วันพฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คนแปลกหน้า

ทำไมเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้
จู่จู่ก็เหมือนคนไม่รู้จัก
เหมือนเป็นคนแปลกหน้ามาทายทัก
เหมือนคนไม่เคยรักเคยห่วงใย

จู่จู่ก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเก่า
วันนั้นเธอแค่เหงาใช่ไหม
ที่ผ่านมาฉันผิดอะไร
ฉันรักมากเกินไป, หรือไม่พอ

หรือเรื่องวันนั้นแค่ฝันไป
ตื่นแล้วอย่าคว้าไขว่ร้องขอ
ไร้คุณค่าความหวังจะรั้งรอ
ความรักเคยถักทอเพียงภาพลวง

แต่แววตาอาลัยในวันก่อน
ทุกความอาวรณ์ห่วงหวง
ความอบอุ่นของสองมือเคยถือควง
แจ่มชัดอยู่เต็มทรวงเต็มดวงฤทัย

ทำไมจบแบบนี้ก็ไม่รู้
จู่จู่ก็จากลาน้ำตาไหล
วันที่ฉันรักเธอแล้วทั้งใจ
เธอกลับเดินจากไป, ทำไมนะ

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บางบทบันทึกถึงหญิงสาวห้อง 268


เธอขยับลูกบิดเพื่อความแน่นอนใจว่าล็อกประตูแน่นหนา ก่อนจะลั่นกลอนเสริมกุญแจขนาดที่ต้องใช้ชะแลงและมัดกล้ามฉกรรจ์ของหนึ่งหรือสองชายเพื่องัดมันออกหากลูกกุญแจหล่นหาย ไม่รู้ว่าสมบัติล้ำค่าที่เธอซ่อนในห้องคืออะไร อาจจะเป็นทองห่อผ้าขี้ริ้ว เป็นไข่มุกเมื่อหล่นบนจานหยก เป็นเพชรยอดมงกุฎขององค์ราม

หรืออาจจะเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อใครสักคน

ผมทอดก้าวเชื่องช้าเผื่อการสบตาและยิ้มทักทาย แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่ลงเอยด้วยการก้มหน้าก้มตาเดินอย่างไม่อินังขังขอบต่อเพื่อนร่วมตึกของเธอ มีก็แต่พี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าหอพักเท่านั้นที่ได้สบตาเธอมากกว่าผมยามที่เธอจำต้องมองค้อนหากพี่มอเตอร์ไซค์ทำเป็นเห็นผาดผ่าน

"ริจะเป็นนักเขียนต้องขี้เสือก" มิตรสหายร่วมอุดมการณ์น้ำหมึกและน้ำเมาหลุดหล่นวลีเลี่ยมทองไว้ในวงน้ำสีอำพันฝืดเฝื่อน แปลให้สละสลวยขึ้นมาหน่อยว่านักเขียนต้องรู้จักสังเกตชีวิตของคนรอบตัว แต่สำหรับเธอ ไม่ต้องสังเกตถึงขนาดเพ่งเล็ง เรื่องราวกึ่งลึกลับเกือบมิสทรี่ก็กระเด็นกระดอนเข้าคลองจักษุผมเป็นกระสาย

หญิงสาวปริศนาซุกซ่อนตัวเองอยู่ในห้อง 268 ซึ่งคือห้องเยื้องทางสามแพร่งที่บันไดชั้นห้าของหอพัก นั่นเป็นเหตุผลและข้อบังคับในการเดินผ่านห้องของเธอต่อให้ไม่มีเจตนาละลาบละล้วง กิจวัตรเธอเที่ยงตรงราวกับนาฬิกาสวิสฯ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความแม่นยำเสียยิ่งกว่าลูกดิ่งวัดองศาพีระมิดโบราณ

ผมเคยตั้งชื่อเล่นๆ ให้เธอว่าแม่สาวเจ็ดเช้าเจ็ดดึก เพราะเมื่อเข็มนาฬิกาเวียนมาที่เลข 7 เสียงไขประตูห้องนั้นจะดังขึ้น เธอพาตัวเองออกมาตรวจสอบความเรียบร้อยของลูกบิดที่หน้าประตู ก่อนจะขัดกลอนขังตัวเองไว้นอกห้อง จำเนียรกาลผ่านกว่าเข็มสั้นจะคืบคลานถึงเลข 7 อีกรอบ ภาพเดิมฉายทวนย้อน เธอพาตัวเองมาปลดปล่อยอิสรภาพของกุญแจ ก่อนจะปิดประตู ล็อกลูกบิด ลั่นกลอนภายในเก็บตัวเองไว้ดุจเดิม

ความรู้น้อยนิดผ่านสายตาขี้เสือกคือเธอเคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงจากเครื่องแบบที่สวมใส่ พ้นจากนั้นข้อมูลเธอคือหลุมดำปริศนา แม้แต่คณะที่เรียนยังคาดเดาไม่ถูก เพราะหนังสือทุกเล่มเก็บเรียบในกระเป๋าถือสีดำสนิทเหมือนสีของแววตาเฉยชายามเธอมองบันไดเก่าคร่ำคร่า แววตาที่ไม่เคยเปลี่ยนแม้เธอจะลอกเปลือกนักศึกษาสู่พนักงานออฟฟิศมาดเฉียบ

การพบพานไม่ผูกพันนับแต่วัยเรียนกระทั่งทำมาหาเลี้ยงชีวิตได้ชักนำเอาเรื่องราวของเธอมาสิงสถิตเป็นส่วนหนึ่งของก้อนภูเขาน้ำแข็งแห่งการคาดเดาและจินตนาการ ทั้งที่จุดโผล่พ้นยอดมีแค่เจ็ดเช้าเจ็ดดึกที่เราสวนทางกันบ้างเมื่อโชคชะตาหมุนเข็มความบังเอิญมาหาเป็นครั้งคราว

สวัสดีครับ ผมเห็นคุณมาตั้งแต่ตอนเรียนรามฯ แล้ว คุณชื่ออะไร ทำงานที่ไหนครับ เรียนรามฯ คณะอะไร อ๋อนี่ก็รุ่นน้องผมน่ะสิ - จิตวิญญาณความขี้เสือกของนักเขียนร่ำๆ จะง้างปากของกายหยาบเพื่อเอ่ยเอื้อนวจีเท้าความถึงวันแรกไล่มาถึงความค้างคาของวานวัน แต่เมื่อเสียงลั่นกลอนประตูของเธอดังและหนักแน่นพอๆ กับสายตาเงียบงันต่อคนแปลกหน้า นักเขียนขี้เสือกควรต้องม้วนเสื่อไปเสียก่อนจะถูกฟ้องว่าคุกคามความเป็นส่วนตัว

