เจ้าหนูได้ยินเรื่องของตัวกินฝันจากเพื่อน
ว่ากันว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่กินความฝันของมนุษย์ได้
เมื่อเจ้าหนูไปถามแม่ก็ได้รับคำตอบว่าอีกไม่นานเขาจะมีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง เจ้าหนูไม่รู้ว่าอีกไม่นานนี่นานแค่ไหน เขาต้องรอคอยไปถึงเมื่อไหร่
เท่าที่เขารู้คือยังไม่มีเด็กคนไหนเป็นเจ้าของตัวกินฝันเลยแม้แต่คนเดียว
หากเขามีตัวกินฝันอยู่ในครอบครองเป็นคนแรกคงจะเท่ไม่หยอก
เจ้าหนูจึงอ้อนแม่หลายต่อหลายครั้งว่าอยากได้ตัวกินฝันไว้ดูเล่น
และเอาไว้อวดเพื่อน ๆ ด้วย
แม่จึงตั้งเงื่อนไขกับเจ้าหนูว่าจะต้องทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง
เจ้าหนูรับปากโดยดี แม่จึงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด
กำชับให้เจ้าหนูทำคะแนนให้ดีที่สุด
เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด เจ้าหนูทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง
ในที่สุดเจ้าหนูก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพการงานมั่นคงที่สุด
แล้วงานที่มั่นคงที่สุดก็บีบบังคับเจ้าหนูให้กรำงานหนัก จนวันหนึ่งเขารู้สึกว่า
เวลาทำงานมีไม่พอ หากคนเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนอนและการฝันได้ก็คงจะดี
ทันใดนั้นเจ้าตัวกินฝันก็ปรากฎร่าง เขาดีใจมากที่ได้พบตัวกินฝันเสียที
ตัวกินฝันเสนอว่าจะกินความง่วงของเจ้าหนูไปพร้อมกับความฝัน
เพื่อให้เขามีเวลาทำงานเต็มที่ เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่ตอบรับทันที
จากวันนั้นเจ้าหนูก็มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง
ตัวกินฝันได้กินความง่วงและความฝันของเขาไปจนหมดสิ้น
เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาก้มหน้าก้มตาทำงาน ทำงาน และทำงาน
โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันอีกต่อไป
เขาเห็นเพื่อนบางคนไม่มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง
ทุกวันนี้เพื่อนที่ยังคงมีความฝันต่างมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก
เหตุเพราะต้องใช้จ่ายเวลามากมายเพื่อให้ความฝันนั้นยังคงดำรงอยู่
เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่มีลูกหนึ่งคน เขาไม่อยากให้ลูกลำบากเพราะไม่มีตัวกินฝัน
จึงจัดแจงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด
กำชับให้ลูกของเขาทำคะแนนให้ดีที่สุด
เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด
ลูกของเขาจะได้มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง
และไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันไร้สาระแม้แต่วินาทีเดียว
๒๑ มกราคม ๒๕๕๕
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
รักครั้งแรก
เสียงหัวเราะฮิฮิ ฮะฮะ ฮุฮุ เฮะเฮะ โฮะโฮะ นั่งเต็มโบกี้ความหลัง
ส่วน โฮโฮ กับ ฮือฮือ ตกขบวนรถไฟเพราะตื่นสาย
ยิ้มกว้างให้กับดวงดาวที่กำลังขยิบตาวิบวิบ
แว่วเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ แต่ฉันได้ยินเป็นเสียงจุ๊บจุ๊บ
จะมาเมื่อไหร่นะ, น้ำค้างหยดแรกของวัน
ที่แน่ ๆ คงมาไม่ทัน เพราะดอกไม้ในใจฉันกำลังเบ่งบาน
สงสัยพระอาทิตย์จะมีความรัก ดูสิเขินแก้มแดง แถมยังส่องแสงสีชมพูมาให้
โอ๊ะโอ แล้วโลกก็หายไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉันกำลังยิ้มตาหยี
ช่วยที ช่วยที ฉันกลัวจะจมในลำธารความสุข บุ๋ง บุ๋ง
แค่ก แค่ก โอ้ย คิดถึงเธอตัวใหญ๊ใหญ่ เลยหายใจไม่ค่อยจะออก
ไม่เคยฝึกยิ้มบ่อย ๆ เลยเมื่อยแก้มมิใช่น้อย
เธอมานวดแก้มให้หน่อยจะได้ไหม
ให้ค่าจ้างวันละฟอดถ้าสนใจ
หายเมื่อยแก้มเมื่อไหร่ จะขึ้นค่าจ้างให้เป็นวันละจุ๊บ
จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ฝากจุ๊บไปกับนก ให้ไปตกตรงแก้มเธอ
ได้รับแล้วห้ามล้างหน้านะเออ จนกว่าฉันจะตามไปหยิก
จะหยิกแก้มให้แดงแจ๋ แล้วหัวเราะคิกคิก
คงโดนเธอตบจนนอนกอง แล้วยิ้มมองผืนฟ้า
ฮ้า! มือเธอนิ่มจัง
ขอบคุณเธอที่น่ารักเหมือนทุกครั้ง
จนฉันไม่ลืมความหลัง---รักครั้งแรก
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
ส่วน โฮโฮ กับ ฮือฮือ ตกขบวนรถไฟเพราะตื่นสาย
ยิ้มกว้างให้กับดวงดาวที่กำลังขยิบตาวิบวิบ
แว่วเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ แต่ฉันได้ยินเป็นเสียงจุ๊บจุ๊บ
จะมาเมื่อไหร่นะ, น้ำค้างหยดแรกของวัน
ที่แน่ ๆ คงมาไม่ทัน เพราะดอกไม้ในใจฉันกำลังเบ่งบาน
สงสัยพระอาทิตย์จะมีความรัก ดูสิเขินแก้มแดง แถมยังส่องแสงสีชมพูมาให้
โอ๊ะโอ แล้วโลกก็หายไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉันกำลังยิ้มตาหยี
ช่วยที ช่วยที ฉันกลัวจะจมในลำธารความสุข บุ๋ง บุ๋ง
แค่ก แค่ก โอ้ย คิดถึงเธอตัวใหญ๊ใหญ่ เลยหายใจไม่ค่อยจะออก
ไม่เคยฝึกยิ้มบ่อย ๆ เลยเมื่อยแก้มมิใช่น้อย
เธอมานวดแก้มให้หน่อยจะได้ไหม
ให้ค่าจ้างวันละฟอดถ้าสนใจ
หายเมื่อยแก้มเมื่อไหร่ จะขึ้นค่าจ้างให้เป็นวันละจุ๊บ
จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ฝากจุ๊บไปกับนก ให้ไปตกตรงแก้มเธอ
ได้รับแล้วห้ามล้างหน้านะเออ จนกว่าฉันจะตามไปหยิก
จะหยิกแก้มให้แดงแจ๋ แล้วหัวเราะคิกคิก
คงโดนเธอตบจนนอนกอง แล้วยิ้มมองผืนฟ้า
ฮ้า! มือเธอนิ่มจัง
ขอบคุณเธอที่น่ารักเหมือนทุกครั้ง
จนฉันไม่ลืมความหลัง---รักครั้งแรก
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554
อธิษฐาน
ย่ำรุ่งของวันเสาร์ อากาศฉ่ำเย็น ฝนรินสายบางเบาห่มคลุมกรุงเทพฯ เหมือนผืนผ้าแพรบางละมุน ใครกันจะอยากลุกขึ้นจากเตียง ในเมื่อภวังค์ฝันนั้นแสนสุขราวกับสวรรค์ชั้นโสฬส เว้นแต่ฉันซึ่งคุ้นเคยกับความหนาว เมื่อต้องเดินฝ่าห้วงหิมะเดือนเมษายนทุก ๆ ปี
เช้านี้ก็เหมือนทุกเช้า ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ความคิดเรียบง่ายของฉันมักจะก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ หากเธออยากจะนึกภาพตาม มันก็คงเป็นรูปทรงเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม มันไม่เคยแปรเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองให้ซับซ้อนไปกว่านี้ ฉันพบความจริงข้อหนึ่งว่า สิ่งใดก็ตามที่มีรูปร่างซับซ้อน สิ่งนั้นจะต้องเสียพลังงานส่วนหนึ่งให้แก่ความซับซ้อนนั้น ยิ่งซับซ้อนมาก สารัตถะดั้งเดิมของมันยิ่งต้องกระจายพลังงานให้แก่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น นั่นทำให้พลังงานดั้งเดิมของรูปทรงยิ่งกระจัดกระจาย ฉันจึงชอบที่ความคิดของฉันก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ทุกอณูในความคิดของฉันยังคงไว้ซึ่งพลังงานดั้งเดิมของมันที่ยังทรงพลังอยู่
แต่ก็นั่นแหละ, ความคิดเรียบง่ายของฉัน สุดท้ายมันก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปร่างของมันไปตามสภาพการณ์ในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของฉัน ตรรกะที่ฉันใช้ และเป้าหมายที่ความคิดนั้นจะต้องไปให้ถึง สามอย่างนี้คือตัวกำหนดความซับซ้อนของความคิดเรียบง่าย จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการติดฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์สักสิบวิธีการให้กับคำตอบศูนย์นั่นแหละ แม้เธอรู้ดีว่าคำตอบนั้นคือศูนย์ แต่สิ่งที่เธอสนใจคือวิธีการที่จะไปถึงศูนย์ นั่นแหละคือการกระจัดกระจายของพลังงาน คำตอบศูนย์นั้นแต่เดิมเรียบง่ายและทรงพลัง แต่เมื่อมันมีตัวกำหนดความซับซ้อนของความเรียบง่าย คนก็มุ่งเป้าไปที่ความซับซ้อนของมันจนลืมเลือนพลังงานดั้งเดิมของสารัตถะ จริงไหม
แม้ว่าฉันกลัวจะเสียพลังงานของความคิดเรียบง่ายดั้งเดิม แต่เธอก็รู้ ความซับซ้อนของความคิดเรียบง่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งของการสื่อสาร, การสื่อสารที่ฉันรู้ว่ามันไม่มีทางไปถึงเธอจริง ๆ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนลงให้น้อยที่สุด แต่ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น เธอก็รู้ Saussure ก็พูดไว้ สัญญะนั้นซับซ้อนและมีแต่ความเป็นยถากรรม นั่นทำให้ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของฉันไม่มีวันเดินทางไปถึงเธอได้จริง ๆ
หากความคิดเรียบง่ายของคนกลุ่มหนึ่งคือศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า เธอก็จะเห็นพวกเขารวมตัวกันที่โบสถ์ สวดมนต์และร้องเพลงเพื่อสื่อสารให้พระองค์ทรงทราบถึงความศรัทธา ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของพวกเขาแปรเปลี่ยนสัญญะทางภาษาและดนตรี และพัฒนาความซับซ้อนมาเป็นบทเพลงและท่วงทำนองอันแสนไพเราะเพื่อส่งต่อไปถึงฟากฟ้า ไม่รู้ว่าเมื่อบทเพลงเหล่านั้นลอยขึ้นไป พระองค์จะทรงรับทราบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อพระองค์หรือไม่ แต่อย่างไรเสีย ฉันว่าพระองค์ทรงทราบ เพราะพระองค์เป็นสัพพัญญู ทรงรู้แจ้งทุกอย่างไม่ว่าจะส่งผ่านสื่อสัญญะหรือไม่ ดังนั้นเรื่องของเราจึงกลับมาที่ความจริงข้อหนึ่งว่า ฉันและเธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ เท่านั้น
ฉันบอกเธอไปแล้วนี่นะว่าทุกวันของฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ใช่แล้วล่ะ บางครั้งฉันพยายามรักษาสภาพดั้งเดิมของมันให้คงอยู่อย่างนั้น บางครั้งฉันจำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนลงไปในความคิดเรียบง่ายเพื่อสื่อสาร มันอาจออกมาเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้สึกเช่นบทกวี บางครั้งออกมาในรูปแบบบันทึกถึงส่วนเสี้ยวของความคิดนั้น บางทีอาจออกมาในรูปแบบตัวอักษรที่ไม่มีแม้แต่การสื่อสารความคิดนั้นเลย แต่บรรจุความคิดนั้นอยู่เต็ม เพียงแต่มีแค่ฉันคนเดียวที่รู้ มีแค่ฉันคนเดียวที่กำทั้ง signifier และ signified ไว้ในมือ นั่นเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างพ้นจากการสื่อสารด้วยถ้อยคำได้
ฉันพบว่าความคิดเรียบง่ายนั้นถูกแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แวดล้อมตัวมันอยู่ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดเรียบง่ายให้มากที่สุดแล้วก็ตาม ก็อย่างที่ฉันพูดไปนั่นแหละ ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น ฉันจึงพยายามคิดหาวิธีการที่จะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอเดินทางไปถึงเธอโดยให้มันยังคงสถานะเดิม หรือใกล้เคียงสถานะเดิมให้มากที่สุด
แล้วฉันก็พบวิธีนั้น, การอธิษฐาน
แม้ดูเป็นวิธีเลื่อนลอย แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยตัดตัวเชื่อมเกี่ยวแก่การสื่อสารของเราทิ้งไปทั้งหมด ซึ่งทำให้ความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดลดลงเหลือน้อยที่สุด แม้ว่าที่สุดแล้วมันจะต้องผ่านสื่อสัญญะในสมองของฉันออกมาก็ตามที แต่นั่นก็น่าจะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอยังคงพลังงานที่ใกล้เคียงสารัตถะดั้งเดิมของมันอยู่
ไม่มีสัญญะเพื่อนำพาความหมาย ไม่มีมวลสารจับต้องได้ ไม่มีการเตือนเมื่อมาถึง เธอจะต้องรับรู้เองเมื่อมันเกิดขึ้น และฉันเชื่อว่ามันยากเหลือเกิน ยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคลื่นความคิดของเราไม่เคยสั่นไหวในจังหวะที่สัมพัทธ์กัน
