1. Man vs Game กับสามหนุ่มกลุ่มสุดท้าย
ข้าพเจ้าปิดฉากชีวิตนิสิตปริญญาโทด้วยอมตะวจีอย่าง "วินนิ่งไหมสาด" และรบราฆ่าฟันกันอย่างนักรบแห่งพันธสัญญาในโลกสมมติในนามสามหนุ่มกลุ่มสุดท้ายจนถึงเช้า ก่อนจะเอาชุดตามวิทยฐานะมาสวมทับสังขารอันอิดโรยแล้วก้าวเดินไปสู่พิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร
สามหนุ่มกลุ่มสุดท้าย หมายความถึงสามหนุ่มผู้ว่างเว้นจากการถือครองกรรมสิทธิ์ชีวิตของงานประจำ ซึ่งนับเป็นกลุ่มสุดท้ายของเพื่อน ๆ สมัยมัธยมที่ได้งานได้การ รวมถึงเป็นฝั่งเป็นฝากันไปสิ้นแล้ว
ว่ากันตามวุฒิการศึกษา ข้าพเจ้าอาจจะมิปริญญาหลายใบกว่าพวกเขาทั้งสอง แต่เมื่อถอดเปลือกลวงหลอกทั้งหลายออกไป เราทั้งสามคนก็ยังเหมือนกันตรงที่คำว่าชีวิตมั่นคงตามความหมายของพจนานุกรมฉบับทุนนิยมยังปฏิเสธเราอยู่ เฉกเช่นเดียวกับความเท่าเทียมกันต่อหน้าปุ่มกดสิบสี่ปุ่มบนจอยขนาดเหมาะมือ
Man vs Game อันที่จริงเป็นฉายาซึ่งยินดีและเต็มใจจะมอบให้แก่เพื่อนผู้กระทำวีรกรรมกล้าหาญและยิ่งใหญ่เช่นว่าเผลอหลับไปทั้งที่มือกำจอยเกมเอาไว้ หรือการตะลุยเคลียร์เกมติดต่อกันสองวันสองคืนไม่หลับไม่นอน แต่เมื่อนับมาถึงเวลานี้ ข้าพเจ้าพบว่าตนเองก็ไม่ต่างจากฉายาดังกล่าวนัก
ข้าพเจ้ายังเป็นแมนวีเอสเกม พาตัวเองเข้าไปสู่การแข่งขันมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตและทุ่มเทกับมันสุดหัวจิตหัวใจเพียงเพื่อจะพบว่าชัยชนะนั้นแสนจะกลวงเปล่า ข้าพเจ้าอาจตะโกนดีใจที่ส่งลูกเข้าไปตุงตาข่ายฝ่ายตรงข้ามได้ หรือการพลิกกลับมาคว้าชัยชนะในตอนท้าย แต่เมื่อปิดเครื่อง ทุกอย่างก็รีเซ็ตกลับที่เดิม
ข้าพเจ้าพยายามพิสูจน์ตัวเองว่ากูก็เขียนหนังสือเป็นเพื่อลบคำปรามาสของนักเขียนแล้งน้ำใจบางคน โดยการพางานเขียนของตัวเองลงสู่สนามประกวดต่าง ๆ วันที่ประกาศผลรางวัลซึ่งมีชื่อข้าพเจ้าติดโผอยู่ ข้าพเจ้าอาจรู้สึกพองโต แต่เมื่อกลับมาที่บ้าน นอนหลับไปสักคืน เพียงตื่นขึ้นมา ทุกอย่างก็รีเซ็ตกลับไปที่จุดเดิม
ถ้วยรางวัลถูกเก็บไว้ในมุมอับ ๆ ของห้อง และถ้าไม่ปัดฝุ่นเสียบ้าง หยากไย่ก็จะมาจับจองพื้นที่ หนังสือซึ่งตีพิมพ์ผลงานของข้าพเจ้า ถูกกองรวม ๆ อยู่กับหนังสือพิมพ์ที่รอวันชั่งกิโลขาย
ทุกอย่างที่ข้าพเจ้าทุ่มเทด้วยจิตวิญญาณ สุดท้ายในสายตาของคนที่ไม่เข้าใจก็ไม่ต่างจากเกมสนุก ๆ สักเกมหนึ่ง ที่เมื่อถึงวันหนึ่งเครื่องเกมจะปิดลง และทุกอย่างรีเซ็ตกลับมาสู่โลกความจริง
โลกความจริงซึ่งข้าพเจ้านั้นอ่อนแอและกำลังจะแพ้พ่ายโดยไม่มีทางสู้
และไม่มีเปลือกหอยชื่อว่า "กำลังเรียนต่อ" มาห่อหุ้มตัวตนอันเปราะบางอีกต่อไป
อาจจะมีบางวินาทีที่ข้าพเจ้าคิดว่าพรุ่งนี้คือชัยชนะแท้จริง แต่การสวมบทแมนวีเอสเกมในคืนนี้ทำให้ข้าพเจ้าแน่ใจว่า พรุ่งนี้ก็เป็นอีกวันที่ชัยชนะของข้าพเจ้าจะหายไปเมื่อปิดเครื่องเกม ข้ามพ้นเส้นแบ่งของความฝัน และพบคำว่าชีวิตจริงยืนรอขย้ำเหยื่ออยู่ตรงหน้า นั่นคือการรีเซ็ตตัวเองกลับสู่สถานะความล้มเหลวที่มิอาจเบือนหน้าหนี
ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ เป็นกองหน้าที่ข้าพเจ้าเลือกลงสนามบ่อยที่สุดในการเล่นวินนิ่ง "เฮียช้า" อาจจะขาดความเร็ว แต่มีความคม มีลูกพลิกแพลงบ่อย ๆ ทำประตูได้ทั้งการเตะและโหม่ง ขอแค่บอลกระเด็นมาถึงก็เกือบจะแน่ใจว่าใส่สกอร์ได้ชัวร์
แต่ในชีวิตจริง "เบิร์บ" เป็นกองหน้าที่แทบจะไม่ได้ลงสนาม และกำลังจะถูกขายทิ้งอย่างไม่ต้องการความเข้าใจใด ๆ ทั้งสิ้น
ชีวิตจริงก็โหดร้ายเช่นนี้หรือมิใช่?
2. ความคาดหวังสีชมพู
ด้วยความที่ข้าพเจ้าเผชิญกับพิษของรถติดมามากพอ จึงเลือกที่จะเดินทางออกมาจากที่พักตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ผลก็คือข้าพเจ้าต้องมาเดินแกร่วในจุฬาฯ ตั้งแต่ตีห้า
ข้าพเจ้าคิดว่าที่นี่คือมหาวิทยาลัยแห่งความเร่งร้อน ข้าพเจ้านิยามเอาตามความรู้สึกเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับศิลปากรและรามคำแหง ที่ศิลปากรนั้นเวลาดูเหมือนจะเดินช้ากว่าปกติ ข้าพเจ้ามีเวลาทำอะไรตั้งมากมายเมื่อเรียนที่นั่น ส่วนรามคำแหงนั้นอยู่ใกล้ที่พักของข้าพเจ้ามากเสียจนรู้สึกว่าเป็นบ้านหลังที่สอง และกาลเวลาในรามคำแหงนั้นคือกาลเวลาปกติที่เดินไปตามวิถีทางของมัน ส่วนที่จุฬาฯ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะดูรีบร้อน ข้าพเจ้าไม่มีเวลามองดูใบไม้พลิกไหวอย่างเอื่อยเฉื่อยเหมือนตอนอยู่ศิลปากร หรือนั่งลงริมสระน้ำแล้วเขียนบทกวีสักชิ้นเหมือนตอนอยู่รามคำแหง เหมือนว่าทุกคนกำลังรีบเดินไปที่ไหนสักแห่ง แล้วข้าพเจ้าต้องเดินตามให้ทัน ทั้งที่นาฬิกาก็เดินไปตามปกติเหมือนกันทุกที่
แต่เช้ามืดวันนี้ จุฬาฯ ดูเงียบสงบ และกระแสเวลาเดินอย่างเชื่องช้าไม่ต่างจากที่ศิลปากร
ดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของความรู้สึกและความคาดหวัง
เช่นเดียวกับชุดครุยที่ข้าพเจ้ากำลังสวม และคำพูดทิ้งท้ายของเพื่อนก่อนจากมา
"ถ้ามึงจบปริญญาโทที่จุฬาฯ แล้วได้ทำงานที่เงินเดือนน้อยกว่าสามหมื่น มึงก็ควรพิจารณาตัวเองได้แล้วล่ะ" พูดพลางกดปุ่มจ่ายบอลทะลุช่องให้นักเตะบัลลงดอร์สามสมัยส่งบอลเข้าตาข่าย ทำเอาข้าพเจ้าสะอึกเพราะนี่มันช่วงทดเวลาบาดเจ็บ และข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะเอาตรรกะชุดไหนมาแก้ต่างตรรกะชุดนี้ของเพื่อน
มันคนละสายคนละลักษณะงาน-สถาบันไม่ได้เกี่ยวกับเงินเดือน-กูอาจจะอยากไปทำงานใกล้บ้านเพราะเกลียดรถติด-ฯลฯ
ข้าพเจ้าพบว่ามันยากเหลือเกินที่จะอธิบายให้ชัดเจนทั้งหมดในยุคที่วาทกรรมซับซ้อนถูกย่อยให้ง่ายที่สุด เช่นว่าเหลืองคือสาวกลิ้ม แดงคือบูชาทักษิณ เศรษฐกิจพอเพียงคือไถนาอยู่กับบ้าน กองทุนหมู่บ้านคือกองทุนหลอกคนโง่ให้เป็นหนี้
ข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะเงียบไปเพื่อตั้งสมาธิให้ "เฮียช้า" โหม่งประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษ
ข้าพเจ้ารู้ดีว่าวันนี้จะต้องเผชิญกับสายตาแบบไหนจากญาติ ๆ แน่นอนว่ามันต้องเป็นสายตาชื่นชมยินดีและคาดหวังไว้สูงลิ่วไม่ต่างจากเพื่อนข้าพเจ้า นึกเล่น ๆ ว่าหากชุดครุยในวันนี้เป็นชุดของรามคำแหง สายตานั้นจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด
สำหรับข้าพเจ้าแล้วไม่เคยคิดว่าเรียนที่ไหนแล้วจะสูงกว่าใคร เพราะข้าพเจ้าเป็นคนตัวเตี้ยประการหนึ่ง และการเรียนก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลแต่ละโอกาส ข้าพเจ้าเรียนศิลปากรเพราะเอ็นท์ติดที่นั่นแบบฉิวเฉียด ข้าพเจ้าเรียนรามเพราะนึกสนุกอยากเรียน ไม่คิดจะเรียนให้จบแต่แรกด้วยซ้ำ ส่วนการต่อโทที่จุฬาฯ เป็นเพราะที่นี่เรียนแบบแยกสายภาษา-วรรณคดีชัดเจน ส่วนที่ศิลปากรเรียนรวมกันหมด ข้าพเจ้าประเมินความสามารถตนเองแล้วว่าคงจะเรียนวิชาภาษาศาสตร์สูงกว่าปริญญาตรีไม่ได้เพราะข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่าเสียงที่ปุ่มเหงือกมีเสียงอะไรบ้าง หากเรียนโทต่อที่ศิลปากรข้าพเจ้าต้องถูกรีไทร์แน่นอน
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกขึ้นอยู่กับบุคคล โอกาส ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ และตัวแปรอื่น ๆ อีกมากมาย โลกนี้ไม่ได้มีคำอธิบายเป็นวาทกรรมที่ง่ายดายชั้นเดียวเหมือนที่หลายคนชอบคิด
แน่นอนว่าศักดิ์ศรีแห่งชุดครุยที่ข้าพเจ้าแบกไว้นั้นมีอยู่ แต่ความหมายแห่งศักดิ์ศรีนั้นมีคำตอบสำเร็จรูปเพียงคำตอบเดียวกระนั้นหรือ
ข้าพเจ้ายักไหล่ อย่างไรเสียคำตอบสำเร็จรูปก็เป็นสิ่งที่ง่ายและนิยมมากที่สุด ไม่เช่นนั้นมาม่าคงจะไม่จะขายดีเช่นนี้
จู่ ๆ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าชุดครุยบางเบาที่หลายคนตั้งนิคเนมให้ว่า "มุ้ง" หนักอึ้งจนเกินกว่าร่างเล็ก ๆ นี้จะแบกไหว
3. เรียนรู้เพื่อที่จะไม่รู้
ข้าพเจ้าชอบปกปริญญาบัตรสีขาว เพราะมันดูไม่เหมือนปกปริญญาบัตรดีพิกล เมื่อกลับมายังที่นั่ง ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่าได้รับมาถูกชื่อหรือเปล่า จึงแอบแง้มดูชื่อเล็กน้อย ข้อความแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือ มีศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาบัตรนี้ทุกประการ
ข้าพเจ้าหลับตา พยายามนึกถึงความรู้ความสามารถของตนเองที่คู่ควรกับศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญามหาบัณฑิต สาขาวรรณคดีไทย แล้วความไม่แน่ใจก็เริ่มก่อตัว
หลายวันมานี้ข้าพเจ้าคิดหนักเกี่ยวแก่เรื่องการไปทำงานเป็นครูระดับมัธยมศึกษา ข้าพเจ้าพยายามนึกภาพตนเองยืนอยู่หน้าห้อง พูดถึงเนื้อหาวิชาภาษาไทย แล้วข้าพเจ้าก็นึกไม่ออกว่าตนเองจะพูดเรื่องอะไรได้ วรรณคดีสมัยสุโขทัยที่ไม่ได้เขียนขึ้นสมัยสุโขทัย? โองการแช่งน้ำซึ่งนักวรรณคดีเสนอว่าควรต้องอ่านด้วยกลบทชนิดหนึ่ง แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย? วรรณคดีท้องถิ่นซึ่งไม่ได้อยู่ในแบบเรียนมัธยม?
และนับตั้งแต่ พ.ศ. นี้ ความเรียงจำนวนหนึ่งของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล จะได้รับการจัดให้อยู่ใน genre นิราศ อ้างอิงจากการค้นคว้าอย่างหนักของเพื่อนร่วมรุ่นของข้าพเจ้า---ธนาคาร จันทิมา
ข้าพเจ้าจะอธิบายเด็กที่ถามข้าพเจ้าว่า "ครูครับ นิราศมันต้องเป็นกลอนไม่ใช่เหรอครับ" ได้อย่างไร
ข้าพเจ้าจะอธิบายความจริง ความไม่จริง ความซับซ้อน และเส้นแบ่งอันพร่าเลือนของวรรณคดีไทยออกมาเป็นข้อสอบปรนัยซึ่งใช้คัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ในเมื่อแท้จริงแล้วความรู้ไม่เคยหยุดนิ่งมากพอจะเหลือแค่สี่ตัวเลือก
แม้แต่คำจำกัดความของคำว่า "ชาดก" ซึ่งเป็นหัวใจของวิทยานิพนธ์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังอธิบายให้ชัดเจนไม่ถูกว่าแท้จริงแล้วคืออะไร สำหรับคำจำกัดความสองสามบรรทัดที่เขียนไว้ในข้อตกลงเบื้องต้น ก็ใช้อธิบายได้เฉพาะในจักรวาล 184 หน้าในวิทยานิพนธ์ของข้าพเจ้าเท่านั้น
ยิ่งข้าพเจ้าเรียนลึกลงไป ข้าพเจ้ายิ่งพบว่าตนเองเต็มไปด้วยความไม่รู้
เป็นเพราะโลกหลังสมัยใหม่ที่พยายามจะสลายเส้นแบ่งพรมแดนความรู้ทั้งหมด กระทั่งเส้นแบ่งของความจริง-ลวง หรือเป็นเพราะการช่วงชิงอำนาจของพื้นที่ความรู้ที่แอบซ่อนอุดมการณ์บางอย่างเอาไว้ จึงทำให้สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้นั้นเต็มไปด้วยข้อกังขามากจนเกินกว่าจะเอาไปถ่ายทอดต่อให้ใครเชื่อได้
หรือที่จริงการเรียนรู้ทั้งหมดเป็นไปเพื่อพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วเราไม่รู้ ดังเช่นอมตะวจีของโสเครตีสที่ดูยียวนแต่จริงแท้ว่า "all I know is that I know nothing"
นับจากนาทีที่คิดจบ และคาดว่าอีกหลายนาที หลายชั่วโมง หลายวันหลายปีต่อจากนี้ ข้าพเจ้าแน่ใจว่าข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่รู้
ปิดปกปริญญา ข้าพเจ้าไม่สนใจแล้วว่าในใบปริญญาจะเป็นชื่อใคร คงจะมีสักวันที่ข้าพเจ้าอยากรู้ว่าใบปริญญามหาบัณฑิตใบนี้แท้จริงเป็นชื่อข้าพเจ้าจริงหรือไม่
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๕
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
จดหมายถึงหญิงสาวจากทิศตะวันตก ฉบับที่ 2
เธอกล่าวว่าความรักของฉันเหมือนเพลิงที่กำลังผลาญตน
เช่นนั้นขอให้มันลุกไหม้จนไม่เหลือเศษซาก
ซึ่งมันน่าอับอายเกินทนหากฉันจะหลงเหลือชิ้นส่วนที่ไม่รักเธอทิ้งไว้บนโลกใบนี้
เถิดเธอจงรู้ว่าทุกสรรพางค์ของฉันคือเชื้อเพลิงของความรักที่มีต่อเธอ
และมันพร้อมจะมอดไหม้เป็นผงธุลี
เพื่อสังเวยแก่วินาทีที่เปลวเพลิงแห่งรักจักโชติช่วงชัชวาลที่สุด
แม้ว่าในวินาทีนั้น
เธอกำลังแลกจุมพิตกับชายอื่นอย่างดูดดื่มก็ตามที
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
เช่นนั้นขอให้มันลุกไหม้จนไม่เหลือเศษซาก
ซึ่งมันน่าอับอายเกินทนหากฉันจะหลงเหลือชิ้นส่วนที่ไม่รักเธอทิ้งไว้บนโลกใบนี้
