วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์?


สองสามวันนี้คุยกับมิตรสหายคนหนึ่ง (คนเดิม) มีประเด็นหนึ่งที่ยังคงติดค้างในใจก็คือคำว่า การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ คำนี้ยากทั้งคำจำกัดความและวิธีการ ทำอย่างไร-ทำได้แค่ไหน-ใครได้ประโยชน์บ้าง

มองย้อนกลับมาหาตัวเองที่ยังวนเวียนอยู่ในวงการอ่านเขียน ก็ไม่พ้นจะต้องเขียนอ่านวิจารณ์อะไรต่าง ๆ มากมาย สมัยที่เรายังอายุน้อย ๆ เราคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวิจารณ์คือเนื้อหา ส่วนน้ำเสียงหรือท่าทีเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย ยาดีจะเคลือบน้ำตาลหรือไม่ อย่างไรคนกินก็ได้ประโยชน์ เป็นต้นว่าวันดีคืนดีอ่านเรื่องสั้นของน้องคนหนึ่ง เออ คนนี้บทสนทนายังอ่อนและเยอะเกินจำเป็นอยู่ ก็มีหลายทางเลือกให้พูดถึง เช่นว่า

"อย่างไรก็ตาม การใช้บทสนทนาในเรื่องสั้นเรื่องนี้ยังไม่คมคายนัก อย่าลืมว่าทุกองค์ประกอบในเรื่องสั้นควรกระชับและมีความหมายเสมอ ผู้เขียนอาจลองไปศึกษาตัวอย่างบทสนทนาแบบ less is more เช่นในงานคลาสสิกของปาป้าเฮมิงเวย์"

หรือ...

"บทสนทนาที่เห็นนั้นพร่ำเพรื่อและเพ้อเจ้อ ใส่มาพอให้พาเรื่องไปได้เป็นฉาก ๆ เท่านั้น ถ้าผู้เขียนยังเห็นว่าบทสนทนาในเรื่องสั้นเป็นแบบเดียวกับที่นางร้ายในละครหลังข่าวเถียงฉอด ๆ กับแม่ค้าละก็ แนะนำให้เลิกเขียนและไปเปิดร้านขายส้มตำหน้าปากซอย ทีนี้ล่ะคงได้ใช้บทสนทนาที่ตัวเองถนัดได้เต็มที่"

สมัยที่เราเป็นเด็กกะโปกไม่ค่อยมีวุฒิภาวะ มักจะเลือกพูดแบบหลังเป็นประจำ (ฮา) ยาดีต้องแรงสิวะ คนอ่านจะได้ตื่น แต่อันที่จริงพอกลับมาคิดดู เหตุผลลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่คงเป็นเพราะเราไม่รู้วิธีการอื่นที่จะยกระดับความเป็นมนุษย์ของตนเองให้น่าภาคภูมิใจนอกจากการประชดดูถูกเหยียดหยามความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์คนอื่น

พอแก่ตัวลง ความเกรี้ยวกราดในวัยหนุ่มก็ค่อยมอดลง เรามองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบข้างมากขึ้น เรายอมรับได้มากขึ้นว่ามนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ มนุษย์แต่ละคนต้องพยายามต่อสู้ท่ามกลางข้อจำกัดมากมาย เราเห็นอกเห็นใจมนุษย์คนอื่นมากขึ้น อายุปูนนี้เราจึงคิดว่า น้ำเสียงและท่าทีก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าเนื้อหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับมิตรสหายที่พยายามต่อสู้ทำงานศิลปะอยู่ด้วยกันในประเทศที่ต้นไม้ศิลปะช่างแคระเกร็น ไม่มีดินน้ำปุ๋ยให้งอกงาม

แน่นอน Content is King and always will be. แต่น้ำเสียงและท่าทีก็คงเป็นเสมือนแพคเกจจิ้งที่บ่งบอกว่าเราใส่ใจกับความเป็นมนุษย์ของคนอื่นมากแค่ไหน ไม่ใช่ถึงขนาดต้องเคลือบมธุรสวาจาหวานหยดย้อย ใส่หน้ากากชื่นชมกันเองอย่างไม่อายปากแบบที่คมทวน คันธนู เขียนไว้ว่า "ผลัดกันเขียนเวียนกันอ่านวานกันชม" โต ๆ กันแล้วคงพอดูแลความรู้สึกกันเองได้ มันคงสำคัญที่ว่าเจตนาของการวิจารณ์นั้นจะกระตุ้นเตือนสติเพื่อน หรือมุ่งทำร้ายกันให้แหลกคามือเพื่อเป็นเหยื่อให้อัตตาของตนได้ดื่มกินเลือดเนื้อของคนอื่น ซึ่งมันก็มักจะสะท้อนผ่านกลวิธีการเขียนและภาษาที่ใช้ ถ้าไม่ไร้เดียงสานักก็พออ่านกันออก