แต่ฉันก็ยังคงทำเช่นนั้นเสมอมา, อธิษฐาน
ฉันยังหวังอยู่นะ, หวังว่าสักวันเธอจะได้ยิน
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
เช้านี้ก็เหมือนทุกเช้า ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ความคิดเรียบง่ายของฉันมักจะก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ หากเธออยากจะนึกภาพตาม มันก็คงเป็นรูปทรงเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม มันไม่เคยแปรเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองให้ซับซ้อนไปกว่านี้ ฉันพบความจริงข้อหนึ่งว่า สิ่งใดก็ตามที่มีรูปร่างซับซ้อน สิ่งนั้นจะต้องเสียพลังงานส่วนหนึ่งให้แก่ความซับซ้อนนั้น ยิ่งซับซ้อนมาก สารัตถะดั้งเดิมของมันยิ่งต้องกระจายพลังงานให้แก่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น นั่นทำให้พลังงานดั้งเดิมของรูปทรงยิ่งกระจัดกระจาย ฉันจึงชอบที่ความคิดของฉันก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ทุกอณูในความคิดของฉันยังคงไว้ซึ่งพลังงานดั้งเดิมของมันที่ยังทรงพลังอยู่
แต่ก็นั่นแหละ, ความคิดเรียบง่ายของฉัน สุดท้ายมันก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปร่างของมันไปตามสภาพการณ์ในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของฉัน ตรรกะที่ฉันใช้ และเป้าหมายที่ความคิดนั้นจะต้องไปให้ถึง สามอย่างนี้คือตัวกำหนดความซับซ้อนของความคิดเรียบง่าย จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการติดฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์สักสิบวิธีการให้กับคำตอบศูนย์นั่นแหละ แม้เธอรู้ดีว่าคำตอบนั้นคือศูนย์ แต่สิ่งที่เธอสนใจคือวิธีการที่จะไปถึงศูนย์ นั่นแหละคือการกระจัดกระจายของพลังงาน คำตอบศูนย์นั้นแต่เดิมเรียบง่ายและทรงพลัง แต่เมื่อมันมีตัวกำหนดความซับซ้อนของความเรียบง่าย คนก็มุ่งเป้าไปที่ความซับซ้อนของมันจนลืมเลือนพลังงานดั้งเดิมของสารัตถะ จริงไหม
แม้ว่าฉันกลัวจะเสียพลังงานของความคิดเรียบง่ายดั้งเดิม แต่เธอก็รู้ ความซับซ้อนของความคิดเรียบง่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งของการสื่อสาร, การสื่อสารที่ฉันรู้ว่ามันไม่มีทางไปถึงเธอจริง ๆ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนลงให้น้อยที่สุด แต่ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น เธอก็รู้ Saussure ก็พูดไว้ สัญญะนั้นซับซ้อนและมีแต่ความเป็นยถากรรม นั่นทำให้ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของฉันไม่มีวันเดินทางไปถึงเธอได้จริง ๆ
หากความคิดเรียบง่ายของคนกลุ่มหนึ่งคือศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า เธอก็จะเห็นพวกเขารวมตัวกันที่โบสถ์ สวดมนต์และร้องเพลงเพื่อสื่อสารให้พระองค์ทรงทราบถึงความศรัทธา ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของพวกเขาแปรเปลี่ยนสัญญะทางภาษาและดนตรี และพัฒนาความซับซ้อนมาเป็นบทเพลงและท่วงทำนองอันแสนไพเราะเพื่อส่งต่อไปถึงฟากฟ้า ไม่รู้ว่าเมื่อบทเพลงเหล่านั้นลอยขึ้นไป พระองค์จะทรงรับทราบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อพระองค์หรือไม่ แต่อย่างไรเสีย ฉันว่าพระองค์ทรงทราบ เพราะพระองค์เป็นสัพพัญญู ทรงรู้แจ้งทุกอย่างไม่ว่าจะส่งผ่านสื่อสัญญะหรือไม่ ดังนั้นเรื่องของเราจึงกลับมาที่ความจริงข้อหนึ่งว่า ฉันและเธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ เท่านั้น
ฉันบอกเธอไปแล้วนี่นะว่าทุกวันของฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ใช่แล้วล่ะ บางครั้งฉันพยายามรักษาสภาพดั้งเดิมของมันให้คงอยู่อย่างนั้น บางครั้งฉันจำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนลงไปในความคิดเรียบง่ายเพื่อสื่อสาร มันอาจออกมาเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้สึกเช่นบทกวี บางครั้งออกมาในรูปแบบบันทึกถึงส่วนเสี้ยวของความคิดนั้น บางทีอาจออกมาในรูปแบบตัวอักษรที่ไม่มีแม้แต่การสื่อสารความคิดนั้นเลย แต่บรรจุความคิดนั้นอยู่เต็ม เพียงแต่มีแค่ฉันคนเดียวที่รู้ มีแค่ฉันคนเดียวที่กำทั้ง signifier และ signified ไว้ในมือ นั่นเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างพ้นจากการสื่อสารด้วยถ้อยคำได้
ฉันพบว่าความคิดเรียบง่ายนั้นถูกแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แวดล้อมตัวมันอยู่ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดเรียบง่ายให้มากที่สุดแล้วก็ตาม ก็อย่างที่ฉันพูดไปนั่นแหละ ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น ฉันจึงพยายามคิดหาวิธีการที่จะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอเดินทางไปถึงเธอโดยให้มันยังคงสถานะเดิม หรือใกล้เคียงสถานะเดิมให้มากที่สุด
แล้วฉันก็พบวิธีนั้น, การอธิษฐาน
แม้ดูเป็นวิธีเลื่อนลอย แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยตัดตัวเชื่อมเกี่ยวแก่การสื่อสารของเราทิ้งไปทั้งหมด ซึ่งทำให้ความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดลดลงเหลือน้อยที่สุด แม้ว่าที่สุดแล้วมันจะต้องผ่านสื่อสัญญะในสมองของฉันออกมาก็ตามที แต่นั่นก็น่าจะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอยังคงพลังงานที่ใกล้เคียงสารัตถะดั้งเดิมของมันอยู่
ไม่มีสัญญะเพื่อนำพาความหมาย ไม่มีมวลสารจับต้องได้ ไม่มีการเตือนเมื่อมาถึง เธอจะต้องรับรู้เองเมื่อมันเกิดขึ้น และฉันเชื่อว่ามันยากเหลือเกิน ยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคลื่นความคิดของเราไม่เคยสั่นไหวในจังหวะที่สัมพัทธ์กัน
แต่ฉันก็ยังคงทำเช่นนั้นเสมอมา, อธิษฐาน
ฉันยังหวังอยู่นะ, หวังว่าสักวันเธอจะได้ยิน
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554
จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 6
The Silence of September (ความเงียบงันแห่งกันยาฯ)
(1.)
เดือนกันยายน ว่ากันว่าเป็นเดือนโหมโรงก่อนบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับพลิกแผ่นฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังจะมาถึงในเดือนตุลาคม
เดือนพรีลูดก่อนที่ซิมโฟนีแห่งทวยเทพจะขับขาน ใครบางคนทำประโยคนี้หล่นไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ คุ้น ๆ ว่าเป็นนักปฏิวัติสักคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกเพราะไม่ใช่คอเพลงคลาสสิก สำหรับผมแล้ว เดือนนี้เป็นเหมือนเสียงครวญครางดังอี้ยยยยอ๊ะของน้องจ๊ะ คันหู ก่อนที่เธอจะเริ่มร้องเพลงที่มีคนดูเก้าล้านคนในยูทูปมากกว่า
เร้าใจเสียงยิ่งกว่าสารัตถะที่ดำรงอยู่ ถ้าพูดกันด้วยคำวิชาการก็คงประมาณนี้
(2.)
อาจจะเป็นเพราะเป็นฤดูกาลใกล้สอบ ดีมานด์ด้านกำลังใจจึงมากพอ ๆ กับความสับสนและหวาดกลัวข้อสอบที่ยังมาไม่ถึง เสียงผ่านปลายสายว่า รักนะเด็กโง่ ตั้งใจทำงานนะคะ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบนะคะ (จากผู้ชายซึ่งมักใช้คำลงท้ายผิดเพศเพื่อเพิ่มดีกรีความน่ารักให้ตัวเอง ซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นผู้ชายเจ้าชู้) จึงดังระงมเหมือนเสียงอึ่งอ่างหลังฝนงวด เว้นแต่ผมซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาสในการฝากวจีรักหวานฉ่ำจับใจเหมือนน้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวโดยผึ้งที่กำลังมีความรัก
เดือนแห่งเสียงอี๊ยยยยอ๊ะอันเร้าใจของผม กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับความว่างเปล่าเสียงยิ่งกว่าคำที่สะกดว่าว่างเปล่า
บ้าที่สุด! ผมกระแทกนิ้วลงไปบนโทรศัพท์ และหัวเสียยิ่งขึ้นเมื่อโทรศัพท์ผมดันมีแค่ปุ่มเดียว ให้ตายเถอะ ผมเกลียดสมาร์ทโฟน! การจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอไม่เคยสร้างความพึงพอใจให้ผมได้เท่ากับการลงน้ำหนักรัวลงบนปุ่มหลาย ๆ ปุ่ม โดยเฉพาะตอนที่โทสะมาถือครองเป็นเจ้าของในเรือนใจ
บุญชิต! รู้อย่างนี้ถอยกลับไปใช้ Nokia 3310 ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับแอพพลิเคชั่นล้านแปด ในเมื่อมรรคผลของมันไม่ต่างกันเลย
วางโทรศัพท์ที่ประจุแบตเตอรี่ไว้เต็ม แต่มีประโยชน์เท่ากับทุกเครื่องในโลกตอนแบตหมดลงที่เดิม ถอนหายใจยาว
ปลายฝนต้นหนาว หอบเอาความหนาวยะเยือกมาสู่ผม ทั้งจากอากาศและไม่ใช่อากาศ
(3.)
"ลูกสามพี่ก็ยังรัก"
ทิ้งคำนี้ไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากเจ้าตัว ทำนองว่าเป็นคำพูดเลื่อนลอยพอ ๆ กับชาวเขาทำไร่
เธอคงจะลืมไปว่า เดี๋ยวนี้ชาวเขาเค้าปั๊ดตะนาแล้ว เช่นเดียวกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ชัดเจนทั่วไทย ไร่เลื่อนลอยเป็นเพียงอดีตอันเลือนราง เหลือแต่รีสอร์ตศิวิไลซ์พักใจช้ำของคนเมือง ไม่เชื่อไปถามคนแถว ๆ ปายดูได้
ตัวอักษรของผมเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ หลายคนเชื่ออย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดสะระตะเข้ากับการเรียนในคณะที่มีชื่อตรงตัวว่าคณะตัวหนังสือ มันใสซื่อน้อยกว่าถ้อยคำจากหนุ่มแพทย์ หนุ่มวิศวะ หรือหนุ่มคณะอื่นผู้ไม่เคยเคี่ยวกรำตัวอักษรให้เพริศแพร้วพริ้งพรายจนกล้ำกรายเส้นแบ่งระหว่างความจริงใจกับความเสแสร้ง
ก็อย่างว่าแหละ ใครมันจะเชื่อลมปากนักเขียน ผู้ซึ่งประดิดประดอยถ้อยคำจนคนเชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกได้ สาอะไรกับคำที่ต้องการความซื่อสัตย์มากที่สุดอย่างคำว่ารัก
แต่อันที่จริง การโกหกเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้าย และมันไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เพื่อเอาตัวรอดจากราชสีห์
คำโกหก มาพร้อมกับคำรักซื่อ ๆ ได้เท่ากับความรักที่ประดิษฐ์เป็นบทกวีทำนองว่า จะขอเธอแต่งงานด้วยวงแหวนจากดาวเสาร์
(4.)
กันยายนของผม เดือนแห่งพรีลูดที่ว่างเปล่าราวกับซิมโฟนีที่ไม่มีโน้ตดนตรีแม้แต่ครึ่งตัว ไม่เช่นนั้นก็เป็นการฟังเพลงคันหูฉบับออริจินอลของประเทศที่เต็มไปด้วยศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ ธรรมอันดีงามทุกกระเบียด จนไม่ได้ยินคำร้องประโยคสุดท้ายที่ร้องเอื้อนด้วยความจงใจว่า "หูหนีคงหายคันนนน..." อย่างถนัดถนี่
เสียเวลาไปกับการประดิษฐ์ถ้อยคำที่มีคนเชื่อถือมากพอ ๆ กับฟังคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งที่คำพูดนั้นอาจจะเป็นการพูดครั้งที่สี่
มีคนบอกว่ามันเป็นพันธกิจ บ้างก็ว่ามันเป็นคำสาป สำหรับผู้เลือกเดินทางในสายของ "นักรู้สึก"
พลิกดูสมุดจดวิชาทฤษฎีวรรณคดีตะวันออก ประโยคหนึ่งลอยเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ
"มีก็แต่ผู้ที่ผิดหวังในความรักเท่านั้นจึงจะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของศฤงคารรส" เส้นยึกยือเส้นหนึ่งลากยาวไปหาอีกประโยค "กวีต้องแสวงหาความรักที่ผิดหวังอยู่เสมอ เพราะความผิดหวังมักเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังมากกว่าความสมหวัง" กำกับชื่อกวีโนเนมไว้ท้ายประโยค เขาคงคิดว่าประโยคนี้คมคายเสียเต็มประดา ถุยชีวิต!