อย่าว่าแต่เริ่มต้นบทสนทนา แม้แต่รอยยิ้มที่มอบให้ก็ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากเป้าหมายที่ท่านส่ง

ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวหยักศกปลาย ผิวน้ำผึ้งหนึ่งแดด จมูกเป็นสันโด่งสอดรับกับดวงตาคมสวย หัวคิ้วมีรอยยับย่นเล็กๆ เนื่องจากเธอมักจะผูกโบไว้ที่คิ้ว ซึ่งน่าจะเป็นทักษะพื้นฐานของเธอนอกเหนือจากการผูกเงื่อนมาตรฐานสมัยเรียนเนตรนารี - ผมควรจะเติมรายละเอียดของเธอนอกเหนือจากข้อมูลทั่วไปแทนที่จะปล่อยให้เธอเป็นตัวละครไร้หน้าตาอย่างที่เรื่องสั้นดาดๆ ของนักเขียนมือไม่ถึงชอบเขียนถึง แต่เมื่อรูปหน้าเหล่านั้นไม่มีฐานของเรื่องราวที่จะประกอบสร้างเป็นมนุษย์คนหนึ่ง คำพรรณนาลักษณะของใบหน้าก็กลายเพียงหมึกเปื้อนกระดาษรอการหลงลืม เช่นเดียวกับหญิงสาวห้อง 268 ในชีวิตของเราทุกคนที่โชคชะตาขีดเส้นมาให้รู้จักเพียงเลขห้อง ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น

เข็มนาฬิกาคืบคลานกลับมาที่เจ็ดดึก เสียงขัดกลอนข้างในดังพร้อมๆ กับเสียงล็อกลูกบิด เธอจะหันหับห้องร้องไห้ในที่นอนเหมือนนางลาวทองหรือนอนหัวเราะร่ากับมุกหูกระจงปัญญาอ่อนจากการรับชมเดี่ยวสิบเอ็ดก็สุดจะคาดเดา การพบพานทางสายตาของเราเกิดขึ้นชั่วพริบตาเหมือนการพัดผ่านของออกซิเจนจืดจาง เธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสี้ยววินาทีที่แล้วมีสิ่งมีชีวิตขี้เสือกส่งสายตามองเธออย่างใคร่รู้ สำหรับเธอแล้ว ผมก็คืออุปกรณ์ประกอบฉากบันไดชั้นห้าซึ่งมีคุณค่ามากเท่ากับหินปลอมยับย่นบนฉากละครเวทีของเด็กประถมฯ

เรื่องราวของหญิงสาวห้อง 268 ยังคงเป็นมิสทรี่สีกลางคืนยามเดือนดับ ตราบเท่าที่โชคชะตาเปิดโอกาสให้คนแปลกหน้าได้รู้จักกันผ่านการบีบคั้นของความบังเอิญแต่ถ่ายเดียว บางทีหญิงสาวอาจลุกขึ้นมีชีวิตท่ามกลางหน้ากระดาษของผมได้ในสักวัน หากกุญแจชื่อความไว้เนื้อเชื่อใจหลุดหล่นออกมาพร้อมรอยยิ้มตอบกลับเบาบางเมื่อผมทักทายด้วยสายตาเฉกเช่นทุกคราครั้ง

แต่ผมกลับเชื่อเหลือใจว่า สักวันคือวันที่ไม่มีทางมาถึง

ธันวาคม ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ฝันฝากใจให้กันบ้างนะคุณ

ฝันฝากใจให้กันบ้างนะคุณ
คิดถึงอ้อมกอดอุ่นกรุ่นความฝัน
คิดถึงยิ้มขวยเขินเกินจำนรรจ์
คิดถึงกันบ้างไหม, ใจอาวรณ์

อย่าลืมเลือนเพื่อนใจเมื่อไกลห่าง
จำใจร้างหัวใจจึงไหวอ่อน
มาพบกันในฝันนะอย่าตัดรอน
ขอกอดคุณเสียก่อนจะขาดใจ

ฝันฝากความคิดถึงบ้างนะคุณ
อ้อมกอดอุ่นกลางความฝันชวนหวั่นไหว
จะขอนอนตักหนุนละมุนละไม
ขานเพลงไพรกล่อมคุณอบอุ่นฤดี

อย่าลืมจุดนัดหมายปลายโพ้นฟ้า
ดวงดาราล้วนประจักษ์เป็นสักขี
ละอองรุ้งระยับแววแว่วหวานวจี
พบกันที่ปลายเสี้ยวของเรียวจันทร์

จะเกี่ยวก้อยเดินทางระหว่างดาว
กะพริบพราวเมื่อข้ามผ่านสะพานสวรรค์
รื่นจำเรียงดุริยะประโคนธรรพ์
เห่กล่อมฝันให้ฝันดีนะที่รัก

๑๖ พ.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

15 ประสบการณ์ในปีนัง


1. ทางม้าลายของที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มาก ไฟจราจรคือประกาศิต กดปุ่มขอข้ามถนนไม่มีบีบแตรหรือด่าแม่ตามหลัง ไฟแดงเหลืออีกยี่สิบวิไม่มีคนข้ามก็ไม่มีใครแหกด่านแม้ไม่มีตำรวจเฝ้า ศักดิ์ศรีของส้นตีนมีค่าเท่ากับล้อรถเรือนแสนของเฟอร์รารี่ นี่เป็นสิ่งที่ชอบมาก

2. เดินในเมืองจอร์จทาวน์เหมือนเล่นเกมเขาวงกต ถนนมึงจะคดเคี้ยวเลี้ยวเข้ารูไปไหนนักหนา ถ้าเล็งตึกสูงเป็นแลนด์มาร์ค เดินอีกสักสองนาทีก็ไม่รู้แล้วว่าแลนด์มาร์คหายไปไหน

3. เมืองนี้มีแต่คนชรา รถเมล์ต้องจอดแช่เพราะกว่าจะยักแย่ยักยันขึ้นรถครบคนก็กินเวลาหลายนาที สงสัยว่าหนุ่มสาวจะเข้าไปเป็นฟันเฟืองที่กัวลาลัมเปอร์กันหมดแล้ว