เถิดเธอจงรู้ว่าทุกสรรพางค์ของฉันคือเชื้อเพลิงของความรักที่มีต่อเธอ
และมันพร้อมจะมอดไหม้เป็นผงธุลี
เพื่อสังเวยแก่วินาทีที่เปลวเพลิงแห่งรักจักโชติช่วงชัชวาลที่สุด
แม้ว่าในวินาทีนั้น
เธอกำลังแลกจุมพิตกับชายอื่นอย่างดูดดื่มก็ตามที
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
จดหมายถึงหญิงสาวจากทิศตะวันตก ฉบับที่ 1
กล่าวกันว่ามนุษย์คือการพลัดหลงกันของจิตวิญญาณ
ซึ่งต้องแสวงหาการเติมเต็มอันสิ้นหวัง
ฉันพบเธอในวันที่นาฬิกาเดินเร็วไปสิบห้านาที
สองมือที่ควรจะสัมผัสจึงพลัดหลง
อันที่จริงการหมุนฟันเฟืองนาฬิกากลับทิศเป็นเรื่องต้องห้าม
เพราะอาจทำให้กลไกของนาฬิกามีอายุการใช้งานสั้นลง
แต่หากฉันรู้ว่าสิบห้านาทีที่เคยคลาดเคลื่อน
จะทำให้ทุกเสี้ยววินาทีของฉันต้องทุกข์ทน
และกลวงเปล่าเกินจะถมเต็มด้วยทุกสิ่ง
ฉันจะหมุนฟันเฟืองนาฬิกาชีวิตทวนทิศครั้งแล้วครั้งเล่า
แม้ต้องเสี่ยงต่อการล่มสลายของจิตวิญญาณ
แต่ก็คุ้มเหลือเกินเมื่อแลกกับการได้สบตาเธอ
แม้เพียงวินาทีเดียว
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
ซึ่งต้องแสวงหาการเติมเต็มอันสิ้นหวัง
ฉันพบเธอในวันที่นาฬิกาเดินเร็วไปสิบห้านาที
สองมือที่ควรจะสัมผัสจึงพลัดหลง
อันที่จริงการหมุนฟันเฟืองนาฬิกากลับทิศเป็นเรื่องต้องห้าม
เพราะอาจทำให้กลไกของนาฬิกามีอายุการใช้งานสั้นลง
แต่หากฉันรู้ว่าสิบห้านาทีที่เคยคลาดเคลื่อน
จะทำให้ทุกเสี้ยววินาทีของฉันต้องทุกข์ทน
และกลวงเปล่าเกินจะถมเต็มด้วยทุกสิ่ง
ฉันจะหมุนฟันเฟืองนาฬิกาชีวิตทวนทิศครั้งแล้วครั้งเล่า
แม้ต้องเสี่ยงต่อการล่มสลายของจิตวิญญาณ
แต่ก็คุ้มเหลือเกินเมื่อแลกกับการได้สบตาเธอ
แม้เพียงวินาทีเดียว
๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ความเสียใจ (3)
บางทีเขาอาจจะรู้ชัดอยู่แล้วว่า ความร้าวรานอันเป็นแผลเหวอะหวะในใจของเขามีเพียงสาเหตุเดียวคือคำเลิกราของเธอที่ได้ยินทุกเช้าค่ำ เพียงแต่เขากล้าหาญน้อยเกินกว่าจะยอมรับ
เปล่าหรอก, เธอมิได้โทรศัพท์มาเพื่อตอกย้ำคำว่า เลิกกันเถอะ ให้เขาได้ยินอีกครั้ง ทุกวินาทีของเธอมีค่ามากเกินกว่าจะเสียให้แก่คนอย่างเขาซ้ำสอง เพียงแต่คำนั้นมันดังก้องในหูซ้ำเล่า วนเวียนเป็นพิษร้ายในกระแสเลือด หัวใจเต้นแผ่วลงทุกนาทีแต่ไม่เคยหยุด ทั้งที่เขาปรารถนามากกว่าสิ่งใด ฟ้าครามที่ใครคนอื่นมองเห็นทุกเช้ากลับเป็นสีมืดดำสำหรับเขาเพียงคนเดียว
หายใจ เขาบอกตัวเอง หายใจลึก ๆ หลังจากที่เคยบอกและบังคับตัวเองให้เลิกหายใจ แต่เมื่อถึงที่สุดร่างกายก็ไม่ยอมรับคำสั่ง ตอนนี้เขาจำต้องหายใจ เพื่อหาวิธีอย่างอื่นที่จะหยุดหายใจ
คว้าก ดังขึ้นเหมือนฉีกกระดาษ ตามด้วยเสียงงันในความมืด เขาสะบัดคัตเตอร์เข้าที่แขนซ้าย แต่อาจไม่ลึกพอ จึงไม่รู้สึกถึงเลือดสักหยด หรือเป็นหัวใจส่วนลึกของเขาเองที่ขลาดเกินกว่าจะลงน้ำหนักที่ใบมีดขึ้นสนิมนั้น บัดซบ! ทั้งที่เมื่อก่อนเขาร่านแร่แส่เสือกหัวใจตัวเองเข้าไปพุ่งชนคมมีดอาบพิษโดยไม่คิดชีวิต แต่พอมีเหตุผลสำคัญมากพอที่จะเลิกหายใจกลับรักตัวกลัวตาย!
ความเจ็บปวดค่อยระบัดใบ ไหลออกมาเป็นน้ำกรดกร่อนใจร้อนผ่าว
น้ำตาลูกผู้ชาย นับไม่ได้ว่ากี่ครั้งที่เผลอหลั่ง หากมันมีค่าเหมือนเพชร หรือแม้แต่เศษเหรียญสตางค์แดง ป่านนี้เขาก็คงร่ำรวยไร้ใครเทียม แต่เมื่อมันลากเอาความอ่อนแอและการคร่ำครวญของคนขี้แพ้ออกมาประจานเขาจนหมดรูป มันก็ไร้ค่าเกินกว่าจะกล่าวถึง
ฉันไม่สนเธอหรอก เธอมันน่าเบื่อ น่ารำคาญ เธอเข้ามาจุ้นจ้านกับชีวิตฉันไปเสียทุกเรื่อง การเลิกกับเธอคือสวรรค์นิรันดร์ เขาบอกเพื่อนของเขาไปเช่นนั้น ยืดอกนิด ๆ เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองคือยอดชายที่หญิงสาวต้องศิโรราบแทบเท้าไม่เว้นแม้แต่เธอผู้หยิ่งทะนง ทั้งที่เรื่องจริงเป็นเขาที่กอดเท้าเธอแน่น อ้อนวอนไม่ให้จากไปเหมือนสุนัขถูกนายทิ้ง
เขาร้องไห้จนสำรอกออกมา มีเพียงแต่ลมที่พ้นไปจากปากของเขา กี่วันแล้วที่อวัยวะย่อยอาหารของเขาไม่ได้ทำงาน เพียงเพราะคำบอกเลิกของเธอเข้าไปขวางทุกทางเดินอาหาร การสำรอกของเขาจึงว่างเปล่าพอ ๆ กับน้ำตา
ความเสียใจ
เขาสะกดคำนี้ลงบนแขนซ้ายด้วยคัตเตอร์ เสียงดังครืดคราดในความมืด เขาไม่รู้สึกถึงเลือดแม้เพียงหยด เขาค่อยเขียนทีละตัวอักษร ค-ว-า-ม-เ-สี-ย-ใ-จ
เขาเขียนคำว่าความเสียใจลงบนแขนซ้าย แต่อันที่จริงทั่วสรรพางค์ต่างหากที่กำลังสะอึกสะอื้นกับคำนี้ เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเขาเสียใจเรื่องของเธอ เรื่องของตัวเอง เรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องจบลง หรือเรื่องอะไรกันแน่ เขารู้แค่ว่าทั้งหมดนี้คือความเสียใจที่มากเกินกว่าวิญญาณเล็ก ๆ ของเขาจะแบกรับเอาไว้ได้
ในความมืด เขาสิ้นเปลืองความคำนึงอยู่แต่เรื่องของเธอ ซึ่งเอ่อล้นด้วยน้ำตามากพอ ๆ กับการได้ยินคำบอกลา
๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
เปล่าหรอก, เธอมิได้โทรศัพท์มาเพื่อตอกย้ำคำว่า เลิกกันเถอะ ให้เขาได้ยินอีกครั้ง ทุกวินาทีของเธอมีค่ามากเกินกว่าจะเสียให้แก่คนอย่างเขาซ้ำสอง เพียงแต่คำนั้นมันดังก้องในหูซ้ำเล่า วนเวียนเป็นพิษร้ายในกระแสเลือด หัวใจเต้นแผ่วลงทุกนาทีแต่ไม่เคยหยุด ทั้งที่เขาปรารถนามากกว่าสิ่งใด ฟ้าครามที่ใครคนอื่นมองเห็นทุกเช้ากลับเป็นสีมืดดำสำหรับเขาเพียงคนเดียว
หายใจ เขาบอกตัวเอง หายใจลึก ๆ หลังจากที่เคยบอกและบังคับตัวเองให้เลิกหายใจ แต่เมื่อถึงที่สุดร่างกายก็ไม่ยอมรับคำสั่ง ตอนนี้เขาจำต้องหายใจ เพื่อหาวิธีอย่างอื่นที่จะหยุดหายใจ
คว้าก ดังขึ้นเหมือนฉีกกระดาษ ตามด้วยเสียงงันในความมืด เขาสะบัดคัตเตอร์เข้าที่แขนซ้าย แต่อาจไม่ลึกพอ จึงไม่รู้สึกถึงเลือดสักหยด หรือเป็นหัวใจส่วนลึกของเขาเองที่ขลาดเกินกว่าจะลงน้ำหนักที่ใบมีดขึ้นสนิมนั้น บัดซบ! ทั้งที่เมื่อก่อนเขาร่านแร่แส่เสือกหัวใจตัวเองเข้าไปพุ่งชนคมมีดอาบพิษโดยไม่คิดชีวิต แต่พอมีเหตุผลสำคัญมากพอที่จะเลิกหายใจกลับรักตัวกลัวตาย!