แต่เราจะตัดสินได้หรือไม่ว่าน้ำเสียงและท่าทีแบบไหนที่ดีหรือไม่ดี เช่น คำแรง ๆ น้ำเสียงเสียดสีประชดประชันอาจช่วยตบหน้าให้ผู้ถูกวิจารณ์ตื่นรู้และปรับปรุงงานต่อไปให้ดี ลบล้างคำดูถูกเหยียดหยาม หรือมันอาจทำลายกำลังใจในการทำงาน ทำลายงานที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นงานที่ดีในอนาคต ฯลฯ สุดท้ายไม่มีใครรู้ผลลัพธ์ที่จะตามมา ไม่มีใครรู้ว่าการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์แท้จริงเป็นอย่างไร มีขอบเขตแค่ไหน แล้วจะสร้างสรรค์หรือทำลายอะไรได้บ้าง

การวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเราแล้วก็ยังเป็นคำที่ยาก และอาจเปลี่ยนนิยามไปอีกถ้าแก่ตัวลงกว่านี้ (ฮา) แต่ความหมายสำหรับเราในตอนนี้คือ การวิจารณ์ด้วยเหตุผลและให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ถึงคำจะดูกว้าง แต่ก็คงพอจะครอบคลุมวิธีการที่มนุษย์ที่มีเกียรติพึงกระทำต่อกันได้ประมาณหนึ่ง

หรือถ้ายังมองว่าคนอื่นไม่มีค่าพอที่จะให้เกียรติกัน อย่างน้อยก็ควรให้เกียรติตนเองที่ได้ทำหน้าที่วิจารณ์ในฐานะมนุษย์ที่มีเหตุผลคนหนึ่ง มิใช่เดรัจฉานพยศที่ดื้อดึงห้อตะบึงทำลายทุกอย่างที่ไม่สบอารมณ์เพียงเพื่อสนองตัณหาตัวเอง

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2561

พลังเงียบของเขต 8



"พลังเงียบของเขต 8" เรื่องสั้นลำดับที่สองที่ได้รับรางวัลขณะประกอบสัมมาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (เธอจ๋า งานหลักของอาจารย์คือเขียนงานวิจัย ไม่ใช่เขียนเรื่องสั้น 555)

เรื่องสั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการเฝ้ามองสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะเครื่องมือต่อรองอำนาจทางการเมืองยุคใหม่ เสียงของปัจเจกบุคคลถูกรับฟังมากขึ้น การเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกขับเคลื่อนและสื่อสารไปถึงคนจำนวนมากผ่านสื่อสมัยใหม่โดยไม่ต้องง้อเหล่าฐานันดรที่สี่ซึ่งนับวันจะตกต่ำลงเรื่อย ๆ แต่ยูโทเปียการเมืองไทยก็อาจจะยังอยู่ไกลเกินเอื้อม ในเมื่อพลวัตทางการเมืองของไทยทุกองคาพยพยังเป็นแนวคิดคร่ำครึและฉาบฉวย (ที่พูดมานี่แปลว่าอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน พูดคำเท่ ๆ ให้สมกับเป็นอาจารย์ไว้ก่อน 555)

ขอบคุณสถาบันพระปกเกล้าและคณะกรรมการที่จัดงานนี้ขึ้นและให้โอกาสเราได้ตีพิมพ์ผลงานร่วมกับนักเขียนที่ชื่นชอบหลายท่าน เช่น ครอบครัวนักเขียน คุณจารี-นทธี หรือป๊อก ปองวุฒิ นักเขียนหนุ่มที่เปี่ยมพลังที่สุดในวงการ และการได้พบปะพูดคุยกับอาจารย์ที่เคารพรักและมิตรน้ำหมึกทั้งหลายในงานเปิดตัวหนังสือวันนี้ก็ทำให้งานหนังสือปีนี้ไม่เงียบเหงาจนเกินไปนัก

วันเสาร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2561

ด้วยรัก


ด้วยรัก...
แม้กี่หมื่นอุปสรรคเหนื่อยหนักหนา
เพียงทั้งสองชิดใกล้ไม่ห่างตา
ฝันที่สุดปลายฟ้าก็ไม่ไกล

ขอเพียงเธอ...
เคียงข้างเขาเสมอได้ไหม
ก่อนหลับตาก็ลึกซึ้งถึงอุ่นไอ
เมื่อตื่นมาก็พบใครอยู่ใกล้กัน

สุขสันต์วันวิวาห์
สองคนสัญญาจะร่วมฝัน
วิญญาณ์และดวงใจผูกพัน
คือความหมาย ณ นิรันดร์คำมั่นรัก

Your wedding day may come and go,
but may your love forever grow.
Wishing you a love that grows day after day and year after year.
Congratulations on my best friend wedding.

