๏ แล้วเพลง "เปราะบาง" ก็แว่วมา
และแล้วน้ำตาก็เริ่มไหล
ทั้งที่คิดว่าเข้มแข็งแล้วนะใจ
เหตุใดจึงร้องไห้ง่ายเพียงนี้
๏ ฉันคงเป็นคนอ่อนแอ
คนขี้แพ้ผู้อ่อนไหวไร้ศักดิ์ศรี
เสียใจก็ร้องไห้ทุกที
แล้วก็เขียนบทกวีปลอบใจตน
๏ เขียนถึงรักที่จากไปไม่หวนกลับ
เขียนถึงรักที่แตกดับใจสับสน
วกวน,วกวน,วกวน
อยู่กับใครบางคนที่คุ้นเคย
๏ เพียงคำไม่กี่คำคอยเข่นฆ่า
ความปวดร้าวจากแววตาที่ชาเฉย
เจ็บซ้ำซ้ำเกินทนไหวนะใจเอย
จะเฉยเมยให้ทรมานนานเท่าใด
๏ แล้วเพลง "เปราะบาง" ก็แว่วมา
และแล้วน้ำตาก็เริ่มไหล
เปราะบางเหลือเกินนะหัวใจ
เพียงเพราะใครที่ไม่มีแม้คำลา
"ร่องรอยจากคำไม่กี่คำยังทำให้ปวดร้าว แค่เพียงแววตาที่ว่างเปล่ายังทำให้มีน้ำตา
ทำไมมันช่างเปราะบางเหลือเกิน ไม่รู้เมื่อไหร่จะเข้มแข็งพอ..."* ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๑/๑๒/๒๕๕๓
*เพลง เปราะบาง ของ Bodyslam
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ทัณฑ์เงียบ (จบ)
แล้วความเงียบก็รื้อทำลายตัวมันเอง
เพียงเพื่อทำให้ทัณฑ์เงียบงดงามกว่าเดิม
ที่นั่น, เขาฟังถ้อยคำอย่างตื่นเต้น, ราวกับเด็กน้อยพบของเล่นชิ้นใหม่แสนถูกใจ
เขาคิดว่านั่นเป็นถ้อยคำแรกที่เขาจะได้รับรู้
เมื่อฟังจบ, เขาจึงพบว่า นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายที่เขาจะได้รับรู้
คำเพียงไม่กี่คำ
ได้เติมเต็มบทกวีให้สมบูรณ์นิรันดร์ด้วยความว่างเปล่า
๑๗/๑๒/๒๕๕๓
เพียงเพื่อทำให้ทัณฑ์เงียบงดงามกว่าเดิม
ที่นั่น, เขาฟังถ้อยคำอย่างตื่นเต้น, ราวกับเด็กน้อยพบของเล่นชิ้นใหม่แสนถูกใจ
เขาคิดว่านั่นเป็นถ้อยคำแรกที่เขาจะได้รับรู้
เมื่อฟังจบ, เขาจึงพบว่า นั่นคือถ้อยคำสุดท้ายที่เขาจะได้รับรู้
คำเพียงไม่กี่คำ
ได้เติมเต็มบทกวีให้สมบูรณ์นิรันดร์ด้วยความว่างเปล่า
๑๗/๑๒/๒๕๕๓
วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ทัณฑ์เงียบ (๕): ยินยอม
แล้วก็ถึงวันที่ฉันควรจะคิดถึงเธอ
ทั้งที่ฉันไม่มีสิทธิ์แม้เพียงคิดถึงเธอ
เธอเป็นเหมือนฤดูฝนที่ไม่มีวันมาถึง
และเพียงพอสำหรับการงอกงามของดอกไม้แห่งความหวัง
เพราะโคลเวอร์สี่กลีบคือสัญลักษณ์แห่งโชคดี
ฉันจึงเป็นเพียงก้านไร้ใบอันเหี่ยวแห้งโรยราของโคลเวอร์
ซ้ำยังจมอยู่ที่ก้นบ่อยาพิษร้าย
สถานที่เดียวกับที่ฉันตามหาเธอ, แม้รู้ว่าไม่มีทางได้พบ
ความเว้าแหว่งในชีวิตฉัน
คงเป็นเรื่องสุดท้ายของสุดท้ายที่สิ่งสมบูรณ์อย่างเธอจะสนใจ
ฉันเขียนบทกวีเพื่อตามหาสิ่งที่ขาดหาย
แต่กลับพบว่าชีวิตของฉันขาดวิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความเงียบคือความทรมานเพียงอย่างเดียวที่เธอมอบให้ฉัน
หากมันเหมือนฝนโบกขพรรษ, ฉันยินดีเปียก
ใช่เพียงเพื่อปลุกตนเองให้ฟื้นจากการหลับใหล
แต่เพื่อยืนยันแก่ตนเองว่า, ฉันยังสัมผัสเธอได้
๑๔/๑๒/๒๕๕๓
ทั้งที่ฉันไม่มีสิทธิ์แม้เพียงคิดถึงเธอ
เธอเป็นเหมือนฤดูฝนที่ไม่มีวันมาถึง
และเพียงพอสำหรับการงอกงามของดอกไม้แห่งความหวัง
เพราะโคลเวอร์สี่กลีบคือสัญลักษณ์แห่งโชคดี
ฉันจึงเป็นเพียงก้านไร้ใบอันเหี่ยวแห้งโรยราของโคลเวอร์
ซ้ำยังจมอยู่ที่ก้นบ่อยาพิษร้าย
สถานที่เดียวกับที่ฉันตามหาเธอ, แม้รู้ว่าไม่มีทางได้พบ
ความเว้าแหว่งในชีวิตฉัน
คงเป็นเรื่องสุดท้ายของสุดท้ายที่สิ่งสมบูรณ์อย่างเธอจะสนใจ
ฉันเขียนบทกวีเพื่อตามหาสิ่งที่ขาดหาย
แต่กลับพบว่าชีวิตของฉันขาดวิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ
ความเงียบคือความทรมานเพียงอย่างเดียวที่เธอมอบให้ฉัน
หากมันเหมือนฝนโบกขพรรษ, ฉันยินดีเปียก
ใช่เพียงเพื่อปลุกตนเองให้ฟื้นจากการหลับใหล
แต่เพื่อยืนยันแก่ตนเองว่า, ฉันยังสัมผัสเธอได้
๑๔/๑๒/๒๕๕๓
เพื่อนร่วมทาง
๏ ฉันให้ยืมไหล่นี้ดีไหม
วันที่เธอหลับใหลไม่เป็นท่า
หวังเพียงเธอหลับสนิทในนิทรา
ยามที่เธอเหนื่อยล้ามาตามทาง
๏ ไหล่ฉันอาจไม่ใหญ่เท่าใดนัก
คงพอพักเพียงเพลินเพลินอย่าเมินหมาง
ไหล่ของใครคนหนึ่งซึ่งอ้างว้าง
รอให้คนข้างข้างมาพักพิง
๏ ในความวุ่นวายของเมืองหลวง
ใจทุกดวงต่างเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง
เร่งขันแข่งแซงหน้า,ช้าถูกทิ้ง
หยุดวิ่งคือโง่งมจมหายไป
๏ หลับตาเถิด, หลับตา, ถ้าเหนื่อยนัก
แล้วเพลงรักจะขานขับเมื่อหลับใหล
เถิดเติมเต็มความหวังกำลังใจ
เพื่อต่อสู้กับวันใหม่ไปอีกวัน
๏ ในค่ำคืนเหน็บหนาวอ่อนล้า
เราคือคนแปลกหน้าทั้งเธอฉัน
แต่ไออุ่นที่อุ่นไอให้แก่กัน
คงพอเติมเต็มฝันอันเบาบาง
๏ ไม่ใช่ไหล่ใครคนหนึ่งซึ่งรู้จัก
แต่ให้เธอพิงพักอยู่ไม่ห่าง
เพราะอย่างน้อยเราก็คือเพื่อนร่วมทาง