4. เมืองเกาะในฤดูมรสุม ฝนนึกอยากจะตกตอนไหนก็ตกได้แม้ว่าสองนาทีก่อนเพิ่งร้อนแดดเปรี้ยง

5. สามสิ่งที่ไม่มีในปีนังคือ ตำรวจ ฟุตปาธ และตะแกรงท่อระบายน้ำ

6. เล่าลือกันว่าที่ไม่เห็นตำรวจสักคนบนเกาะเป็นเพราะคดีฉกชิงวิ่งราวเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าตำรวจจะมาใส่ใจ เอ่อ..พี่ไปสืบคดีฆาตกรรมทั้งกรมกองเรอะ

7. เกิดมาชาตินี้ได้กินสเต็กเนื้อแกะกับเนื้อนกกระจอกเทศจากเชฟโรงแรมห้าดาวก็ตายตาหลับแล้ววะ

8. ขนมปังอะไรสักอย่างราดน้ำปรุงรส ใส่ไส้เนื้อแห้งหรือว่าแฮมตรงกลางอันละไม่เกินสามริงกิตในตรอกอาหารจีนแถวโรงแรมคือโคตรอร่อย คือไปทีไรต้องไปโดนหนึ่งชิ้น แม้จะยังไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไรจนกระทั่งบัดนี้

9. ประเทศนี้ต้องขาดแคลนน้ำตาลและทำนาเกลือเองแน่นอน รสชาติเป๊ปซี่จึงจืดจางเหมือนน้ำล้าง..เอ่อ..ล้างมือ ขณะที่ทุกเมนูอาหารมีความเค็มเป็นธงนำ

10. ผัดหมี่โรงแรมห้าดาวรสชาติแพงเท่าผัดหมี่ถุงละสิบหน้าราม

11. ขนมขบเคี้ยวในมาเลย์อร่อยมาก ราคาคิดเป็นหน่วยเงินบาทแล้วก็น่าจะถูกกว่าที่ไทยด้วย ที่เค้าว่าประเทศนี้โรงงานผลิตขนมเยอะท่าจะจริง

12. การเซฟงานมาทำที่นี่ไม่มีความหมายใด ๆ เพราะความสโลว์ไลฟ์ซุกซ่อนอยู่ในทุกอณูอากาศ

13. ถ้าสตรีทอาร์ตไม่มีรูปที่อีตาเออร์เนสต์วาดไว้ก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาเรียกเป็นสตรีทอาร์ต เพราะทั้งตรอกนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากร้านเช่าจักรยานกับร้านขายของที่ระลึก (ฮา) เค้าถึงว่าศิลปะพูดได้น่าฟังและเสียงดังมาก

14. เท่าที่สำรวจคร่าว ๆ พิพิธภัณฑ์ในปีนังมีแต่ของจัดแสดง ยังไม่มีการเล่าเรื่อง มิวเซียมคอนเทนต์ทั้งหลายน่ามาลองเจาะตลาดแถวนี้ดู

15. ทุกประเทศมีคาเฟ่แมว ปีนังก็เช่นกัน

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วันนี้ฉันจะรักเธอทั้งใจ

เธอคือบุปผางามพิสุทธิ์
คือเพชรยอดมงกุฎสูงค่า
ส่วนฉันเป็นคนธรรมดา
เพียงเธอจะมองมาก็เกินคิด

แต่เธอก็ยังอยู่ตรงนี้
ส่วนฉันก็รู้ดีไม่มีสิทธิ์
ฉันไม่คู่ควรเธอแม้สักนิด
ไม่ควรมาใกล้ชิดด้วยซ้ำไป

แต่จะห้ามความรักก็ยากนัก
เพราะเธอน่ารักเกินทนไหว
ขอบคุณนะที่เธอไว้ใจ
เราจึงมาชิดใกล้หัวใจกัน

วันนี้แสงแห่งหวังยังวาววาม
ความรู้สึกงดงามเหมือนความฝัน
แต่ไม่รู้จากนี้กี่หมื่นวัน
เรานั้นอาจลาร้างห่างเหินไป

กลัว...ฉันกลัวจะเผลอทำเธอเจ็บ
แต่เกินเก็บเรื่องของเราเอาไว้ได้
เถอะ! วันนี้ฉันจะรักเธอทั้งใจ
พรุ่งนี้เป็นอย่างไรก็ไม่กลัว

๑๓ ต.ค. ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ถาม

ลองถามหัวใจได้ไหมเธอ
วันนั้นแค่เผลอหรือเธอเหงา
อ้อมกอดอุ่นจางบางเบา
เรื่องราวระหว่างเราช่างเลือนราง

รอยยิ้มเคยยิ้มยามชิดใกล้
แววตาอาลัยเมื่อไกลห่าง
คือความจริงใช่ไหมในฝันจาง
หรือแค่เธออ้างว้างในวานวัน

ใจเธออาจอ่อนแอแค่เพราะเหงา
เรื่องราวระหว่างเราคือภาพฝัน
เธออาจไม่เคยรักกัน
แต่ฉันรักเธอแล้วทั้งใจ

ลองถามตัวเองดูสักครั้ง
เธอลืมทุกความหลังแล้วใช่ไหม
คงลบเลือนทุกสิ่งทิ้งไป
ทิ้งฉันไว้ในความช้ำเกินจำนรรจ์

ฉันถามความขมขื่นทุกคืนค่ำ
ในถ้อยคำพร่ำเพ้อละเมอฝัน
คนที่เธอจะมีใจให้กัน
ทำไมถึงเป็นฉันไม่ได้นะ?

ต.ค. ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

ขอแค่คนบอกลาสบายใจ

ก็เจ็บได้, ร้องไห้เป็นเช่นคนอื่น
แต่ต้องกลั้นก้อนสะอื้นฝืนยิ้มร่า
รับฟังทุกถ้อยคำเธอพูดมา
เสแสร้งเสมือนว่าจะเข้าใจ

หัวเราะเหมือนเป็นเรื่องเล่นเล่น
รอยยิ้มเยือกเย็นเห็นหรือไม่
แต่แววตาเว้าวอนซ่อนความนัย
เธอเห็นรอยร้าวไหมในแววตา

เหมือนทั้งโลกมืดดำความช้ำหม่น
มองไม่เห็นบางคนอยู่ตรงหน้า
เหมือนไม่ได้ยินคำจำนรรจา
คำที่เธอบอกลาช่างพร่าเลือน

ฉันเจ็บได้, ร้องไห้เป็นเช่นคนอื่น
แต่ต้องฝืนยิ้มไว้ให้เสมือน-
ว่าฉันทนไหวไม่สะเทือน
กลบเกลื่อนรอยร้าวรานให้ผ่านไป

ยิ้มรับความเศร้าหนาวสั่น
กลืนกลั้นความทุกข์ทนหม่นไหม้
ขอแค่คนบอกลาสบายใจ
ฉันจะเก็บความเจ็บไว้คนเดียว

๒๒ กันยายน ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558

คนรัก

คนรัก ๑ น. คนที่รับด้านร้ายของอีกฝ่ายได้โดยไม่รู้สึกว่าต้องทน.

