ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง
ขอบคุณที่ร่วมทางอย่างชิดใกล้
ขอบคุณทุกความหวังกำลังใจ
ฉันจึงยิ้มได้อีกครั้งครา
ขอบคุณความฝันเคยร่วมฝัน
ที่เธอปลุกปลอบฉันให้ฟันฝ่า
แม้เส้นทางที่เดินร่วมกันมา
เป็นเพียงเสี้ยวกาลเวลาก็ตามที
ความทรงจำระหว่างเราไม่มากนัก
น้อยเกินจะเรียกรักได้เต็มที่
ความรู้สึกลึกซึ้งถึงวันนี้
คงเพียงความรู้สึกดีที่มีกัน
หนทางจากนี้คือจากลา
น้ำตาอาจมีบ้างบนทางฝัน
แต่ทุกความทรงจำ, ความสัมพันธ์
ฉันไม่เคยเสียใจ-ไม่มีทาง
จากนี้เป็นพี่น้องหรือเพียงเพื่อน
อาจลืมเลือนกันไปเมื่อไกลห่าง
แต่ในความทรงจำสีจางจาง
คงมีเธออยู่เคียงข้างไม่ห่างไป
ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง
เธอเปลี่ยนคนอ้างว้างกลับยิ้มได้
จะยิ้มรับการจากลากับฟ้าไกล
ขอบคุณจากหัวใจ...จริงจริง
๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๗
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557
หนาว
หนาวเนื้อจึงห่มเนื้อให้หายหนาว
หนาวใจจึงห่มสาวให้ใจอุ่น
ความเหงาคือความหนาวร้าวทารุณ
ค่ำคืนเมื่อไกลคุณว้าวุ่นฤทัย
ดวงจันทร์ราวจะหมองสีทองหม่น
ดวงใจก็เกินทนเหมือนหม่นไหม้
ความหนาวเข้าแทรกเนื้อหนาวเหลือใจ
กอดใครก็ไม่อุ่นเหมือนคุณเลย
ขอกอดคุณได้ไหมในความฝัน
เบาเบาเท่านั้นนะใจเอ๋ย
จุมพิตแก้มก็กลัวช้ำเพียงชื่นเชย
แค่คิดฝันก็เกินเอ่ยเผยความนัย
ได้แต่นอนตัวสั่นในฝันเศร้า
หนาวเพราะเหงาจึงหนาวสั่นความหวั่นไหว
แค่คิดฝันจะกอดคุณพออุ่นใจ
คุณก็ไกลเกินไขว่คว้า, ช่างทารุณ
หนาวเนื้อจึงห่มเนื้อให้หายหนาว
หนาวใจจึงห่มสาวให้ใจอุ่น
ทั้งหนาวเนื้อและหนาวใจเมื่อไกลคุณ
หมอนข้างเคยนอนหนุนไม่อุ่นแล้ว
๒ ธ.ค. ๕๗
หนาวใจจึงห่มสาวให้ใจอุ่น
ความเหงาคือความหนาวร้าวทารุณ
ค่ำคืนเมื่อไกลคุณว้าวุ่นฤทัย
ดวงจันทร์ราวจะหมองสีทองหม่น
ดวงใจก็เกินทนเหมือนหม่นไหม้
ความหนาวเข้าแทรกเนื้อหนาวเหลือใจ
กอดใครก็ไม่อุ่นเหมือนคุณเลย
ขอกอดคุณได้ไหมในความฝัน
เบาเบาเท่านั้นนะใจเอ๋ย
จุมพิตแก้มก็กลัวช้ำเพียงชื่นเชย
แค่คิดฝันก็เกินเอ่ยเผยความนัย
ได้แต่นอนตัวสั่นในฝันเศร้า
หนาวเพราะเหงาจึงหนาวสั่นความหวั่นไหว
แค่คิดฝันจะกอดคุณพออุ่นใจ
คุณก็ไกลเกินไขว่คว้า, ช่างทารุณ
หนาวเนื้อจึงห่มเนื้อให้หายหนาว
หนาวใจจึงห่มสาวให้ใจอุ่น
ทั้งหนาวเนื้อและหนาวใจเมื่อไกลคุณ
หมอนข้างเคยนอนหนุนไม่อุ่นแล้ว
๒ ธ.ค. ๕๗
วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เผด็จการ
เผด็จการมักเกรี้ยวกราดด้วยความกลัว
เผด็จการมักร้อนตัวเพราะชั่วต่ำ
เผด็จการมักก่อการอาจหาญริยำ
เพราะหลงเชื่อว่ากุมกำอำนาจทมิฬ
เผด็จการย่อมกลัวการอันหาญกล้า
จึ่งปิดหูปิดตาประชาสิ้น
หวังเพียงผู้คนไม่ยลยิน
แต่ตัดลิ้นเสียงยิ่งดังยิ่งฟังชัด!