บนถนนอันอ้างว้าง-ไม่ต่างกัน ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๔/๑๒/๒๕๕๓
แด่... เพื่อนร่วมทางแปลกหน้าบนรถเมล์ ผู้ซบไหล่นิทรามาตลอดทาง
วันที่เธอหลับใหลไม่เป็นท่า
หวังเพียงเธอหลับสนิทในนิทรา
ยามที่เธอเหนื่อยล้ามาตามทาง
๏ ไหล่ฉันอาจไม่ใหญ่เท่าใดนัก
คงพอพักเพียงเพลินเพลินอย่าเมินหมาง
ไหล่ของใครคนหนึ่งซึ่งอ้างว้าง
รอให้คนข้างข้างมาพักพิง
๏ ในความวุ่นวายของเมืองหลวง
ใจทุกดวงต่างเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง
เร่งขันแข่งแซงหน้า,ช้าถูกทิ้ง
หยุดวิ่งคือโง่งมจมหายไป
๏ หลับตาเถิด, หลับตา, ถ้าเหนื่อยนัก
แล้วเพลงรักจะขานขับเมื่อหลับใหล
เถิดเติมเต็มความหวังกำลังใจ
เพื่อต่อสู้กับวันใหม่ไปอีกวัน
๏ ในค่ำคืนเหน็บหนาวอ่อนล้า
เราคือคนแปลกหน้าทั้งเธอฉัน
แต่ไออุ่นที่อุ่นไอให้แก่กัน
คงพอเติมเต็มฝันอันเบาบาง
๏ ไม่ใช่ไหล่ใครคนหนึ่งซึ่งรู้จัก
แต่ให้เธอพิงพักอยู่ไม่ห่าง
เพราะอย่างน้อยเราก็คือเพื่อนร่วมทาง
บนถนนอันอ้างว้าง-ไม่ต่างกัน ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๔/๑๒/๒๕๕๓
แด่... เพื่อนร่วมทางแปลกหน้าบนรถเมล์ ผู้ซบไหล่นิทรามาตลอดทาง
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ฤดูร้าว
๏ รอยน้ำค้างร้างหล่นบนยอดหญ้า
คือน้ำตาที่ค้างหล่นบนร่องแก้ม
เศษดอกรักยังหล่นค้างทิ้งร่างแซม
แต่งแต้มสวนใจที่ใกล้ตาย
๏ เมื่อแสงแดดยังแผดเผาให้เร่าร้อน
เงาอาวรณ์ยังทิ้งร่างไม่จางหาย
เคยเข้มแข็งก็อ่อนไหวใจละลาย
สุดท้ายวิ่งคว้าไขว่แม้ไม่มี
๏ ดอกโศกค่อยผลิบานช้าช้า
รดด้วยน้ำตาเต็มที่
โรยปุ๋ยความเจ็บช้ำซ้ำอีกที
พรวนดินด้วยฤดีที่แหลกลาญ
๏ เมฆฝนหอบฝนความหม่นเศร้า
ปะทะลมความเหงาที่พัดผ่าน
เป็นมรสุมอกหักรักร้าวราน
ฤดูกาลนานเนิ่นเกินจะทน
๏ ดอกรักจึงโรยราไม่เหลือร่าง
เหลือเพียงความอ้างว้างหมองหม่น
ฤดูรักแสนสั้นผ่านพ้น
เพียงใครหนึ่งคนเดินจากไป
๏ ความเหงาเข้ากุมใจจนไหวหวั่น
ความเศร้าเข้าแทรกฝันจนหวั่นไหว
แล้วน้ำตาก็หยาดหยดรดแผลใจ
ยิ่งร้องไห้ยิ่งพ่ายแพ้ซ้ำแผลเดิม ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๒/๑๒/๒๕๕๓
คือน้ำตาที่ค้างหล่นบนร่องแก้ม
เศษดอกรักยังหล่นค้างทิ้งร่างแซม
แต่งแต้มสวนใจที่ใกล้ตาย
๏ เมื่อแสงแดดยังแผดเผาให้เร่าร้อน
เงาอาวรณ์ยังทิ้งร่างไม่จางหาย
เคยเข้มแข็งก็อ่อนไหวใจละลาย
สุดท้ายวิ่งคว้าไขว่แม้ไม่มี
๏ ดอกโศกค่อยผลิบานช้าช้า
รดด้วยน้ำตาเต็มที่
โรยปุ๋ยความเจ็บช้ำซ้ำอีกที
พรวนดินด้วยฤดีที่แหลกลาญ
๏ เมฆฝนหอบฝนความหม่นเศร้า
ปะทะลมความเหงาที่พัดผ่าน
เป็นมรสุมอกหักรักร้าวราน
ฤดูกาลนานเนิ่นเกินจะทน
๏ ดอกรักจึงโรยราไม่เหลือร่าง
เหลือเพียงความอ้างว้างหมองหม่น
ฤดูรักแสนสั้นผ่านพ้น
เพียงใครหนึ่งคนเดินจากไป
๏ ความเหงาเข้ากุมใจจนไหวหวั่น
ความเศร้าเข้าแทรกฝันจนหวั่นไหว
แล้วน้ำตาก็หยาดหยดรดแผลใจ
ยิ่งร้องไห้ยิ่งพ่ายแพ้ซ้ำแผลเดิม ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๒/๑๒/๒๕๕๓
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ยังมีรัฐธรรมนูญใหม่บนพาน
๏ แล้วฝุ่นก็ตรลบกลบเกลื่อนตา
แล้วฟ้าก็ครืนครั่นเสียงสั่นไหว
แล้วคนโง่ก็โกลาว้าวุ่นไป
แล้วคนหัวใสก็นิ่งรอ
๏ ทุกทุกวิกฤตคือโอกาส
จากมือผู้ประมาทพลาดพลั้งก่อ-
วิกฤตการณ์เข้าซ้ำตำหัวตอ
เข้าทางคนหัวหมอรอล้มกระดาน
๏ ฉีกทิ้งกฎเกณฑ์เล่นสนุก
ต่อเติมแต้มรุกทุกด้าน
เข้ากุมชะตากรรมสำราญ
ใครฤาอาจหาญมาต่อกร
๏ กินรวบทั้งวงลงหน้าตัก
ใครคิดยึกยักย่อมสั่งสอน
คิดจะสู้ก็เสียท่าแทบทุกตอน
กว่ารู้ตัวก็เกินย้อนกลับไป
๏ แล้วฝุ่นก็จางหายจากสายตา
แล้วฟ้าก็นิ่งงันหายหวั่นไหว
แล้วคนก็นิ่งเงียบทันใด
พบรัฐธรรมนูญใหม่บนพาน!
(จะตีกันอีกกี่ครั้งก็ช่างปะไร
ยังมีรัฐธรรมนูญใหม่ไว้รอคุณ!) ๚ะ๛
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐/๑๒/๒๕๕๓
แด่... วันรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีจำนวนรัฐธรรมนูญแปรผกผันกับความเป็นประชาธิปไตย
แล้วฟ้าก็ครืนครั่นเสียงสั่นไหว
แล้วคนโง่ก็โกลาว้าวุ่นไป
แล้วคนหัวใสก็นิ่งรอ
๏ ทุกทุกวิกฤตคือโอกาส
จากมือผู้ประมาทพลาดพลั้งก่อ-
วิกฤตการณ์เข้าซ้ำตำหัวตอ
เข้าทางคนหัวหมอรอล้มกระดาน
๏ ฉีกทิ้งกฎเกณฑ์เล่นสนุก
ต่อเติมแต้มรุกทุกด้าน
เข้ากุมชะตากรรมสำราญ
ใครฤาอาจหาญมาต่อกร
๏ กินรวบทั้งวงลงหน้าตัก
ใครคิดยึกยักย่อมสั่งสอน
คิดจะสู้ก็เสียท่าแทบทุกตอน
กว่ารู้ตัวก็เกินย้อนกลับไป
๏ แล้วฝุ่นก็จางหายจากสายตา
แล้วฟ้าก็นิ่งงันหายหวั่นไหว
แล้วคนก็นิ่งเงียบทันใด
พบรัฐธรรมนูญใหม่บนพาน!