(พจนานุกรมฉบับวุฒินันท์ ชัยศรี. กันยายน ๒๕๕๘.)

คนรัก ๒ น. คนที่เราปรารถนาจะเดินเคียงข้างเขาจนสุดทาง แม้หนทางข้างหน้าจะมีหุบเหวเปลวไฟ หรือมืดมิดสิ้นไร้ความหวัง.

(พจนานุกรมฉบับวุฒินันท์ ชัยศรี. ตุลาคม ๒๕๕๘.)

คนรัก ๓ น. คนที่หากเราได้สบตา เราจะรู้ได้ทันทีว่าจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อใคร.

(พจนานุกรมฉบับวุฒินันท์ ชัยศรี. มกราคม ๒๕๕๙.)
คนรัก ๔ น. คนที่ไม่เคยบอกให้เราต้องเข้มแข็งเวลาที่เราร้องไห้ แต่จะคอยโอบกอดและปล่อยให้เราร้องไห้จนสาแก่ใจ เพราะเชื่อมั่นว่าเราจะกลับมาเข้มแข็งได้ดังเดิม.

(พจนานุกรมฉบับวุฒินันท์ ชัยศรี. เมษายน ๒๕๕๙.)

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558

ความตายครั้งที่สามของยุ่น


(เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ "ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ")

"There are three deaths: the first is when the body ceases to function. The second is when the body is consigned to the grave. The third is that moment, sometime in the future, when your name is spoken for the last time."

"การตายมีสามขั้น ขั้นแรกคือเมื่อร่างกายหยุดทำงาน ขั้นที่สองคือเมื่อร่างกายถูกฝังลงหลุม ขั้นที่สามคือเมื่อถึงเวลาหนึ่ง ชื่อของคุณจะได้รับการเอ่ยถึงเป็นครั้งสุดท้าย"

(David Eagleman : "Metamorphosis" from "Sum: Forty Tales from the Afterlives" สำนวนแปลของณัฐกานต์ อมาตยกุล)

เชื่อว่าคนทำงานศิลปะทุกแขนงต่างก็หวังใจว่าความตายครั้งที่สามของตนจะมาถึงช้าที่สุด (และไม่ "กลาย" เป็นอย่างอื่นไปเสีย) ดังนั้นส่วนมากจะไม่ค่อยสนใจความตายสองครั้งแรกของตนมากนัก หากมันได้สังเวยเพื่อให้ชื่อของตนรอวัน "เกิดใหม่" ในอีกร้อยอีกพันปีข้างหน้าจากริมฝีปากของใครสักคน

ครั้งที่โอดีซีอุสเกลี้ยกล่อมให้อคีลีสเข้าร่วมรบในสงครามกรุงทรอย เขากล่าวว่าอคีลีสเป็นนักรบที่เก่งกาจและจะเป็นที่เลื่องลือไปอีกหลายชั่วอายุคน อาจจะร้อยหรือพันปี ทว่าสักวันมันก็จะถูกหลงลืม แต่หากอคีลีสเข้าร่วมสงครามกรุงทรอย "ความตายครั้งที่สาม" ของอคีลีสจะไม่เกิดขึ้นชั่วกัลปาวสาน นั่นก็คงเป็นเหตุผลว่าทำไมอคีลีสจึงกล้ากระโจนเข้าสู่สงครามแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่านี่คือสมรภูมิสุดท้ายที่ตนต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่

ยุ่นอาจเป็นทหารธรรมดาไม่ใช่อคีลีส ทว่าไม่ว่าจะเป็นทหารระดับชั้นไหนก็ต้องสู้ ยิ่งเป็นวงการกราฟฟิกแล้ว การต่อสู้เพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพยิ่งเข้มข้นกว่าสงครามกรุงทรอยเสียอีก

เท่าที่เห็น ยุ่นคือกราฟฟิกระดับกลางเก่ากลางใหม่ ไม่ใช่รุคกี้ใหม่หมาด แต่อาจยังไม่ถึงขั้นซีเนียร์ มีคนในวงการร่ำลือถึงฝีมือของยุ่น อาร์ตไดของบริษัทชั้นนำยอมรับในฝีมือถึงขนาดออกปากว่าเลิกเป็นฟรีแลนซ์เมื่อไรเดินเข้ามาทำงานได้เลย มีรุ่นน้องนับถือผลงานและเอาเป็นแบบอย่าง แต่กระนั้นเขาก็ยังดีใจออกนอกหน้าเมื่องานของแบรนด์ระดับอินเตอร์ตกมาถึงมือเขา เลยเดาเอาว่ายุ่นก็คงเหมือนนักรบยศสูงประมาณนายพลที่กำลังเฝ้ารอโอกาสครั้งใหญ่ การรับงานแบรนด์อินเตอร์ครั้งนั้นก็เหมือนได้รับเชิญให้เข้าร่วมสงครามกรุงทรอย รอวันเลื่อนชั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ของวงการ ฝากชื่อไว้ให้ "การตายครั้งที่สาม" ไม่เกิดขึ้นชั่วกัลปาวสาน

เราไม่รู้เหตุผลที่ยุ่นตัดสินใจมาเป็นฟรีแลนซ์ชัดเจน วิถีแห่งโรนินซามูไรไร้นายหรือจะดีเท่ามีนายคุ้มหัวเป็นหลักประกันชีวิต เท่าที่เห็นคือความทุ่มเทที่มีต่องานในระดับไม่ธรรมดา ยุ่นคือคนที่พร้อมจะเสียสละทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรัพยากรส่วนตัวอย่างเวลาและร่างกาย ยุ่นไม่สนใจว่าจะนอนกี่โมง ไม่สนใจว่าวันนี้มีอะไรกิน ไม่สนแม้แต่หาเวลาไปรับเช็คด้วยซ้ำ ทั้งหมดที่ยุ่นสนใจคือรับงานมาและทุ่มเททุกอย่างให้งานออกมาดีที่สุด จึงเดาเอาเองว่ายุ่นคือคนที่พร้อมจะตัดทุกอย่างในชีวิตที่ไม่เกี่ยวกับการสร้างงานออกไปให้หมด ดังนั้นการที่ยุ่นมาเป็นฟรีแลนซ์จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นผลลัพธ์

