสมือนว่าจะเข้าใจ

หัวเราะเหมือนเป็นเรื่องเล่นเล่น
รอยยิ้มเยือกเย็นเห็นหรือไม่
แต่แววตาเว้าวอนซ่อนความนัย
เธอเห็นรอยร้าวไหมในแววตา

เหมือนทั้งโลกมืดดำความช้ำหม่น
มองไม่เห็นบางคนอยู่ตรงหน้า
เหมือนไม่ได้ยินคำจำนรรจา
คำที่เธอบอกลาช่างพร่าเลือน

ฉันเจ็บได้, ร้องไห้เป็นเช่นคนอื่น
แต่ต้องฝืนยิ้มไว้ให้เสมือน-
ว่าฉันทนไหวไม่สะเทือน
กลบเกลื่อนรอยร้าวรานให้ผ่านไป

ยิ้มรับความเศร้าหนาวสั่น
กลืนกลั้นความทุกข์ทนหม่นไหม้
ขอแค่คนบอกลาสบายใจ
ฉันจะเก็บความเจ็บไว้คนเดียว

๒๒ กันยายน ๒๕๕๘