ปิดสมุด โยนไปอีกมุมห้อง ก่อนจะปล่อยให้ความว่างเปล่าบนเพดานครอบครองทัศนวิสัยทั้งหมดของสายตาและความคิด จมอยู่ในห้วงเวลาที่ไหลเอื่อยผ่านร่างอย่างแช่มช้าเหมือนน้ำกรดเดือดในกระทะทองแดงที่ยมทูตค่อย ๆ คนไปมาอย่างเบามือ
ถอนหายใจให้เดือนนี้ และเผื่อยาวไปจนถึงเดือนหน้า บทโหมโรงที่จบตั้งแต่ยังไม่เริ่มมหากาพย์ ได้แต่กำปากกาไว้มั่นพร้อมกับท่องวาทะของนักรบผู้มีความรักว่า หากไม่กุมดาบ ก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่หากกุมดาบแล้ว ก็คงกอดเธอไม่ได้
(5.)
โทรศัพท์ร้องเตือนขึ้นเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด ถึงเวลาที่ต้องประจุแบตเตอรี่อีกครั้ง ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดปุ่มที่มีเพียงปุ่มเดียวอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงแสงเรืองขึ้นจากหน้าจอมืดดำเพื่อบอกวันที่และเวลา นอกจากนั้นมันไม่ตอบสนองอะไรอีก ผมต้องปลดล็อกหน้าจอก่อนจึงจะเริ่มทำอะไรอย่างอื่นได้
แต่ถึงผมจะปลดล็อกหน้าจอ ผมจะเริ่มอะไรได้?
วุฒินันท์ ชัยศรี
8 กันยายน 2554
(1.)
เดือนกันยายน ว่ากันว่าเป็นเดือนโหมโรงก่อนบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับพลิกแผ่นฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังจะมาถึงในเดือนตุลาคม
เดือนพรีลูดก่อนที่ซิมโฟนีแห่งทวยเทพจะขับขาน ใครบางคนทำประโยคนี้หล่นไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ คุ้น ๆ ว่าเป็นนักปฏิวัติสักคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกเพราะไม่ใช่คอเพลงคลาสสิก สำหรับผมแล้ว เดือนนี้เป็นเหมือนเสียงครวญครางดังอี้ยยยยอ๊ะของน้องจ๊ะ คันหู ก่อนที่เธอจะเริ่มร้องเพลงที่มีคนดูเก้าล้านคนในยูทูปมากกว่า
เร้าใจเสียงยิ่งกว่าสารัตถะที่ดำรงอยู่ ถ้าพูดกันด้วยคำวิชาการก็คงประมาณนี้
(2.)
อาจจะเป็นเพราะเป็นฤดูกาลใกล้สอบ ดีมานด์ด้านกำลังใจจึงมากพอ ๆ กับความสับสนและหวาดกลัวข้อสอบที่ยังมาไม่ถึง เสียงผ่านปลายสายว่า รักนะเด็กโง่ ตั้งใจทำงานนะคะ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบนะคะ (จากผู้ชายซึ่งมักใช้คำลงท้ายผิดเพศเพื่อเพิ่มดีกรีความน่ารักให้ตัวเอง ซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นผู้ชายเจ้าชู้) จึงดังระงมเหมือนเสียงอึ่งอ่างหลังฝนงวด เว้นแต่ผมซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาสในการฝากวจีรักหวานฉ่ำจับใจเหมือนน้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวโดยผึ้งที่กำลังมีความรัก
เดือนแห่งเสียงอี๊ยยยยอ๊ะอันเร้าใจของผม กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับความว่างเปล่าเสียงยิ่งกว่าคำที่สะกดว่าว่างเปล่า
บ้าที่สุด! ผมกระแทกนิ้วลงไปบนโทรศัพท์ และหัวเสียยิ่งขึ้นเมื่อโทรศัพท์ผมดันมีแค่ปุ่มเดียว ให้ตายเถอะ ผมเกลียดสมาร์ทโฟน! การจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอไม่เคยสร้างความพึงพอใจให้ผมได้เท่ากับการลงน้ำหนักรัวลงบนปุ่มหลาย ๆ ปุ่ม โดยเฉพาะตอนที่โทสะมาถือครองเป็นเจ้าของในเรือนใจ
บุญชิต! รู้อย่างนี้ถอยกลับไปใช้ Nokia 3310 ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับแอพพลิเคชั่นล้านแปด ในเมื่อมรรคผลของมันไม่ต่างกันเลย
วางโทรศัพท์ที่ประจุแบตเตอรี่ไว้เต็ม แต่มีประโยชน์เท่ากับทุกเครื่องในโลกตอนแบตหมดลงที่เดิม ถอนหายใจยาว
ปลายฝนต้นหนาว หอบเอาความหนาวยะเยือกมาสู่ผม ทั้งจากอากาศและไม่ใช่อากาศ
(3.)
"ลูกสามพี่ก็ยังรัก"
ทิ้งคำนี้ไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากเจ้าตัว ทำนองว่าเป็นคำพูดเลื่อนลอยพอ ๆ กับชาวเขาทำไร่
เธอคงจะลืมไปว่า เดี๋ยวนี้ชาวเขาเค้าปั๊ดตะนาแล้ว เช่นเดียวกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ชัดเจนทั่วไทย ไร่เลื่อนลอยเป็นเพียงอดีตอันเลือนราง เหลือแต่รีสอร์ตศิวิไลซ์พักใจช้ำของคนเมือง ไม่เชื่อไปถามคนแถว ๆ ปายดูได้
ตัวอักษรของผมเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ หลายคนเชื่ออย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดสะระตะเข้ากับการเรียนในคณะที่มีชื่อตรงตัวว่าคณะตัวหนังสือ มันใสซื่อน้อยกว่าถ้อยคำจากหนุ่มแพทย์ หนุ่มวิศวะ หรือหนุ่มคณะอื่นผู้ไม่เคยเคี่ยวกรำตัวอักษรให้เพริศแพร้วพริ้งพรายจนกล้ำกรายเส้นแบ่งระหว่างความจริงใจกับความเสแสร้ง
ก็อย่างว่าแหละ ใครมันจะเชื่อลมปากนักเขียน ผู้ซึ่งประดิดประดอยถ้อยคำจนคนเชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกได้ สาอะไรกับคำที่ต้องการความซื่อสัตย์มากที่สุดอย่างคำว่ารัก
แต่อันที่จริง การโกหกเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้าย และมันไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เพื่อเอาตัวรอดจากราชสีห์
คำโกหก มาพร้อมกับคำรักซื่อ ๆ ได้เท่ากับความรักที่ประดิษฐ์เป็นบทกวีทำนองว่า จะขอเธอแต่งงานด้วยวงแหวนจากดาวเสาร์
(4.)
กันยายนของผม เดือนแห่งพรีลูดที่ว่างเปล่าราวกับซิมโฟนีที่ไม่มีโน้ตดนตรีแม้แต่ครึ่งตัว ไม่เช่นนั้นก็เป็นการฟังเพลงคันหูฉบับออริจินอลของประเทศที่เต็มไปด้วยศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ ธรรมอันดีงามทุกกระเบียด จนไม่ได้ยินคำร้องประโยคสุดท้ายที่ร้องเอื้อนด้วยความจงใจว่า "หูหนีคงหายคันนนน..." อย่างถนัดถนี่
เสียเวลาไปกับการประดิษฐ์ถ้อยคำที่มีคนเชื่อถือมากพอ ๆ กับฟังคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งที่คำพูดนั้นอาจจะเป็นการพูดครั้งที่สี่
มีคนบอกว่ามันเป็นพันธกิจ บ้างก็ว่ามันเป็นคำสาป สำหรับผู้เลือกเดินทางในสายของ "นักรู้สึก"
พลิกดูสมุดจดวิชาทฤษฎีวรรณคดีตะวันออก ประโยคหนึ่งลอยเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ
"มีก็แต่ผู้ที่ผิดหวังในความรักเท่านั้นจึงจะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของศฤงคารรส" เส้นยึกยือเส้นหนึ่งลากยาวไปหาอีกประโยค "กวีต้องแสวงหาความรักที่ผิดหวังอยู่เสมอ เพราะความผิดหวังมักเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังมากกว่าความสมหวัง" กำกับชื่อกวีโนเนมไว้ท้ายประโยค เขาคงคิดว่าประโยคนี้คมคายเสียเต็มประดา ถุยชีวิต!
ปิดสมุด โยนไปอีกมุมห้อง ก่อนจะปล่อยให้ความว่างเปล่าบนเพดานครอบครองทัศนวิสัยทั้งหมดของสายตาและความคิด จมอยู่ในห้วงเวลาที่ไหลเอื่อยผ่านร่างอย่างแช่มช้าเหมือนน้ำกรดเดือดในกระทะทองแดงที่ยมทูตค่อย ๆ คนไปมาอย่างเบามือ
ถอนหายใจให้เดือนนี้ และเผื่อยาวไปจนถึงเดือนหน้า บทโหมโรงที่จบตั้งแต่ยังไม่เริ่มมหากาพย์ ได้แต่กำปากกาไว้มั่นพร้อมกับท่องวาทะของนักรบผู้มีความรักว่า หากไม่กุมดาบ ก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่หากกุมดาบแล้ว ก็คงกอดเธอไม่ได้
(5.)
โทรศัพท์ร้องเตือนขึ้นเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด ถึงเวลาที่ต้องประจุแบตเตอรี่อีกครั้ง ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดปุ่มที่มีเพียงปุ่มเดียวอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงแสงเรืองขึ้นจากหน้าจอมืดดำเพื่อบอกวันที่และเวลา นอกจากนั้นมันไม่ตอบสนองอะไรอีก ผมต้องปลดล็อกหน้าจอก่อนจึงจะเริ่มทำอะไรอย่างอื่นได้
แต่ถึงผมจะปลดล็อกหน้าจอ ผมจะเริ่มอะไรได้?
วุฒินันท์ ชัยศรี
8 กันยายน 2554
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554
คนไม่มีสิทธิ์
๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำหนัก
ไม่มีสิทธิ์ขอความรักจากคนไหน
ไม่มีสิทธิ์งอนง้อต่อรองใคร
แม้แต่สิทธิ์จะร้องไห้ยังไม่มี
๏ เพราะมิใช่คนพิเศษจึงไร้สิทธิ์
หนทางปิดทุกทางไปไร้ทางหนี
ได้แต่กล้ำกลืนฝืนฤดี
ตีหน้าพาทีมิรู้ร้อน
๏ มิได้เกิดมาพิเศษจึงหมดสิทธิ์
เป็นความผิดความพ่ายแพ้แต่กาลก่อน
หมดสิทธิ์แม้จะพร่ำคำอาวรณ์
ทำได้แค่ทอดถอนดวงฤทัย
๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำรัก
แม้จะเจ็บช้ำหนักมาจากไหน
ต้องก้มหน้ายิ้มฝืนยืนสู้ไป
แม้ยินเสียงในใจ-ไม่ไหวแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๕/๐๙/๒๕๕๔
ไม่มีสิทธิ์ขอความรักจากคนไหน
ไม่มีสิทธิ์งอนง้อต่อรองใคร
แม้แต่สิทธิ์จะร้องไห้ยังไม่มี
๏ เพราะมิใช่คนพิเศษจึงไร้สิทธิ์
หนทางปิดทุกทางไปไร้ทางหนี
ได้แต่กล้ำกลืนฝืนฤดี
ตีหน้าพาทีมิรู้ร้อน
๏ มิได้เกิดมาพิเศษจึงหมดสิทธิ์
เป็นความผิดความพ่ายแพ้แต่กาลก่อน
หมดสิทธิ์แม้จะพร่ำคำอาวรณ์
ทำได้แค่ทอดถอนดวงฤทัย
๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำรัก
แม้จะเจ็บช้ำหนักมาจากไหน
ต้องก้มหน้ายิ้มฝืนยืนสู้ไป
แม้ยินเสียงในใจ-ไม่ไหวแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๕/๐๙/๒๕๕๔
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
เธอบอกให้ลืม
๏ เธอบอกให้ลืม...
ทั้งที่ใจยังคงปลื้มอยู่เต็มฝัน
ทั้งที่รักเกินจะพร่ำคำรำพัน
เธอบอกฉันให้เลิกรักเธอสักที
๏ จะให้ลืม...
ทั้งที่รักยังดูดดื่มอยู่เต็มที่
ฤาทิ้งฝันให้เร่ร้างอยู่อย่างนี้
ดวงฤดีก็ปล่อยไปไม่นำพา
๏ เลิกเถอะ, เลิกฝัน...
เรื่องที่ผ่านมานั้นล้วนไร้ค่า
เป็นเพียงภาพจำแสนธรรมดา
เหลือก็แต่น้ำตาและซากใจ
๏ ขอโทษ...
ขอเธออย่าโกรธฉันได้ไหม
หากวันนี้ยังมีเธอเต็มฤทัย
ฉันจะค่อยลืมเธอไปในรอยน้ำตา
๏ ตัดใจ, ไม่รัก...
แลกกับรอยแผลหนักเกินรักษา
เพราะรักเธอเกินเอ่ยคำจำนรรจา
และมากเกินจะบอกลาด้วยคำเดียว ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๒/๐๙/๒๕๕๔
ทั้งที่ใจยังคงปลื้มอยู่เต็มฝัน
ทั้งที่รักเกินจะพร่ำคำรำพัน
เธอบอกฉันให้เลิกรักเธอสักที
๏ จะให้ลืม...