เหตุผลที่ยุ่นไปรักษาโรค ไม่ใช่เพราะห่วงสุขภาพ สำหรับยุ่นแล้วทรัพยากรร่างกายยังเคลื่อนไหวได้ ยังมีแรงทำงาน ยุ่นกล้าเผา "ยาสลบช้าง" เพียงเพราะมันทำให้ยุ่นหลับจนไม่ได้ทำงาน แต่ที่จำใจต้องไปรักษาให้หายขาดเพราะมันทำให้เสียเวลา เสียสมาธิทำงาน ยุ่นจึงพยายามขอยาจากหมออิมแบบที่ "กินแล้วหายเลย" โดยไม่ต้องมาเบียดบังทรัพยากรเวลาที่เขาจะต้องเอาไปทุ่มเทกับงาน

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อยุ่นแบ่งเอา "ความรู้สึก" ไปใส่ใจเรื่องอื่นนอกจากโฟกัสที่งานของตัวเอง แม้ผลคือหายจากโรค แต่ผลข้างเคียงคือโอกาสในการแสดงฝีมือของยุ่นพังพินาศ เหมือนมีโอกาสเข้าร่วมสงครามกรุงทรอยแต่ทะลึ่งเหยียบกับดักตายโง่ ๆ อยู่ริมชายหาด เทพที่ไหนก็มาช่วยไม่ทัน

การเดินหันหลังออกจากห้องตรวจของหมออิมเป็นฉากที่แทบไม่มีคำพูดอะไรแต่กลับเปี่ยมความหมายและสั่นสะเทือนหัวใจอย่างยิ่ง ยุ่นอาจไม่ได้เสียใจที่จะไม่ได้พบหมออิมอีก แต่อาจเป็นความเสียใจที่ความสำเร็จของการหายป่วยช่างมีค่าเล็กน้อยเหลือเกิน (สิ่งที่กูทำสำเร็จมีแค่ทำให้ไอ้คนที่ไม่ได้มีความหมายกับใครหายป่วย...แค่นี้เองเหรอวะ!) เมื่อเทียบกับงาน "ปลดชนวนระเบิด" ที่เคยทำให้หัวใจเขาพองโตกว่านี้มหาศาล เขาอาจเสียใจที่ก้าวต่อไปไม่ได้ในทางที่บังเอิญหลงมา รู้ตัวอีกทีว่าพาตัวเองเข้ามาสู่ความว่างเปล่าน่าอดสูก็เมื่ออยู่นอกห้องตรวจโรคแล้ว

เพื่อจะไปให้ถึงจุดสูงสุดของงานศิลปะ แอนดรูว์ นีแมน พระเอกของเรื่อง Whiplash ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่การตีกลอง ไม่ว่าจะเป็นการบอกเลิกแฟนสาว หรือทะเลาะกับคนในครอบครัว หรือแม้แต่ทิ้งทุกอย่างในชีวิตในฉากสุดท้ายของหนังที่โคตรจะพีค

การกลับมาเป็นฟรีแลนซ์ของยุ่นในครึ่งหลังของหนังจึงโหด จึงดิบ จึงทุ่มเทอย่างบ้าคลั่ง เพราะยุ่นผิดหวังกับตัวเองที่ยังคงหลงเหลือความรู้สึกผูกพันกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่องาน ผิดหวังกับความสัมพันธ์ที่เผลอสร้างกับคนอื่นรอบข้าง จึงตัดเอาความผูกพันทุกอย่างออกไปจากชีวิตเพื่อกลับมาสู่เส้นทางเดิมของตนเอง เพื่อจะให้ "ความตายครั้งที่สาม" ไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ หากเขาได้ไปจารึกชื่อไว้ที่นิวยอร์ก ยุ่นรับทุกงานและทุ่มเทเกินร้อยยิ่งกว่ายุ่นคนก่อน เพราะวงการฟรีแลนซ์ไม่เคยมีโอกาสครั้งที่สาม

แต่ใช่ว่าการเทหมดหน้าตักจะชนะเสมอไป ครั้งนี้ยุ่นแพ้อีก เป็นการแพ้อย่างราบคาบ และทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง... บางอย่างแบบที่คนที่ยังห่วงใยชีวิตควรได้เรียนรู้ บางอย่างแบบที่คนอย่างยุ่นแม่งไม่น่าจะรู้เลยว่ะ

เคยนึกบริภาษผู้กำกับตอนดูสิบนาทีสุดท้ายของหนังว่า เชี่ยแม่ง พี่เต๋อเปี่ยนไป๋ว่ะ แต่พอตั้งสติได้ก็เออ จริง ๆ แล้วจบแฮปปี้เอนดิ้งแบบนี้แม่งหดหู่กว่า เป็นโศกนาฏกรรมกว่าตายไปแบบพีค ๆ เยอะเลย

ฉากสุดท้ายยุ่นบอกหมออิมว่ายุ่นมีความสุขกับการดูพระอาทิตย์ตกดิน เช่นเดียวกับความสุขที่ได้มาพบหมออิมเพียงไม่กี่นาที คำพูดนี้คืออะไร? นั่นคือยุ่นถูกกลืนกลายไปกับธรรมชาติรอบตัว ความสุขเล็ก ๆ ที่เพียงแค่มองหาก็พบ ยุ่นไม่รู้สึกแปลกแยก ไม่โดดเดี่ยว ไม่อีโก้ ไม่เซลฟ์ ไม่ถูกผลักดันด้วยแรงทะเยอทะยานอย่างบ้าคลั่งของวัยหนุ่มว่ากูจะต้องโดดเด่น แตกต่าง กูจะต้องเปลี่ยนโลก กูจะต้องฝากชื่อไว้ กูต้องทำสิ่งที่ยื้อเวลาความตายครั้งที่สามให้นานที่สุด

มองในแง่หนึ่งจะว่ายุ่นเติบโตขึ้นก็ได้ ใช่ โลกแม่งก็เป็นงี้แหละ ยอมรับมันและมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวดิวะ งานศิลปะคือการสร้างความสุขเว้ยไม่ใช่การแข่งขันที่อยากฝากชื่อไว้ด้วยอหังการ์ของศิลปิน ศิลปะคือการจัดวางคอมโพสิชั่นทั้งตัวงานและชีวิตของศิลปิน เอาธรรมะเข้าขย่มอีกหน่อยก็ได้ว่ามนุษย์แม่งต้องเดินสายกลางว่ะ พระพุทธองค์สอนไว้