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ในความเป็นคน

ดราม่าอาจารย์คอลัมนิสต์ของสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งทำให้นึกอะไรได้สองเรื่อง
เรื่องแรก เราบอกเพื่อนและน้อง ๆ ของเราเสมอว่า อย่าหลงเชื่อคนที่มีฐานะทางสังคม หรือพวกนักเขียนมากนัก (รวมทั้งตัวเราเองด้วย อุ่ย!) จริงอยู่ว่าคนชั่ว ๆ มันก็มีอยู่ทุกวงการ แต่ในคราบของชนชั้นปัญญาชน คนชั่วเหล่านี้มีวิธีปกปิดหรือกลบเกลื่อนความชั่วของตัวเองได้แนบเนียนกว่าวงการอื่น ๆ และในฐานะที่เราก็เคยใช้การเขียนทำมาหากินมาบ้าง บอกเลยว่าเราจะเลือกหยิบคำอะไรมาใช้ให้ตัวเองดูหล่อได้ทั้งนั้น (อย่างเช่นในสเตตัสนี้) หรือหยิบคำหวานแบบไหนก็ได้มาปรนเปรอหญิงสาวที่กำลังจีบ บางทีเราพูดพร่ำไปว่าแววตาของคุณทำให้หัวใจผมสลาย ทว่ามีแต่เราที่รู้ว่าใจเราสลายเพราะแววตาจริงหรือแกล้งพูดสวย ๆ ไปอย่างนั้นเอง ดังนั้นอย่าไปสนใจคำพูดเค้ามาก การกระทำเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าเค้าเป็นคนแบบไหน หรือไม่ก็ไปถามแฟนเก่า (ฮา)
เรื่องที่สอง เราเองก็เป็นคนชั่วในหลายเรื่อง เพราะถ้าเราเป็นคนดีจริงก็คงไม่ทำให้ผู้หญิงที่เรารักเสียใจและปัจจุบันก็เสียเค้าไปทุกคน แต่เรื่องสุดท้ายในชีวิตที่จะทำ (และไม่คิดจะทำ) คือการลงไม้ลงมือกับผู้หญิง อันที่จริงถ้าเรื่องทำร้ายจิตใจอาจเผลอไปบ้างเพราะเราปากไว ปากหมา และปากจัดมาก (ปัจจุบันก็พยายามลดลงบ้าง) แต่เรื่องต่อยตีผู้หญิงนี่เป็นเรื่องที่เกินความเข้าใจของเราจริง ๆ ทำไมเขาไม่คิดว่าผู้หญิงไม่ควรถูกผู้ชายทำร้ายร่างกายไม่ว่าในกรณีใด ๆ การที่เรามองผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าผู้ชายและควรได้รับการปกป้อง พวกเฟมินิสต์อาจจะด่าเราก็ไม่ว่ากัน แต่สำหรับเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสรีระ กล้ามเนื้อ มวลกระดูก ความอ่อนไหวทางอารมณ์ และโซ่ตรวนจากค่านิยมบ้าบอในสังคม แค่นี้มันก็พันธนาการความเข้มแข็งของผู้หญิงไว้เกือบเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้ว มึงยังกล้าซ้ำเค้าด้วยกำปั้นอีกเหรอวะ ผู้ชายที่ซ้อมผู้หญิงนี่เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาคิดยังไง ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน แต่ถึงรู้ภูมิหลังอันแสนเศร้า (ถ้ามี) ก็คงไม่ได้ทำให้ความเห็นใจเราเพิ่มขึ้นแม้สักน้อย คนพรรค์นี้อย่าว่าแต่จะถามหาความเป็นลูกผู้ชายเลย แค่จะถามหาความเป็นคน บางทีอาจจะไม่มีด้วยซ้ำ