(จะตีกันอีกกี่ครั้งก็ช่างปะไร
ยังมีรัฐธรรมนูญใหม่ไว้รอคุณ!) ๚ะ๛
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐/๑๒/๒๕๕๓
แด่... วันรัฐธรรมนูญของประเทศที่มีจำนวนรัฐธรรมนูญแปรผกผันกับความเป็นประชาธิปไตย
วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553
แด่ "ควาย" ที่ตายแล้ว!
๏ เพลงใครเคยร้องหนอ
"รอมอตอเต้าหู้ยี้"
ด่าได้ก็ด่าดี
ด่าทั้งปีด่าทั้งวัน
๏ นั่นแหละ! เขาคนนี้
นักดนตรี "หนุ่มสุพรรณ"
จากบ้านมาสานฝัน
สร้างตำนานเพื่อชีวิต
๏ ใครเล่าจะลืมลง
"ลุงขี้เมา" ผู้หลงผิด
"กัญชา" ย่อมยาพิษ
ยังมีมิตร "ทะเลใจ"
๏ ใครนะใครเคยบอก
จะ "ล้างบาง" ประเทศไทย
ผู้แทนฯ แสนจัญไร
ต้องหมดสิ้นใต้ตีน "ควาย"
๏ "ประเทศกำลังพัฒนา จะเลือกใครมาควรต้องมีเป้าหมาย
ผู้แทนบางคนมักใหญ่ มุ่งเอากำไรเมื่อได้เข้าในสภา
แย่งเป็นรัฐมนตรี ทำตัวบัดสีมีให้เห็นอยู่เต็มตา
มันดูถูกชาวประชาถือว่ารวย รวยไหมครับ ส.ส. รวยซิ
คนจนไม่ใช่คนโง่ ผู้แทนพุงโต แหกตาประชาชน
ล้างบางกันดูสักหน ขอแรงคนจน ช่วยเป็นคนล้างบาง"*
๏ แล้ว "ควาย" ก็ลืมบ้าน
อุดมการณ์ก็เริ่มจาง
เพื่อชีวิตก็เปลี่ยนข้าง
มาเป็นเพื่อชีวิต "กู"
๏ บาวแดงขวดซิเฮีย!
เป็นอาเสี่ยสิสุดหรู
ใครโง่ก็เชิญสู้
ด้วยดนตรีกวีศิลป์
๏ "เสี่ย น. ซอยรางน้ำ"
จอมกอบโกยและโกงกิน
เอาเงินฟาดหัวสิ้น
วิญญาณขายได้หลายตังค์
๏ เพื่อชีวิตมีสังกัด
จะกัดใครคงต้องระวัง
มีพ่อเป็นคนดัง
เชิญนั่งนิ่งรอเศษเนื้อ
๏ อุดมการณ์ก็เหมือนทราย
สร้างปราสาทแสนงามเหลือ
แต่พังได้ทุกเมื่อ
เพียงน้ำเงินมางัดง้าง
๏ แล้ว "ควาย" ก็ตายสนิท
"เพลงเพื่อชีวิต" ก็จืดจาง
แล้วใครจะ "ล้างบาง"
ให้สังคมหายเส็งเคร็ง! ๚ะ๛
วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๑๒/๒๕๕๓
* เพลง ล้างบาง ของ คาราบาว
"รอมอตอเต้าหู้ยี้"
ด่าได้ก็ด่าดี
ด่าทั้งปีด่าทั้งวัน
๏ นั่นแหละ! เขาคนนี้
นักดนตรี "หนุ่มสุพรรณ"
จากบ้านมาสานฝัน
สร้างตำนานเพื่อชีวิต
๏ ใครเล่าจะลืมลง
"ลุงขี้เมา" ผู้หลงผิด
"กัญชา" ย่อมยาพิษ
ยังมีมิตร "ทะเลใจ"
๏ ใครนะใครเคยบอก
จะ "ล้างบาง" ประเทศไทย
ผู้แทนฯ แสนจัญไร
ต้องหมดสิ้นใต้ตีน "ควาย"
๏ "ประเทศกำลังพัฒนา จะเลือกใครมาควรต้องมีเป้าหมาย
ผู้แทนบางคนมักใหญ่ มุ่งเอากำไรเมื่อได้เข้าในสภา
แย่งเป็นรัฐมนตรี ทำตัวบัดสีมีให้เห็นอยู่เต็มตา
มันดูถูกชาวประชาถือว่ารวย รวยไหมครับ ส.ส. รวยซิ
คนจนไม่ใช่คนโง่ ผู้แทนพุงโต แหกตาประชาชน
ล้างบางกันดูสักหน ขอแรงคนจน ช่วยเป็นคนล้างบาง"*
๏ แล้ว "ควาย" ก็ลืมบ้าน
อุดมการณ์ก็เริ่มจาง
เพื่อชีวิตก็เปลี่ยนข้าง
มาเป็นเพื่อชีวิต "กู"
๏ บาวแดงขวดซิเฮีย!
เป็นอาเสี่ยสิสุดหรู
ใครโง่ก็เชิญสู้
ด้วยดนตรีกวีศิลป์
๏ "เสี่ย น. ซอยรางน้ำ"
จอมกอบโกยและโกงกิน
เอาเงินฟาดหัวสิ้น
วิญญาณขายได้หลายตังค์
๏ เพื่อชีวิตมีสังกัด
จะกัดใครคงต้องระวัง
มีพ่อเป็นคนดัง
เชิญนั่งนิ่งรอเศษเนื้อ
๏ อุดมการณ์ก็เหมือนทราย
สร้างปราสาทแสนงามเหลือ
แต่พังได้ทุกเมื่อ
เพียงน้ำเงินมางัดง้าง
๏ แล้ว "ควาย" ก็ตายสนิท
"เพลงเพื่อชีวิต" ก็จืดจาง
แล้วใครจะ "ล้างบาง"
ให้สังคมหายเส็งเคร็ง! ๚ะ๛
วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๑๒/๒๕๕๓
* เพลง ล้างบาง ของ คาราบาว
วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พระภัทรมหาราชาศิรวาท
โคลงสองสุภาพ
๏ ภูมิพลมหาราชเจ้า จอมกษัตริย์เหนือเกล้า
ทั่วทั้งธรณี
โคลงสามสุภาพ
๏ กวีวัจน์วรวิศิษฏ์ ร้อยลิขิตเลื่องฟ้า
เถกิงเกียรติ ธ ก้องหล้า เลิศแคว้นแดนสยาม
โคลงสี่สุภาพ
๏ ประณามพจน์รจเรขเรื้อง รุจิรา
เฉลิมฉัตรจอมกษัตรา เพริศแพร้ว
ธ ปกเกศปวงประชา ชโยภาส
เรืองรัฐโสตถิสวัสดิ์แผ้ว ผ่องพ้นภัยขษัย
ร่ายสุภาพ
๏ ไผทผองเพ็ญสุข บำราศทุกข์นิราดูร พูนพิพัฒน์สวัสดิ์ศรี
พระภูมีปกเกศ คุ้มประเทศวิเศษวิศิษฏ์ ทรงทศพิธราชธรรม์
เลิศขวัญชาติเศวตฉัตร เรืองจำรัสแดนทอง “เราจะครองแผ่นดิน
ปกชีวินพสกนิกร โดยธรรมพรเพ็ญโสตถิ เพื่อประโยชน์สุขผล
แห่งมหาชนชาวสยาม” ทุกเขตคามสดับดล ประจักษ์ผลกระจ่างเนตร
พระภูเบศวร์แก้วิกฤติ ชุบชีพิตราษฎร์ลำเค็ญ ทรงบำเพ็ญพระกรณีย์
จอมกวีประพันธ์ศาสตร์ คีตาราชนฤมิต เกษตรทฤษฎีใหม่
ประยุกต์ไร่นาสวน พิพัฒน์มวลภูธร ธ ทรงสอนครรลองชีวิต
เศรษฐกิจพอเพียง แซ่ซ้องเสียงสรรเสริญ เจริญยศยรรยง
ขัตติยะองค์ยิ่งฟ้า เหนือกษัตริย์ทุกแหล่งหล้า
โลกล้วนสดุดี พระเอย
กลอนสุภาพ
๏ องค์ราชะนวมินทร์ภิญโญภาส
นวมราชเรืองจำรัสโสตถิรัศมี
น้อมศิระอภิวันท์กตัญชุลี