เผด็จการเชื่อเพียงแต่เสียงปืน
ฟังเสียงอื่นเหมือนบอดใบ้ฟังไม่ถนัด
เสียงปากคนปากกาแผ่วเหมือนลมพัด
เอาปืนยัดก็เงียบงำยอมจำนน
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง
แล้วลมไหวก็วุ่นวิ่งยิ่งเข้มข้น
ค่อยทบท่าวเป็นพายุปะทุพ้น
ในคลื่นความทุกข์ทนท่วมท้นใจ
เผด็จการ, คุณเกรี้ยวกราดเพราะคุณกลัว!
เพียงเสียงลมแว่วหวัวก็หวั่นไหว
สักวันลมจะโหมพัดเป็นวาตภัย
โถมเข้าใส่อำนาจคลั่งให้พังยับ!
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๗
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
จักรยานคนจน
ไม่มีป้ายแดงให้เธอนั่ง
มีแค่เบาะหลังชวนเจ็บก้น
ฉันเป็นนักเขียนจนจน
มีสองล้อและแรงคนพาเธอไป
๑๗ พ.ย. ๕๗
มีแค่เบาะหลังชวนเจ็บก้น
ฉันเป็นนักเขียนจนจน
มีสองล้อและแรงคนพาเธอไป
๑๗ พ.ย. ๕๗
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
รุ้ง
ฉันเห็นสายรุ้งในแสนแสบ
แวบวาบเผยร่างแล้วจางหาย
บัดเดี๋ยวน้ำเน่าฟุ้งฟองกระจาย
ก็คล้ายคล้ายรวงรุ้งจะเรืองรอง!
๑๓ พ.ย. ๕๗
แวบวาบเผยร่างแล้วจางหาย
บัดเดี๋ยวน้ำเน่าฟุ้งฟองกระจาย
ก็คล้ายคล้ายรวงรุ้งจะเรืองรอง!
๑๓ พ.ย. ๕๗
วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557
I post therefore I am
เขาก้มหน้ากดโทรศัพท์เอาเป็นเอาตาย
เพราะเขามีความหมายในมือถือ
เขากดปุ่มยกโป้งแทนปรบมือ
"ฉันโพสต์จึงมีอยู่*" คือปรัชญาชีวิต!
๒๑ ต.ค. ๕๗
__________
*"I post therefore I am" วาทะเลื่องชื่อของ Wooddy Chezzy นักปรัชญาชาว Hungry
เพราะเขามีความหมายในมือถือ
เขากดปุ่มยกโป้งแทนปรบมือ
"ฉันโพสต์จึงมีอยู่*" คือปรัชญาชีวิต!
๒๑ ต.ค. ๕๗
__________
*"I post therefore I am" วาทะเลื่องชื่อของ Wooddy Chezzy นักปรัชญาชาว Hungry
วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557
นัย / ตา (๒)
เวลาที่ผมสบตาคุณ รู้สึกเหมือนได้อ่านนวนิยายชั้นเยี่ยมเล่มหนึ่ง มันกว้างกว่าสุดขอบของความจริงกับความฝัน ลึกกว่าหัวใจมหาสมุทร บางครั้งอ่อนโยน บางคราวเหงาลึก บางขณะดึงดูดอย่างร้ายกาจประหนึ่งหลุมดำปริศนาที่ปรากฏขึ้นมาเพื่อกลืนกินทั้งจักรวาลจนพินาศย่อยยับ ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากเพ่งพิศและพร่ำอ่านความหมายในสายตาคุณไปจนกว่าจะถึงลมหายใจสุดท้าย
วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557
Dream / ฝัน
Hold fast to dreams
For if dreams die
Life is a broken-winged bird
That cannot fly.