จากนี้ยุ่นอาจจัดวางชีวิตใหม่ให้สมดุล อาจเดินเข้าไปสมัครงานกราฟฟิกประจำสักที่หนึ่ง ฝีมือระดับนี้คงขึ้นเป็นอาร์ตไดได้ไม่ยาก ก้าวหน้าหน่อยมาจีบหมออิม แต่งงานแฮปปี้เอนดิ้ง หรือต่อให้คงวิถีฟรีแลนซ์เอาไว้ แต่จากนี้คงมีหลายสิ่งที่เขาต้องให้ความสำคัญนอกจากการทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้แก่การสร้างงาน นั่นก็เป็นอนาคตที่สุดจะคาดเดา สิ่งที่น่าสงสัยก็คือ เมื่อไม่ได้เดิมพันชีวิตและจิตวิญญาณให้แก่งาน เมื่อปราศจากความทะเยอทะยานและแรงขับเคลื่อนอย่างบ้าคลั่งของวัยหนุ่มแล้ว ยุ่นจะพาตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน

บางทีการที่ยุ่นยังมีชีวิตอยู่ มันก็คือประจักษ์พยานการตายครั้งที่สามของยุ่นทั้งที่ยังหายใจ รอเพียงให้การตายครั้งที่หนึ่งและสองมาถึงเท่านั้นเอง

เหมือนกับเราในตอนนี้นั่นแหละ

๑๕ กันยายน ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

กลับมา

ตื่นมาท่ามกลางความว่างเปล่า
อวลกลิ่นความเหงาอยู่เต็มตื่น
เนิ่นนานนับปีกี่วันคืน
ที่ทนฝืนกลั้นน้ำตาอาลัย

แววตาของเธอวันนั้น
เป็นเพียงแค่ความฝันใช่ไหม
รอยยิ้มเคยยิ้มพิมพ์ใจ
จู่จู่ก็หายไปไม่หวนคืน

เหมือนไม่มีเหตุผลการจากลา
เหลือก็แต่น้ำตาขมขื่น
จะหยัดร่างก็เจ็บจมล้มทั้งยืน
ทนฝืนทรมานนานนับปี

กลับมาได้ไหม...ได้หรือเปล่า
ฉันคุกเข่าร้องไห้ไร้ศักดิ์ศรี
กลับมารักกันอีกครั้งนะคนดี
หากว่าใจดวงนี้ไม่เปลี่ยนไป

หากแววตาวันนั้นไม่ใช่ฝัน
โปรดกลับมาหาฉันได้ไหม
หากแม้ซอกมุมหนึ่งของหัวใจ
ยังมีฉันเก็บไว้ในใจเธอ

๑๔ ก.ย. ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

หลงรักนักวิ่ง (๒)

ช่วงนี้หลงรักการวิ่งเป็นพิเศษ
มันเป็นเพียงหนึ่งชั่วโมงที่ได้อยู่ในห้วงสุญญากาศส่วนตัวท่ามกลางคืนวันแห่งความทรมาน
มันเป็นเพียงชั่วโมงเดียวในหนึ่งวันที่ฉันไม่ต้องคิดถึงเธอด้วยความปวดร้าว

กันยายน ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

The Chaser : ไล่ล่ามนุษย์หรือปิศาจ



(เปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์)

เอาไปเลย 12/10 กะโหลกสำหรับ The Chaser ผลงานการกำกับของนา ฮอง จิน ภาพยนตร์ที่พี่โต้ง บรรจง ปิสัญธนะกูล ผู้กำกับพันล้านคัดสรรมาให้ชมในเทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse: Director's Choice. ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จะว่าไปครั้งนี้ก็ทิ้งช่วงจากครั้งที่แล้วตอนไปดู Synedoche, New York อยู่นานเหมือนกัน อะไร ๆ ก็เปลี่ยนไปหลายอย่าง ที่น่าตื่นเต้นคือมีคนเข้าร่วมกิจกรรมเยอะมากจนต้องมีเก้าอี้เสริม ต่างจากครั้งแรกที่เข้าไปเลือกที่นั่งได้เลย ส่วนที่ขัดใจคือครั้งนี้ไม่มีอาหารและเครื่องดื่มฟรี (ฮา) แต่ที่เหมือนกันทั้งสองครั้งที่ไปเข้าร่วมคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาก ขึ้นแท่นเป็นภาพยนตร์ในดวงใจได้ทั้งสองเรื่องเลย

ว่ากันด้วยเนื้อหนังก็สมราคาคุยว่าเป็น "หนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชั่นทริลเลอร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของประเทศเกาหลีใต้" ประเทศที่สร้างหนังแอ็คชั่นทริลเลอร์ได้ "โหดสัส" (คำของพี่โต้ง) ทั้งเรื่องก็มีพล็อตสั้น ๆ ว่าพ่อเล้าอดีตตำรวจต้องมาไล่ล่าฆาตกรโรคจิต ชิงไหวชิงพริบเพื่อตามหาหญิงสาวที่หายไป (เรื่องย่อยาวกว่านี้ก็ไปหาอ่านตามเว็บเอาก็แล้วกันนะ) บรรยากาศก็เป็นทริลเลอร์เข้ม ๆ สืบสวนสอบสวนประมาณนึง ตามหาร่องรอยคนหายและหาแรงจูงใจของฆาตกรแบบมึน ๆ นิดนึงเพราะผู้กำกับหลอกเราหลงไปหลายทางเอาเรื่อง มีแอ็คชั่นวิ่งหนีหรือวิ่งไล่ล่าทั้งมันทั้งฮาอยู่หลายฉาก มีปมดราม่าแม่ลูกมาเรียกน้ำตาแถมท้าย สรุปคือเข้มข้นคุ้มค่าทุกนาทีที่ได้ดู ไม่รู้ว่าฉบับที่ฮอลลีวูดเอาไปรีเมกนี่เข้มข้นเท่าต้นฉบับรึเปล่า