บุญจักรีล้นเกศพิเศษพิชัย
๏ จอมกษัตริย์วัฒนาประชาราษฎร์
ร่มฉัตรชาติเชวงสฤษฏ์พิสิฐสมัย
ธ คุ้มเกล้าจิรกาลผ่านภพไผท
อุโฆษไกรเกริกเกียรติกฤดาการ
กาพย์ยานี ๒๒
๏ เทียนธรรม ธ ส่องทิศ
ราชกิจเกื้อทุกสถาน
น้ำพระทัยดังสายธาร
ผ่านพิภพสงบเย็น
๏ บารมีศรีภูวนาถ
ยังปวงราษฎร์ไร้ทุกข์เข็ญ
โพธิ์ธรรม ธ บำเพ็ญ
เป็นโพธิ์ทองแห่งผองไทย
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
๏ สรวมศรีสิทธิวิรุฬห์พระคุณรตนตรัย
พร้อมเพรียงเผดียงชัย เฉลิม
๏ ล่วงแปดสิบพระวษาสวัสดิ์ชยเผดิม
พร้องพรขจรเพิ่ม พิบูลย์
๏ ขอจงทรงพระสราญพิมานชนม์ประมูล
ร้อยล้ำฉนำคูณ พิพิธ
๏ เจียรทีฆายุสุผลอนนตอดิสิทธิ์
เพ็ญสุขเขษมนิจ นิรันดร์ ๚ะ๛
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นายวุฒินันท์ ชัยศรี
ร้อยวจีกวีวัจน์ถวาย
๏ ภูมิพลมหาราชเจ้า จอมกษัตริย์เหนือเกล้า
ทั่วทั้งธรณี
โคลงสามสุภาพ
๏ กวีวัจน์วรวิศิษฏ์ ร้อยลิขิตเลื่องฟ้า
เถกิงเกียรติ ธ ก้องหล้า เลิศแคว้นแดนสยาม
โคลงสี่สุภาพ
๏ ประณามพจน์รจเรขเรื้อง รุจิรา
เฉลิมฉัตรจอมกษัตรา เพริศแพร้ว
ธ ปกเกศปวงประชา ชโยภาส
เรืองรัฐโสตถิสวัสดิ์แผ้ว ผ่องพ้นภัยขษัย
ร่ายสุภาพ
๏ ไผทผองเพ็ญสุข บำราศทุกข์นิราดูร พูนพิพัฒน์สวัสดิ์ศรี
พระภูมีปกเกศ คุ้มประเทศวิเศษวิศิษฏ์ ทรงทศพิธราชธรรม์
เลิศขวัญชาติเศวตฉัตร เรืองจำรัสแดนทอง “เราจะครองแผ่นดิน
ปกชีวินพสกนิกร โดยธรรมพรเพ็ญโสตถิ เพื่อประโยชน์สุขผล
แห่งมหาชนชาวสยาม” ทุกเขตคามสดับดล ประจักษ์ผลกระจ่างเนตร
พระภูเบศวร์แก้วิกฤติ ชุบชีพิตราษฎร์ลำเค็ญ ทรงบำเพ็ญพระกรณีย์
จอมกวีประพันธ์ศาสตร์ คีตาราชนฤมิต เกษตรทฤษฎีใหม่
ประยุกต์ไร่นาสวน พิพัฒน์มวลภูธร ธ ทรงสอนครรลองชีวิต
เศรษฐกิจพอเพียง แซ่ซ้องเสียงสรรเสริญ เจริญยศยรรยง
ขัตติยะองค์ยิ่งฟ้า เหนือกษัตริย์ทุกแหล่งหล้า
โลกล้วนสดุดี พระเอย
กลอนสุภาพ
๏ องค์ราชะนวมินทร์ภิญโญภาส
นวมราชเรืองจำรัสโสตถิรัศมี
น้อมศิระอภิวันท์กตัญชุลี
บุญจักรีล้นเกศพิเศษพิชัย
๏ จอมกษัตริย์วัฒนาประชาราษฎร์
ร่มฉัตรชาติเชวงสฤษฏ์พิสิฐสมัย
ธ คุ้มเกล้าจิรกาลผ่านภพไผท
อุโฆษไกรเกริกเกียรติกฤดาการ
กาพย์ยานี ๒๒
๏ เทียนธรรม ธ ส่องทิศ
ราชกิจเกื้อทุกสถาน
น้ำพระทัยดังสายธาร
ผ่านพิภพสงบเย็น
๏ บารมีศรีภูวนาถ
ยังปวงราษฎร์ไร้ทุกข์เข็ญ
โพธิ์ธรรม ธ บำเพ็ญ
เป็นโพธิ์ทองแห่งผองไทย
สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙
๏ สรวมศรีสิทธิวิรุฬห์พระคุณรตนตรัย
พร้อมเพรียงเผดียงชัย เฉลิม
๏ ล่วงแปดสิบพระวษาสวัสดิ์ชยเผดิม
พร้องพรขจรเพิ่ม พิบูลย์
๏ ขอจงทรงพระสราญพิมานชนม์ประมูล
ร้อยล้ำฉนำคูณ พิพิธ
๏ เจียรทีฆายุสุผลอนนตอดิสิทธิ์
เพ็ญสุขเขษมนิจ นิรันดร์ ๚ะ๛
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า นายวุฒินันท์ ชัยศรี
ร้อยวจีกวีวัจน์ถวาย
วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ไปทำงานไม่ทัน!!
บันทึกเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม
3.00 น. ว่าจะเล่นเกมคลายเครียดก่อนนอน แต่ดันติดลมไปหน่อย จ๊าก! วันนี้รับเขียนสกู๊ปให้ TK park งานเริ่ม 12.30 น. เอาน่ายังตื่นสายได้
9.30 น. วันที่ 4 ธ.ค. นาฬิกาปลุกดัง ฮึ่ย... ขออีกครึ่ง ชม. น่านะ สิบโมงก็ยังทันถมเถ
10.30 น. สะดุ้งเฮือก! ตายละวา กะว่าจะทำกับข้าวกินก่อนไปซะหน่อย จะไปหาข้าวกินแถว TK ก็แพงฉิบ อืม... ไปเรือละกัน ครึ่ง ชม. ถึง ลุกขึ้นกรอกข้าวสารใส่หม้อ อาบน้ำรอ หม้อข้าวดีดปึ๊ง เปิดกระทะไฟฟ้า โยนหมูยอลงไปเสียงฉู่ฉ่า กลับสองสามที ตักข้าวใส่จานเหยาะซอส โปะหมูยอ ไหม้ไปนิดนึงแถมแห้งเพราะไม่ได้ใส่น้ำมัน แต่เอาน่ะพอกินได้ (คิดในใจว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาทำกับข้าวอร่อย ๆ ให้กิน เฮ้อ...)
11.20 น. หอบสังขารต้วมเตี้ยมมาอยู่ท่าเรือเรียบโร้ยย
11.30 น. เรือมาแล้ว เย้... แต่! ไปแล้ว อ้าว วิ่งฉิวไปเฉยเลย ท่ามกลางสายตางงเต๊กของผู้โดยสาร เอาไงดีวะ รอเรือเที่ยวต่อไปละกัน จะไปรถเมล์ตอนนี้ก็คงไม่ทัน
11.40 น. เรือมาอีกลำ แล้วก็ไปอีกลำ ฮ่วย มันอันหยังน่อ งานตูเริ่มเที่ยงครึ่ง ๆ ๆ นะเฟร้ยยยยย
11.50 น. เพิ่งเห็นป้ายเล็ก ๆ ตรงท่าเรือว่า "4 ธ.ค. เรืองดวิ่งจากท่าวัดศรีฯ - ประตูน้ำ ตั้งแต่เวลา 11.00 - 13.00"!
"@&%$+!%#!!!!"
สบถ ออกมาไม่เป็นคำพูด! ซวยล่ะ ไม่มีเรือจ้างพาไปถึงฝั่งฝันแล้ว จะไปพึ่งรถเมล์ก็รถติดแสรด จะขึ้นรถไฟฟ้าก็สงสัยว่าจะพาตัวเองไปขึ้นที่ท่าไหน ทางออกเดียวคือแท็กซี่!