ทั้งที่รักยังดูดดื่มอยู่เต็มที่
ฤาทิ้งฝันให้เร่ร้างอยู่อย่างนี้
ดวงฤดีก็ปล่อยไปไม่นำพา
๏ เลิกเถอะ, เลิกฝัน...
เรื่องที่ผ่านมานั้นล้วนไร้ค่า
เป็นเพียงภาพจำแสนธรรมดา
เหลือก็แต่น้ำตาและซากใจ
๏ ขอโทษ...
ขอเธออย่าโกรธฉันได้ไหม
หากวันนี้ยังมีเธอเต็มฤทัย
ฉันจะค่อยลืมเธอไปในรอยน้ำตา
๏ ตัดใจ, ไม่รัก...
แลกกับรอยแผลหนักเกินรักษา
เพราะรักเธอเกินเอ่ยคำจำนรรจา
และมากเกินจะบอกลาด้วยคำเดียว ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๒/๐๙/๒๕๕๔
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ว่าด้วยนิทานเรื่องนายทหารกับเจ้าหญิง
"ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระราชาได้จัดงานเลี้ยงสำหรับคัดเลือกเจ้าหญิงที่โฉมงามที่สุดในอาณาจักร ตอนนั้น มีนายทหารนายหนึ่งมีหน้าที่ยืนเฝ้ายาม เขาเห็นพระราชธิดาของพระราชา เขาเห็นว่าเธอเป็นสิ่งที่สวยงามกว่าทุกสิ่ง และเขาก็ตกหลุมรักเธออย่างมากด้วย
"แต่เขาเป็นเพียงนายทหารธรรมดาคนนึง แต่เธอเป็นถึงพระราชธิดา แต่แล้วในที่สุด เขาก็ทำสำเร็จในการได้พบกับเจ้าหญิง เขาบอกกับเธอว่า เขาไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเธอ
"เจ้าหญิงรับรู้ และก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในความรู้สึกของเขา ดังนั้นเจ้าหญิงจึงตรัสว่า "ถ้าท่านรอคอยได้เป็นเวลา 100 วัน และ 100 คืนที่ใต้ระเบียงห้องฉัน ถ้าทำได้ฉันก็จะเป็นของท่าน"---
"เมื่อได้ฟังดังนั้น ทหารนายนั้นก็ไป แล้วเขาก็รอคอย ผ่านไป 1 วัน 2 วัน แล้วก็ 10 วัน จากนั้นก็ 20 วัน--- ทุก ๆ เย็นเจ้าหญิงก็จะมองออกไปและพบว่าเขาไม่ได้ขยับเลยแม้ว่ามีลมฝนลมหนาว แม้แต่พายุหิมะ เขาก็ยังยืนอยู่ที่นั่น แม้นกจะขี้ใส่หัวเขา ผึ้งมาต่อยเขา เขาก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย เขายังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
"ในที่สุด คืนวันที่ 90 ร่างกายของเขาผอมแห้งและก็ซีดเซียว น้ำตาเริ่มไหลลงมาจากดวงตาของเขา เขาไม่สามารถกลั้นมันไว้ได้ เขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะหลับตาและขยับร่างกาย ตลอดเวลาเจ้าหญิงยังคอยดูเขาอยู่
"และเมื่อถึงวันสุดท้าย คือคืนวันที่ 99 นายทหารคนนั้นก็เดินจากไป---"
นิทานเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินเมื่อตอนเด็ก ๆ เป็นเรื่องเดียวกับที่อัลเฟรโดเล่าให้โตโตฟังในเรื่อง Cinema Paradiso ขณะที่ชายหนุ่มกำลังอยู่ในห้วงรัก แต่เมื่อเล่าจบ อัลเฟรโดไม่มีบทสรุปให้โตโต้
"และอย่าถามว่ามันหมายถึงอะไร เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน---"
เมื่อความรักไม่สมหวัง โตโต้จึงคิดว่าเขาเข้าใจนิทานที่อัลเฟรโดเล่า
"คุณจำเรื่องทหารและเจ้าหญิงได้ไหม--- ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมทหารถึงได้จากไปในตอนจบ ใช่---อีกแค่คืนเดียวเจ้าหญิงก็จะเป็นของเขาตลอดกาลแล้ว แต่เธอก็ไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้ได้ นั่นเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไป มันอาจฆ่าเขา---
"อย่างน้อยที่สุดของคืนที่ 99 เขาแค่จดจำว่าเธอควรเป็นของเขา---"
----------
แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว---ไม่ใช่หรอก โตโต้เข้าใจผิดด้วยความเยาว์วัย
ความจริงของนิทานเรื่องนี้---ความจริงของนายทหาร---เรียบง่ายและโหดร้ายกว่านั้นมาก
แต่อย่าถามข้าพเจ้าว่ามันหมายถึงอะไร เพราะข้าพเจ้าไม่มีคำตอบให้--- คำตอบนั้นอยู่พ้นที่จะอธิบายด้วยถ้อยคำ มีเพียงความรู้สึกอย่างนายทหารผู้นั้นเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเหตุใดนายทหารผู้นั้นจึงเดินจากไปในคืนที่ 99
อันที่จริงเขา---นายทหารคนนั้นน่าจะรู้แล้วตั้งแต่วันที่เขาหลั่งน้ำตาในคืนวันที่ 90 แต่เขาต้องใช้เวลาอีกถึง 9 วันเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขารู้นั้นเป็นเรื่องจริง ก่อนจะตัดสินใจ---
นี่คือนิทานที่บอกเล่าความจริงของความรัก---และความรู้สึกอันหนักหนาสาหัสมากเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรู้สึกได้
วุฒินันท์ ชัยศรี
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔
"แต่เขาเป็นเพียงนายทหารธรรมดาคนนึง แต่เธอเป็นถึงพระราชธิดา แต่แล้วในที่สุด เขาก็ทำสำเร็จในการได้พบกับเจ้าหญิง เขาบอกกับเธอว่า เขาไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเธอ
"เจ้าหญิงรับรู้ และก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่อยู่ลึก ๆ ในความรู้สึกของเขา ดังนั้นเจ้าหญิงจึงตรัสว่า "ถ้าท่านรอคอยได้เป็นเวลา 100 วัน และ 100 คืนที่ใต้ระเบียงห้องฉัน ถ้าทำได้ฉันก็จะเป็นของท่าน"---
"เมื่อได้ฟังดังนั้น ทหารนายนั้นก็ไป แล้วเขาก็รอคอย ผ่านไป 1 วัน 2 วัน แล้วก็ 10 วัน จากนั้นก็ 20 วัน--- ทุก ๆ เย็นเจ้าหญิงก็จะมองออกไปและพบว่าเขาไม่ได้ขยับเลยแม้ว่ามีลมฝนลมหนาว แม้แต่พายุหิมะ เขาก็ยังยืนอยู่ที่นั่น แม้นกจะขี้ใส่หัวเขา ผึ้งมาต่อยเขา เขาก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนเลย เขายังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
"ในที่สุด คืนวันที่ 90 ร่างกายของเขาผอมแห้งและก็ซีดเซียว น้ำตาเริ่มไหลลงมาจากดวงตาของเขา เขาไม่สามารถกลั้นมันไว้ได้ เขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะหลับตาและขยับร่างกาย ตลอดเวลาเจ้าหญิงยังคอยดูเขาอยู่
"และเมื่อถึงวันสุดท้าย คือคืนวันที่ 99 นายทหารคนนั้นก็เดินจากไป---"
นิทานเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเคยได้ยินเมื่อตอนเด็ก ๆ เป็นเรื่องเดียวกับที่อัลเฟรโดเล่าให้โตโตฟังในเรื่อง Cinema Paradiso ขณะที่ชายหนุ่มกำลังอยู่ในห้วงรัก แต่เมื่อเล่าจบ อัลเฟรโดไม่มีบทสรุปให้โตโต้
"และอย่าถามว่ามันหมายถึงอะไร เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน---"
เมื่อความรักไม่สมหวัง โตโต้จึงคิดว่าเขาเข้าใจนิทานที่อัลเฟรโดเล่า
"คุณจำเรื่องทหารและเจ้าหญิงได้ไหม--- ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมทหารถึงได้จากไปในตอนจบ ใช่---อีกแค่คืนเดียวเจ้าหญิงก็จะเป็นของเขาตลอดกาลแล้ว แต่เธอก็ไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้ได้ นั่นเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไป มันอาจฆ่าเขา---
"อย่างน้อยที่สุดของคืนที่ 99 เขาแค่จดจำว่าเธอควรเป็นของเขา---"
----------
แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว---ไม่ใช่หรอก โตโต้เข้าใจผิดด้วยความเยาว์วัย
ความจริงของนิทานเรื่องนี้---ความจริงของนายทหาร---เรียบง่ายและโหดร้ายกว่านั้นมาก
แต่อย่าถามข้าพเจ้าว่ามันหมายถึงอะไร เพราะข้าพเจ้าไม่มีคำตอบให้--- คำตอบนั้นอยู่พ้นที่จะอธิบายด้วยถ้อยคำ มีเพียงความรู้สึกอย่างนายทหารผู้นั้นเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเหตุใดนายทหารผู้นั้นจึงเดินจากไปในคืนที่ 99
อันที่จริงเขา---นายทหารคนนั้นน่าจะรู้แล้วตั้งแต่วันที่เขาหลั่งน้ำตาในคืนวันที่ 90 แต่เขาต้องใช้เวลาอีกถึง 9 วันเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขารู้นั้นเป็นเรื่องจริง ก่อนจะตัดสินใจ---
นี่คือนิทานที่บอกเล่าความจริงของความรัก---และความรู้สึกอันหนักหนาสาหัสมากเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะรู้สึกได้
วุฒินันท์ ชัยศรี
๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
Bangkok Traffic Love Stories
1.
วันก่อน ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง อย่าไปสนเลยในรายละเอียดของเรื่อง เพราะเรื่องที่ผมจะพูดถึงมีแค่พาหนะในเรื่องที่ชวนให้ผมนึกถึงคำว่า ไทม์แมชชีน นั่นคือ รถเมล์
ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำฉากรถเมล์นั้นมีหลายเรื่อง บ้างก็เอามาเป็นการดำเนินเรื่องหลักเลยก็เช่น เมล์นรก หมวยยกล้อ เป็นต้น ส่วนเรื่องที่ผมได้ชมนี้ รถเมล์ปรากฎเป็นฉากยาวพอสมควร น่าแปลกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำมานานแล้ว ผ่านมายี่สิบกว่าปี รถเมล์เคยเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง (มีเพียงการขับเร็วขึ้น กระเป๋าหยาบคายขึ้น ไม่ค่อยสนใจจะจอดให้ตรงป้าย ขี่แซงปาดเลนเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ - เท่านั้นที่เปลี่ยนไป)
น่ายินดีที่ประเทศไทยยังคงอนุรักษ์พาหนะนี้ไว้ในรูปแบบเดิมที่สุด หากใครคิดจะทำหนังแนวพีเรียดย้อนยุคไปสักสิบยี่สิบปี มาถ่ายทำในรถเมล์น่าจะเหมาะ คงได้บรรยากาศเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน
นี่คือไทม์แมชชีนของความรู้สึก (รุ่นย้อนเวลาได้อย่างเดียว) นวัตกรรมที่ชาวไทยจะต้องภูมิใจ
2.
ป้ายนั้นเป็นภาพนักธุรกิจใส่สูท ใส่หมวกกันน็อค สะพายเป้ ปั่นจักรยาน โปรยด้วยคำชวนเชื่อว่า หันมาปั่นจักรยาน ลดการใช้พลังงาน ลดโลกร้อน พร้อมแปะตรากรุงเทพมหานคร
สวนทางกับภาพรถติดยาวเหยียดบนท้องถนน ไฟแดงจากท้ายรถนับหมื่นตลอดถนนรามคำแหงวาวโรจน์เหมือนดวงตาของยักษ์ที่กำลังโกรธเคือง ผมมองลอดเข้าไปในรถ แต่ละคันบรรจุคนไว้คันละคน ทิ้งที่ว่างของคนนั่งข้าง ๆ และคนนั่งข้างหลังไว้ให้กลวงเปล่าพอ ๆ กับหัวใจ
ยักไหล่ ปั่นจักรยานต่อ อาจจะมีผมเพียงคนเดียวในย่านนี้ที่ปั่นจักรยานจากลำสาลีไปทำธุระที่หน้ารามฯ โดยลัดเลาะไปตามฟุตบาท ระยะทางนั้นอาจไกล แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าจะปั่นไปได้ ระยะทางไกลที่สุดที่ผมทำไว้คือจากจุฬาฯ มาที่รามคำแหง เพราะจักรยานใหญ่เกินกว่าจะใช้รถขนมาได้ จึงต้องปั่นมาเองเมื่อต้องย้ายหอพัก
หันไปยิ้มให้กับป้ายนักธุรกิจใส่สูทปั่นจักรยาน ความฝันอันแสนหวานของคนกรุงเทพฯ ขณะที่โลกความจริง กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่ไว้สำหรับจักรยานแม้แต่มิลลิเมตรเดียว และบางจุดบนฟุตบาทก็เป็นพื้นที่สำหรับแม่ค้าไว้เรียกร้องสิทธิในการขายของโดยอ้างคำว่าเป็นคนจน และเพิกเฉยต่อสิทธิในการเดินของประชาชน ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างตีนผี และรถเมล์หรือแท็กซี่ที่เร่งร้อนจะไปส่งรถ ซึ่งมักจะเหยียบคันเร่งเหมือนกำลังแข่งกับรถเก็บศพของปอเต็กตึ้ง
มีก็แต่คนที่รักชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแหละที่เอาจริงเอาจังกับการเดินทางด้วยจักรยานในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร
3.