ความเจ็บปวดค่อยระบัดใบ ไหลออกมาเป็นน้ำกรดกร่อนใจร้อนผ่าว
น้ำตาลูกผู้ชาย นับไม่ได้ว่ากี่ครั้งที่เผลอหลั่ง หากมันมีค่าเหมือนเพชร หรือแม้แต่เศษเหรียญสตางค์แดง ป่านนี้เขาก็คงร่ำรวยไร้ใครเทียม แต่เมื่อมันลากเอาความอ่อนแอและการคร่ำครวญของคนขี้แพ้ออกมาประจานเขาจนหมดรูป มันก็ไร้ค่าเกินกว่าจะกล่าวถึง
ฉันไม่สนเธอหรอก เธอมันน่าเบื่อ น่ารำคาญ เธอเข้ามาจุ้นจ้านกับชีวิตฉันไปเสียทุกเรื่อง การเลิกกับเธอคือสวรรค์นิรันดร์ เขาบอกเพื่อนของเขาไปเช่นนั้น ยืดอกนิด ๆ เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองคือยอดชายที่หญิงสาวต้องศิโรราบแทบเท้าไม่เว้นแม้แต่เธอผู้หยิ่งทะนง ทั้งที่เรื่องจริงเป็นเขาที่กอดเท้าเธอแน่น อ้อนวอนไม่ให้จากไปเหมือนสุนัขถูกนายทิ้ง
เขาร้องไห้จนสำรอกออกมา มีเพียงแต่ลมที่พ้นไปจากปากของเขา กี่วันแล้วที่อวัยวะย่อยอาหารของเขาไม่ได้ทำงาน เพียงเพราะคำบอกเลิกของเธอเข้าไปขวางทุกทางเดินอาหาร การสำรอกของเขาจึงว่างเปล่าพอ ๆ กับน้ำตา
ความเสียใจ
เขาสะกดคำนี้ลงบนแขนซ้ายด้วยคัตเตอร์ เสียงดังครืดคราดในความมืด เขาไม่รู้สึกถึงเลือดแม้เพียงหยด เขาค่อยเขียนทีละตัวอักษร ค-ว-า-ม-เ-สี-ย-ใ-จ
เขาเขียนคำว่าความเสียใจลงบนแขนซ้าย แต่อันที่จริงทั่วสรรพางค์ต่างหากที่กำลังสะอึกสะอื้นกับคำนี้ เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าเขาเสียใจเรื่องของเธอ เรื่องของตัวเอง เรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องจบลง หรือเรื่องอะไรกันแน่ เขารู้แค่ว่าทั้งหมดนี้คือความเสียใจที่มากเกินกว่าวิญญาณเล็ก ๆ ของเขาจะแบกรับเอาไว้ได้
ในความมืด เขาสิ้นเปลืองความคำนึงอยู่แต่เรื่องของเธอ ซึ่งเอ่อล้นด้วยน้ำตามากพอ ๆ กับการได้ยินคำบอกลา
๔ กรกฎาคม ๒๕๕๕
วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ความเสียใจ (2)
๏ วันที่ฉันรู้จักความเสียใจ
น้ำตากลับไม่ไหลให้ใครเห็น
แต่หัวใจกลับสัมผัสได้ชัดเจน
รู้ว่าเป็นความเจ็บช้ำซ้ำแผลใจ
๏ อยากครวญคร่ำร่ำไห้ให้หายเศร้า
กลับมีเพียงยิ้มเหงาเหงาที่ทำได้
มองดวงดาวค่อยดับดวงร่วงหล่นไป
ห่มคลุมความมืดไว้ในค่ำคืน
๏ ฉันมิได้ยิ้มง่ายคล้ายที่เห็น
และหัวใจก็เจ็บเป็นเช่นคนอื่น
แต่ครั้งนี้ความเจ็บช้ำที่กล้ำกลืน
กลับไม่ส่งเสียงสะอื้นออกจากตา
๏ ไม่ร้องไห้ไม่ใช่ไม่เจ็บปวด
แต่เพราะใจร้าวรวดจนเกินกว่า
จะกอดหมอนฟูมฟายคล้ายเป็นมา
ได้เพียงเหม่อมองฟ้าแล้วถอนใจ
๏ ถามว่าเจ็บใช่ไหม, ใช่-ฉันเจ็บ
จนเกินเก็บเกินกล้ำกลืนฝืนทนได้
แต่จะบอกว่าเจ็บช้ำด้วยคำใด
เพราะจะเป็นคำไหนก็ไม่พอ ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๕
น้ำตากลับไม่ไหลให้ใครเห็น
แต่หัวใจกลับสัมผัสได้ชัดเจน
รู้ว่าเป็นความเจ็บช้ำซ้ำแผลใจ
๏ อยากครวญคร่ำร่ำไห้ให้หายเศร้า
กลับมีเพียงยิ้มเหงาเหงาที่ทำได้
มองดวงดาวค่อยดับดวงร่วงหล่นไป
ห่มคลุมความมืดไว้ในค่ำคืน
๏ ฉันมิได้ยิ้มง่ายคล้ายที่เห็น
และหัวใจก็เจ็บเป็นเช่นคนอื่น
แต่ครั้งนี้ความเจ็บช้ำที่กล้ำกลืน
กลับไม่ส่งเสียงสะอื้นออกจากตา
๏ ไม่ร้องไห้ไม่ใช่ไม่เจ็บปวด
แต่เพราะใจร้าวรวดจนเกินกว่า
จะกอดหมอนฟูมฟายคล้ายเป็นมา
ได้เพียงเหม่อมองฟ้าแล้วถอนใจ
๏ ถามว่าเจ็บใช่ไหม, ใช่-ฉันเจ็บ
จนเกินเก็บเกินกล้ำกลืนฝืนทนได้
แต่จะบอกว่าเจ็บช้ำด้วยคำใด
เพราะจะเป็นคำไหนก็ไม่พอ ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๕
วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555
คนมีเขี้ยว
๏ คมเขี้ยวเธอเขี้ยวคม
ฝังคมเขี้ยวเข้ากลางใจ
เลือดไหลไม่หยุดไหล
ยังพรั่งพรูกู่คำรัก
๏ คมเขี้ยวเธอฝังเขี้ยว
ประเดี๋ยวใจจะเจ็บหนัก
ขอพักนะขอพัก
หลบคมเขี้ยวเดี๋ยวขาดใจ
๏ เลิกยิ้มเถอะที่รัก
เธอน่ารักเกินทนไหว
คมเขี้ยวเกี่ยวฤทัย
เจียนจะขาดหวาดหวั่นฤดี
๏ หลงเขี้ยวคนเขี้ยวคม
จึงตรมตรอมพร้อมยอมพลี
เขี้ยวคมฝังคมที่
ตรงกลางใจให้ขาดรอน
๏ คมเขี้ยวคนน่ารัก
มีพิษร้ายยากถ่ายถอน
พิษรักอันรุ่มร้อน
มาเร้ารุมสุมฤทัย
๏ ยอมม้วยด้วยคมเขี้ยว
ในครั้งเดียวแดดิ้นไป
ดีกว่ามาขาดใจ
ในทุกคราวเห็นเขี้ยวนั้น! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕
ฝังคมเขี้ยวเข้ากลางใจ
เลือดไหลไม่หยุดไหล
ยังพรั่งพรูกู่คำรัก
๏ คมเขี้ยวเธอฝังเขี้ยว
ประเดี๋ยวใจจะเจ็บหนัก
ขอพักนะขอพัก
หลบคมเขี้ยวเดี๋ยวขาดใจ
๏ เลิกยิ้มเถอะที่รัก
เธอน่ารักเกินทนไหว
คมเขี้ยวเกี่ยวฤทัย
เจียนจะขาดหวาดหวั่นฤดี
๏ หลงเขี้ยวคนเขี้ยวคม
จึงตรมตรอมพร้อมยอมพลี
เขี้ยวคมฝังคมที่
ตรงกลางใจให้ขาดรอน
๏ คมเขี้ยวคนน่ารัก
มีพิษร้ายยากถ่ายถอน
พิษรักอันรุ่มร้อน
มาเร้ารุมสุมฤทัย
๏ ยอมม้วยด้วยคมเขี้ยว
ในครั้งเดียวแดดิ้นไป
ดีกว่ามาขาดใจ
ในทุกคราวเห็นเขี้ยวนั้น! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕
วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555
ความเสียใจ
วันที่รู้สึกว่า "เรียมร่ำน้ำเนตรถ้วม ถึงพรหม" เป็นอวพจน์
แล้วก็ไม่เหลือคำใดจะเอ่ยเอื้อนจำนรรจาความรู้สึก
ฉันรู้ว่าเธอเคยเสียใจมากพอจะปล่อยให้น้ำตาไหล
ทว่าเธอเคยเสียใจจนอยากร้องไห้
แต่น้ำตาแม้สักหยดไม่ยอมไหลออกมาหรือเปล่า
อันที่จริงเธอรู้ว่ามันไหล เพียงแต่มันกำลังซึมลึกลงไปในความปวดร้าว
ความเจ็บปวดที่มากเกินไปฉุดดึงน้ำตาไว้จนแน่นอก
หากถูกมีดแทง เธอจะเจ็บ เลือดเธอจะไหล
หากถูกค้อนทุบ เธอจะปวด เลือดเธอจะตกค้างอยู่ข้างใน
ฉันกำลังถูกทุบด้วยค้อนขนาดยักษ์จนแหลกละเอียด
โดยไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
เช่นเดียวกันกับวันที่ฉันเสียใจ แต่เขียนออกมาเป็นบทกวีไม่ได้เลย
อันที่จริงฉันรู้ว่าความเจ็บปวดยังไหลเวียนเป็นพิษร้ายในกระแสเลือด
ฉันพยายามรีดพิษออกมา แต่มันจะอยู่เช่นนั้นตราบนิรันดร์
เลือดฉันไม่ยอมหลั่ง เช่นเดียวกับน้ำตาที่ไม่ยอมไหลออกมา
ฉันทำได้เพียงเขียนกลุ่มคำระบายความรู้สึก
ที่ไม่เคยใกล้เคียงกับสิ่งที่ฉันรู้สึก
และมีแต่ฉันเท่านั้นที่รู้ว่า
สิ่งที่ฉันรู้สึก อยู่ในกลุ่มคำระบายความรู้สึกที่ไม่เคยใกล้เคียงกับสิ่งที่ฉันรู้สึก
ฉันทุบตัวเองให้น่วมมากพอจะเขียนถึงสิ่งที่ฉันรู้สึก
แต่มันน้อยเกินไปเสมอเมื่อเทียบกับรอยยิ้มและถ้อยคำซื่อใสของเธอ
ที่ทุบหัวใจฉันจนแหลกละเอียด
โดยไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
๘ มิถุนายน ๒๕๕๕
แล้วก็ไม่เหลือคำใดจะเอ่ยเอื้อนจำนรรจาความรู้สึก
ฉันรู้ว่าเธอเคยเสียใจมากพอจะปล่อยให้น้ำตาไหล