12.00 น. ลักพาตัวเองจากท่าเรือมาอยู่ในแท็กซี่เรียบร้อย
12.10 น. ด่าแท็กซี่ในใจว่ามรึงพากรูมาติดแหง็กทำไม บอกว่าไปทางพระราม 9 ยังจะดื้อดึงพามาทางเพชรบุรี บอกรถไม่ติด ที่น่าเจ็บใจคือพอรถติดทีไร คุณพี่แท็กซี่ก็จะหยิบไอโฟนขึ้นมากดยิก ๆ ๆ หน็อย...
12.20 น. "พี่ครับ ผมขอแวะเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ ปวดฉี่มาก" รู้สึกเหมือนถูกกระทำชำเราทางจิตใจอย่างรุนแรง คุณมรึงพาผมมาติดแหง็กแล้วยังจะแวะฉี่อีก โฮกกกกกก!! แต่ตอนนั้นไม่อยู่ในสภาพจะต่อล้อต่อเถียงกับใคร ได้แต่พยักหน้าแบบไม่มองหน้าแท็กซี่ จะทำอะไรก็ทำซะ กรูผิดเองที่เลือกขึ้นคันนี้ (มาคิดทีหลังว่าเราน่าจะวิ่งออกไปโบกแท็กซี่คันอื่นดีกว่า ประหยัดเงินด้วย ฮา)
12.45 น. คุณพี่พาผมกระดึ๊บ ๆ มาถึงจนได้นะ
"ช่วยเลี้ยวเข้าไปส่งข้างใน..."
"ไม่ได้ครับ เลี้ยวเข้าไปแล้วออกมายาก"
ฮ่วย คุณพี่เป็นแท็กซี่หรือเป็นเจ้านายกรูฟระ! อาชีพบริการเขาทำกันแบบนี้เหรอครับพี่ ไอ้... เอาล่ะอย่าเพิ่งด่า เสียเวลาทำงานมามากแล้ว ปิดประตูโครม! จังหวะเดียวกับที่ปากสบถคำไม่สุภาพออกมา พร้อมกับสองขาที่วิ่งด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า
12.46 น. คิดในใจว่าจะแก้ตัวกับพี่ฟ้ายังไงดีเรื่องมาสาย (ฮา)
12.50 น. ฉุดกระชากลากถูสังขารตัวเองมาจนถึง TK park แต่เอ๊ะ! ทำไมมันเงียบ ๆ พิกล เห็นพี่สต๊าฟเอาคียบอร์ดไฟฟ้ามาตั้งแล้วล่ะ แต่ทำไมดูใจเย็นเหลือเกิน พี่ฟ้าก็ไม่อยู่แถวนี้ซะด้วย
13.00 น. ชักไม่ได้การ หรือเขาจะจัดงานที่อื่น กำลังจะกดเบอร์หาพี่ฟ้า สายตาก็ไปป๊ะโปสเตอร์งาน "บทเพลงพระราชนิพนธ์ฯ" เริ่มงานเวลา 15.30 น. เอิ๊ก!
สรุปว่าวันนี้รีบมาแทบตาย ส่งสายตาพิฆาตขู่แท็กซี่ก็หลายหน เพื่อไปแอบงีบรอเวลาทำงานบนออฟฟิศ TK ฮ่วย...
*บันทึกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนจะไปทำงาน กรุณาโทรหาพี่เจ้าของงานก่อนนะจ๊ะ*
3.00 น. ว่าจะเล่นเกมคลายเครียดก่อนนอน แต่ดันติดลมไปหน่อย จ๊าก! วันนี้รับเขียนสกู๊ปให้ TK park งานเริ่ม 12.30 น. เอาน่ายังตื่นสายได้
9.30 น. วันที่ 4 ธ.ค. นาฬิกาปลุกดัง ฮึ่ย... ขออีกครึ่ง ชม. น่านะ สิบโมงก็ยังทันถมเถ
10.30 น. สะดุ้งเฮือก! ตายละวา กะว่าจะทำกับข้าวกินก่อนไปซะหน่อย จะไปหาข้าวกินแถว TK ก็แพงฉิบ อืม... ไปเรือละกัน ครึ่ง ชม. ถึง ลุกขึ้นกรอกข้าวสารใส่หม้อ อาบน้ำรอ หม้อข้าวดีดปึ๊ง เปิดกระทะไฟฟ้า โยนหมูยอลงไปเสียงฉู่ฉ่า กลับสองสามที ตักข้าวใส่จานเหยาะซอส โปะหมูยอ ไหม้ไปนิดนึงแถมแห้งเพราะไม่ได้ใส่น้ำมัน แต่เอาน่ะพอกินได้ (คิดในใจว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาทำกับข้าวอร่อย ๆ ให้กิน เฮ้อ...)
11.20 น. หอบสังขารต้วมเตี้ยมมาอยู่ท่าเรือเรียบโร้ยย
11.30 น. เรือมาแล้ว เย้... แต่! ไปแล้ว อ้าว วิ่งฉิวไปเฉยเลย ท่ามกลางสายตางงเต๊กของผู้โดยสาร เอาไงดีวะ รอเรือเที่ยวต่อไปละกัน จะไปรถเมล์ตอนนี้ก็คงไม่ทัน
11.40 น. เรือมาอีกลำ แล้วก็ไปอีกลำ ฮ่วย มันอันหยังน่อ งานตูเริ่มเที่ยงครึ่ง ๆ ๆ นะเฟร้ยยยยย
11.50 น. เพิ่งเห็นป้ายเล็ก ๆ ตรงท่าเรือว่า "4 ธ.ค. เรืองดวิ่งจากท่าวัดศรีฯ - ประตูน้ำ ตั้งแต่เวลา 11.00 - 13.00"!
"@&%$+!%#!!!!"
สบถ ออกมาไม่เป็นคำพูด! ซวยล่ะ ไม่มีเรือจ้างพาไปถึงฝั่งฝันแล้ว จะไปพึ่งรถเมล์ก็รถติดแสรด จะขึ้นรถไฟฟ้าก็สงสัยว่าจะพาตัวเองไปขึ้นที่ท่าไหน ทางออกเดียวคือแท็กซี่!
12.00 น. ลักพาตัวเองจากท่าเรือมาอยู่ในแท็กซี่เรียบร้อย
12.10 น. ด่าแท็กซี่ในใจว่ามรึงพากรูมาติดแหง็กทำไม บอกว่าไปทางพระราม 9 ยังจะดื้อดึงพามาทางเพชรบุรี บอกรถไม่ติด ที่น่าเจ็บใจคือพอรถติดทีไร คุณพี่แท็กซี่ก็จะหยิบไอโฟนขึ้นมากดยิก ๆ ๆ หน็อย...
12.20 น. "พี่ครับ ผมขอแวะเข้าห้องน้ำหน่อยนะครับ ปวดฉี่มาก" รู้สึกเหมือนถูกกระทำชำเราทางจิตใจอย่างรุนแรง คุณมรึงพาผมมาติดแหง็กแล้วยังจะแวะฉี่อีก โฮกกกกกก!! แต่ตอนนั้นไม่อยู่ในสภาพจะต่อล้อต่อเถียงกับใคร ได้แต่พยักหน้าแบบไม่มองหน้าแท็กซี่ จะทำอะไรก็ทำซะ กรูผิดเองที่เลือกขึ้นคันนี้ (มาคิดทีหลังว่าเราน่าจะวิ่งออกไปโบกแท็กซี่คันอื่นดีกว่า ประหยัดเงินด้วย ฮา)
12.45 น. คุณพี่พาผมกระดึ๊บ ๆ มาถึงจนได้นะ
"ช่วยเลี้ยวเข้าไปส่งข้างใน..."