Hold fast to dreams
For when dreams go
Life is a barren field
Frozen with snow.
เถิดกล้าคว้าฝัน
หากพลันฝันสลาย
ชีวิตย่อมคล้าย
วิหคไร้ปีกเหิน
ปล่อยฝันหลุดลอย
ปวดร้าวเหลือเกิน
ดุจปล่อยชีวิตเผชิญ
ทุ่งแล้งสะท้านหนาว
บทกวี: Langston Hughes
บทแปล: วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐/๑๐/๒๕๕๗
วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557
All You Need Is Kill / Edge of Tomorrow / มองผ่านสายตาผู้ชนะหรือผู้แพ้
(เปิดเผยเรื่องราวใน All You Need Is Kill และ Edge of Tomorrow)
ก่อนหน้าจะได้ชม Edge of Tomorrow ผมมีโอกาสได้อ่านการ์ตูน All You Need Is Kill ซึ่งทั้งสองเรื่องสร้างจากต้นฉบับดั้งเดิมคือ All You Need Is Kill ไลท์โนเวลชื่อดังของ Hiroshi Sakurazaka ได้ยินมาว่าการ์ตูนเขียนตามต้นฉบับนิยาย ส่วนภาพยนตร์นั้นดัดแปลงจากนิยายไปเยอะ เหลือแค่โครงเรื่องการตายแล้วย้อนมาเกิดใหม่ (รุ่นน้องคนหนึ่งบอกว่าฉบับฮอลลีวูดคือไซไฟตลก ๆ 555)
ด้วยความที่ชอบ All You Need Is Kill จึงคาดหวังกับภาพยนตร์พอสมควร แต่พอดูจบก็บ่นกระปอดกระแปดว่า ไรวะ แฮปปี้ฮอลลีวูดซะงั้น เลยพาตัวเองไปติดลูปดูซ้ำอีกรอบเพื่อหาเหตุผลว่า ทำไมต้องเล่าต่างกันแบบนี้ด้วย
พล็อตของ All You Need Is Kill / Edge of Tomorrow เล่าสั้น ๆ ก็คือสงครามระหว่างมนุษย์ชาติกับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวนามว่า มิมิค ซึ่งมีความสามารถในการย้อนเวลาเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบในสมรภูมิ และบังเอิญตัวเอกก็ได้รับความสามารถจากมิมิคให้ย้อนเวลาได้เมื่อตาย ตัวเอกจึงรบและตายซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกับค่อย ๆ พัฒนาความสามารถทางการรบของตนเองขึ้นมาจนกระทั่งเอาชนะสงครามได้ในที่สุด ฉบับการ์ตูนนั้นตัวเอกเอาชนะได้หนึ่งสมรภูมิ (พร้อมกับความสามารถที่จะชนะในทุกสงครามที่เหลือ) ส่วนฉบับภาพยนตร์นั้นพระเอกสังหาร Omega ซึ่งเป็น "ตัวแม่" ของพวกมิมิค ทำให้ชนะสงครามอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่าทั้งสองฉบับ ชัยชนะเป็นของมนุษยชาติ ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสองฉบับคือ ฉบับภาพยนตร์จบลงด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของวิลเลียม เคจ ส่วนฉบับการ์ตูนคือความหมองเศร้าของคิริยะ เคย์จิ ทั้งที่เป็นผู้พิชิตสงครามเหมือนกัน
ทำไมต้องแฮปปี้ฮอลลีวูด? ทำไมต้องทราจิดี้แจแปน?