ข่าวว่าภาษีรถคันแรกจะลดลงเป็นแสน น่าจะเป็นข่าวดีของประชาชนคนไทยที่นิยมซื้อรถมาขับราวกับเป็นประเทศที่ผลิตรถและกลั่นน้ำมันเองได้ แถมด้วยข่าวน้ำมันลดราคา ช่างเป็นความฝันอันแสนหวานสำหรับคนที่อยากได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในชีวิตโดยขับรถโก้หรูกลับไปอวดญาติที่บ้านนอก แม้ว่าชีวิตในกรุงเทพฯ จะต้องนั่งแช่อยู่บนถนนนานกว่าครึ่งชีวิต โดยไม่เกี่ยวว่าถนนนั้นจะชื่อว่าทางด่วนหรือไม่ด่วน ไม่เคยมีทางด่วนไหนทำหน้าที่ของมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเมื่อมันถูกบรรจุด้วยปริมาณรถมากพอ ๆ กับถนนธรรมดา
ไทม์แมชชีนของความรู้สึกที่ชื่อรถเมล์ บรรจุคนไว้จนไม่เหลือที่ว่างแม้แต่ตารางนิ้วเดียว กลิ่นตัวของนักวิ่งและนักบอลเพิ่งเลิกเล่นที่ขึ้นรถกันมาเป็นทีมชวนให้คลื่นเหียนจวนเจียนจะเป็นลม เพลงหมอลำเพลงโปรดของคนขับที่เปิดเสียงเบา ๆ ระดับหูแตกยิ่งชวนให้ใครหลายคนที่ไม่ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมอีสานรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ รถเมล์คันนั้นรายล้อมด้วยรถเก๋งหลากสีสันที่บรรจุคนไว้คันละคน ไม่น่าแปลกที่ใครก็แห่ไปซื้อรถ อย่างน้อยมันก็ส่วนตัว สบาย เปิดฟังเพลงที่ชอบได้ในโลกส่วนตัวเล็ก ๆ นี้
ไทม์แมชชีนของความรู้สึก (รุ่นย้อนเวลาได้อย่างเดียว) ยี่สิบปีก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น แถมยังห่วยกว่าเดิมเรื่อย ๆ
แต่จะโทษเขาได้ล่ะหรือ ผมเคยฟังคนขับบ่นกับกระเป๋ารถเมล์ ในเมื่อรถเยอะขึ้นทุกวัน รถจึงติด ส่งรถไม่ทัน ขาดทุน วิ่งได้วันละรอบก็บุญโข รอบวิ่งก็น้อยลง รถขาด แต่ละรอบจึงต้องยัดคนเยอะ ๆ เข้าไว้ คนเยอะก็ยิ่งน่าอึดอัด อากาศก็ร้อน รถก็มาติดหนักกว่าเดิมอีก แล้วจะสำมะหาอันใดกับการบริการ (วะ)
รถเยอะ-รถติด-รถเมล์ห่วย-คนหันไปซื้อรถ-รถเยอะ-รถติด-รถเมล์ห่วย-คนหันไปซื้อรถ-รถเยอะ-รถติด-ฯลฯ
4.
ไม่น่าเชื่อว่า ถนนสุขุมวิท โดยเฉพาะสี่แยกหน้าสยามพารากอน จะเป็นถนนที่รถติดที่สุดติดอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นอีกหนึ่งอะเมซิ่งไทยแลนด์ที่ควรภาคภูมิใจ ข่าวนี้มาพร้อมกับข่าวว่าแอร์พอร์ตลิ้งค์กำลังขาดทุนหนัก เนื่องจากมีผู้โดยสารน้อยมากในแต่ละวัน
ข่าวว่าในประเทศที่เจริญแล้ว ระบบขนส่งมวลชนนั้นทันสมัย ไม่มีการอนุรักษ์ไทม์แมชชีนเหมือนบ้านเรา และยังสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางโดยใช้จักรยานมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น จีน เยอรมัน โดยจะมีรถไฟเชื่อมต่อในแต่ละเมือง และในรถไฟก็จะมีโบกี้เก็บจักรยานโดยเฉพาะ เมื่อพาจักรยานมาถึงรถไฟ ก็แค่เอาไปเก็บไว้ในโบกี้ เมื่อเดินทางถึงเมืองจุดหมายก็นำจักรยานออกมาปั่นต่อไปจนถึงจุดหมาย
จักรยานของผมไม่ใช่จักรยานพับได้ จึงนำเข้าไปในแอร์พอร์ตลิ้งค์ หรือ MRT ไม่ได้ มีก็แต่ BTS เท่านั้นที่นำไปด้วยได้ แต่ก็ต้องถูกเขม่นจากผู้โดยสารคนอื่นว่าเกะกะชะมัด
หลายเรื่องประดังประเดเวียนวนอยู่ในสมองผม ลดภาษีรถคันแรก, ลดราคาน้ำมัน, ค่านิยมมีรถขับเท่ากับประสบความสำเร็จ, รถเพิ่มปริมาณ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาจราจร, ระบบขนส่งมวลชนเหมือนไทม์แมชชีนรุ่นย้อนเวลาได้อย่างเดียว แถมยังห่วยแตก, คนหันไปซื้อรถ, ลดภาษีรถคันแรก, ลดราคาน้ำมัน, ค่านิยมมีรถขับเท่ากับประสบความสำเร็จ, รถเพิ่มปริมาณ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาจราจร ฯลฯ ขณะที่กำลังคร่อมอยู่บนอานรอไฟเขียวกลางสี่แยก ผมอาจเหม่อลอยไปหน่อย เมื่อไฟเขียวมาจึงยังไม่ปั่นออกไป จนรถข้างหลังต้องบีบแตรยาวเตือนสติ
เมื่อปั่นขึ้นไปบนฟุตบาท พ้นอันตรายจากบรรดารถใจร้อนทั้งหลาย จึงบ่นกับตัวเองเบา ๆ "ก็บอกแล้ว มีก็แต่คนที่รักชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแหละที่เอาจริงเอาจังกับการเดินทางด้วยจักรยานในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร"
5.
วันนี้เป็นอีกวันที่ผมปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ แล้วยังไม่โดนรถชนตายโหง ขณะปั่นเข้าซอยอย่างเงียบ ๆ จู่ ๆ รู้สึกรักชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองขึ้นมาซะเฉย ๆ
เอาล่ะ ช่างกรุงเทพฯ เถอะ ไม่ใช่บ้านผมสักหน่อย ผมจะเพิ่มมลพิษใส่อากาศในกรุงเทพฯ อีกคนคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ไหน ๆ เขาก็ลดภาษีรถคันแรกแล้ว แถมน้ำมันยังถูกลงเยอะ หากผมทำงานมีเงินเดือนเมื่อไหร่ ผมจะต้องออกรถมาขับสักคันบ้างเสียแล้ว
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๗/๐๘/๒๕๕๔
วันก่อน ผมมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง อย่าไปสนเลยในรายละเอียดของเรื่อง เพราะเรื่องที่ผมจะพูดถึงมีแค่พาหนะในเรื่องที่ชวนให้ผมนึกถึงคำว่า ไทม์แมชชีน นั่นคือ รถเมล์
ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำฉากรถเมล์นั้นมีหลายเรื่อง บ้างก็เอามาเป็นการดำเนินเรื่องหลักเลยก็เช่น เมล์นรก หมวยยกล้อ เป็นต้น ส่วนเรื่องที่ผมได้ชมนี้ รถเมล์ปรากฎเป็นฉากยาวพอสมควร น่าแปลกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำมานานแล้ว ผ่านมายี่สิบกว่าปี รถเมล์เคยเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลง (มีเพียงการขับเร็วขึ้น กระเป๋าหยาบคายขึ้น ไม่ค่อยสนใจจะจอดให้ตรงป้าย ขี่แซงปาดเลนเหมือนรถมอเตอร์ไซค์ - เท่านั้นที่เปลี่ยนไป)
น่ายินดีที่ประเทศไทยยังคงอนุรักษ์พาหนะนี้ไว้ในรูปแบบเดิมที่สุด หากใครคิดจะทำหนังแนวพีเรียดย้อนยุคไปสักสิบยี่สิบปี มาถ่ายทำในรถเมล์น่าจะเหมาะ คงได้บรรยากาศเหมือนเมื่อยี่สิบปีก่อน
นี่คือไทม์แมชชีนของความรู้สึก (รุ่นย้อนเวลาได้อย่างเดียว) นวัตกรรมที่ชาวไทยจะต้องภูมิใจ
2.
ป้ายนั้นเป็นภาพนักธุรกิจใส่สูท ใส่หมวกกันน็อค สะพายเป้ ปั่นจักรยาน โปรยด้วยคำชวนเชื่อว่า หันมาปั่นจักรยาน ลดการใช้พลังงาน ลดโลกร้อน พร้อมแปะตรากรุงเทพมหานคร
สวนทางกับภาพรถติดยาวเหยียดบนท้องถนน ไฟแดงจากท้ายรถนับหมื่นตลอดถนนรามคำแหงวาวโรจน์เหมือนดวงตาของยักษ์ที่กำลังโกรธเคือง ผมมองลอดเข้าไปในรถ แต่ละคันบรรจุคนไว้คันละคน ทิ้งที่ว่างของคนนั่งข้าง ๆ และคนนั่งข้างหลังไว้ให้กลวงเปล่าพอ ๆ กับหัวใจ
ยักไหล่ ปั่นจักรยานต่อ อาจจะมีผมเพียงคนเดียวในย่านนี้ที่ปั่นจักรยานจากลำสาลีไปทำธุระที่หน้ารามฯ โดยลัดเลาะไปตามฟุตบาท ระยะทางนั้นอาจไกล แต่ก็ไม่ไกลเกินกว่าจะปั่นไปได้ ระยะทางไกลที่สุดที่ผมทำไว้คือจากจุฬาฯ มาที่รามคำแหง เพราะจักรยานใหญ่เกินกว่าจะใช้รถขนมาได้ จึงต้องปั่นมาเองเมื่อต้องย้ายหอพัก
หันไปยิ้มให้กับป้ายนักธุรกิจใส่สูทปั่นจักรยาน ความฝันอันแสนหวานของคนกรุงเทพฯ ขณะที่โลกความจริง กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่ไว้สำหรับจักรยานแม้แต่มิลลิเมตรเดียว และบางจุดบนฟุตบาทก็เป็นพื้นที่สำหรับแม่ค้าไว้เรียกร้องสิทธิในการขายของโดยอ้างคำว่าเป็นคนจน และเพิกเฉยต่อสิทธิในการเดินของประชาชน ยังไม่รวมถึงอุบัติเหตุจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างตีนผี และรถเมล์หรือแท็กซี่ที่เร่งร้อนจะไปส่งรถ ซึ่งมักจะเหยียบคันเร่งเหมือนกำลังแข่งกับรถเก็บศพของปอเต็กตึ้ง
มีก็แต่คนที่รักชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแหละที่เอาจริงเอาจังกับการเดินทางด้วยจักรยานในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร
3.
ข่าวว่าภาษีรถคันแรกจะลดลงเป็นแสน น่าจะเป็นข่าวดีของประชาชนคนไทยที่นิยมซื้อรถมาขับราวกับเป็นประเทศที่ผลิตรถและกลั่นน้ำมันเองได้ แถมด้วยข่าวน้ำมันลดราคา ช่างเป็นความฝันอันแสนหวานสำหรับคนที่อยากได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จในชีวิตโดยขับรถโก้หรูกลับไปอวดญาติที่บ้านนอก แม้ว่าชีวิตในกรุงเทพฯ จะต้องนั่งแช่อยู่บนถนนนานกว่าครึ่งชีวิต โดยไม่เกี่ยวว่าถนนนั้นจะชื่อว่าทางด่วนหรือไม่ด่วน ไม่เคยมีทางด่วนไหนทำหน้าที่ของมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในเมื่อมันถูกบรรจุด้วยปริมาณรถมากพอ ๆ กับถนนธรรมดา
ไทม์แมชชีนของความรู้สึกที่ชื่อรถเมล์ บรรจุคนไว้จนไม่เหลือที่ว่างแม้แต่ตารางนิ้วเดียว กลิ่นตัวของนักวิ่งและนักบอลเพิ่งเลิกเล่นที่ขึ้นรถกันมาเป็นทีมชวนให้คลื่นเหียนจวนเจียนจะเป็นลม เพลงหมอลำเพลงโปรดของคนขับที่เปิดเสียงเบา ๆ ระดับหูแตกยิ่งชวนให้ใครหลายคนที่ไม่ซาบซึ้งกับวัฒนธรรมอีสานรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ รถเมล์คันนั้นรายล้อมด้วยรถเก๋งหลากสีสันที่บรรจุคนไว้คันละคน ไม่น่าแปลกที่ใครก็แห่ไปซื้อรถ อย่างน้อยมันก็ส่วนตัว สบาย เปิดฟังเพลงที่ชอบได้ในโลกส่วนตัวเล็ก ๆ นี้
ไทม์แมชชีนของความรู้สึก (รุ่นย้อนเวลาได้อย่างเดียว) ยี่สิบปีก่อนเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น แถมยังห่วยกว่าเดิมเรื่อย ๆ
แต่จะโทษเขาได้ล่ะหรือ ผมเคยฟังคนขับบ่นกับกระเป๋ารถเมล์ ในเมื่อรถเยอะขึ้นทุกวัน รถจึงติด ส่งรถไม่ทัน ขาดทุน วิ่งได้วันละรอบก็บุญโข รอบวิ่งก็น้อยลง รถขาด แต่ละรอบจึงต้องยัดคนเยอะ ๆ เข้าไว้ คนเยอะก็ยิ่งน่าอึดอัด อากาศก็ร้อน รถก็มาติดหนักกว่าเดิมอีก แล้วจะสำมะหาอันใดกับการบริการ (วะ)
รถเยอะ-รถติด-รถเมล์ห่วย-คนหันไปซื้อรถ-รถเยอะ-รถติด-รถเมล์ห่วย-คนหันไปซื้อรถ-รถเยอะ-รถติด-ฯลฯ
4.