ทว่าเธอเคยเสียใจจนอยากร้องไห้
แต่น้ำตาแม้สักหยดไม่ยอมไหลออกมาหรือเปล่า
อันที่จริงเธอรู้ว่ามันไหล เพียงแต่มันกำลังซึมลึกลงไปในความปวดร้าว
ความเจ็บปวดที่มากเกินไปฉุดดึงน้ำตาไว้จนแน่นอก
หากถูกมีดแทง เธอจะเจ็บ เลือดเธอจะไหล
หากถูกค้อนทุบ เธอจะปวด เลือดเธอจะตกค้างอยู่ข้างใน
ฉันกำลังถูกทุบด้วยค้อนขนาดยักษ์จนแหลกละเอียด
โดยไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
เช่นเดียวกันกับวันที่ฉันเสียใจ แต่เขียนออกมาเป็นบทกวีไม่ได้เลย
อันที่จริงฉันรู้ว่าความเจ็บปวดยังไหลเวียนเป็นพิษร้ายในกระแสเลือด
ฉันพยายามรีดพิษออกมา แต่มันจะอยู่เช่นนั้นตราบนิรันดร์
เลือดฉันไม่ยอมหลั่ง เช่นเดียวกับน้ำตาที่ไม่ยอมไหลออกมา
ฉันทำได้เพียงเขียนกลุ่มคำระบายความรู้สึก
ที่ไม่เคยใกล้เคียงกับสิ่งที่ฉันรู้สึก
และมีแต่ฉันเท่านั้นที่รู้ว่า
สิ่งที่ฉันรู้สึก อยู่ในกลุ่มคำระบายความรู้สึกที่ไม่เคยใกล้เคียงกับสิ่งที่ฉันรู้สึก
ฉันทุบตัวเองให้น่วมมากพอจะเขียนถึงสิ่งที่ฉันรู้สึก
แต่มันน้อยเกินไปเสมอเมื่อเทียบกับรอยยิ้มและถ้อยคำซื่อใสของเธอ
ที่ทุบหัวใจฉันจนแหลกละเอียด
โดยไม่มีน้ำตาไหลออกมาแม้แต่หยดเดียว
๘ มิถุนายน ๒๕๕๕
วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
พื้นที่จินตนาการ
ไม่ใช่ว่าใครจะเข้ามาในพื้นที่จินตนาการของฉันได้ง่าย ๆ
เธอไม่รู้หรอกว่า เวลาที่ถูกใครขโมยรอยยิ้มหวานซึ่งฉันคิดว่าควรจะเป็นของฉันคนเดียว
หรือการแทนที่แววตาทางช้างเผือกด้วยรอยเท้าเปลี่ยวเหงาบนหาดทรายในทะเลน้ำเชื่อม
ทำให้ฉันรู้สึกถึงมืดมิดและเหน็บหนาวพอ ๆ กับก้นทะเลในตอนที่พระอาทิตย์อยู่อีกฟากโลกหนึ่ง
ฉันจะลืมได้อย่างไรเล่า, รอยยิ้มกว้างและดวงตาหยี
จนเผลอคิดว่าเราต่างก็กัดกินแอปเปิ้ลแห่งบาปทั้งคู่
และฉันต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่มีเธอ มิใช่หลงทางในความฝัน
แต่เธอนั่นแหละที่บอกว่า ฉันจะมีเธอเฉพาะในโลกความฝันของฉันเอง,
แล้วก็หายตัวไป ริบไปกระทั่งสิทธิ์ที่จะฝันถึง
รอยกัดที่แอปเปิ้ลแห่งบาปเป็นของฉันคนเดียวที่หลงผิดไปกับคำยุยงของงูฉ้อฉล
หรืออาจจะเป็นเพราะพื้นที่จินตนาการของฉันที่แบ่งปันให้ใครคนหนึ่ง
ซึ่งไม่มีตัวตน
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕
เธอไม่รู้หรอกว่า เวลาที่ถูกใครขโมยรอยยิ้มหวานซึ่งฉันคิดว่าควรจะเป็นของฉันคนเดียว
หรือการแทนที่แววตาทางช้างเผือกด้วยรอยเท้าเปลี่ยวเหงาบนหาดทรายในทะเลน้ำเชื่อม
ทำให้ฉันรู้สึกถึงมืดมิดและเหน็บหนาวพอ ๆ กับก้นทะเลในตอนที่พระอาทิตย์อยู่อีกฟากโลกหนึ่ง
ฉันจะลืมได้อย่างไรเล่า, รอยยิ้มกว้างและดวงตาหยี
จนเผลอคิดว่าเราต่างก็กัดกินแอปเปิ้ลแห่งบาปทั้งคู่
และฉันต้องกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่มีเธอ มิใช่หลงทางในความฝัน
แต่เธอนั่นแหละที่บอกว่า ฉันจะมีเธอเฉพาะในโลกความฝันของฉันเอง,
แล้วก็หายตัวไป ริบไปกระทั่งสิทธิ์ที่จะฝันถึง
รอยกัดที่แอปเปิ้ลแห่งบาปเป็นของฉันคนเดียวที่หลงผิดไปกับคำยุยงของงูฉ้อฉล
หรืออาจจะเป็นเพราะพื้นที่จินตนาการของฉันที่แบ่งปันให้ใครคนหนึ่ง
ซึ่งไม่มีตัวตน
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ครุ่นคำนึง
๏ งามน้องงามละมุน
ยามเจ้าครุ่นคิดคำนึง
แววตาพาใจซึ้ง
ถึงขอบฟ้าดาราราย
๏ ร้อยดาวมาเรียงดวง
เป็นรุ้งดาวระยับพราย
ล้านดาวยังรู้พ่าย
เพียงดวงตากระพริบหวาน
๏ สนเท่ห์ในแววตา
อาจพาล่วงห้วงจักรวาล
นานเนิ่นกว่าเนิ่นนาน
เกินห้วงใจใครหยั่งถึง
๏ มฤคาดวงตางาม
แพ้ยามเจ้าครุ่นคำนึง
ดวงใจพี่ไหวซึ้ง
สบตาฝันนิรันดร ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕
ยามเจ้าครุ่นคิดคำนึง
แววตาพาใจซึ้ง
ถึงขอบฟ้าดาราราย
๏ ร้อยดาวมาเรียงดวง
เป็นรุ้งดาวระยับพราย
ล้านดาวยังรู้พ่าย
เพียงดวงตากระพริบหวาน
๏ สนเท่ห์ในแววตา
อาจพาล่วงห้วงจักรวาล
นานเนิ่นกว่าเนิ่นนาน
เกินห้วงใจใครหยั่งถึง
๏ มฤคาดวงตางาม
แพ้ยามเจ้าครุ่นคำนึง
ดวงใจพี่ไหวซึ้ง
สบตาฝันนิรันดร ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕
วันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555
บางมุมมองจากนอกกรง?
(1.)
เสียงแกว๊ก แกว๊ก ของนกแก้วแสบหูน่ารำคาญ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเดอะมอลล์ บางกะปิ ห้างสรรพสินค้าที่มีคนเคยให้สมญาว่าเป็นห้างที่หนวกหูที่สุดในสยามประเทศ กระนั้นก็เป็นห้างซึ่งข้าพเจ้าผู้พิสมัยความเงียบมาเดินบ่อยที่สุด เพราะอยู่ใกล้หอพักที่สุดนั่นเอง (ในกรณีนี้ ระบบ Noise Cancelling ของหูฟัง Sony อาจช่วยท่านได้นิดหน่อย)
นกแก้วตัวอ้วน ไม่รู้จะบินไปไหนได้รึเปล่า ผมแอบเชียร์อยู่เงียบ ๆ ว่าแกบินออกไปทางประตูที่อยู่ใกล้ ๆ สิ (ประตูทางเข้าใกล้ประมาณ 10 เมตร) แต่ถึงแอบสบตาส่งโทรจิตให้มันหลายร้อยครั้งในรอบปีแล้ว มันก็ยังแหกปาก แกว๊ก แกว๊ก อย่างไม่รู้สึกรู้สา
นิยายเรื่อง พาย พาเทล ได้บอก (หลอก?) ความจริงข้อหนึ่งของสัตว์ที่อยู่ในกรงว่า คนชอบคิดไปเองว่ามันต้องการอิสระ อันที่จริงสัตว์มันไม่คิดซับซ้อน สถานที่ซึ่งมันเกิด หรืออยู่มาระยะหนึ่ง หากมีอาหารพร้อม มีที่ให้นอนหลับพักผ่อนสบาย ๆ ไม่ต้องหวาดระแวงผู้ล่าตัวอื่น ๆ มันก็ยินดีที่จะอยู่หลังกรงไปจนกว่าจะตาย
คงจะเหมือนเจ้านกแก้วที่เกาะคอนอยู่ในห้างนี้ แม้ว่าจะไม่มีกรงคอยคุมขัง (แม้ว่าพื้นที่ในห้างก็เป็นกรงชนิดหนึ่ง) แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะบินไปไหน ยืนเกาะคอนส่งเสียงหนวกหูได้ทั้งวัน
(2.)
ตามประสาคนชอบเขียน ผมก็หยิบเรื่องราวรอบตัวมาใส่สีตีพล็อตไปเรื่อย ถ้าผมยังอายุน้อยกว่านี้สักสามสี่ปี คงจะเขียนเรื่องประมาณว่านกที่ยอมอยู่ในห้างที่คุมขังมันอยู่ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่ยอมอยู่ในกรงขังทุนนิยม ยินยอมถูกหลอกด้วยวาทกรรม "ไลฟ์สไตล์อิสระในแบบของคุณ" ดูเหมือนไม่ได้ถูกขัง แต่ที่จริงกรงทุนนิยมแม่งใหญ่จนเกินกว่าสายตาของนกน้อยในกรงทุนนิยมจะมองเห็น
แน่นอนว่าเรื่องสั้นนี้ต้องถูกเขียนขึ้นโดยผมเองซึ่งเชื่อว่าตนเองเป็นคนนอกกรง มองเห็นทุกระบบที่ชักใยคนในกรงให้หลงใหลในอิสระจอมปลอม ยักไหล่ในความกระหยิ่มผยอง เราช่างเป็นนักเขียนผู้มีทัศนวิสัยอ่านเกมส์ขาดแท้!
แต่ในวัยที่อายุเฉียดเบญจเพส พล็อตทำนองนี้ถูกตั้งคำถามไว้สองสามข้อในใจ 1) มึงเข้าใจคำว่ากรงจริง ๆ เหรอวะ? 2) มึงอยู่นอกกรงจริง ๆ เหรอวะ? และ 3) อยู่นอกกรงแล้วมันเท่ตรงไหนวะ?