ย้อนกลับไปที่โทนเรื่อง ฉบับการ์ตูนนั้นช่างซีเรียสเอาจริงเอาจัง ภาพโดนยิงไส้ทะลักเครื่องในเหวอะหวะน่าได้เรต 18+ ยิ่งนัก การตายแต่ละครั้งของพระเอกไม่ได้ตายทิ้งตายขว้าง แต่ตายเพราะลุยฝึกฝีมือการรบในสมรภูมิอย่างเอาจริงเอาจัง ขนาดว่าแม่ครัวสุดอึ๋มมาเชิญให้กินเจ้าหล่อนแทนข้าว พระเอกก็ยังเลือกไปฝึกการรบ เพื่อเป้าหมายพิชิตสงครามอย่างเดียว
เอาจริงเอาจังกับชีวิต ลุยเพื่อพิชิตเป้าหมายแบบแจแปนนีสสไตล์กันจริง ๆ
ขณะที่ฉบับภาพยนตร์ เมื่อมันเป็นฮอลลีวู้ดก็หนีไม่พ้นต้องมีสุขเศร้าเคล้าน้ำตาและเสียงฮาให้ครบรส เช่นว่าการตายแบบโง่ ๆ ของพระเอกเพื่อเรียกเสียงฮาในหลายฉาก มุกเห่ย ๆ ของตัวประกอบไว้ขัดโศก หรือฉากจำพวกชนชาวอเมริกันสามัคคีกันไว้เถิดจะเกิดผล จงยอมเสียสละตนเพื่อชาติตอนบุกไปยังลูฟว์ท้ายเรื่อง ก็มีอยู่ในภาพยนตร์ครบถ้วน
นี่ยังไม่รวมความซับซ้อนของวิธีการเล่าฉบับการ์ตูน (นิยาย) เนื่องด้วยมันมีพื้นที่ให้อธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากกว่า ขณะที่ภาพยนตร์เมนสตรีมแบบนี้ต้องพาไปด้วยเส้นเรื่องหลักเส้นเดียว จะพาวกเข้าซอยเดี๋ยวจะงงกันเปล่า ๆ (แค่นี้ก็ยังงงจนต้องวนลูปแล้ว) ไม่แปลกที่จะจบกันไปตามสไตล์ของแต่ละวิธีเล่า เล่าง่ายก็จบง่าย เล่าซับซ้อนก็ลุ่มลึกขึ้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่พาเรื่องไปสู่สุขนาฏกรรมหรือโศกนาฏกรรมคือ มันเล่าผ่านมุมมองของใคร
ชื่อเรื่อง All You Need Is Kill คล้ายกับจะตั้งมาเพื่อประชดประชันเนื้อเรื่อง เพราะที่จริงแล้วตัวเอกในเรื่องไม่มีใครมีความสุขกับการฆ่าฟัน แม้ว่าในช่วงแรกริต้า วราทัสกี้ มาเข้ากองทัพเพื่อต้องการแก้แค้น เมื่อเธอติดลูปก็เดินหน้าฆ่าไม่เลี้ยงเพื่อพิชิตสงครามจนดูเหมือนจักรกลที่มีไว้สังหารมิมิค ส่วนเคย์จิเมื่อถึงลูปที่พิชิตมิมิคด้วยขวานสงครามได้แล้ว เขาก็ขนานนามตัวเองว่าเป็นเครื่องจักรสังหารเช่นกัน แรกเริ่มเดิมทีทั้งคู่ต้องการเพียงการฆ่าฟันมิมิคเพื่อเอาตัวรอดจากสงครามเท่านั้น และลูปสงครามนับร้อยสองร้อยลูปที่วนเวียนไม่จบสิ้นก็แทบทำให้ความเป็นมนุษย์สูญสิ้น คงเหลือแต่กลไกสังหารที่ฝังแน่นในร่างกายเท่านั้น แต่เมื่อทั้งคู่ได้มาพบกันและใช้เวลาหนึ่งลูปไปกับเรื่องธรรมดา ๆ ร่วมกัน อย่างการกินข้าว การชงกาแฟ การพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ฯลฯ จึงได้เรียนรู้ว่าแท้จริงแล้ว ชีวิตธรรมดาที่ไร้สงครามนั้นมีคุณค่าเพียงใด
มนุษย์เป็นมนุษย์เพราะใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ มิใช่เครื่องจักรสังหาร
ทั้งสองยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้นเมื่อต้องพบกับความสูญเสียจากการพิชิตสมรภูมิแรกของตน ริต้าสูญเสียผู้บังคับบัญชาที่บังเอิญตายในลูปที่เธอพิชิตสงครามพอดี ส่วนเคย์จิสูญเสียริต้า วราทัสกี้ เพื่อให้หลุดจากลูปได้
ริต้าปลงตกด้วยคำว่า "ไม่มีสงครามครั้งไหนไม่มีคนตาย"
ส่วนเคย์จิแม้จะพิชิตสมรภูมิแรกของตนเองได้ และจะพิชิตสงครามได้แน่นอน กลับต้องสะเทือนใจเมื่อคิดว่า ชัยชนะของมนุษยชาติที่จะได้มาจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อคนรักคนเดียวที่อยากปกป้องอย่างริต้าตายแล้ว - ด้วยมือของเขาเอง
บทสรุปสุดท้ายของสงครามคือฉากการห้ำหั่นกันของสองยอดนักรบอย่างริต้าและเคย์จิในตอนท้ายเรื่องยิ่งน่าสะเทือนใจ เพราะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นจะที่รอดไปจากสมรภูมินี้
บางครั้งเพื่อชนะสงคราม เราอาจต้องฆ่าคนที่เรารัก
นั่นแหละคือความหมายของสงคราม มันโหดร้ายและปวดร้าวมากขนาดนั้น
All You Need Is Kill จึงเหมือนคำเย้ยหยันของผู้ที่จำต้องตกอยู่ในวังวนสงครามอันน่าชิงชัง ทั้งที่จริงแล้วมนุษย์นั้น All You Need Is (not) Kill, All You Need Is (not) War แต่ All You Need Is Live, All You Need Is Love.