ไม่น่าเชื่อว่า ถนนสุขุมวิท โดยเฉพาะสี่แยกหน้าสยามพารากอน จะเป็นถนนที่รถติดที่สุดติดอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นอีกหนึ่งอะเมซิ่งไทยแลนด์ที่ควรภาคภูมิใจ ข่าวนี้มาพร้อมกับข่าวว่าแอร์พอร์ตลิ้งค์กำลังขาดทุนหนัก เนื่องจากมีผู้โดยสารน้อยมากในแต่ละวัน
ข่าวว่าในประเทศที่เจริญแล้ว ระบบขนส่งมวลชนนั้นทันสมัย ไม่มีการอนุรักษ์ไทม์แมชชีนเหมือนบ้านเรา และยังสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางโดยใช้จักรยานมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น จีน เยอรมัน โดยจะมีรถไฟเชื่อมต่อในแต่ละเมือง และในรถไฟก็จะมีโบกี้เก็บจักรยานโดยเฉพาะ เมื่อพาจักรยานมาถึงรถไฟ ก็แค่เอาไปเก็บไว้ในโบกี้ เมื่อเดินทางถึงเมืองจุดหมายก็นำจักรยานออกมาปั่นต่อไปจนถึงจุดหมาย
จักรยานของผมไม่ใช่จักรยานพับได้ จึงนำเข้าไปในแอร์พอร์ตลิ้งค์ หรือ MRT ไม่ได้ มีก็แต่ BTS เท่านั้นที่นำไปด้วยได้ แต่ก็ต้องถูกเขม่นจากผู้โดยสารคนอื่นว่าเกะกะชะมัด
หลายเรื่องประดังประเดเวียนวนอยู่ในสมองผม ลดภาษีรถคันแรก, ลดราคาน้ำมัน, ค่านิยมมีรถขับเท่ากับประสบความสำเร็จ, รถเพิ่มปริมาณ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาจราจร, ระบบขนส่งมวลชนเหมือนไทม์แมชชีนรุ่นย้อนเวลาได้อย่างเดียว แถมยังห่วยแตก, คนหันไปซื้อรถ, ลดภาษีรถคันแรก, ลดราคาน้ำมัน, ค่านิยมมีรถขับเท่ากับประสบความสำเร็จ, รถเพิ่มปริมาณ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาจราจร ฯลฯ ขณะที่กำลังคร่อมอยู่บนอานรอไฟเขียวกลางสี่แยก ผมอาจเหม่อลอยไปหน่อย เมื่อไฟเขียวมาจึงยังไม่ปั่นออกไป จนรถข้างหลังต้องบีบแตรยาวเตือนสติ
เมื่อปั่นขึ้นไปบนฟุตบาท พ้นอันตรายจากบรรดารถใจร้อนทั้งหลาย จึงบ่นกับตัวเองเบา ๆ "ก็บอกแล้ว มีก็แต่คนที่รักชีวิตเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นแหละที่เอาจริงเอาจังกับการเดินทางด้วยจักรยานในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร"
5.
วันนี้เป็นอีกวันที่ผมปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ แล้วยังไม่โดนรถชนตายโหง ขณะปั่นเข้าซอยอย่างเงียบ ๆ จู่ ๆ รู้สึกรักชีวิตอีกครึ่งหนึ่งของตัวเองขึ้นมาซะเฉย ๆ
เอาล่ะ ช่างกรุงเทพฯ เถอะ ไม่ใช่บ้านผมสักหน่อย ผมจะเพิ่มมลพิษใส่อากาศในกรุงเทพฯ อีกคนคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ไหน ๆ เขาก็ลดภาษีรถคันแรกแล้ว แถมน้ำมันยังถูกลงเยอะ หากผมทำงานมีเงินเดือนเมื่อไหร่ ผมจะต้องออกรถมาขับสักคันบ้างเสียแล้ว
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๗/๐๘/๒๕๕๔
วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554
พูดตรงตรง
๏ พูดตรงตรงคงเจ็บน้อยกว่า
พูดเถอะ, พูดมาว่ารักเขา
บอกกัน, บอกกันเพียงเบาเบา
อย่ายื้อคำว่าเราให้ร้าวใจ
๏ "คนที่ดี" "คนที่รัก" นั้นต่างกัน
หนึ่งคนเท่านั้นร่วมฝันได้
จะโกหกให้เจ็บช้ำทำไม
"คนที่ใช่", เธอก็รู้อยู่เต็มฤดี
๏ บอกเถอะ, บอกมาว่ารักเขา
แล้วเราก็จบลงตรงนี้
หากยื้อให้นานเนิ่นเกินนาที
น้ำตาที่ฉันมีคงมากมาย
๏ พูดตรงตรงคงเจ็บน้อยกว่า
อาจต้องเสียน้ำตา, เดี๋ยวก็หาย
ดีกว่าเจ็บปวดใจจนเจียนตาย
เมื่อสุดท้าย "รัก" ที่บอก, แค่หลอกกัน
๏ เมื่อพบคนที่ใช่...
เถิดจงตามหัวใจไปตามฝัน
อย่าห่วงใครที่เคยคุ้นเคยผูกพัน
รอยน้ำตาบนแก้มฉัน, จะเช็ดเอง ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓/๐๘/๒๕๕๔
*แรงบันดาลใจจากเพลง "โกหกไม่ลง พูดตรง ๆ ไม่ได้" ของ ปนัดดา เรืองวุฒิ
พูดเถอะ, พูดมาว่ารักเขา
บอกกัน, บอกกันเพียงเบาเบา
อย่ายื้อคำว่าเราให้ร้าวใจ
๏ "คนที่ดี" "คนที่รัก" นั้นต่างกัน
หนึ่งคนเท่านั้นร่วมฝันได้
จะโกหกให้เจ็บช้ำทำไม
"คนที่ใช่", เธอก็รู้อยู่เต็มฤดี
๏ บอกเถอะ, บอกมาว่ารักเขา
แล้วเราก็จบลงตรงนี้
หากยื้อให้นานเนิ่นเกินนาที
น้ำตาที่ฉันมีคงมากมาย
๏ พูดตรงตรงคงเจ็บน้อยกว่า
อาจต้องเสียน้ำตา, เดี๋ยวก็หาย
ดีกว่าเจ็บปวดใจจนเจียนตาย
เมื่อสุดท้าย "รัก" ที่บอก, แค่หลอกกัน
๏ เมื่อพบคนที่ใช่...
เถิดจงตามหัวใจไปตามฝัน
อย่าห่วงใครที่เคยคุ้นเคยผูกพัน
รอยน้ำตาบนแก้มฉัน, จะเช็ดเอง ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓/๐๘/๒๕๕๔
*แรงบันดาลใจจากเพลง "โกหกไม่ลง พูดตรง ๆ ไม่ได้" ของ ปนัดดา เรืองวุฒิ
วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ขอให้เหมือนเดิม
๏ ก็ไม่อยากบอกรัก
แต่หักใจไม่ได้
อยากจะเก็บให้เงียบหาย
ตายไปพร้อมกับฉัน
๏ ไม่อยากบอกว่ารักใคร
อยากเก็บไว้แค่ในฝัน
ก็เพราะกลัวเธอนั้น
ลำบากใจไม่อยากฟัง
๏ หมุนเวลาย้อนกลับไป
ย้อนกลับไปแต่หนหลัง
คำรักเคยบอกดังดัง
อุดหูไว้อย่าไปสน
๏ ก็แค่คำคำหนึ่ง
คำของใครแค่หนึ่งคน
หากคำ 'รัก' มันหนักล้น
ก็แค่วาง, แค่ปล่อยวาง
๏ ยังรออยู่นะรอยยิ้ม
เคยส่งให้เมื่อไกลห่าง
วันนี้ยิ้มกลับจืดจาง
เพราะช่องว่างจากหนึ่งคำ
๏ ถอดคำนั้นทิ้งไป
คำที่ใจเคยถลำ
ถอดจากความทรงจำ
แล้วเหมือนเดิม, เป็นเหมือนเดิม
...
ทิ้งรักไว้ในความทรงจำ
คืนที่เดิม, เราเหมือนเดิม ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๐/๐๘/๒๕๕๔
แต่หักใจไม่ได้
อยากจะเก็บให้เงียบหาย
ตายไปพร้อมกับฉัน
๏ ไม่อยากบอกว่ารักใคร
อยากเก็บไว้แค่ในฝัน
ก็เพราะกลัวเธอนั้น
ลำบากใจไม่อยากฟัง
๏ หมุนเวลาย้อนกลับไป
ย้อนกลับไปแต่หนหลัง
คำรักเคยบอกดังดัง
อุดหูไว้อย่าไปสน
๏ ก็แค่คำคำหนึ่ง
คำของใครแค่หนึ่งคน
หากคำ 'รัก' มันหนักล้น
ก็แค่วาง, แค่ปล่อยวาง
๏ ยังรออยู่นะรอยยิ้ม
เคยส่งให้เมื่อไกลห่าง
วันนี้ยิ้มกลับจืดจาง
เพราะช่องว่างจากหนึ่งคำ
๏ ถอดคำนั้นทิ้งไป
คำที่ใจเคยถลำ
ถอดจากความทรงจำ
แล้วเหมือนเดิม, เป็นเหมือนเดิม
...
ทิ้งรักไว้ในความทรงจำ
คืนที่เดิม, เราเหมือนเดิม ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๐/๐๘/๒๕๕๔
วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ว่าด้วย "การยกระดับ" และ "บาดแผล"
"คนนั้นเค้าไม่น่ารักจริงเหรอ" เธอถามถึงหญิงสาวอีกคนที่เธอคิดว่าหน้าตาสาวเจ้าก็จัดว่าเป็นคนสวยคนหนึ่ง
"อืม... ไม่รู้สิ ก็คงน่ารักกระมัง ถ้าพี่เจอเค้าที่ศิลปากร อาจจะรู้สึกว่าน่ารักกว่านี้" ผมตอบไปตามที่รู้สึก
"ทำไมล่ะ"
"รู้จักคำว่า 'ยกระดับ' ไหม"
"อย่างไร"
"เหมือนแต่แรกเริ่มเรากินแต่กาแฟผง ซองละ 10 บาท กินมันทุกวัน ๆ ก็นึกว่ามันอร่อย วันดีคืนดีเราไปกินกาแฟสด เราก็ เฮ้ย กาแฟมันต้องแบบนี้สิ! แล้วพอเรากลับไปกินกาแฟผงก็รู้สึกเฉย ๆ ไปเลย แล้ววันดีคืนดีอีก เราได้กินกาแฟสตาร์บั๊คส์ มันก็ยกระดับกาแฟเราไปอีกขั้นหนึ่ง เฮ้ย! นี่สิวะกาแฟ! เรากลับไปกินกาแฟสดก็เฉย ๆ ละ แล้วยิ่งกาแฟผงนี่กินไม่ได้เลย"
"แล้ว?"
"ตอนพี่อยู่ชั้นมัธยมฯ พี่เห็นบางคนน่ารักก็เออ นี่แหละวะน่ารักสุดล่ะ พอมาอยู่ศิลปากร ก็เหมือนอยู่ขั้นกินกาแฟสดน่ะ คนที่น่ารักสมัยอยู่มัธยมฯ ก็เป็นเฉย ๆ ไป ถ้าพี่เห็นเค้าตอนอยู่ศิลปากรก็คงจะรู้สึกว่าเค้าน่ารัก แต่พี่มาเห็นตอนนี้มันเลยเฉย ๆ"
"พี่อยู่ระดับกินกาแฟสตาร์บั๊คส์แล้ว?" เธอทำเสียงประหลาดใจ
"ก็ตอนนี้พี่เดินสวนทางกับนางฟ้าที่คณะทุกวัน ๆ ให้ตายเถอะ ถ้าอากาศไม่ร้อนพี่คงคิดว่าเดินอยู่บนสวรรค์ คิดดูสิ สาวเดินมาสิบ สวยสิบเอ็ดคน"
"หืม?"
"อีกคนเป็นผู้ชาย แต่ก็สวยไร้ที่ติ" ผมได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย
"แบบนี้คนนั้นของพี่ก็ไม่สวยแล้วสิ" เธอหมายถึงใครคนหนึ่งที่ผมมีใจให้ในขณะนี้
"ไม่ ไม่ ไม่เหมือนกัน"
"เค้าอยู่ระดับไหน กาแฟผง กาแฟสด หรือสตาร์บั๊คส์"
"พี่จัดระดับเค้าไม่ได้"
"ทำไม"
"เค้าเป็นบาดแผลในใจพี่"
"หืม?"