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เสือดำและเพชรพระอุมา


เห็นข่าวการยิงเสือดำ นอกจากความโกรธแค้นแทนสัตว์ป่าอย่างที่สามัญสำนึกของมนุษย์จะพึงมีแล้ว ใจผมก็ยังนึกกระหวัดไปถึงฉากแรกในนวนิยายระดับขึ้นหิ้งของไทยอย่าง "เพชรพระอุมา" ซึ่งเป็นการเปิดตัวตัวละครเอกอย่าง รพินทร์ ไพรวัลย์ ได้อย่างตราตรึงใจสมชื่อชั้นนักเขียนชั้นครูอย่างพนมเทียน

ในวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ คำหนึ่งที่ผมมักจะยกมาพูดกับเด็กเสมอคือคำพูดคลาสสิกของปาป้าเฮมิงเวย์ที่ว่า Show the Readers everything, Tell them nothing. ซึ่งใช้ได้ทั้งกับการเล่าเรื่องและการสร้างตัวละคร อย่าเขียนว่าผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นคนขยันและอดทน แต่ควรเขียนถึงกิจวัตรที่สะท้อนความขยันและอดทนของเขา

ทีนี้ลองมาดูว่าพนมเทียนเปิดตัวรพินทร์ ไพรวัลย์ อย่างไรบ้าง

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อคนงานในสถานีกักสัตว์ประมาทเลินเล่อ ทำให้เสือดำหลุดจากกรงและทำร้ายคนในละแวกนั้นด้วยความตื่นกลัว ส่วนคนงานที่หนีพ้นบ้างก็ใช้ปืนยิงส่ง ๆ บ้างก็หนีเข้าตึก มีก็แต่รพินทร์ ไพรวัลย์ที่อยู่ในสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีสติที่สุด

...............................................

"...ผู้จัดการก็วิ่งหน้าเริดมาหาเขา ซึ่งในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ในที่โล่งบริเวณสถานีกักสัตว์ใกล้กับรถที่จอดอยู่..."

...............................................

ในที่สุดผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้จ้างวานการขนย้ายสัตว์ป่าก็ตัดสินใจให้รพินทร์ปลิดชีวิตเสือดำเคราะห์ร้ายตัวนั้นเสียก่อนจะมีใครตาย แม้รพินทร์ไม่อยากฆ่าแต่ด้วยความจำเป็นจึงต้องทำ แต่การฆ่าของเขานั้นไม่ใช่การระดมยิงไรเฟิลจากระยะไกล แต่เป็นการยิงอย่าง "เยนเทิลแมน" โดยใช้กระสุนเพียงนัดเดียว ถ้าพลาดก็เท่ากับตาย เป็นการเดิมพันการฆ่าอีกชีวิตหนึ่งด้วยชีวิตตัวเอง

...............................................

"...ว่าแล้วเขาก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าย่ามของเสื้อล่าสัตว์ที่สวมอยู่ หยิบลูกซิลเวอร์ทิปออกมา กระชากลูกเลื่อนออก ยัดลูกปืนเข้าไปในรังเพลิงนัดเดียว กระแทกลูกเลื่อนปิดแล้วเดินดุ่ม ๆ ตามรอยของเจ้าดำ ซึ่งเห็นมันเผ่นหายไปทางกรงสัตว์ที่ขังไว้เก่า ๆ ด้านซ้ายของบริเวณ..."

...............................................

นอกจากจะใช้กระสุนนัดเดียวแล้ว รพินทร์ยังให้โอกาสเจ้าเสือดำต่อสู้ป้องกันตัวเอง เป็นการให้เกียรติในฐานะคู่ต่อสู้ที่เท่าเทียมกัน โดยการรอจังหวะให้เสือตัวนั้นกระโจนเข้ามาแล้วยิงสวน

...............................................

"...เขาตวัดไรเฟิลขึ้นอย่างใจเย็น ตาจับอยู่ที่เป้าหมายอันมีระยะห่างประมาณไม่เกิน 10 เมตร โดยมีกรงนกเงือกกั้นกลาง ไอ้ดำเผ่นพรวดพราดขึ้นโดยเร็ว กระโจนไต่ตะกุยตะกายขึ้นไปบนต้นฉำฉา พอถึงคาคบ ก็หมอบทำตัวหูลู่ อ้าปากแสยะเขี้ยวมาทางเขา พร้อมด้วยดวงตาอันลุกจ้าดุร้าย
และพริบตานั้นเอง มันก็เผ่นพรวดสยายเล็บพุ่งลงมาใส่อย่างดุเดือด โดยข้ามหลังกรงนกเงือกลงมา
30-06 แผดระเบิดกึกก้องไปทั่ว
เป็นการยิงสวนในระยะเผาขน!
ร่างของเสือดำขนาดใหญ่ ปะทะร่างของจอมพรานโดยแรง เขาล้มกระแทกลงไปเบื้องหลัง ปืนหลุดกระเด็นจากมือ ส่วนเสือร้ายม้วนตัวสั่นริก ๆ อยู่กับที่ตรงนั้น มีแต่ส่วนหางยาวเท่านั้นที่แกว่งกวาดไปมาอยู่สองสามครั้ง แล้วก็สงบนิ่ง
ผู้จัดการของสถานที่ และคนงานทั้งหลายพากันวิ่งพรูเข้ามา เป็นเวลาเดียวกับที่รพินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เดินมาโคลงศีรษะอย่างสุดเสียดายอยู่ที่ซากของไอ้ดำร้ายกาจตัวนั้น
กระสุน 30-60 เจาะแสกหน้าของมันทะลุเลยออกต่ำกว่าต้นคอเล็กน้อย!"