นั่นคงเป็นมุมมองของคนในประเทศที่ต้องเผชิญสงครามภายในมานานหลายทศวรรษ แถมยังเคยพ่ายแพ้สงครามมาอย่างเจ็บปวด
ส่วน Edge of Tomorrow ที่สร้างจากประเทศที่มีคนเคยทิ้งคำคมว่า A man can be destroyed but not defeated. ก็แสดงปรัชญาข้อนี้อย่างชัดแจ้ง หลายต่อหลายครั้งที่วิลเลียม เคจ นายทหารผู้ไม่เอาไหนถอดใจว่า "เรามาไกลได้เท่านี้แหละ" บางครั้งถึงขนาดหนีทัพไปดื่มเบียร์อย่างระทดท้อ ทว่าถึงที่สุดแล้วเขาก็เริ่มใหม่ พยายามใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงขนาดไปได้ไกลจนเกือบเข้าถึง Omega (ในนิมิตปลอม) โดยไม่ต้องพึ่งพาริต้า วราทัสกี้ด้วยซ้ำ
สำหรับอเมริกาแล้ว ไม่มีสงครามครั้งไหนที่เอาชนะไม่ได้ เว้นแต่สงครามที่เรายังไม่พยายามให้มากพอ เว้นแต่สงครามที่เราถอนตัวไปก่อนจะรบชนะ
และเมื่อทำลาย Omega สำเร็จ เหตุการณ์รีเซ็ตกลับมาที่เดิม เพื่อนที่เขาผูกพัน และผู้หญิงคนสำคัญที่สุดยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เคจไม่จะหัวเราะในตอนจบ
ไม่มีความตาย (อันไร้ค่า) ไม่มีความเจ็บปวด (ที่ยากจะลืม) หากเราเป็นฝ่ายชนะสงคราม
ฉากสุดท้าย ภาพความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา จมลึกในบาดแผลจากสงครามของคิริยะ เคย์จิ จึงเป็นภาพที่ตัดกับความอบอุ่นและเสียงหัวเราะของวิลเลียม เคจ ทั้งที่ต่างคนต่างก็เป็นผู้ชนะสงครามมิมิค
ความหมายของสงครามใน All You Need Is Kill และ Edge of Tomorrow จึงแตกต่างกันตรงที่ว่าใครเป็นคนเล่าเรื่อง
๐๑/๑๐/๒๕๕๗.