สโคปสองคำถามแรกให้อยู่ในทางโลก (เพราะถ้ากินความไปทางพุทธธรรมก็จะต้องตีความทำนองว่า กรงคือกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาท อยากอยู่นอกกรงมึงก็ต้องตัดอวิชชา เข้าสู่นิพพาน อะไรทำนองนั้น) สมมติว่าให้กรงคือวงจรทุนนิยม คนที่ปฏิเสธทุนนิยมแม่งเท่ เป็นคนนอกกรง แต่จะทำอย่างนั้นได้ไปเป็นโจน จันได ก่อนเถอะพ่อคุณ คำถามที่สองจึงตอบได้ไม่ยากเลยว่า ไอ้นักเขียนตัวอ้วน ๆ ที่กำลังผูกเรื่องอยู่นี่แม่งก็อยู่ในวงจรทุนนิยม จะผูกเรื่องไปส่งตีพิมพ์เอาเงินหรือเอารางวัล พิมพ์เป็นวรรณกรรมต่อต้านทุนนิยมที่ไม่มีใครรู้สึกรู้สา นักเขียนอย่างผมได้เงินจากวรรณกรรมต่อต้านทุนนิยมไปก็เอาไปซื้อโทรศัพท์แพงไว้อวดชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง ถุด!
สุดท้ายไอ้คำว่ากรงก็เป็นไปตามข้อสรุปที่ว่า "ที่จริงกรงทุนนิยมแม่งใหญ่จนเกินกว่าสายตาของนกน้อยในกรงทุนนิยมจะมองเห็น" และผมเองก็เป็นนกน้อยตัวนั้นเช่นกันกับคนอื่น ๆ ที่ผมมองอย่างเย้ยหยัน
(3.)
คำถามที่สาม อยู่นอกกรงแล้วมันเท่ตรงไหนวะ ถ้าหนุ่มกว่านี้สักสามสี่ปี ตอบแบบไม่คิดเลยว่ากูเท่ กูอินดี้ เป็นตัวของตัวเอง กอดอกพลางยักคิ้วหงึก ๆ สมมติว่าการอยู่นอกกรงคือปฏิเสธการทำงานในระบบ ไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานงก ๆ เก็บเงินเก็บทอง ซื้อบ้านซื้อรถ มีลูกมีเมีย บลา ๆ มีชีวิตอิสระแบบเท่ ๆ
ตอนนี้แก่ตัวหน่อย ก็เริ่มคิดแล้วว่า บางทีไอ้เจ้านกแก้วที่เดอะมอลล์บางกะปิแม่งฉลาดกว่านกตัวอื่น เอาล่ะมันอาจไม่ได้รับอภิสิทธิ์ที่จะบินไปบนฟ้ากว้างไกล แต่ชีวิตมันก็ปลอดภัยยิ่งกว่าซื้อประกัน มันไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการใช้ชีวิต ไม่ต้องคอยระวังภัยจากงูเงี้ยวเขี้ยวขอ รวมถึงลูกหินจากหนังสติ๊กของเด็กเกเร หรือตาข่ายดักนกในสนามหลวง
ชีวิตมนุษย์เงินเดือนแล้วไงวะ อย่างน้อยเค้าก็มีความสุขดี มีเงินใช้ทุกเดือน ตื่นมาด้วยความหวาดผวาว่าจะไปทำงานไม่ทัน คงดีกว่าตื่นมาด้วยความหวาดผวาว่าวันนี้กูจะเอาอะไรกิน แต่ละเดือนแต่ละปีก็มีหยุดยาวให้ไปเที่ยวแบบชิลล์ ๆ ตอนที่ไปดูสินค้าทางวัฒนธรรมก็ไม่ต้องคิดมากอย่างนักเขียนที่ชอบตัดพ้อว่า "โธ่ นี่ศิลปวัฒนธรรมอันสวยงามของชนเผ่าถูกทำให้เป็นสินค้าซะแล้วหรือนี่ ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริง ๆ"
อยู่นอกกรงมันอาจจะอินดี้ แต่บางทีไม่มีจะแดก แถมยังต้องจ่ายราคาความเสี่ยงในการมีชีวิตมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ใช่ว่าคนประสบความสำเร็จในแนวทางอินดี้จะไม่มี แต่มีน้อยแทบนับหัวได้
นึกถึงเรื่องสั้น "อิสรภาพ" ของประชาคม ลุนาชัย (มั้ง?) ที่เป็นเรื่องของลิงที่ถูกจับมาล่ามโซ่ คนที่จับมาหวังจะเลี้ยงให้เชื่อง ตอนจบลิงกัดขาตัวเองขาดเพื่อที่จะหนี โอเค สามสี่ปีก่อนที่อ่าน มองในแง่สัญลักษณ์มันเท่ มันฟิน มันโอ้โฮ คนเราแม่งต้องยอมเสียสละตัวเองเพื่ออิสรภาพ แต่พออายุเท่านี้ มองในแง่เรียลลิสติกส์ อดคิดต่อไม่ได้ว่าแล้วชีวิตลิงตัวนั้นแม่งจะดำเนินต่อไปยังไง ลิงขาขาดคงปีนต้นไม้ไม่สะดวก มันจะอดตายไหม ลิงจะมาเสียใจทีหลังไหมว่า กูไม่น่ากัดขาตัวเองเล้ย ยอมอยู่ให้คนเลี้ยงคงสบายไปแล้ว
เสียงแกว๊ก แกว๊ก ของนกแก้วปลุกผมให้ตื่นจากห้วงความคิด ผมมองนกแก้วพลางสบถใส่ตัวเองเบา ๆ
อีห่า คิดเยอะไป พล็อตเรื่องสั้นหายหมด-อดเขียน!
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๕ เมษายน ๒๕๕๕
เสียงแกว๊ก แกว๊ก ของนกแก้วแสบหูน่ารำคาญ เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเดอะมอลล์ บางกะปิ ห้างสรรพสินค้าที่มีคนเคยให้สมญาว่าเป็นห้างที่หนวกหูที่สุดในสยามประเทศ กระนั้นก็เป็นห้างซึ่งข้าพเจ้าผู้พิสมัยความเงียบมาเดินบ่อยที่สุด เพราะอยู่ใกล้หอพักที่สุดนั่นเอง (ในกรณีนี้ ระบบ Noise Cancelling ของหูฟัง Sony อาจช่วยท่านได้นิดหน่อย)
นกแก้วตัวอ้วน ไม่รู้จะบินไปไหนได้รึเปล่า ผมแอบเชียร์อยู่เงียบ ๆ ว่าแกบินออกไปทางประตูที่อยู่ใกล้ ๆ สิ (ประตูทางเข้าใกล้ประมาณ 10 เมตร) แต่ถึงแอบสบตาส่งโทรจิตให้มันหลายร้อยครั้งในรอบปีแล้ว มันก็ยังแหกปาก แกว๊ก แกว๊ก อย่างไม่รู้สึกรู้สา
นิยายเรื่อง พาย พาเทล ได้บอก (หลอก?) ความจริงข้อหนึ่งของสัตว์ที่อยู่ในกรงว่า คนชอบคิดไปเองว่ามันต้องการอิสระ อันที่จริงสัตว์มันไม่คิดซับซ้อน สถานที่ซึ่งมันเกิด หรืออยู่มาระยะหนึ่ง หากมีอาหารพร้อม มีที่ให้นอนหลับพักผ่อนสบาย ๆ ไม่ต้องหวาดระแวงผู้ล่าตัวอื่น ๆ มันก็ยินดีที่จะอยู่หลังกรงไปจนกว่าจะตาย
คงจะเหมือนเจ้านกแก้วที่เกาะคอนอยู่ในห้างนี้ แม้ว่าจะไม่มีกรงคอยคุมขัง (แม้ว่าพื้นที่ในห้างก็เป็นกรงชนิดหนึ่ง) แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะบินไปไหน ยืนเกาะคอนส่งเสียงหนวกหูได้ทั้งวัน
(2.)
ตามประสาคนชอบเขียน ผมก็หยิบเรื่องราวรอบตัวมาใส่สีตีพล็อตไปเรื่อย ถ้าผมยังอายุน้อยกว่านี้สักสามสี่ปี คงจะเขียนเรื่องประมาณว่านกที่ยอมอยู่ในห้างที่คุมขังมันอยู่ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่ยอมอยู่ในกรงขังทุนนิยม ยินยอมถูกหลอกด้วยวาทกรรม "ไลฟ์สไตล์อิสระในแบบของคุณ" ดูเหมือนไม่ได้ถูกขัง แต่ที่จริงกรงทุนนิยมแม่งใหญ่จนเกินกว่าสายตาของนกน้อยในกรงทุนนิยมจะมองเห็น
แน่นอนว่าเรื่องสั้นนี้ต้องถูกเขียนขึ้นโดยผมเองซึ่งเชื่อว่าตนเองเป็นคนนอกกรง มองเห็นทุกระบบที่ชักใยคนในกรงให้หลงใหลในอิสระจอมปลอม ยักไหล่ในความกระหยิ่มผยอง เราช่างเป็นนักเขียนผู้มีทัศนวิสัยอ่านเกมส์ขาดแท้!
แต่ในวัยที่อายุเฉียดเบญจเพส พล็อตทำนองนี้ถูกตั้งคำถามไว้สองสามข้อในใจ 1) มึงเข้าใจคำว่ากรงจริง ๆ เหรอวะ? 2) มึงอยู่นอกกรงจริง ๆ เหรอวะ? และ 3) อยู่นอกกรงแล้วมันเท่ตรงไหนวะ?
สโคปสองคำถามแรกให้อยู่ในทางโลก (เพราะถ้ากินความไปทางพุทธธรรมก็จะต้องตีความทำนองว่า กรงคือกระบวนการแห่งปฏิจจสมุปบาท อยากอยู่นอกกรงมึงก็ต้องตัดอวิชชา เข้าสู่นิพพาน อะไรทำนองนั้น) สมมติว่าให้กรงคือวงจรทุนนิยม คนที่ปฏิเสธทุนนิยมแม่งเท่ เป็นคนนอกกรง แต่จะทำอย่างนั้นได้ไปเป็นโจน จันได ก่อนเถอะพ่อคุณ คำถามที่สองจึงตอบได้ไม่ยากเลยว่า ไอ้นักเขียนตัวอ้วน ๆ ที่กำลังผูกเรื่องอยู่นี่แม่งก็อยู่ในวงจรทุนนิยม จะผูกเรื่องไปส่งตีพิมพ์เอาเงินหรือเอารางวัล พิมพ์เป็นวรรณกรรมต่อต้านทุนนิยมที่ไม่มีใครรู้สึกรู้สา นักเขียนอย่างผมได้เงินจากวรรณกรรมต่อต้านทุนนิยมไปก็เอาไปซื้อโทรศัพท์แพงไว้อวดชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง ถุด!