"ไม่ได้ครับ เลี้ยวเข้าไปแล้วออกมายาก"
ฮ่วย คุณพี่เป็นแท็กซี่หรือเป็นเจ้านายกรูฟระ! อาชีพบริการเขาทำกันแบบนี้เหรอครับพี่ ไอ้... เอาล่ะอย่าเพิ่งด่า เสียเวลาทำงานมามากแล้ว ปิดประตูโครม! จังหวะเดียวกับที่ปากสบถคำไม่สุภาพออกมา พร้อมกับสองขาที่วิ่งด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า
12.46 น. คิดในใจว่าจะแก้ตัวกับพี่ฟ้ายังไงดีเรื่องมาสาย (ฮา)
12.50 น. ฉุดกระชากลากถูสังขารตัวเองมาจนถึง TK park แต่เอ๊ะ! ทำไมมันเงียบ ๆ พิกล เห็นพี่สต๊าฟเอาคียบอร์ดไฟฟ้ามาตั้งแล้วล่ะ แต่ทำไมดูใจเย็นเหลือเกิน พี่ฟ้าก็ไม่อยู่แถวนี้ซะด้วย
13.00 น. ชักไม่ได้การ หรือเขาจะจัดงานที่อื่น กำลังจะกดเบอร์หาพี่ฟ้า สายตาก็ไปป๊ะโปสเตอร์งาน "บทเพลงพระราชนิพนธ์ฯ" เริ่มงานเวลา 15.30 น. เอิ๊ก!
สรุปว่าวันนี้รีบมาแทบตาย ส่งสายตาพิฆาตขู่แท็กซี่ก็หลายหน เพื่อไปแอบงีบรอเวลาทำงานบนออฟฟิศ TK ฮ่วย...
*บันทึกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนจะไปทำงาน กรุณาโทรหาพี่เจ้าของงานก่อนนะจ๊ะ*
วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ขอเชิญร่วมงาน “ชุมนุมช่างวรรณกรรม” ประจำปี 2553 ส่งท้าย ช่อการะเกด ยุคที่ 3
ขอเชิญร่วมงาน “ชุมนุมช่างวรรณกรรม” ประจำปีพุทธศักราช 2553 ส่งท้าย ช่อการะเกด ยุคที่ 3
"ลาที...มิใช่ลาก่อน"
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2553
ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
14.00 น.ลงทะเบียน เพื่อทราบว่ามีผู้ใดบ้างมาเป็นเกียรติ
14.30 น.อันเนื่องมาจากราชประสงค์ “หนังทดลอง” ชุดที่ 2 ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี
15.00 น.เปิดตัวหนังสือ เพื่อนพ้องแห่งวันวาร : รวมเรื่องสั้น ‘สุภาพบุรุษ’ สนทนากับผู้ชำระต้นฉบับ วรรณา สวัสดิ์ศรี และบรรณาธิการ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ดำเนินการสนทนาโดย นกป่า อุษาคเณย์
16.00 น.ปาฐกถาช่างวรรณกรรมประจำปี 2553 “เรื่องสั้นไทยสมัยใหม่” โดย รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ
17.00 น.ประกาศเกียรติ “นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ” ประจำปีพุทธศักราช 2553 “มกุฏ อรฤดี”
17.30 น.พักดื่มน้ำชา-กาแฟ (ย้ายมาที่ลานน้ำพุ)
18.00 น.ประกาศผลการ “ประดับช่อฯ” ในฐานะ รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยมประจำปี 2553
19.30 น.เปิดใจตัวแทน ช่อการะเกด รุ่นที่ 1, รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3
20.00 น.เจาะใจผู้สนับสนุน ช่อการะเกด รุ่นที่ 3 (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ และเวียง-วชิระบัวสนธ์)
20.30 น.ปัจฉิมกถา "ลาที...มิใช่ลาก่อน" โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
21.00 น.สังสรรค์ตามอัธยาศัย จนกว่าเราจะพบกันอีก
--------------------------------------
ในที่สุด ช่อการะเกด ยุคที่ 3 ก็ถึงเวลาของมันแล้ว แม้จะเตรียมใจมา่ก่อนหน้า แต่เมื่อถึงเวลาก็ใจหาย
สำหรับผม ช่อการะเกดเป็นอะไรมากกว่าหนังสือรวมเรื่องสั้น เพราะมันเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในใบปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิตของผม ถ้าไม่มีช่อการะเกด ยุคที่ 3 ผมก็ไม่มีหัวข้อทำสารนิพนธ์ และเรียนไม่จบ
ถึงแม้ว่าลักษณาการจบของผมจะออกอาการป่วย ๆ อยู่บ้าง เพราะความขี้เกียจตัวเป็นขนในการทำสารนิพนธ์ ทำให้ผลงานสารนิพนธ์ชื่อว่า "วิเคราะห์ช่อการะเกดยุคที่ 3" เป็นผลงานที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับชื่อหัวข้อ กล่าวได้ว่าผมเอาหัวข้อดี ๆ มาปู้ยี่ปู้ยำไปเสียอย่างนั้น จึงไม่กล้าเอาให้ใครดูจริง ๆ จัง ๆ อย่าว่าแต่จะเผยแพร่ให้คนในวงการช่อการะเกดรู้เลย หากกลับไปที่ตู้เก็บสารนิพนธ์ที่ภาควิชา จะไปเซ็นกำกับไว้ตรงหน้าปกว่า "โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน"
น่าแปลกใจที่การเว้นช่วงของยุคที่ 1,2 และ 3 จะมีระยะห่างประมาณ 8-9 ปีเสมอ ดังนั้นในอีก 9 ปีข้างหน้า ผมจะมีอายุ 32 ปี เวลานั้นผมหวังเล็ก ๆ ไว้ในใจว่า คงจะมีกลุ่มคน หรือแรงกระเพื่อมทางวรรณกรรมในระดับเดียวกับช่อการะเกด และจะยินดีอย่างยิ่งหากแรงกระเพื่อมนั้นมาจากหนังสือที่ชื่อ "ช่อการะเกด" เอง สมดังคำที่ทิ้งท้ายว่า "ลาที...มิใช่ลาก่อน"
ขอพลังสร้างสรรค์จงอยู่คู่กับพวกเราทุกคน ...อย่างน้อยก็จนกว่าโลกนี้จะหมดศรัทธาในศิลปะ
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๔/๑๑/๒๕๕๓
"ลาที...มิใช่ลาก่อน"
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2553
ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป
14.00 น.ลงทะเบียน เพื่อทราบว่ามีผู้ใดบ้างมาเป็นเกียรติ
14.30 น.อันเนื่องมาจากราชประสงค์ “หนังทดลอง” ชุดที่ 2 ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี
15.00 น.เปิดตัวหนังสือ เพื่อนพ้องแห่งวันวาร : รวมเรื่องสั้น ‘สุภาพบุรุษ’ สนทนากับผู้ชำระต้นฉบับ วรรณา สวัสดิ์ศรี และบรรณาธิการ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ดำเนินการสนทนาโดย นกป่า อุษาคเณย์
16.00 น.ปาฐกถาช่างวรรณกรรมประจำปี 2553 “เรื่องสั้นไทยสมัยใหม่” โดย รศ.ดร.สรณัฐ ไตลังคะ นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ
17.00 น.ประกาศเกียรติ “นักเขียนช่อการะเกดเกียรติยศ” ประจำปีพุทธศักราช 2553 “มกุฏ อรฤดี”
17.30 น.พักดื่มน้ำชา-กาแฟ (ย้ายมาที่ลานน้ำพุ)
18.00 น.ประกาศผลการ “ประดับช่อฯ” ในฐานะ รางวัลช่อการะเกดยอดเยี่ยมประจำปี 2553
19.30 น.เปิดใจตัวแทน ช่อการะเกด รุ่นที่ 1, รุ่นที่ 2 และรุ่นที่ 3
20.00 น.เจาะใจผู้สนับสนุน ช่อการะเกด รุ่นที่ 3 (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ และเวียง-วชิระบัวสนธ์)
20.30 น.ปัจฉิมกถา "ลาที...มิใช่ลาก่อน" โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
21.00 น.สังสรรค์ตามอัธยาศัย จนกว่าเราจะพบกันอีก
--------------------------------------
ในที่สุด ช่อการะเกด ยุคที่ 3 ก็ถึงเวลาของมันแล้ว แม้จะเตรียมใจมา่ก่อนหน้า แต่เมื่อถึงเวลาก็ใจหาย
สำหรับผม ช่อการะเกดเป็นอะไรมากกว่าหนังสือรวมเรื่องสั้น เพราะมันเป็นส่วนสำคัญหนึ่งในใบปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิตของผม ถ้าไม่มีช่อการะเกด ยุคที่ 3 ผมก็ไม่มีหัวข้อทำสารนิพนธ์ และเรียนไม่จบ
ถึงแม้ว่าลักษณาการจบของผมจะออกอาการป่วย ๆ อยู่บ้าง เพราะความขี้เกียจตัวเป็นขนในการทำสารนิพนธ์ ทำให้ผลงานสารนิพนธ์ชื่อว่า "วิเคราะห์ช่อการะเกดยุคที่ 3" เป็นผลงานที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับชื่อหัวข้อ กล่าวได้ว่าผมเอาหัวข้อดี ๆ มาปู้ยี่ปู้ยำไปเสียอย่างนั้น จึงไม่กล้าเอาให้ใครดูจริง ๆ จัง ๆ อย่าว่าแต่จะเผยแพร่ให้คนในวงการช่อการะเกดรู้เลย หากกลับไปที่ตู้เก็บสารนิพนธ์ที่ภาควิชา จะไปเซ็นกำกับไว้ตรงหน้าปกว่า "โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน"
น่าแปลกใจที่การเว้นช่วงของยุคที่ 1,2 และ 3 จะมีระยะห่างประมาณ 8-9 ปีเสมอ ดังนั้นในอีก 9 ปีข้างหน้า ผมจะมีอายุ 32 ปี เวลานั้นผมหวังเล็ก ๆ ไว้ในใจว่า คงจะมีกลุ่มคน หรือแรงกระเพื่อมทางวรรณกรรมในระดับเดียวกับช่อการะเกด และจะยินดีอย่างยิ่งหากแรงกระเพื่อมนั้นมาจากหนังสือที่ชื่อ "ช่อการะเกด" เอง สมดังคำที่ทิ้งท้ายว่า "ลาที...มิใช่ลาก่อน"
ขอพลังสร้างสรรค์จงอยู่คู่กับพวกเราทุกคน ...อย่างน้อยก็จนกว่าโลกนี้จะหมดศรัทธาในศิลปะ
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๔/๑๑/๒๕๕๓
วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ค่ำบางคืนไม่กล้าเมา แต่คืนนี้เราไม่เมาไม่ได้!