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557
นัย / ตา
ดวงดาวสีนิลแก้ว
ประดับแล้วในดวงตา
ยามยิ้มเธอแย้มมา
หมื่นบุปผาล้วนหม่นหมอง
นวลผิวน้ำผึ้งป่า
ดุจผิวทาด้วยนวลทอง
ตาคมเพียงค้อนมอง
แม้เหล็กกล้าระเหิดหาย
คิ้วคางล้วนคมขำ
เพื่อเข่นฆ่าอาชาชาย
เพียงตาสบตาหมาย
ก็ตายตรอมพร้อมพลีฤทัย
แววตาคือจักรวาล
อันว่ายเวิ้งอยู่วามไว
เผลอมองต้องหลงไป
ใจหายลับชั่วกัปชั่วกัลป์
งามผาดหรืองามพิศ
ก็เพียบพร้อมเพียงภาพฝัน
หรือเธอคือกำนัล
จากพระอนงค์ผู้ทรงฤทธิ์
ดวงตาคือบุษปศร
อันร้อนผ่าวระด่าวจิต
ต้องศรก็ซ่านพิษ
อันติดตรึงซ่านซึ้งฤทัย
ดวงดาวสีนิลแก้ว
ประดับแล้วกลางดวงใจ
คร่ำครวญหวนอาลัย
ถึงกัลยานัยน์ตางาม
๒๖/๐๙/๒๕๕๗
ประดับแล้วในดวงตา
ยามยิ้มเธอแย้มมา
หมื่นบุปผาล้วนหม่นหมอง
นวลผิวน้ำผึ้งป่า
ดุจผิวทาด้วยนวลทอง
ตาคมเพียงค้อนมอง
แม้เหล็กกล้าระเหิดหาย
คิ้วคางล้วนคมขำ
เพื่อเข่นฆ่าอาชาชาย
เพียงตาสบตาหมาย
ก็ตายตรอมพร้อมพลีฤทัย
แววตาคือจักรวาล
อันว่ายเวิ้งอยู่วามไว
เผลอมองต้องหลงไป
ใจหายลับชั่วกัปชั่วกัลป์
งามผาดหรืองามพิศ
ก็เพียบพร้อมเพียงภาพฝัน
หรือเธอคือกำนัล
จากพระอนงค์ผู้ทรงฤทธิ์
ดวงตาคือบุษปศร
อันร้อนผ่าวระด่าวจิต
ต้องศรก็ซ่านพิษ
อันติดตรึงซ่านซึ้งฤทัย
ดวงดาวสีนิลแก้ว
ประดับแล้วกลางดวงใจ
คร่ำครวญหวนอาลัย
ถึงกัลยานัยน์ตางาม
๒๖/๐๙/๒๕๕๗
วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557
ทุนนิยมไม่เหี้ย
"ทุนนิยมไม่เหี้ยแม่งมีด้วยเหรอวะ" ผมขว้างเสียงตะโกนลงกลางความฉ่ำเยิ้มของวงน้ำเมา
"ตรงหน้ามึงนี่ไง ทุนนิยมรสโอชาบรรจุขวด" เพื่อนพูดพลางพยักพเยิดไปยังขวดจอห์นนี่ขี้เดิน ยิ้มกรีดกรายในดวงตาอย่างน่าลูบไล้ด้วยปลายตีน "ถ้าไม่มีทุนนิยม ไอ้ห่าจอห์นนี่จะเดินมาเหยียบส้นตีนที่ลิ้นมึงได้มั้ย"
"อย่าเลยเหล้าเหี้ย ๆ เนี่ย กูแดกเพราะเหล้านายทุนไทยมันระคายคอหรอก อยากแดกเหล้าเถื่อนแม่งก็ต้มเองไม่ได้ ผูกขาดกันชิบหาย ฟักแคปปิตอลลิสม์!" สบถพร้อมรินเมรัยเข้าปากล้างคำหยาบ "รุ่นพี่ที่กูไปทำงานด้วยบอกว่าทุนนิยมแม่งมีทั้งเหี้ยกับไม่เหี้ย แต่ถ้าเรารับเงินที่มันบอกว่าไม่เหี้ยจากนายทุนเหี้ย ๆ เพื่อมาทำเรื่องไม่เหี้ย ก็ถือว่าเราไม่ได้ทำเหี้ย แบบนี้มันใช่เหรอวะ"