สุดท้ายไอ้คำว่ากรงก็เป็นไปตามข้อสรุปที่ว่า "ที่จริงกรงทุนนิยมแม่งใหญ่จนเกินกว่าสายตาของนกน้อยในกรงทุนนิยมจะมองเห็น" และผมเองก็เป็นนกน้อยตัวนั้นเช่นกันกับคนอื่น ๆ ที่ผมมองอย่างเย้ยหยัน
(3.)
คำถามที่สาม อยู่นอกกรงแล้วมันเท่ตรงไหนวะ ถ้าหนุ่มกว่านี้สักสามสี่ปี ตอบแบบไม่คิดเลยว่ากูเท่ กูอินดี้ เป็นตัวของตัวเอง กอดอกพลางยักคิ้วหงึก ๆ สมมติว่าการอยู่นอกกรงคือปฏิเสธการทำงานในระบบ ไม่เป็นมนุษย์เงินเดือนทำงานงก ๆ เก็บเงินเก็บทอง ซื้อบ้านซื้อรถ มีลูกมีเมีย บลา ๆ มีชีวิตอิสระแบบเท่ ๆ
ตอนนี้แก่ตัวหน่อย ก็เริ่มคิดแล้วว่า บางทีไอ้เจ้านกแก้วที่เดอะมอลล์บางกะปิแม่งฉลาดกว่านกตัวอื่น เอาล่ะมันอาจไม่ได้รับอภิสิทธิ์ที่จะบินไปบนฟ้ากว้างไกล แต่ชีวิตมันก็ปลอดภัยยิ่งกว่าซื้อประกัน มันไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงในการใช้ชีวิต ไม่ต้องคอยระวังภัยจากงูเงี้ยวเขี้ยวขอ รวมถึงลูกหินจากหนังสติ๊กของเด็กเกเร หรือตาข่ายดักนกในสนามหลวง
ชีวิตมนุษย์เงินเดือนแล้วไงวะ อย่างน้อยเค้าก็มีความสุขดี มีเงินใช้ทุกเดือน ตื่นมาด้วยความหวาดผวาว่าจะไปทำงานไม่ทัน คงดีกว่าตื่นมาด้วยความหวาดผวาว่าวันนี้กูจะเอาอะไรกิน แต่ละเดือนแต่ละปีก็มีหยุดยาวให้ไปเที่ยวแบบชิลล์ ๆ ตอนที่ไปดูสินค้าทางวัฒนธรรมก็ไม่ต้องคิดมากอย่างนักเขียนที่ชอบตัดพ้อว่า "โธ่ นี่ศิลปวัฒนธรรมอันสวยงามของชนเผ่าถูกทำให้เป็นสินค้าซะแล้วหรือนี่ ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริง ๆ"
อยู่นอกกรงมันอาจจะอินดี้ แต่บางทีไม่มีจะแดก แถมยังต้องจ่ายราคาความเสี่ยงในการมีชีวิตมากกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ใช่ว่าคนประสบความสำเร็จในแนวทางอินดี้จะไม่มี แต่มีน้อยแทบนับหัวได้
นึกถึงเรื่องสั้น "อิสรภาพ" ของประชาคม ลุนาชัย (มั้ง?) ที่เป็นเรื่องของลิงที่ถูกจับมาล่ามโซ่ คนที่จับมาหวังจะเลี้ยงให้เชื่อง ตอนจบลิงกัดขาตัวเองขาดเพื่อที่จะหนี โอเค สามสี่ปีก่อนที่อ่าน มองในแง่สัญลักษณ์มันเท่ มันฟิน มันโอ้โฮ คนเราแม่งต้องยอมเสียสละตัวเองเพื่ออิสรภาพ แต่พออายุเท่านี้ มองในแง่เรียลลิสติกส์ อดคิดต่อไม่ได้ว่าแล้วชีวิตลิงตัวนั้นแม่งจะดำเนินต่อไปยังไง ลิงขาขาดคงปีนต้นไม้ไม่สะดวก มันจะอดตายไหม ลิงจะมาเสียใจทีหลังไหมว่า กูไม่น่ากัดขาตัวเองเล้ย ยอมอยู่ให้คนเลี้ยงคงสบายไปแล้ว
เสียงแกว๊ก แกว๊ก ของนกแก้วปลุกผมให้ตื่นจากห้วงความคิด ผมมองนกแก้วพลางสบถใส่ตัวเองเบา ๆ
อีห่า คิดเยอะไป พล็อตเรื่องสั้นหายหมด-อดเขียน!
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๕ เมษายน ๒๕๕๕
วันจันทร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2555
ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริง ๆ
(1.)
เขาบอกว่าถ้าฉันซื้อของให้ครบสี่สิบบาท ฉันจะได้สิทธิ์แลกซื้อชาเขียวยี่ห้อหนึ่งสองขวดในราคา 25 บาท จากราคาปกติขวดละ 20 บาท สองขวดเก๊าะ 40 บาท ได้ลดตั้ง 15 บาทแน่ะ คุ้มฉิบหายเลย ฉันคิด ได้เวลาที่จะเอาคืนทุนนิยมบ้างแล้ว!
ฉันซื้อของกินของใช้ในร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น เบ็ดเสร็จรวมได้ 80 บาท ได้สองสิทธิ์แลกซื้อ ฉันจึงซื้อชาเขียวสี่ขวดได้ในราคาเพียง 50 บาทเท่านั้น
(2.)
กลับมาถึงห้อง ฉันเปิดชาเขียวลดราคาดูดจุ๊บ พลางพลิกอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งฉันถอยมาจากงานลดราคาหนังสือแห่งชาติ หนังสือชื่อสั้น ๆ ว่า "ทุน" คัมภีร์สำคัญแห่งลัทธิต่อต้านทุนนิยมของคาร์ล มาร์กซ์ หรือที่ฉันเรียกอย่างเอ็นดูว่า พี่มาก เนื้อในเป็นกระดาษเก่ากรอบ คนขายเล่าลือว่าแปลตรงมาจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน Das Kapital พิมพ์ให้นักศึกษาช่วงก่อน 6 ตุลาฯ ค้นคว้ากัน สนนราคาเหมือนปล้นแค่ 700 บาท!
"หนังสือเล่มแค่นี้ แถมยังเก่าขนาดนี้ พี่ขาย 700!"
"โถ่น้อง หนังสือยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่านะ นี่พี่อุตส่าห์ไปหามาจากร้านหนังสือเก่าที่นครสวรรค์ ทางนู้นขายกันเล่มละพัน พี่เหมา 5 เล่มเลยได้ลดเหลือเล่มละ 600 นี่ก็ให้ค่าน้ำมันพี่หน่อยเถอะนะ น้องเก็บไว้อีกสักสิบปี เผลอ ๆ จะขายได้เล่มละหลายพัน"
อีกหมื่นเหตุผลที่เขาพร่ำพรรณนาเหมือนชายหนุ่มขอความรักจากหญิงสาวจนฉันเคลิ้มเหมือนเขาจะขอแต่งงาน จึงเผลอตอบตกลงการซื้อขาย รู้ตัวอีกทีก็มีหนังสือมหาแพงไว้ในครอบครอง พลางปลอบใจตัวเองว่า เอาน่ะ อีกสิบปีก็ขายได้เล่มละหลายพัน เข้าใจว่าคนขายหนังสือเคยทำธุรกิจขายตรงแบบ MLM จึงมีวาทศิลป์โน้มน้าวเป็นเลิศ สิ่งเดียวที่ฉันยังข้องใจสงสัยอยู่คือ เมืองนครสวรรค์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องหนังสือเก่าอยู่ล่ะหรือ ฉันนึกว่าดังแต่เรื่องขนมโมจิ
(3.)
จิบแรกของชาเขียวลดราคา เหมือนบรรลุพระธรรม โธ่! ฉันเสียท่าให้ทุนนิยมเสียแล้ว
เจ้าทุนนิยมมันหลอกให้ฉันหลงดีใจว่า ฉันเอาคืนมันได้ด้วยสินค้าลดราคาเหมือนแจก ที่ไหนได้ มันเอาน้ำต้มน้ำตาลให้หวาน ๆ ใส่กากชาพอให้มีกลิ่นชานิด ๆ สิริรวมราคาต้นทุนคงไม่ถึงสิบบาท แล้วบอกฉันว่าฉันได้ซื้อสินค้าลดราคา กว่าฉันจะได้ส่วนลดจากมัน ฉันต้องซื้อของไปตั้ง 80 บาท
เจ้าหนังสือ "ทุน" นั้นเล่า ฉันตั้งใจจะซื้อมาเพื่อหายุทธวิธีเอาชนะเจ้าทุนนิยมเท่านั้น แต่กว่าจะเดินทางมาถึงมือฉัน มันก็บวกมูลค่าหนังสือเก่าแถมยังค่าน้ำมันเข้าไปจนกลายเป็น 700 บาท แถมเหตุผลที่ฉันซื้อมาก็ไม่ใช่เพื่อศึกษายุทธวิธีเอาชนะทุนนิยมเสียแล้ว แต่เป็นการซื้อมาเพื่อเก็งกำไรไว้ขายต่อในอนาคตซะงั้น
สรุปว่าการที่ฉันคิดเหิมเกริมจะต่อกรกับเจ้าทุนนิยม ฉันต้องจ่ายให้แก่ค่ายุทธวิธีไป 700 บาท ค่าปฏิบัติการภาคสนามเบื้องต้นไป 130 บาท และปฏิบัติการแรก ฉันพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง รสน้ำหวานผสมกากชาที่ติดลิ้นเป็นเครื่องยืนยันได้
"ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริง ๆ" ฉันครวญคร่ำ น้ำตาหยดแหมะ ๆ
วุฒินันท์ ชัยศรี
๙ เมษายน ๒๕๕๕
เขาบอกว่าถ้าฉันซื้อของให้ครบสี่สิบบาท ฉันจะได้สิทธิ์แลกซื้อชาเขียวยี่ห้อหนึ่งสองขวดในราคา 25 บาท จากราคาปกติขวดละ 20 บาท สองขวดเก๊าะ 40 บาท ได้ลดตั้ง 15 บาทแน่ะ คุ้มฉิบหายเลย ฉันคิด ได้เวลาที่จะเอาคืนทุนนิยมบ้างแล้ว!