๏ เพราะสุรานั้นมีฤทธิ์เป็นพิษร้าย
อาจประหารเราให้ตายยากถ่ายถอน
จึงตัดใจจากสุราไม่อาวรณ์
เป็นนักกลอนดวดนมสดงดสุรา
๏ แต่ผิดหวังครั้งนี้ช่างหนักนัก
พิษรักแฝงเร้นคอยเข่นฆ่า
กรีดใจให้ตายช้าช้า
นานเนิ่นเกินกว่าจะหลุดพ้น
๏ ร่ำร่ายกลอนกานท์กี่ล้านบท
ผจงจดบทกวีกี่ล้านหน
มิอาจลืมภาพใครเพียงคน
ที่เวียนวนอยู่ทุกวันหวั่นฤทัย
๏ แม้เลิกดื่มนานแล้วนะเหล้าจ๋า
แต่จะกินเพียงน้ำตาก็ไม่ไหว
ต้องรินรดความช้ำร่ำเมรัย
ลืมความร้าวรานใจไปอีกวัน
๏ ดื่มเพื่อลืมว่าใจนี้เคยมีรัก
ดื่มให้หนักรำงับใจที่ไหวหวั่น
ดื่มให้ใจได้ลืมใครเคยใกล้กัน
เพื่อมีสุขในห้วงฝันแม้ชั่วคราว
๏ น้ำเมาขมแต่น้ำคำเธอขมกว่า
ขมที่สุดคือน้ำตาที่ไหลผ่าว
เอ้าริน! แล้วชนแก้วกับแสงดาว
ทิ้งรักในห้วงหาวให้หายไป
๏ "ค่ำบางคืนไม่กล้าเมา แต่คืนนี้เราไม่เมาไม่ได้
เพราะความรักที่พลัดพรากไป ยากเกินใจจะตัดได้ลง
คงเป็นเพราะสวรรค์ไม่ส่ง นรกไม่สร้าง รักจึงจางร้างใจ
เหลือแต่ตัวบาดรักท่วมกาย หล่นจมลงในสายธารที่สิ้นหวัง..."* ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓/๑๑/๒๕๕๓
*จากเพลง ดอกไผ่บาน ของ หนุ่มบาว-สาวปาน
อาจประหารเราให้ตายยากถ่ายถอน
จึงตัดใจจากสุราไม่อาวรณ์
เป็นนักกลอนดวดนมสดงดสุรา
๏ แต่ผิดหวังครั้งนี้ช่างหนักนัก
พิษรักแฝงเร้นคอยเข่นฆ่า
กรีดใจให้ตายช้าช้า
นานเนิ่นเกินกว่าจะหลุดพ้น
๏ ร่ำร่ายกลอนกานท์กี่ล้านบท
ผจงจดบทกวีกี่ล้านหน
มิอาจลืมภาพใครเพียงคน
ที่เวียนวนอยู่ทุกวันหวั่นฤทัย
๏ แม้เลิกดื่มนานแล้วนะเหล้าจ๋า
แต่จะกินเพียงน้ำตาก็ไม่ไหว
ต้องรินรดความช้ำร่ำเมรัย
ลืมความร้าวรานใจไปอีกวัน
๏ ดื่มเพื่อลืมว่าใจนี้เคยมีรัก
ดื่มให้หนักรำงับใจที่ไหวหวั่น
ดื่มให้ใจได้ลืมใครเคยใกล้กัน
เพื่อมีสุขในห้วงฝันแม้ชั่วคราว
๏ น้ำเมาขมแต่น้ำคำเธอขมกว่า
ขมที่สุดคือน้ำตาที่ไหลผ่าว
เอ้าริน! แล้วชนแก้วกับแสงดาว
ทิ้งรักในห้วงหาวให้หายไป
๏ "ค่ำบางคืนไม่กล้าเมา แต่คืนนี้เราไม่เมาไม่ได้
เพราะความรักที่พลัดพรากไป ยากเกินใจจะตัดได้ลง
คงเป็นเพราะสวรรค์ไม่ส่ง นรกไม่สร้าง รักจึงจางร้างใจ
เหลือแต่ตัวบาดรักท่วมกาย หล่นจมลงในสายธารที่สิ้นหวัง..."* ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓/๑๑/๒๕๕๓
*จากเพลง ดอกไผ่บาน ของ หนุ่มบาว-สาวปาน
ใยจึงมาสมานฉันท์ในวันนี้
๏ ใยจึงมาสมานฉันท์ในวันนี้
วันที่เลือดยังไม่หยุดไหล
วันที่น้ำตายังท่วมใจ
วันที่เลือดไทยยังท่วมแดน
๏ ใยจึงคิดสมานฉันท์วันนี้หนอ
ควรต้องรอให้มีศพสักหมื่นแสน
โหมกระพือให้คลุ้มคลั่งเถิดไฟแค้น
อัดแน่นลงในใจมนุษย์
๏ อย่าคิดสมานฉันท์กันดีกว่า
เมื่อทุกคนอยากเข่นฆ่าไม่สิ้นสุด
ปล่อยสันดานออกมาอย่ายื้อยุด
จนกว่าจะคิดหยุดประหารกัน
๏ ปรองดองอะไรนั่นฝันไปเถอะ
สันติภาพน่ะหรือ เฮอะ! เพียงภาพฝัน
ประวัติศาสตร์ของผองเราคือโรมรัน
การเข่นฆ่านั้นเที่ยงธรรม
๏ ผู้ชนะนั้นหรือคือเหนือกว่า
ผู้แพ้ย่อมด้อยค่าราคาต่ำ
ผิดถูกดีเลวขาวดำ
แท้เป็นเพียงวาทกรรมอำพรางตน
๏ เมื่อเราล้วนเกิดจากอวิชชา
คือไม่ควรเกิดมาตั้งแต่ต้น
เมื่ออำนาจเสือกมีค่ากว่าชีพคน
เถิด! เชิญฆ่าให้ศพล้นจนพอใจ
๏ จงรบกันให้ชนะอย่าละลด
หรือจนกว่าจะตายหมดก่อนดีไหม
แล้วค่อยร่ำน้ำตาอาลัย
ถึงทุกคนที่จากไปไม่หวนคืน
...