"ไอ้ห่าอย่าปล่อยเหี้ยเยอะกูงง" มันหัวเราะ "เขาก็พูดถูกแล้วนี่ เงินไม่เหี้ยเสมอไปหรอกถ้ามึงเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์... อย่างซื้อเหล้าเลี้ยงกู"
"สันดานมึงนี่แม่ง รวยกว่ากูเสือกชอบกินฟรี" ผมกระซิบสบถเพราะกลัวเหล้ากระเด็นจากซอกฟัน "แม่งขูดรีดกำไรส่วนต่างจนพุงกาง แล้วเขี่ยเศษกระดูกมาทำซีเอสอาร์ลดภาษีชัด ๆ ทำไมรุ่นพี่กูต้องเห็นดีเห็นงามด้วยวะ"
"ถ้ามึงไม่รับเงินซีเอสอาร์ มึงจะได้มานั่งแดกเหล้าปรับทุกข์กับกูที่อาร์ซีเอนี่มั้ย ไอ้ห่ามึงอย่าไปเชื่อมาร์กซ์มาก ถ้ามาร์กซ์แม่งไม่ได้เงินทุนสนับสนุนจากเองเกลส์มันจะเขียนหนังสือด่าทุนจบมั้ยวะ" มันกระดกแก้วเหล้า ก่อนผมจะสะกิดเตือนมันเบา ๆ จนหน้าคว่ำเพราะมันยกผิดแก้ว "มึงยังหนุ่มก็ซ้ายแบบนี้ล่ะวะ เดี๋ยวแก่ไปมึงก็คงเข้าใจพี่แก ขงเบ้งยังเคยกล่าวไว้ หนุ่มสาวไม่เป็นซ้ายคือไร้หัวใจ คนแก่ยังเป็นซ้ายคือไร้สมอง"
"ขงเบ้งห่าไรวะ สมงสมองมึงนี่ไปกับน้ำเมาหมดแล้วสัตว์" ผมกลืนคำเผ็ดฉุนลงไปพร้อมกับน้ำสีอำพันที่เพื่อนชงให้ใหม่ ระยำ! เหล้าห่านี่จืดอย่างกับน้ำจุ่มส้นตีน
๑๗/๐๙/๕๗
"ตรงหน้ามึงนี่ไง ทุนนิยมรสโอชาบรรจุขวด" เพื่อนพูดพลางพยักพเยิดไปยังขวดจอห์นนี่ขี้เดิน ยิ้มกรีดกรายในดวงตาอย่างน่าลูบไล้ด้วยปลายตีน "ถ้าไม่มีทุนนิยม ไอ้ห่าจอห์นนี่จะเดินมาเหยียบส้นตีนที่ลิ้นมึงได้มั้ย"
"อย่าเลยเหล้าเหี้ย ๆ เนี่ย กูแดกเพราะเหล้านายทุนไทยมันระคายคอหรอก อยากแดกเหล้าเถื่อนแม่งก็ต้มเองไม่ได้ ผูกขาดกันชิบหาย ฟักแคปปิตอลลิสม์!" สบถพร้อมรินเมรัยเข้าปากล้างคำหยาบ "รุ่นพี่ที่กูไปทำงานด้วยบอกว่าทุนนิยมแม่งมีทั้งเหี้ยกับไม่เหี้ย แต่ถ้าเรารับเงินที่มันบอกว่าไม่เหี้ยจากนายทุนเหี้ย ๆ เพื่อมาทำเรื่องไม่เหี้ย ก็ถือว่าเราไม่ได้ทำเหี้ย แบบนี้มันใช่เหรอวะ"
"ไอ้ห่าอย่าปล่อยเหี้ยเยอะกูงง" มันหัวเราะ "เขาก็พูดถูกแล้วนี่ เงินไม่เหี้ยเสมอไปหรอกถ้ามึงเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์... อย่างซื้อเหล้าเลี้ยงกู"
"สันดานมึงนี่แม่ง รวยกว่ากูเสือกชอบกินฟรี" ผมกระซิบสบถเพราะกลัวเหล้ากระเด็นจากซอกฟัน "แม่งขูดรีดกำไรส่วนต่างจนพุงกาง แล้วเขี่ยเศษกระดูกมาทำซีเอสอาร์ลดภาษีชัด ๆ ทำไมรุ่นพี่กูต้องเห็นดีเห็นงามด้วยวะ"