ฉันซื้อของกินของใช้ในร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น เบ็ดเสร็จรวมได้ 80 บาท ได้สองสิทธิ์แลกซื้อ ฉันจึงซื้อชาเขียวสี่ขวดได้ในราคาเพียง 50 บาทเท่านั้น
(2.)
กลับมาถึงห้อง ฉันเปิดชาเขียวลดราคาดูดจุ๊บ พลางพลิกอ่านหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งฉันถอยมาจากงานลดราคาหนังสือแห่งชาติ หนังสือชื่อสั้น ๆ ว่า "ทุน" คัมภีร์สำคัญแห่งลัทธิต่อต้านทุนนิยมของคาร์ล มาร์กซ์ หรือที่ฉันเรียกอย่างเอ็นดูว่า พี่มาก เนื้อในเป็นกระดาษเก่ากรอบ คนขายเล่าลือว่าแปลตรงมาจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน Das Kapital พิมพ์ให้นักศึกษาช่วงก่อน 6 ตุลาฯ ค้นคว้ากัน สนนราคาเหมือนปล้นแค่ 700 บาท!
"หนังสือเล่มแค่นี้ แถมยังเก่าขนาดนี้ พี่ขาย 700!"
"โถ่น้อง หนังสือยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่านะ นี่พี่อุตส่าห์ไปหามาจากร้านหนังสือเก่าที่นครสวรรค์ ทางนู้นขายกันเล่มละพัน พี่เหมา 5 เล่มเลยได้ลดเหลือเล่มละ 600 นี่ก็ให้ค่าน้ำมันพี่หน่อยเถอะนะ น้องเก็บไว้อีกสักสิบปี เผลอ ๆ จะขายได้เล่มละหลายพัน"
อีกหมื่นเหตุผลที่เขาพร่ำพรรณนาเหมือนชายหนุ่มขอความรักจากหญิงสาวจนฉันเคลิ้มเหมือนเขาจะขอแต่งงาน จึงเผลอตอบตกลงการซื้อขาย รู้ตัวอีกทีก็มีหนังสือมหาแพงไว้ในครอบครอง พลางปลอบใจตัวเองว่า เอาน่ะ อีกสิบปีก็ขายได้เล่มละหลายพัน เข้าใจว่าคนขายหนังสือเคยทำธุรกิจขายตรงแบบ MLM จึงมีวาทศิลป์โน้มน้าวเป็นเลิศ สิ่งเดียวที่ฉันยังข้องใจสงสัยอยู่คือ เมืองนครสวรรค์ขึ้นชื่อลือชาเรื่องหนังสือเก่าอยู่ล่ะหรือ ฉันนึกว่าดังแต่เรื่องขนมโมจิ
(3.)
จิบแรกของชาเขียวลดราคา เหมือนบรรลุพระธรรม โธ่! ฉันเสียท่าให้ทุนนิยมเสียแล้ว
เจ้าทุนนิยมมันหลอกให้ฉันหลงดีใจว่า ฉันเอาคืนมันได้ด้วยสินค้าลดราคาเหมือนแจก ที่ไหนได้ มันเอาน้ำต้มน้ำตาลให้หวาน ๆ ใส่กากชาพอให้มีกลิ่นชานิด ๆ สิริรวมราคาต้นทุนคงไม่ถึงสิบบาท แล้วบอกฉันว่าฉันได้ซื้อสินค้าลดราคา กว่าฉันจะได้ส่วนลดจากมัน ฉันต้องซื้อของไปตั้ง 80 บาท
เจ้าหนังสือ "ทุน" นั้นเล่า ฉันตั้งใจจะซื้อมาเพื่อหายุทธวิธีเอาชนะเจ้าทุนนิยมเท่านั้น แต่กว่าจะเดินทางมาถึงมือฉัน มันก็บวกมูลค่าหนังสือเก่าแถมยังค่าน้ำมันเข้าไปจนกลายเป็น 700 บาท แถมเหตุผลที่ฉันซื้อมาก็ไม่ใช่เพื่อศึกษายุทธวิธีเอาชนะทุนนิยมเสียแล้ว แต่เป็นการซื้อมาเพื่อเก็งกำไรไว้ขายต่อในอนาคตซะงั้น
สรุปว่าการที่ฉันคิดเหิมเกริมจะต่อกรกับเจ้าทุนนิยม ฉันต้องจ่ายให้แก่ค่ายุทธวิธีไป 700 บาท ค่าปฏิบัติการภาคสนามเบื้องต้นไป 130 บาท และปฏิบัติการแรก ฉันพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง รสน้ำหวานผสมกากชาที่ติดลิ้นเป็นเครื่องยืนยันได้
"ทุนนิยมนี่มันเหี้ยจริง ๆ" ฉันครวญคร่ำ น้ำตาหยดแหมะ ๆ
วุฒินันท์ ชัยศรี
๙ เมษายน ๒๕๕๕
วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555
เปราะบาง (3)
๏ สัมผัสเพียงนิดก็ปริแตก
ทุกรอยแยกคือเศษเสี้ยวความเปลี่ยวเหงา
ลมรำเพยพัดผ่านเพียงแผ่วเบา
ใจเราก็แหลกลงเป็นผงธุลี
๏ ห่มคลุมความมืดมิดปกปิดร่าง
อำพรางความพ่ายแพ้แผลศักดิ์ศรี
น้ำตาจะรินไหลยังไม่มี
จะเอ่ยคำยังเกินที่จะเอ่ยคำ
๏ กอดตัวเองด้วยอ้อมแขนแสนยะเยือก
ไสเสือกลงหลุมพรางร่างถลำ
ดิ่งจมห้วงหนาวเหน็บในเจ็บช้ำ
หลงในความมืดดำคำลวงตา
๏ ฝังร่างทิ้งไว้ในก้นสมุทร
ใจชำรุดล่องลอยไปช่างไร้ค่า
เมื่อนิรันดร์เคลื่อนผ่านกาลเวลา
ทุกห้วงฝันพันธนาคงลาไกล
๏ สัมผัสเพียงแผ่วเบาก็ร้าวลึก
ทุกห้วงความรู้สึกยังหวั่นไหว
ฉันจะลืมทุกภาพฝัน, ทิ้งมันไป
ลืมว่ามีหัวใจไว้เพื่อรัก ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๗ เมษายน ๒๕๕๕
ทุกรอยแยกคือเศษเสี้ยวความเปลี่ยวเหงา
ลมรำเพยพัดผ่านเพียงแผ่วเบา
ใจเราก็แหลกลงเป็นผงธุลี
๏ ห่มคลุมความมืดมิดปกปิดร่าง
อำพรางความพ่ายแพ้แผลศักดิ์ศรี
น้ำตาจะรินไหลยังไม่มี
จะเอ่ยคำยังเกินที่จะเอ่ยคำ
๏ กอดตัวเองด้วยอ้อมแขนแสนยะเยือก
ไสเสือกลงหลุมพรางร่างถลำ
ดิ่งจมห้วงหนาวเหน็บในเจ็บช้ำ
หลงในความมืดดำคำลวงตา
๏ ฝังร่างทิ้งไว้ในก้นสมุทร
ใจชำรุดล่องลอยไปช่างไร้ค่า
เมื่อนิรันดร์เคลื่อนผ่านกาลเวลา
ทุกห้วงฝันพันธนาคงลาไกล
๏ สัมผัสเพียงแผ่วเบาก็ร้าวลึก
ทุกห้วงความรู้สึกยังหวั่นไหว
ฉันจะลืมทุกภาพฝัน, ทิ้งมันไป
ลืมว่ามีหัวใจไว้เพื่อรัก ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๗ เมษายน ๒๕๕๕
วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555
คนใจร้าย
๏ เขาว่าคนน่ารักมักใจร้าย
ฉันฟังแล้วใจหาย-ตายล่ะนี่!
ใจเธอคงร้ายนักนะคนดี
เพราะน่ารักเหลือที่จะเอ่ยคำ
๏ อย่ามาแกล้งยิ้มใสให้ฉันนะ
ฉันรู้น่ะจะหลอกใจให้ถลำ
ตาหวานหวานอย่ามามองจ้องประจำ
คงเก็บงำคมมีดไว้กรีดใจ
๏ อย่ามาทำหัวเราะร่าพาโลกยิ้ม
ทำตาพริ้มชวนฝัน, ฉันหวั่นไหว
ยิ่งมองเธอยิ่งเผลอรักหนักฤทัย
เผลอเมื่อไรใจขาดตาย! เธอร้ายนัก!
๏ เพราะว่าคนน่ารักมักใจร้าย
ใจหล่นหายเมื่อไหร่ได้อกหัก
แน่ะ! เธอยิ้มเอียงอายมาทายทัก
โอ้ย! เผลอรักคนใจร้าย-พ่ายใจแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๖ เมษายน ๒๕๕๕
ฉันฟังแล้วใจหาย-ตายล่ะนี่!
ใจเธอคงร้ายนักนะคนดี
เพราะน่ารักเหลือที่จะเอ่ยคำ
๏ อย่ามาแกล้งยิ้มใสให้ฉันนะ
ฉันรู้น่ะจะหลอกใจให้ถลำ
ตาหวานหวานอย่ามามองจ้องประจำ
คงเก็บงำคมมีดไว้กรีดใจ
๏ อย่ามาทำหัวเราะร่าพาโลกยิ้ม
ทำตาพริ้มชวนฝัน, ฉันหวั่นไหว
ยิ่งมองเธอยิ่งเผลอรักหนักฤทัย
เผลอเมื่อไรใจขาดตาย! เธอร้ายนัก!
๏ เพราะว่าคนน่ารักมักใจร้าย
ใจหล่นหายเมื่อไหร่ได้อกหัก
แน่ะ! เธอยิ้มเอียงอายมาทายทัก
โอ้ย! เผลอรักคนใจร้าย-พ่ายใจแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๖ เมษายน ๒๕๕๕
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)