สิ่งที่รู้สึกตอนดูหนังเรื่องนี้คือทำไมเรารู้สึกว่ามันจริ๊งจริงจังวะ หรือจะเป็นเหมือนที่เค้าบอกว่าหนังทริลเลอร์ของฝรั่งมันเป็นหนังของอีกชนชั้นหนึ่ง พอเวลาดูก็เหมือนเป็นโลกอีกใบหนึ่งที่เราตื่นเต้นสนุกสนานไปกับการไล่ล่าสืบสวนของตัวเอก ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลย แต่กับเรื่องนี้เราทั้งลุ้นทั้งด่าตัวละครเหมือนว่ามันเป็นคนข้างบ้านเรา แม่งเอ๊ย อีกนิดเดียวจะได้ตัวละ แม่งอีกนิดจะรอดแล้ว หรือเป็นเพราะตัวละครในเรื่องมีแต่คนที่เป็นมนุษย์แท้ ๆ คือเป็นคนที่มีรักโลภโกรธหลงคละเคล้ากันไปหมด มีพระเอกที่แม่งเหี้ยมาก ตำรวจดีบ้างเลวบ้าง เอาหน้าห่วงชื่อเสียงบ้าง จะจับฆาตกรเพราะจะเอามากลบข่าวผู้ว่าฯ โดนปาขี้บ้าง สืบสวนหาแรงจูงใจของฆาตกรเพราะจะได้เอาไปฟ้อง ไม่ได้สนใจสืบหาแบบจริงจังบ้าง เป็นพวก "คนสีเทา ๆ" กันทั้งเรื่อง เลยรู้สึกว่าโลกในภาพยนตร์มันขับเคลื่อนด้วยความจริงและคนจริง ๆ ชิบหาย (หรือเหตุผลมันมีง่าย ๆ แค่ว่าหน้าคนเกาหลีมันคล้าย ๆ คนไทยเท่านั้นเอง 555)

ต้องสารภาพว่าเรามัวแต่ไปตื่นเต้นกับส่วนที่เป็นการไล่ล่ากับลุ้นว่านางเอกจะรอดไหม เรื่องจะจบยังไง เลยไม่ได้ตามเก็บพวกสัญลักษณ์ รายละเอียดหนัง แรงจูงใจอะไรต่าง ๆ โชคดีที่หลังจากหนังจบ น้องมะม่วงคนชวนมาดูสะกิดให้เรานึกถึงพวกสัญลักษณ์ทางศาสนาหรือปรัชญาที่ผู้กำกับทิ้งรอยเอาไว้ในเรื่อง แต่เพราะเราไม่ได้ตั้งใจเก็บรายละเอียดเลยเบลอ ๆ ไปบ้าง อย่างรอยลิ่มที่หัวของหลานชายน้องบอกว่าเป็นเหมือนรอยไม้กางเขน แต่ทำไมเรามองเป็นรอยมงกุฎหนามของพระเยซูไปได้หว่า ไอ้ที่บอกน้องว่าพี่ยังงง ๆ กับเรื่องอยู่นี่เรื่องจริงนะไม่ได้แกล้ง (ฮา)

นึกแล้วก็คุ้น ๆ อยู่ว่าหลังหนังจบมีการเสวนา มีผู้ชมคนหนึ่งก็พยายามตีความแรงจูงใจของฆาตกรว่าเป็นเรื่องทางศาสนา เพราะมันมีการตอกลิ่ม การจับศพแขวนเหมือนห้อยไม้กางเขน ฆาตกรแม่งยังเป็นช่างแกะสลักพระเยซูที่หน้าโบสถ์อีก พระเอกก็สืบไปจนเห็นภาพส่วนต่าง ๆ ของพระเยซูในห้องที่ฆาตกรเคยอยู่ ก็เข้าเค้า ติดอยู่นิดเดียวว่าทำไมถึงมีปากคำของผู้หญิงขายตัวคนหนึ่งบอกว่าเพราะฆาตกรมันหมดสมรรถภาพทางเพศแล้ว พวกตำรวจสืบสวนก็เลยตีความว่ามันหันมาฟินกับการเจาะกระโหลกผู้หญิงแทน เหตุผลนี้แม่งก็เข้าเค้าอีกแหละ ผู้กำกับก็ไซโคมาอีกว่า "ทุกสิ่งที่ผมใส่ในหนังมีความหมาย" ฮ่วย

เรากลับมานั่งตกผลึกอยู่วันนึงเลยนึกถึงอีกคำพูดนึงของผู้กำกับที่เค้าพูดหลังเสวนาจบประมาณว่า เค้าไม่ได้สนใจเรื่องแรงจูงใจหรือภูมิหลังของตัวละคร สิ่งที่เค้าสนใจคือมนุษย์คนหนึ่งจะตัดสินใจยังไงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า (ประมาณนี้มั้ง) แบบนี้ก็พอเข้าใจโครงสร้างที่ผู้กำกับทำกับหนังเรื่องนี้ให้มีแต่ตัวละครสีเทา ๆ สถานการณ์ที่มันโคตรจะจริง และแรงจูงใจที่คลุมเครือ แท้จริงแล้วเค้าคงต้องการปอกเปลือกความเป็นมนุษย์ออกมา และแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ต่างจากปิศาจตรงไหน

จุงโฮ พระเอกที่ไม่น่าจะได้ชื่อว่าเป็นพระเอกเลยเพราะไม่หล่อแล้วยังทำตัวเหี้ยมากทั้งเรื่อง (ฮา) ภูมิหลังเป็นอดีตตำรวจที่รับส่วยโดนไล่ออกเลยผันตัวมาเป็นพ่อเล้าจัดหาเด็กบริการ แต่ถึงจะเหี้ยยังไงหมอนี่ก็คงมีความเป็นมนุษย์แบบเรา ๆ ท่าน ๆ นี่แหละ รักโลภโกรธหลงประสาปุถุชน รักผลประโยชน์ตัวเองที่สุด ตอนแรกมันยังคิดอยู่ตลอดเลยว่าฆาตกรมันหลอกเด็กบริการเอาไปขายต่อ พอสืบไปสักครึ่งเรื่องถึงรู้ว่าไอ้นี่มันฆาตกรโรคจิตจริง แต่ก็ช่วยนางเอกไว้ไม่ทันแล้วเพราะหาหลักฐานไม่ทัน อัยการสั่งไม่ฟ้อง ฆาตกรมาจัดการงานที่ทำค้างไว้จนสำเร็จ