...............................................

ฉากการยิงเสือดำของรพินทร์ ไพรวัลย์ จึงเป็นหนึ่งในฉากเปิดตัวตัวละครที่ 'คลาสสิก' น่าประทับใจฉากหนึ่ง เพราะมันสามารถอธิบายลักษณะนิสัยของตัวละครทำนองว่า กล้าหาญ มั่นใจตัวเอง กล้าได้กล้าเสีย คุ้นเคยชำนาญพงไพรเป็นอย่างดี กล้าเดิมพันด้วยชีวิตตัวเอง ให้เกียรติสัตว์ป่าที่ตนล่า เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจนักกีฬา ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องใช้คำพวกนี้ให้รุงรังน่าเบื่อ

(แต่จะด้วยความที่กลัวคนอ่านบางกลุ่ม "ไม่เก็ต" หรืออย่างไรไม่ทราบ พนมเทียนก็ให้ตัวละครอีกตัวแอบอธิบายเฉลยการกระทำไว้ในย่อหน้าต่อมาอีกนิดหน่อย อาจจะเพื่อให้คนอ่านที่พรรษายังไม่แข็งกล้าได้เข้าใจความหมายของฉากเสี่ยงตายนั้น)

...............................................

"...ทีแรกผมนึกว่าเขาจะยิงผ่านลูกกรงตาข่ายของนกเงือกเข้าไปเสียอีก แต่เขากลับรอจังหวะให้มันพุ่งเข้าใส่และยิงในขณะนั้น ผมก็อยากจะเชื่อตามคุณอำพลว่า ในข้อที่รับรองว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษและนักกีฬาคนหนึ่ง เพราะแม้กระทั่งสัตว์เขาก็ยังให้โอกาสกับมัน ถ้ามือเขาไม่ดีจริง เมื่อกี้นี้เขาอาจถึงแก่ชีวิต มันเป็นการแลกกันอย่างยุติธรรมดีเหลือเกิน..."

...............................................

เขียนมาถึงตรงนี้ก็นึกถึงท่านประธานบริษัทคนนั้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าฉากการล่าเสือดำของท่านจะ "สุภาพบุรุษ" "นักกีฬา" "แลกกันอย่างยุติธรรม" อย่างรพินทร์ ไพรวัลย์ หรือเป็นแค่ไอ้ขี้ขลาดเห็นแก่ตัวคนหนึ่งที่เล็งยิงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วยปืนไรเฟิลจากระยะพ้นอันตรายเพียงเพื่อสนองตัณหาบ้าบอของตนเอง

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สัตว์ชรากับเสือหนุ่ม


ในห้วงเวลาปัจจุบัน ทุกครั้งที่ผมสอน เรื่องที่เรียกเสียงหัวเราะ เสียงเฮฮา หรือถึงขั้นโห่ฮาได้ดังที่สุดก็คือการยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลปัจจุบัน หรือบางประเด็นของรัฐบาลที่อ่อนไหวหากจะพูดในที่สาธารณะ เมื่อยกขึ้นมาพูดคุยกับนักศึกษา (ปิดไมค์) ก็มักจะมีหลายคนกระตือรือร้นช่วยกันตอบ (ซึ่งต่างจากประเด็นทั่ว ๆ ไปที่นักศึกษามักจะเออออห่อหมกขี้เกียจพูด) ราวกับว่าพวกเขาอัดอั้นกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ไม่มีพื้นที่จะพูดหรือไม่มีคนกล้าฟังเขาพูด