"เค้าเป็นความทรงจำที่พี่สลัดไม่หลุด ไม่เคยลืมได้ เค้าอยู่อีกมิติหนึ่ง คนละมิติกับกาแฟ คนละมิติกับการบอกว่าอยู่ระดับไหน บอกว่าเค้าเป็นอย่างไร สวย ไม่สวย น่ารัก ไม่น่ารัก เหมาะ ไม่เหมาะ อยากจีบ ไม่อยากจีบ"
"หมายความว่า?"
"สำหรับเค้า พี่ไม่มีทางเลือกเลย พี่เลือกไม่ได้เลยว่าจะรักหรือไม่รักเค้า เพราะพี่รักเค้า"
๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
"อืม... ไม่รู้สิ ก็คงน่ารักกระมัง ถ้าพี่เจอเค้าที่ศิลปากร อาจจะรู้สึกว่าน่ารักกว่านี้" ผมตอบไปตามที่รู้สึก
"ทำไมล่ะ"
"รู้จักคำว่า 'ยกระดับ' ไหม"
"อย่างไร"
"เหมือนแต่แรกเริ่มเรากินแต่กาแฟผง ซองละ 10 บาท กินมันทุกวัน ๆ ก็นึกว่ามันอร่อย วันดีคืนดีเราไปกินกาแฟสด เราก็ เฮ้ย กาแฟมันต้องแบบนี้สิ! แล้วพอเรากลับไปกินกาแฟผงก็รู้สึกเฉย ๆ ไปเลย แล้ววันดีคืนดีอีก เราได้กินกาแฟสตาร์บั๊คส์ มันก็ยกระดับกาแฟเราไปอีกขั้นหนึ่ง เฮ้ย! นี่สิวะกาแฟ! เรากลับไปกินกาแฟสดก็เฉย ๆ ละ แล้วยิ่งกาแฟผงนี่กินไม่ได้เลย"
"แล้ว?"
"ตอนพี่อยู่ชั้นมัธยมฯ พี่เห็นบางคนน่ารักก็เออ นี่แหละวะน่ารักสุดล่ะ พอมาอยู่ศิลปากร ก็เหมือนอยู่ขั้นกินกาแฟสดน่ะ คนที่น่ารักสมัยอยู่มัธยมฯ ก็เป็นเฉย ๆ ไป ถ้าพี่เห็นเค้าตอนอยู่ศิลปากรก็คงจะรู้สึกว่าเค้าน่ารัก แต่พี่มาเห็นตอนนี้มันเลยเฉย ๆ"
"พี่อยู่ระดับกินกาแฟสตาร์บั๊คส์แล้ว?" เธอทำเสียงประหลาดใจ
"ก็ตอนนี้พี่เดินสวนทางกับนางฟ้าที่คณะทุกวัน ๆ ให้ตายเถอะ ถ้าอากาศไม่ร้อนพี่คงคิดว่าเดินอยู่บนสวรรค์ คิดดูสิ สาวเดินมาสิบ สวยสิบเอ็ดคน"
"หืม?"
"อีกคนเป็นผู้ชาย แต่ก็สวยไร้ที่ติ" ผมได้ยินเสียงหัวเราะจากปลายสาย
"แบบนี้คนนั้นของพี่ก็ไม่สวยแล้วสิ" เธอหมายถึงใครคนหนึ่งที่ผมมีใจให้ในขณะนี้
"ไม่ ไม่ ไม่เหมือนกัน"
"เค้าอยู่ระดับไหน กาแฟผง กาแฟสด หรือสตาร์บั๊คส์"
"พี่จัดระดับเค้าไม่ได้"
"ทำไม"
"เค้าเป็นบาดแผลในใจพี่"
"หืม?"
"เค้าเป็นความทรงจำที่พี่สลัดไม่หลุด ไม่เคยลืมได้ เค้าอยู่อีกมิติหนึ่ง คนละมิติกับกาแฟ คนละมิติกับการบอกว่าอยู่ระดับไหน บอกว่าเค้าเป็นอย่างไร สวย ไม่สวย น่ารัก ไม่น่ารัก เหมาะ ไม่เหมาะ อยากจีบ ไม่อยากจีบ"
"หมายความว่า?"
"สำหรับเค้า พี่ไม่มีทางเลือกเลย พี่เลือกไม่ได้เลยว่าจะรักหรือไม่รักเค้า เพราะพี่รักเค้า"
๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ขอเป็นโหรซีไรต์บ้าง Vol.2
*หมายเหตุก่อนอ่าน
สามเล่มนี้ ผมใช้วิธีการอ่านแบบนักอ่านยากจน คือไปยืนอ่านในร้านหนังสือจนจบเล่ม ดังนั้นจึงอาจเข้าใจเรื่องทั้งหมดในเล่มแบบยังไม่ผ่านการตกตะกอนเหมือนสองเล่มก่อนหน้านี้ที่มีเวลานั่งอ่านอย่างพินิจพิจารณามากกว่า หากพูดถึงแค่ภาพรวมกว้าง ๆ หรือยกบางเรื่องมาอ้างโดยชื่อเรื่องผิด ต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
----------------------------------------------
๓. ๒๔ เรื่องสั้นของฟ้า / ฟ้า พูลวรลักษณ์
หลังจากซีไรต์ครั้งที่แล้ว ฟ้าทำให้ผมเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ไปกับ "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" เมื่อต้องรีดเค้นประเด็นและแนวคิดของนวนิยายออกมาเป็นรายงานวิชาการ ซึ่งกินความตั้งแต่ความหมายของการหายใจเข้าออกไปจนถึงทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ การพบกันครั้งใหม่นี้ผมจึงต้องทำใจอยู่สักพักก่อนจะเปิดหนังสืออ่าน
แต่ก็นั่นแหละ, ฟ้ายังคงเป็นฟ้า เขายังกลับมาพร้อมกับการค้นหาความหมายบางอย่าง หรือหลายอย่างในชีวิตผ่านเรื่องสั้นทั้ง ๒๔ เรื่อง (ไม่รู้ว่าคราวนี้เขารวมเล่มประชดรางวัลซีไรต์หรือเปล่า หลังจากครั้งหนึ่ง "๗ เรื่องสั้นของฟ้า" ตกรอบซีไรต์ด้วยเหตุผลว่า มีเรื่องสั้นไม่ถึง ๘ เรื่อง อันเป็นกติกาพื้นฐาน คราวนี้เลยกลับมาด้วยจำนวนเรื่องเป็น ๓ เท่าของขั้นต่ำ)
หากมองในแง่รางวัล ในเล่มนี้ยังมีเรื่องสั้นหลายเรื่องที่ดูเหมือนว่าความคิดยังไม่ตกผลึกดี (หรือผมยังเข้าไม่ถึงเองก็ไม่ทราบได้) เมื่อมันอยู่ในเล่มจึงทำให้พลังของเล่มดรอปลงพอสมควร จึงอาจทำให้ชวดรางวัลได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องสั้นกว่า ๘๐% ของเล่มก็นับว่ามีประเด็นเกี่ยวแก่การค้นหาความหมายของชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย และดูเหมือนจะตกผลึกมาจากผลงานก่อนหน้าอย่าง ๗ เรื่องสั้นของฟ้า และโรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก หากฟ้าไม่ต้องการกล่อง ก็ถือว่ารวมเรื่องสั้นชุดนี้ยังคงความเป็นฟ้าได้อย่างเต็มเปี่ยม ในฐานะนักเขียนเรื่องความคิดและปรัชญาอันแหลมคมให้ผู้คนครุ่นคำนึงตามไม่รู้จบ อันเป็นลักษณะที่ไม่ค่อยพบเห็นสำหรับนักเขียนไทย
ฟ้า พูลวรลักษณ์ เป็นนักเขียนอีกคนที่ผมยังคงเชียร์อยู่ ในฐานะที่เป็นมือแคนโต้ระดับพระกาฬที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมได้เสมอ และผมยังเคยให้ซีไรต์เรตแก่ "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" สูงถึง 90% แต่สำหรับปีนี้ความโดดเด่นของฟ้าอาจจะน้อยลงไปบ้าง เพราะหลายเล่มที่เข้ารอบก็แปลก ๆ ทั้งนั้น
S.E.A. Write Rate 80%
----------------------------------------------
๔. ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำตลอดชีวิต / จักรพันธุ์ กังวาฬ
หากถอดถอนกฎที่ว่า จะต้องมีเรื่องสั้นไม่ต่ำกว่า ๘ เรื่องในเล่มออกไป ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำตลอดชีวิต อาจมีพลังมากกว่านี้ เพราะเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นใหม่ที่ระบุว่า ตีพิมพ์ครั้งแรกในเล่ม มักจะเป็นเรื่องสั้นที่ผมไม่ค่อยชอบนัก อาจเป็นเพราะเมื่อนำไปเทียบกับเรื่องสั้นที่ผ่านการตีพิมพ์จากนิตยสารอื่นจะเห็นพลังที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่นเรื่อง "สารคดีที่ผู้เขียนไม่รู้ตอนจบ" เป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลัง แต่เมื่ออยู่คู่กับ "เรื่องสั้นที่ผู้เขียนไม่รู้ตอนจบ" เรื่องหลังกลับดึงอีกเรื่องที่อยู่คู่กันให้เสียหลักไปดื้อ ๆ เหมือนว่าผู้เขียนเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมารวมเพื่อให้ครบ ๘ เรื่องเท่านั้น ผมคิดว่ามีสัก ๕-๖ เรื่องในเล่มก็น่าจะ "อิ่ม" มากพอแล้วสำหรับการเล่นกับระยะห่างของการเล่าเรื่อง หากมีมากไปโดยคุมไม่อยู่ จะเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อไปเปล่า ๆ
การทดลองวิธีการเล่าเรื่องหลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจเป็นเรื่องน่าติดตาม แต่หากติดกับดักในกลวิธีการเล่าเรื่องมากไปก็จะกลายเป็นเรื่องสั้นที่ไม่มีอะไรเลยแม้แต่ภาพลวงของการเล่าเรื่อง (หากเรายังคงเชื่ออยู่ว่าเรื่องสั้นคือการเล่าอะไรบางอย่าง)
หากมองแค่บางเรื่อง ถือว่าผู้เขียนก้าวหน้าขึ้นมามากในฐานะนักเขียนเรื่องสั้น มีหลายเรื่องที่ถือว่า "แน่น" จริง ๆ แต่โดยภาพรวม ผมยังชอบ "นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได" รวมเรื่องสั้นชุดก่อนหน้าของเขามากกว่า หากท่วงทำนองเสียดเย้ยจากเล่มก่อนหน้ามาผสานกับวิธีการเล่าเรื่องที่ลงตัวในบางเรื่องของเล่มนี้ ไม่แน่ว่าอาจมีปรากฏการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในวงการเรื่องสั้นไทยก็เป็นได้
S.E.A. Write Rate 60%
----------------------------------------------
๕. เรื่องของเรื่อง / พิเชษฐศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์
ผู้เขียนเคยมีชื่อในการเขียนบทกวีมาก่อน และผมเคยเห็นเรื่องสั้นหลายเรื่องผ่านตาในเวที "ช่อการะเกด" จัดเป็นนักเขียนที่น่าจับตามองคนหนึ่ง แต่พูดกันตรง ๆ ผมเห็นเหมือนที่รุ่นน้องคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตไว้ คือเล่มนี้ดูเหมือนจะธรรมดามากกว่าเล่มอื่น ๆ ที่เข้ารอบเจ็ดเล่มสุดท้าย ในยุคที่เรื่องสั้นแข่งกันหวือหวาด้านกลวิธีการเล่าเรื่อง "เรื่องของเรื่อง" กลับมาพร้อมกับกลวิธีแบบธรรมดา ๆ หรือถ้าจะมีหวือหวาก็เพียงเล็กน้อย
แต่ก็นั่นแหละ บางเรื่องซึ่งผมเห็นว่าธรรมด๊าธรรมดา อย่างเช่นเรื่อง "มันอยู่ในนั้น" ที่ลงตีพิมพ์ในช่อการะเกด ฉบับที่ 54 ก็กลับเป็นเรื่องที่ได้รับการประดับช่อการะเกดจากสุชาติ สวัสดิ์ศรี ดังนั้นไม่แน่ว่า เรื่องธรรมดาเรียบง่ายในสายตาผมและรุ่นน้อง อาจมีอะไรลึกล้ำซ่อนอยู่ที่คนอ่านระดับธรรมดาอย่างเรา ๆ ยังเข้าไม่ถึงก็เป็นได้
(แม้ผมจะให้ซีไรต์เรตไว้น้อย แต่ก็นั่นแหละ, "ความสุขของกะทิ" ก็ได้เรตเท่านี้เหมือนกัน สุดท้ายกลับกลายเป็นวรรณกรรมซีไรต์ที่ขายดีที่สุดจนถึงปัจจุบัน)
S.E.A. Write Rate 40%
----------------------------------------------
*อนึ่ง S.E.A. Write Rate เป็นการให้เรตว่าเล่มนี้มีเปอร์เซ็นต์น่าจะได้แค่ไหนจากการคาดเดาความคิดของกรรมการรอบสุดท้าย จากความสมบูรณ์ของเล่ม ความหนักแน่นของธีม ความเข้ากันระหว่างเนื้อหากับกลวิธีที่ใช้ ฯลฯ ไม่เกี่ยวกับความชอบส่วนตัวแต่อย่างใด
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔
สามเล่มนี้ ผมใช้วิธีการอ่านแบบนักอ่านยากจน คือไปยืนอ่านในร้านหนังสือจนจบเล่ม ดังนั้นจึงอาจเข้าใจเรื่องทั้งหมดในเล่มแบบยังไม่ผ่านการตกตะกอนเหมือนสองเล่มก่อนหน้านี้ที่มีเวลานั่งอ่านอย่างพินิจพิจารณามากกว่า หากพูดถึงแค่ภาพรวมกว้าง ๆ หรือยกบางเรื่องมาอ้างโดยชื่อเรื่องผิด ต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้
----------------------------------------------
๓. ๒๔ เรื่องสั้นของฟ้า / ฟ้า พูลวรลักษณ์
หลังจากซีไรต์ครั้งที่แล้ว ฟ้าทำให้ผมเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ไปกับ "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" เมื่อต้องรีดเค้นประเด็นและแนวคิดของนวนิยายออกมาเป็นรายงานวิชาการ ซึ่งกินความตั้งแต่ความหมายของการหายใจเข้าออกไปจนถึงทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์ การพบกันครั้งใหม่นี้ผมจึงต้องทำใจอยู่สักพักก่อนจะเปิดหนังสืออ่าน
แต่ก็นั่นแหละ, ฟ้ายังคงเป็นฟ้า เขายังกลับมาพร้อมกับการค้นหาความหมายบางอย่าง หรือหลายอย่างในชีวิตผ่านเรื่องสั้นทั้ง ๒๔ เรื่อง (ไม่รู้ว่าคราวนี้เขารวมเล่มประชดรางวัลซีไรต์หรือเปล่า หลังจากครั้งหนึ่ง "๗ เรื่องสั้นของฟ้า" ตกรอบซีไรต์ด้วยเหตุผลว่า มีเรื่องสั้นไม่ถึง ๘ เรื่อง อันเป็นกติกาพื้นฐาน คราวนี้เลยกลับมาด้วยจำนวนเรื่องเป็น ๓ เท่าของขั้นต่ำ)
หากมองในแง่รางวัล ในเล่มนี้ยังมีเรื่องสั้นหลายเรื่องที่ดูเหมือนว่าความคิดยังไม่ตกผลึกดี (หรือผมยังเข้าไม่ถึงเองก็ไม่ทราบได้) เมื่อมันอยู่ในเล่มจึงทำให้พลังของเล่มดรอปลงพอสมควร จึงอาจทำให้ชวดรางวัลได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องสั้นกว่า ๘๐% ของเล่มก็นับว่ามีประเด็นเกี่ยวแก่การค้นหาความหมายของชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย และดูเหมือนจะตกผลึกมาจากผลงานก่อนหน้าอย่าง ๗ เรื่องสั้นของฟ้า และโรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก หากฟ้าไม่ต้องการกล่อง ก็ถือว่ารวมเรื่องสั้นชุดนี้ยังคงความเป็นฟ้าได้อย่างเต็มเปี่ยม ในฐานะนักเขียนเรื่องความคิดและปรัชญาอันแหลมคมให้ผู้คนครุ่นคำนึงตามไม่รู้จบ อันเป็นลักษณะที่ไม่ค่อยพบเห็นสำหรับนักเขียนไทย
ฟ้า พูลวรลักษณ์ เป็นนักเขียนอีกคนที่ผมยังคงเชียร์อยู่ ในฐานะที่เป็นมือแคนโต้ระดับพระกาฬที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมได้เสมอ และผมยังเคยให้ซีไรต์เรตแก่ "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" สูงถึง 90% แต่สำหรับปีนี้ความโดดเด่นของฟ้าอาจจะน้อยลงไปบ้าง เพราะหลายเล่มที่เข้ารอบก็แปลก ๆ ทั้งนั้น
S.E.A. Write Rate 80%
----------------------------------------------
๔. ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำตลอดชีวิต / จักรพันธุ์ กังวาฬ
หากถอดถอนกฎที่ว่า จะต้องมีเรื่องสั้นไม่ต่ำกว่า ๘ เรื่องในเล่มออกไป ภาพยนตร์ที่ถ่ายทำตลอดชีวิต อาจมีพลังมากกว่านี้ เพราะเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นใหม่ที่ระบุว่า ตีพิมพ์ครั้งแรกในเล่ม มักจะเป็นเรื่องสั้นที่ผมไม่ค่อยชอบนัก อาจเป็นเพราะเมื่อนำไปเทียบกับเรื่องสั้นที่ผ่านการตีพิมพ์จากนิตยสารอื่นจะเห็นพลังที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่นเรื่อง "สารคดีที่ผู้เขียนไม่รู้ตอนจบ" เป็นเรื่องเล่าที่ทรงพลัง แต่เมื่ออยู่คู่กับ "เรื่องสั้นที่ผู้เขียนไม่รู้ตอนจบ" เรื่องหลังกลับดึงอีกเรื่องที่อยู่คู่กันให้เสียหลักไปดื้อ ๆ เหมือนว่าผู้เขียนเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมารวมเพื่อให้ครบ ๘ เรื่องเท่านั้น ผมคิดว่ามีสัก ๕-๖ เรื่องในเล่มก็น่าจะ "อิ่ม" มากพอแล้วสำหรับการเล่นกับระยะห่างของการเล่าเรื่อง หากมีมากไปโดยคุมไม่อยู่ จะเกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อไปเปล่า ๆ
การทดลองวิธีการเล่าเรื่องหลากหลายรูปแบบ บางครั้งอาจเป็นเรื่องน่าติดตาม แต่หากติดกับดักในกลวิธีการเล่าเรื่องมากไปก็จะกลายเป็นเรื่องสั้นที่ไม่มีอะไรเลยแม้แต่ภาพลวงของการเล่าเรื่อง (หากเรายังคงเชื่ออยู่ว่าเรื่องสั้นคือการเล่าอะไรบางอย่าง)
หากมองแค่บางเรื่อง ถือว่าผู้เขียนก้าวหน้าขึ้นมามากในฐานะนักเขียนเรื่องสั้น มีหลายเรื่องที่ถือว่า "แน่น" จริง ๆ แต่โดยภาพรวม ผมยังชอบ "นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได" รวมเรื่องสั้นชุดก่อนหน้าของเขามากกว่า หากท่วงทำนองเสียดเย้ยจากเล่มก่อนหน้ามาผสานกับวิธีการเล่าเรื่องที่ลงตัวในบางเรื่องของเล่มนี้ ไม่แน่ว่าอาจมีปรากฏการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นในวงการเรื่องสั้นไทยก็เป็นได้
S.E.A. Write Rate 60%
----------------------------------------------
๕. เรื่องของเรื่อง / พิเชษฐศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์
ผู้เขียนเคยมีชื่อในการเขียนบทกวีมาก่อน และผมเคยเห็นเรื่องสั้นหลายเรื่องผ่านตาในเวที "ช่อการะเกด" จัดเป็นนักเขียนที่น่าจับตามองคนหนึ่ง แต่พูดกันตรง ๆ ผมเห็นเหมือนที่รุ่นน้องคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตไว้ คือเล่มนี้ดูเหมือนจะธรรมดามากกว่าเล่มอื่น ๆ ที่เข้ารอบเจ็ดเล่มสุดท้าย ในยุคที่เรื่องสั้นแข่งกันหวือหวาด้านกลวิธีการเล่าเรื่อง "เรื่องของเรื่อง" กลับมาพร้อมกับกลวิธีแบบธรรมดา ๆ หรือถ้าจะมีหวือหวาก็เพียงเล็กน้อย
แต่ก็นั่นแหละ บางเรื่องซึ่งผมเห็นว่าธรรมด๊าธรรมดา อย่างเช่นเรื่อง "มันอยู่ในนั้น" ที่ลงตีพิมพ์ในช่อการะเกด ฉบับที่ 54 ก็กลับเป็นเรื่องที่ได้รับการประดับช่อการะเกดจากสุชาติ สวัสดิ์ศรี ดังนั้นไม่แน่ว่า เรื่องธรรมดาเรียบง่ายในสายตาผมและรุ่นน้อง อาจมีอะไรลึกล้ำซ่อนอยู่ที่คนอ่านระดับธรรมดาอย่างเรา ๆ ยังเข้าไม่ถึงก็เป็นได้
(แม้ผมจะให้ซีไรต์เรตไว้น้อย แต่ก็นั่นแหละ, "ความสุขของกะทิ" ก็ได้เรตเท่านี้เหมือนกัน สุดท้ายกลับกลายเป็นวรรณกรรมซีไรต์ที่ขายดีที่สุดจนถึงปัจจุบัน)
S.E.A. Write Rate 40%
----------------------------------------------
*อนึ่ง S.E.A. Write Rate เป็นการให้เรตว่าเล่มนี้มีเปอร์เซ็นต์น่าจะได้แค่ไหนจากการคาดเดาความคิดของกรรมการรอบสุดท้าย จากความสมบูรณ์ของเล่ม ความหนักแน่นของธีม ความเข้ากันระหว่างเนื้อหากับกลวิธีที่ใช้ ฯลฯ ไม่เกี่ยวกับความชอบส่วนตัวแต่อย่างใด
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๔
วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554
กวีรักเดียงสา หมายเลข ๒: รู้เดียงสา
"จะไปรับผิดชอบหัวใจใครได้
แผลใจตัวเองยังรักษาไม่เคยหายเลย"
เสียงสัจธรรมแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง
ระงมเหมือนจิ้งหรีดกรีดกราวในรัตติกาล
อาจซุกซ่อนอยู่ในป่ารกชัฏของสำนึกสามานย์
หรือวางเด่นบนทุ่งโล่งของกระแสธารความสงัด
ไม่มี
ไม่เห็น
อื่นใดนอกจากความจริง
เรื่องน่าเศร้าในตอนต้นของนิทานที่ไม่มีใครเคยเล่า
โบราณอาจจะลืมกันไปหมดแล้ว, เว้นแต่เพียง "กาลครั้งหนึ่ง"
นั่นทำให้มายาคติทบซ้อนเป็นปราการนานกว่าหมื่นปี
ตัวตลกน่าหัวร่อนับตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเรียกขาน
แต่ทันทีที่ตัวตลกเผลอหัวเราะเสียเอง มันก็มีชื่อเรียก
หนึ่งหยดน้ำกระเซ็นซ่าน
ร้อนเหมือนไฟ
น้ำตา
ตราบเท่าที่ตนเองยังไม่พบความรุงรังในชื่อเรียก
อวัยวะสามสิบเอ็ดส่วนก็จะหายสาบสูญในโลกแสนเศร้า
ใครเลยจะรู้ว่าชิ้นที่สามสิบสองของบางคนสูบฉีดความรักมากกว่าเลือด
แม้แต่กระจกวิเศษในนิทานก็ไม่เคยบอกได้
เพราะจุมพิตของเจ้าชายต่างหากที่ปลุกเจ้าหญิงให้ฟื้น
มิใช่ความห่วงใยของคนแคระ
เวลาน้อยเกินไปเสมอ
สำหรับ
สิ่งสำคัญ
พร่ำบ่นคำตถตาไม่หยุดปาก
แต่เด็กน้อยใจบาปโง่เขลาเกินกว่าจะเข้าใจแม้แต่สูตรคูณ
อาจต้องใช้ตรรกะมากกว่าหมื่นชุดเพื่อเข้าใจหนึ่งคำ
ใครบางคนสร้างกรงนกเพื่อที่จะปล่อยนก
พ้นเกินตรรกะกว่าหมื่นล้านชุดของนักรู้เดียงสาอย่างฉัน
๑๒/๐๖/๒๕๕๔
แผลใจตัวเองยังรักษาไม่เคยหายเลย"
เสียงสัจธรรมแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง
ระงมเหมือนจิ้งหรีดกรีดกราวในรัตติกาล
อาจซุกซ่อนอยู่ในป่ารกชัฏของสำนึกสามานย์
หรือวางเด่นบนทุ่งโล่งของกระแสธารความสงัด
ไม่มี
ไม่เห็น
อื่นใดนอกจากความจริง
เรื่องน่าเศร้าในตอนต้นของนิทานที่ไม่มีใครเคยเล่า
โบราณอาจจะลืมกันไปหมดแล้ว, เว้นแต่เพียง "กาลครั้งหนึ่ง"
นั่นทำให้มายาคติทบซ้อนเป็นปราการนานกว่าหมื่นปี
ตัวตลกน่าหัวร่อนับตั้งแต่ยังไม่มีชื่อเรียกขาน
แต่ทันทีที่ตัวตลกเผลอหัวเราะเสียเอง มันก็มีชื่อเรียก
หนึ่งหยดน้ำกระเซ็นซ่าน
ร้อนเหมือนไฟ
น้ำตา
ตราบเท่าที่ตนเองยังไม่พบความรุงรังในชื่อเรียก
อวัยวะสามสิบเอ็ดส่วนก็จะหายสาบสูญในโลกแสนเศร้า
ใครเลยจะรู้ว่าชิ้นที่สามสิบสองของบางคนสูบฉีดความรักมากกว่าเลือด
แม้แต่กระจกวิเศษในนิทานก็ไม่เคยบอกได้
เพราะจุมพิตของเจ้าชายต่างหากที่ปลุกเจ้าหญิงให้ฟื้น
มิใช่ความห่วงใยของคนแคระ
เวลาน้อยเกินไปเสมอ
สำหรับ
สิ่งสำคัญ
พร่ำบ่นคำตถตาไม่หยุดปาก
แต่เด็กน้อยใจบาปโง่เขลาเกินกว่าจะเข้าใจแม้แต่สูตรคูณ
อาจต้องใช้ตรรกะมากกว่าหมื่นชุดเพื่อเข้าใจหนึ่งคำ
ใครบางคนสร้างกรงนกเพื่อที่จะปล่อยนก
พ้นเกินตรรกะกว่าหมื่นล้านชุดของนักรู้เดียงสาอย่างฉัน
๑๒/๐๖/๒๕๕๔
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)