"ถ้ามึงไม่รับเงินซีเอสอาร์ มึงจะได้มานั่งแดกเหล้าปรับทุกข์กับกูที่อาร์ซีเอนี่มั้ย ไอ้ห่ามึงอย่าไปเชื่อมาร์กซ์มาก ถ้ามาร์กซ์แม่งไม่ได้เงินทุนสนับสนุนจากเองเกลส์มันจะเขียนหนังสือด่าทุนจบมั้ยวะ" มันกระดกแก้วเหล้า ก่อนผมจะสะกิดเตือนมันเบา ๆ จนหน้าคว่ำเพราะมันยกผิดแก้ว "มึงยังหนุ่มก็ซ้ายแบบนี้ล่ะวะ เดี๋ยวแก่ไปมึงก็คงเข้าใจพี่แก ขงเบ้งยังเคยกล่าวไว้ หนุ่มสาวไม่เป็นซ้ายคือไร้หัวใจ คนแก่ยังเป็นซ้ายคือไร้สมอง"
"ขงเบ้งห่าไรวะ สมงสมองมึงนี่ไปกับน้ำเมาหมดแล้วสัตว์" ผมกลืนคำเผ็ดฉุนลงไปพร้อมกับน้ำสีอำพันที่เพื่อนชงให้ใหม่ ระยำ! เหล้าห่านี่จืดอย่างกับน้ำจุ่มส้นตีน
๑๗/๐๙/๕๗
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557
วงปี
วงปีที่ระยับสลับลาย
คือหนึ่งความหมายการเติบใหญ่
หนึ่งปีที่หยั่งรากระบัดใบ
คือหนึ่งวงฝังไว้เป็นลายลักษณ์
วงปีคือขวบปีที่เติบโต
ถ่อมตนมิอวดโอ้อยู่แน่นหนัก
วันเดือนเคลื่อนผ่านมิเคยพัก
เคลื่อนผ่านการรู้จักตระหนักตน
หนึ่งวงปีย่อมเดือนปีที่ผันผ่าน
อีกหนึ่งวงคือตำนานการเริ่มต้น
แต่ละวันแต่ละเดือนค่อยเคลื่อนพ้น
ค่อยสร้างรากฐานจนเต็มต้นใบ
วงปีคือตำนานการต่อสู้
จึงรับรู้กว่าจะเห็นเป็นไม้ใหญ่
แต่ละวงคือตำนานบันดาลใจ
ฤๅมีการต่อสู้ใดไร้ร่องรอย?
ชีวิตคนไร้ค่าอย่างอากาศ
พริบตาอสุภธาตุก็เสื่อมถอย
กี่ปีเดือนเคลื่อนไปไม่ถึงร้อย
หรือรอคอยดินกลบร่างอยู่อย่างนั้น?
พฤกษชาติเมื่อโค่นลง, เหลือวงปี
ร่องรอยที่หนึ่งชีวิตได้คิดฝัน
ชีวิตคนวนเวียนวันต่อวัน
เราสร้างสรรค์สิ่งใดไว้ในชีวิต!
๙ กันยายน ๒๕๕๗
วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557
ฟ้า (๓)
ขอบฟ้าเหมือนว่าใกล้
แท้อยู่ไกลเกินคิดฝัน
เหมือนใครอยู่ใกล้กัน
แต่สัมพันธ์ห่างโพ้นฟ้า
ใช้ใจสัมผัสใจ
ก็รู้ได้เราด้อยค่า
เพียงตาสัมผัสตา
ก็รู้ว่าเกินเอื้อมถึง
แต่รักก็คือรัก
แม้หักห้ามความคำนึง
หัวใจกลับดื้อดึง
จึงเพ้อคลั่งดังฝันไป
รักคนอยู่บนฟ้า
แต่ด้อยค่าเกินคว้าไหว
เตือนใจให้เจียมใจ
อย่าไขว่คว้าฟ้าอีกเลย
๒๘ ส.ค. ๕๗
แท้อยู่ไกลเกินคิดฝัน
เหมือนใครอยู่ใกล้กัน
แต่สัมพันธ์ห่างโพ้นฟ้า
ใช้ใจสัมผัสใจ
ก็รู้ได้เราด้อยค่า
เพียงตาสัมผัสตา
ก็รู้ว่าเกินเอื้อมถึง
แต่รักก็คือรัก
แม้หักห้ามความคำนึง
หัวใจกลับดื้อดึง
จึงเพ้อคลั่งดังฝันไป
รักคนอยู่บนฟ้า
แต่ด้อยค่าเกินคว้าไหว
เตือนใจให้เจียมใจ
อย่าไขว่คว้าฟ้าอีกเลย
๒๘ ส.ค. ๕๗
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