สิ่งที่เกิดขึ้นชวนให้ผมนึกแปลกใจว่า เด็กต่างจังหวัด (นี่เราดูแคลนเด็กใช่ไหม ทั้งที่เราก็เด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน-แฮ่) ที่แม้ไม่ได้เรียนคณะที่เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง ดูภายนอกไม่น่าจะสนใจการเมือง ยังมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์บ้านเมืองในระดับที่เข้มข้นเกินธรรมดา ซึ่งปะทุออกมาผ่านน้ำเสียงยามเปิดวงสนทนา หรือเสียงโห่ฮาเวลาผมหลุดคำพูดที่น่าจะถูกใจพวกเขาไม่น้อย แล้วคนที่อยู่วงในเข้าไป คนที่สนใจการเมือง คนที่สูญเสียคนสำคัญจากความขัดแย้ง คนที่เจ็บปวดหรืออกหักจากรัฐบาล อุณหภูมิอารมณ์จะระอุแค่ไหน เสียงโห่ฮาในใจจะดังเพียงใด

ประเทศวัยชราที่ปกครองด้วยลุงคนนั้นคนนี้ ไม่มีที่ว่างให้เสียงของพวกเขาซึ่งควรจะเป็นอนาคตของประเทศเลย บางทีนักศึกษาหลายกลุ่มในสถานที่ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้คงพอจะรู้สึกได้แล้วกระมังว่าตนเองมีตรวนอะไรล่ามมือล่ามเท้าอยู่บ้าง และตรวนที่ว่าเกิดจากอะไรหรือเกิดจากใคร เมื่อมีโอกาสได้พูดจึงค่อนข้างเผ็ดร้อน และเสียงของพวกเขาก็ออกจะเกรี้ยวกราดเมื่อพูดถึงลุง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น

นี่ก็ครบรอบสี่ปีการเลือกตั้งครั้งหลังสุด นึก ๆ ไปก็นึกเห็นใจรัฐบาลที่พยายามยื้อเวลาเลือกตั้งไปให้นานที่สุด พยายามเข็นกฎหมายและใช้เล่ห์ร้ายต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองสืบทอดอำนาจไปให้นานแสนนาน เพราะหากผมอยู่ในจุดนั้น แถมยังเล่นกระโดดเหยง ๆ ขี้รดหลังเสือเล่นอย่างไม่เกรงศักดิ์ศรีเสือ (ก็ลื้อหมอบคลานมาให้อั๊วะขี่เองนี่หว่า-ฮา) ผมเองก็คงหาทางอยู่บนหลังเสือให้นานที่สุดเช่นกัน ขืนลงมาตอนนี้ เสือมันคงไม่จบแค่ขย้ำคอ แต่คงอยากฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ ให้สมแค้น

โชคดีที่ยังพอจะมีเสือหนุ่มแน่นหลายตัวในประเทศนี้ แม้จะมีความพยายามควบคุมประชากรเสือหนุ่มที่มีเขี้ยวเล็บอยู่บ่อย ๆ แต่พวกเสือซ่อนเล็บรอเวลาคนแก่เหลาเหย่ลงจากหลังก็ยังมีอีกไม่น้อย อาจเพราะเหตุนี้พวกเขาจึงกลัวจนไม่ยอมคืนอำนาจที่ปล้นมาเสียที ผมก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาทั้งหลายจะไม่เผลอพลัดตกลงมาในวันที่อุณหภูมิในใจของเสือหนุ่มเหล่านี้เดือดดาลถึงขีดสุด

ไม่เช่นนั้น เสียงโห่ฮาที่ผมเคยได้ยินในวันก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป็นอะไรในอนาคต-ผมก็ไม่อาจคาดเดาได้

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เฌอปราง


วิธีฆ่าเขานั้นไม่ยาก เพียงแค่เธอเลิกรักเขา แล้ววันหนึ่งเขาก็จะตาย...
(ต้นส้มแสนรัก)

วิธีฆ่าผมนั้นไม่ยาก เพียงแค่เฌอเลิกรักผม แล้ววันหนึ่งผมก็จะตาย...
(เฌอปรางแสนรัก)

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

เลือกทางที่จะไม่ทำให้ตัวเองเสียใจภายหลัง

(๑.)