หลังจากนั้นพระเอกแม่งก็พระเอกจริง ๆ ทั้งที่มีเส้นสายกับเพื่อนตำรวจเก่า ๆ จะขอแรงมาช่วยสืบต่อหรือเป็นกองหนุนก็ได้เพราะเพื่อนมันก็อยากจับฆาตกรทั้งนั้น แต่มันก็หนีไปสืบต่อคนเดียวไปจนถึงบ้านฆาตกรพร้อมไปดวลเดี่ยวอย่างไม่กลัวถูกฆ่า เพราะคราวนี้จุงโฮไม่ได้ไปในฐานะผู้เสียผลประโยชน์เพราะเสียเด็กในเล้าเหมือนเดิม แต่ไปในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่อยากทวงความยุติธรรมให้ผู้หญิงคนหนึ่งโดยไม่เกี่ยงวิธีการ ฉากบีบคั้นหัวใจที่สุดคือฉากที่จุงโฮกำลังยกค้อนขึ้นเตรียมฟาดหัวคนร้ายให้สาสมกับความผิดแม้ตัวเองอาจต้องมีความผิดข้อหาฆ่าคนตาย แต่นั่นก็คือการทวงคืนความยุติธรรมในแบบของปุถุชนคนหนึ่ง พอเพื่อนตำรวจมาห้ามไว้ทัน เขาจึงมองเห็นมีจินที่เหลือแต่หัวมีน้ำไหลออกมาจากดวงตาไร้แววด้วยความรู้สึกผิดที่แก้แค้นให้ไม่ได้

ส่วนตัวฆาตกรโรคจิต หนังทิ้งปมไว้สองทางว่าแรงจูงใจคืออะไร แต่ดูจะหนักไปทางศาสนามากกว่าเพราะค่อนข้างเน้นหลายฉาก แต่ที่สุดแล้วเราว่าไม่สำคัญเท่าไรนัก เพราะไม่ว่าจะฆ่าคนด้วยเหตุผลสูงส่งเช่นการคลั่งลัทธิศาสนา หรือจะฆ่าด้วยเหตุผลต่ำ ๆ อย่างจู๋ไม่แข็งเลยเครียด ที่สุดแล้วมันก็คือการกระทำของคนที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปแล้วนั่นเอง หรือก็คือปิศาจในคราบมนุษย์ที่ต้องการฆ่าคนโดยยกสารพัดเหตุผลมาบังหน้า

The Chaser จึงเป็นหนังที่น่าจะเป็นการพาผู้ชมเข้าไปไล่ล่าสำรวจแก่นกลางความเป็นมนุษย์ของตนเองว่าท่ามกลางความรักโลภโกรธหลงอย่างปุถุชนของเรา เราค้นพบความเป็นมนุษย์หรือเป็นปิศาจที่ไล่ล่าคนอื่นด้วยสารพัดข้ออ้างที่เรียกว่าเหตุผล ไม่ว่าเปลือกนอกเราจะเป็นคนเหี้ย ๆ อย่างไร แต่ถ้าแก่นกลางในใจเราพร้อมจะจับมือน้อย ๆ ไร้ที่พึ่งในคืนฝนพรำอย่างที่พระเอกทำในตอนจบ เราก็คงยังเป็นมนุษย์อยู่ แต่ถ้าเมื่อไรเราอยากจะตอกลิ่มใส่คนอื่น ไม่ว่าจะมีเหตุผลสูงส่งเพียงใดหรือแม้แต่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เราก็คงกลายเป็นปิศาจไปแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่านี่เป็นผลงานเรื่องยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ หรือถ้าเป็นผลงานเรื่องแรกจริง ผู้กำกับก็คงได้เรียนรู้มนุษย์มาไม่น้อยเลยจึงถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ออกมาได้เข้มข้นแบบนี้ทั้งที่ไม่ใช่หนังดราม่า แต่จะว่าเป็นผลงานเรื่องแรกก็น่าเชื่ออยู่เพราะมีบางจุดที่ดูจะบังเอิญและจงใจหลายส่วนเพื่อให้เรื่องกระชับและไปต่อได้เร็ว ๆ หรือเพิ่มความดราม่า อย่างจู่ ๆ สองตัวเอกก็ขับรถมาชนกันเลยไม่ต้องหาตัวละ นางเอกหลบมาอยู่ร้านสะดวกซื้อดันเจอเจ้าของร้านปากเปราะซวยอีกกู หรือลูกสาวนางเอกเดินหลงไปโดนใครฟาดหัวก็ไม่รู้ คงเพื่อให้พระเอกเซ็นรับเป็นลูกเพิ่มความดราม่าเข้าไปอีกหน่อยมั้ง (ฮา) แต่ชีวิตเราแม่งก็อาจจะมีแต่เรื่องบังเอิญแบบนี้เกิดขึ้นจริงก็ได้ ชีวิตถึงมีเรื่องราวให้เล่าได้

ส่วนเรื่องความเป็นทริลเลอร์ การมีภูมิหลังและแรงจูงใจของตัวละครไม่ชัดเจนนักไม่รู้ว่าจะเป็นข้อดีหรือข้อเสีย แต่ก็อย่างว่า ถ้ามีภูมิหลังและแรงจูงใจให้เห็นมากไป มันจะกลายเป็นตัวละครในหนังทริลเลอร์ฝรั่งซึ่งจบแล้วก็จบเลย ไม่ใช่มนุษย์จริง ๆ แบบที่เรายังติดค้างและขบคิดกับมันมาจนถึงวันนี้

๘ กันยายน ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

เงาภาพซิลลูเอตต์

ระเบียงห้องเช่าโกโรโกโสคือกรอบรูปบรรจุภาพแสงแรกเร้ารึงความคะนึงหา
ริ้วเมฆน้ำเงินอมม่วงหม่นสลับกับแสงเรื่อแดงดังเปลวเพลิงใกล้มอดดับ ฉาบทาด้วยหมอกมืดที่ค่อยจางลงจากแสงสีทองอุ่นเรืองที่ถักทอขึ้นมาจากขอบฟ้าอีกฟากฝั่ง
ขาดก็แต่เพียงใครคนหนึ่งยืนอยู่ที่ระเบียง มองกลับมาอย่างแสนรัก ซ่อนรอยยิ้มหวานเบาบางไว้ในเงาภาพซิลลูเอตต์สมบูรณ์แบบ
ฉันอาจไม่มีวันได้เห็นภาพนั้นด้วยสองตาเปื้อนรอยน้ำตาอุ่นชื้นรื้นจาง
แต่ฉันเชื่อหมดหัวใจว่า นั่นคือรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในโลกหม่นเศร้านี้


ก.ย. ๒๕๕๘