แด่... ทุกคนที่จากไปไม่หวนคืน ๚ะ๛
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๓/๑๑/๒๕๕๓
วันที่เลือดยังไม่หยุดไหล
วันที่น้ำตายังท่วมใจ
วันที่เลือดไทยยังท่วมแดน
๏ ใยจึงคิดสมานฉันท์วันนี้หนอ
ควรต้องรอให้มีศพสักหมื่นแสน
โหมกระพือให้คลุ้มคลั่งเถิดไฟแค้น
อัดแน่นลงในใจมนุษย์
๏ อย่าคิดสมานฉันท์กันดีกว่า
เมื่อทุกคนอยากเข่นฆ่าไม่สิ้นสุด
ปล่อยสันดานออกมาอย่ายื้อยุด
จนกว่าจะคิดหยุดประหารกัน
๏ ปรองดองอะไรนั่นฝันไปเถอะ
สันติภาพน่ะหรือ เฮอะ! เพียงภาพฝัน
ประวัติศาสตร์ของผองเราคือโรมรัน
การเข่นฆ่านั้นเที่ยงธรรม
๏ ผู้ชนะนั้นหรือคือเหนือกว่า
ผู้แพ้ย่อมด้อยค่าราคาต่ำ
ผิดถูกดีเลวขาวดำ
แท้เป็นเพียงวาทกรรมอำพรางตน
๏ เมื่อเราล้วนเกิดจากอวิชชา
คือไม่ควรเกิดมาตั้งแต่ต้น
เมื่ออำนาจเสือกมีค่ากว่าชีพคน
เถิด! เชิญฆ่าให้ศพล้นจนพอใจ
๏ จงรบกันให้ชนะอย่าละลด
หรือจนกว่าจะตายหมดก่อนดีไหม
แล้วค่อยร่ำน้ำตาอาลัย
ถึงทุกคนที่จากไปไม่หวนคืน
...
แด่... ทุกคนที่จากไปไม่หวนคืน ๚ะ๛
วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๓/๑๑/๒๕๕๓
วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
คืนลอยกระทง
"ทำไมเราต้องยอมเสียตัววันลอยกระทงด้วยนะ ไม่เข้าใจเลย วันอื่นยังจะมีความหมายพิเศษ ๆ กว่าอีก เช่นว่า วันวาเลนไทน์ วันเกิด..."
"เกิดอยาก จึ๋ย ๆ อะเหรอตัวเอง" เขายิ้มกว้าง กอดแน่นขึ้น พลางทำนิ้วปูไต่
"บ้า อย่ามาทำอ้อนนะ คนยิ่งเหนื่อย ๆ อยู่"
"เหนื่อยเหรอ... เดี๋ยวช่วยให้หายเหนื่อยเอามั้ย?"
จากนิ้วปูไต่ กลายเป็นมือปลาหมึกชอนไชไปทั่วร่าง ปากกว้าง ๆ นั่นก็ไม่อยู่สุข คอยงับหูให้ขนลุกเกรียว
"นี่ พอได้แล้ว ซนนักนะ"
เผี๊ยะ!
"อู๊ยยย ตีจริงนี่นา"
"ก็ตีจริงน่ะสิ คนอาไรซนอย่างกะลูกลิงโด๊ปยาบ้า"
"ก็ลิงจั๊ก ๆ รักจริง ๆ ไงจ๊ะ"
"แหม ลื่นเป็นปลาไหลถูสบู่เลยนะ"
ก๊อก ๆ ๆ
"ใครมาล่ะเนี่ย แป๊บนะจ๊ะ" เขาเงยหน้าขึ้นจากการซุกไซ้ ลุกขึ้นเดินไปดูอาคันตุกะผ่านช่องแอบมอง ก่อนจะทำหน้าตกใจสุดขีด
"ฉิบหาย! แฟนพวกเรามา รีบแต่งตัวเร็ว"
ก๊อก ๆ ๆ
"พี่ขา... นี่หนูเองนะ"
"จ้า... จ้า" เขาทำเสียงยานคางเหมือนเมากรึ่ม ๆ ทั้งที่กำลังใส่เสื้อกางเกงด้วยสปีดเร็วกว่านรก
ประตูเปิดผลัวะ!
เราสองคนแต่งตัวลวก ๆ นั่งอยู่คนละฟาก มีเหล้าและกับแกล้มเล็กน้อยที่เหลือจากเมื่อเย็นคั่นกลางอยู่
"ฮั่นแน่ ตั้งวงกินเหล้ากันอีกแล้วสองหนุ่ม ดูสิเมาแล้วเสื้อยับหมดเลย นี่ถึงเวลานัดแล้วนะจ๊ะ"
"จ้า... ก็รอพวกเธออยู่นานแล้วล่ะ ไปกันเถอะ" ผมควงแฟนผม ส่วนเขาก็เดินไปกับแฟนเขา คู่ใครคู่มัน
ไม่รู้คืนนี้คู่นั้นจะลงเอยอย่างไร แต่ขอแค่คืนนี้แฟนผมอย่ามาอ้อนละกัน คนยิ่งเหนื่อย ๆ อยู่!
"เกิดอยาก จึ๋ย ๆ อะเหรอตัวเอง" เขายิ้มกว้าง กอดแน่นขึ้น พลางทำนิ้วปูไต่
"บ้า อย่ามาทำอ้อนนะ คนยิ่งเหนื่อย ๆ อยู่"
"เหนื่อยเหรอ... เดี๋ยวช่วยให้หายเหนื่อยเอามั้ย?"
จากนิ้วปูไต่ กลายเป็นมือปลาหมึกชอนไชไปทั่วร่าง ปากกว้าง ๆ นั่นก็ไม่อยู่สุข คอยงับหูให้ขนลุกเกรียว
"นี่ พอได้แล้ว ซนนักนะ"
เผี๊ยะ!
"อู๊ยยย ตีจริงนี่นา"
"ก็ตีจริงน่ะสิ คนอาไรซนอย่างกะลูกลิงโด๊ปยาบ้า"
"ก็ลิงจั๊ก ๆ รักจริง ๆ ไงจ๊ะ"
"แหม ลื่นเป็นปลาไหลถูสบู่เลยนะ"
ก๊อก ๆ ๆ
"ใครมาล่ะเนี่ย แป๊บนะจ๊ะ" เขาเงยหน้าขึ้นจากการซุกไซ้ ลุกขึ้นเดินไปดูอาคันตุกะผ่านช่องแอบมอง ก่อนจะทำหน้าตกใจสุดขีด
"ฉิบหาย! แฟนพวกเรามา รีบแต่งตัวเร็ว"
ก๊อก ๆ ๆ
"พี่ขา... นี่หนูเองนะ"
"จ้า... จ้า" เขาทำเสียงยานคางเหมือนเมากรึ่ม ๆ ทั้งที่กำลังใส่เสื้อกางเกงด้วยสปีดเร็วกว่านรก
ประตูเปิดผลัวะ!
เราสองคนแต่งตัวลวก ๆ นั่งอยู่คนละฟาก มีเหล้าและกับแกล้มเล็กน้อยที่เหลือจากเมื่อเย็นคั่นกลางอยู่
"ฮั่นแน่ ตั้งวงกินเหล้ากันอีกแล้วสองหนุ่ม ดูสิเมาแล้วเสื้อยับหมดเลย นี่ถึงเวลานัดแล้วนะจ๊ะ"
"จ้า... ก็รอพวกเธออยู่นานแล้วล่ะ ไปกันเถอะ" ผมควงแฟนผม ส่วนเขาก็เดินไปกับแฟนเขา คู่ใครคู่มัน
ไม่รู้คืนนี้คู่นั้นจะลงเอยอย่างไร แต่ขอแค่คืนนี้แฟนผมอย่ามาอ้อนละกัน คนยิ่งเหนื่อย ๆ อยู่!
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)