อยู่มาวันหนึ่งเราค้นพบตัวเองว่า ยิ่งแก่ตัวลงมากเท่าไร ความสามารถในการวินิจฉัยและตัดสินอะไร ๆ ก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

วันก่อนมีรุ่นน้องคนหนึ่งมาปรึกษาเรื่องอนาคต เราก็พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำคมทำนองว่า ชีวิตก่อนสามสิบไปใช้ซะให้คุ้ม เพราะหลังสามสิบมันจะไม่ใช่ชีวิตเราคนเดียวแล้ว หรือคำปลุกปลอบฝันทำนองว่า ไปโบยบินข้างนอกเสียให้พอใจ เพราะวันหนึ่งหากจำเป็นต้องกลับเข้ากรงจะได้ไม่ต้องมีอะไรคาใจ

เช้านี้ขณะกำลังชู้ตบาสคนเดียวเงียบ ๆ ก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็ใช่อยู่ว่าชีวิตใครก็ตัดสินใจกันเอง แต่ถ้าเกิดน้องบ้าจี้ไปตามคำพูดสวย ๆ ของเรา แน่นอนว่าเค้าอาจได้ประสบการณ์ชีวิตหลากหลายรูปแบบ แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการเสียโอกาสในวิชาชีพที่มั่นคงไปหลายปี เพราะด้วยความสามารถของน้องเค้า การจะก้าวไปสู่จุดสูงสุดทางวิชาการและวิชาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

การตัดสินใจใช้เวลากับอะไรบางอย่าง มันก็อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตใครคนหนึ่งได้

และชีวิตที่ดี กับชีวิตที่มีความสุข บางครั้งมันไม่ใช่ชีวิตเดียวกัน

(๒.)

เรานึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมฯ คนหนึ่งที่มักเป็นกังวลกับอนาคตของเรา กลัวเราจะไม่มีชีวิตที่ดี ตอนเราจิตหลุด ๆ เธอก็โทรมาไถ่ถามชี้ทางชีวิต (เรานึกขอบคุณเธออยู่เสมอ) นึกย้อนไปก็น่าขำ ถ้าจะเรียกการมีเวลามาเล่นบาสตอนเช้ามืดก่อนไปทำงาน แทนที่จะนั่งสัปหงกอยู่บนรถเมล์หรือเรือแสนแสบว่าชีวิตที่ดีได้ ตอนนี้เราก็คงจะมีชีวิตที่ดีพอให้เธอคนนั้นไม่ต้องเป็นกังวล

แต่ถามว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขไหม? ว่ากันตามจริงมันก็ยังห่างไกลจากคำว่าทุกข์ เรามีความสุขอย่างที่ชอบบอกคนอื่นว่า 'สุขตามอัตภาพ' ทว่าหากเทียบกับตอนเป็นฟรีแลนซ์สมัยเรียนจบใหม่ ๆ ออกเที่ยวไปสัมภาษณ์คนตามจังหวัดนู้นจังหวัดนี้ นอนโรงแรมจิ้งหรีดอวลกลิ่นบุหรี่ของคนที่มาพักก่อนหน้า ถึงช่วงเก็บตัวเขียนอะไรบางอย่างก็นอนกลางวันแล้วตื่นกลางคืนมาสลักประติมากรรมถ้อยคำจนถึงเช้า บางคืนเหงาออกไปจิบเบียร์คุยเรื่องหัวใจกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน หยิบเรื่องสั้นที่เพิ่งเขียนเสร็จให้มันอ่านซึ่งมันก็พูดเหมือนทุกครั้งว่ากูอ่านไม่รู้เรื่อง แต่แม่งต้องมีอะไร (ตกลงมีอะไรวะ) แน่นอนมันไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่นั่นคือช่วงที่ชีวิตโคตรมีความสุข

แต่ถ้าถามว่าตอนนี้อยากกลับไปมีชีวิตที่มีความสุขแบบนั้นอีกไหม มันก็เป็นไปไม่ได้ด้วยหลายปัจจัย ทั้งเพราะหัวใจที่ชราภาพก่อนวัยอันควร หรือแม้แต่เพื่อนสนิทคนนั้นก็พลัดพรากจากกันพร้อมคำทิ้งท้ายว่ากลับไปทำชีวิตให้เป็นชีวิตกันก่อนดีกว่าว่ะ (และอีกหลายข้ออ้าง) ทว่าต่อให้ทุกอย่างเป็นไปเหมือนเดิม เราก็มีความสุขกับสิ่งเดิมไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว

(๓.)

ยิ่งแก่ตัวลง ความสามารถในการวินิจฉัยและตัดสินอะไร ๆ ก็ลดลง เราตัดสินชีวิตคนอื่นน้อยลง เราไม่แน่ใจในความเชื่อและคำแนะนำของตัวเองมากขึ้น เพราะคำพูดหลายประโยคที่เราพูดเท่ ๆ ออกไป มันก็ถูกพิสูจน์ด้วยชีวิตแล้วว่าบางทีก็ไม่เป็นความจริง หรือการกระทำบางเรื่องที่เราเคยทำลงไปอย่างมั่นใจ สุดท้ายมันก็กลับมาแว้งกัดชีวิตเราในภายหลัง สมัยสอนหนังสือที่สวนสุนันทา เราเคยหลุดหล่นวลีเลี่ยมทองทำนองว่า ความสามารถที่คุณมีต่างหากคือความมั่นคงของชีวิต หรือแปลไทยเป็นไทยว่า ถ้ามึงเก่งจริงก็ไม่อดตายหรอก ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ในบางพื้นที่ของสังคมไทย ความสามารถอาจจะเป็นปัจจัยสุดท้ายของการประสบความสำเร็จในชีวิตก็เป็นได้

บางแนวทางชีวิตที่ถูกประเมินค่าด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน เราก็หยุดคิดกับมันมากขึ้น เช่นบางคนทำงานจนไม่มีเวลาให้แก่ครอบครัว ก็อาจจะถูกตัดสินจากคนรักครอบครัวว่านั่นไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่อีกมุมหนึ่ง คนทำงานคนนั้นอาจเป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุด เพียงแต่ครอบครัวของเขาคือคนทั้งบริษัท หรือประชาชนทั้งประเทศ การทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดย่อมทำให้ครอบครัวในสเกลใหญ่มีความสุข ดุจเดียวกับพระเวสสันดรที่ยอมให้ทานบุตรและภรรยาเพื่อบรรลุพระโพธิญาณมาโปรดเวไนยสัตว์ในภายภาคหน้า เช่นเดียวกัน การที่เราย้ายมาทำงานต่างจังหวัดเพื่อกลับมาอยู่กับครอบครัว เราอาจถูกคนรักครอบครัวตัดสินว่าเป็นคนดี แต่ตอนนี้เราเองไม่ได้คิดถึงชีวิตในเชิงคุณค่าความดี เพียงแต่ทำตามปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเป็นไปในแต่ละช่วงชีวิต ขณะเดียวกันก็พยายามประคองชีวิตส่วนที่ยังไม่แตกสลายไว้ให้นานที่สุด

ทางเลือกสู่ชีวิตที่ดี กับชีวิตที่มีความสุข หากมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คงมีหลายปัจจัยให้ชั่ง ตวง วัด ซึ่งคงสัมพัทธ์กับวุฒิภาวะแต่ละช่วงวัย และเสียงร่ำร้องของหัวใจในขณะนั้น

(๔.)

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่ารุ่นน้องคนนั้นมีวุฒิภาวะสูงกว่าเราเยอะ เค้าฉลาดมากพอที่จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้แก่ชีวิตโดยอาจไม่ต้องไยดีต่อคำพูดขายฝันสวยหรูของเรา แต่หากจะแก้ไขคำแนะนำที่มีให้แก่รุ่นน้องคนนั้น เราควรจะแก้ไขอย่างไรดี

คำแนะนำคลาสสิกอย่าง 'เลือกทางที่จะไม่ทำให้ตัวเองเสียใจภายหลัง' พูดง่าย ทำยาก เราเองก็เคยเลือกทางที่ทำให้ตัวเองกลับมานึกเสียใจหลายครั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการยอมรับมันและทำความเข้าใจตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจเลือกทางเดินต่อไป

เราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วเส้นทางข้างหน้ามันจะทำให้เราเสียใจภายหลังหรือไม่ แต่นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่ตาชั่งชีวิตซึ่งหลอมจากประสบการณ์ได้เลือกออกมา

ส่วนจะเสียใจภายหลังหรือไม่ ลึก ๆ แล้วในหัวใจเราคงมีคำตอบซ่อนอยู่

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

แววตา (๒)

แววตาของบางคนถูกสร้างขึ้นมา
เพื่อให้คนที่เผลอสบตาใจสลาย

วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

แววตา

แววตาของบางคนถูกสร้างขึ้นมา
เพื่อให้หัวใจของอีกคนรู้สึกลึกซึ้งเกินกว่า
ความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็น

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ใครคนนั้น

สุดท้ายเราก็เป็นแค่ 'ใครคนหนึ่ง' ในชีวิตเค้า
แต่เค้ากลับกลายเป็น 'ใครคนนั้น' ในชีวิตเรา

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ไม่ต้องแบ่งปันความรักมาให้ฉันก็ได้

ไม่ต้องแบ่งปันความรักมาให้ฉันก็ได้
ขอแค่พื้นที่เล็กน้อยในมุมหนึ่งของใจ
ให้ความคิดถึงของฉันที่เดินทางมาแสนไกล
ได้พักพิงซบอุ่นไอบ้างก็พอ