วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ในความเป็นคน

ดราม่าอาจารย์คอลัมนิสต์ของสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งทำให้นึกอะไรได้สองเรื่อง
เรื่องแรก เราบอกเพื่อนและน้อง ๆ ของเราเสมอว่า อย่าหลงเชื่อคนที่มีฐานะทางสังคม หรือพวกนักเขียนมากนัก (รวมทั้งตัวเราเองด้วย อุ่ย!) จริงอยู่ว่าคนชั่ว ๆ มันก็มีอยู่ทุกวงการ แต่ในคราบของชนชั้นปัญญาชน คนชั่วเหล่านี้มีวิธีปกปิดหรือกลบเกลื่อนความชั่วของตัวเองได้แนบเนียนกว่าวงการอื่น ๆ และในฐานะที่เราก็เคยใช้การเขียนทำมาหากินมาบ้าง บอกเลยว่าเราจะเลือกหยิบคำอะไรมาใช้ให้ตัวเองดูหล่อได้ทั้งนั้น (อย่างเช่นในสเตตัสนี้) หรือหยิบคำหวานแบบไหนก็ได้มาปรนเปรอหญิงสาวที่กำลังจีบ บางทีเราพูดพร่ำไปว่าแววตาของคุณทำให้หัวใจผมสลาย ทว่ามีแต่เราที่รู้ว่าใจเราสลายเพราะแววตาจริงหรือแกล้งพูดสวย ๆ ไปอย่างนั้นเอง ดังนั้นอย่าไปสนใจคำพูดเค้ามาก การกระทำเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าเค้าเป็นคนแบบไหน หรือไม่ก็ไปถามแฟนเก่า (ฮา)
เรื่องที่สอง เราเองก็เป็นคนชั่วในหลายเรื่อง เพราะถ้าเราเป็นคนดีจริงก็คงไม่ทำให้ผู้หญิงที่เรารักเสียใจและปัจจุบันก็เสียเค้าไปทุกคน แต่เรื่องสุดท้ายในชีวิตที่จะทำ (และไม่คิดจะทำ) คือการลงไม้ลงมือกับผู้หญิง อันที่จริงถ้าเรื่องทำร้ายจิตใจอาจเผลอไปบ้างเพราะเราปากไว ปากหมา และปากจัดมาก (ปัจจุบันก็พยายามลดลงบ้าง) แต่เรื่องต่อยตีผู้หญิงนี่เป็นเรื่องที่เกินความเข้าใจของเราจริง ๆ ทำไมเขาไม่คิดว่าผู้หญิงไม่ควรถูกผู้ชายทำร้ายร่างกายไม่ว่าในกรณีใด ๆ การที่เรามองผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าผู้ชายและควรได้รับการปกป้อง พวกเฟมินิสต์อาจจะด่าเราก็ไม่ว่ากัน แต่สำหรับเราแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสรีระ กล้ามเนื้อ มวลกระดูก ความอ่อนไหวทางอารมณ์ และโซ่ตรวนจากค่านิยมบ้าบอในสังคม แค่นี้มันก็พันธนาการความเข้มแข็งของผู้หญิงไว้เกือบเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้ว มึงยังกล้าซ้ำเค้าด้วยกำปั้นอีกเหรอวะ ผู้ชายที่ซ้อมผู้หญิงนี่เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาคิดยังไง ถูกเลี้ยงดูมาแบบไหน แต่ถึงรู้ภูมิหลังอันแสนเศร้า (ถ้ามี) ก็คงไม่ได้ทำให้ความเห็นใจเราเพิ่มขึ้นแม้สักน้อย คนพรรค์นี้อย่าว่าแต่จะถามหาความเป็นลูกผู้ชายเลย แค่จะถามหาความเป็นคน บางทีอาจจะไม่มีด้วยซ้ำ

วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เสือดำและเพชรพระอุมา


เห็นข่าวการยิงเสือดำ นอกจากความโกรธแค้นแทนสัตว์ป่าอย่างที่สามัญสำนึกของมนุษย์จะพึงมีแล้ว ใจผมก็ยังนึกกระหวัดไปถึงฉากแรกในนวนิยายระดับขึ้นหิ้งของไทยอย่าง "เพชรพระอุมา" ซึ่งเป็นการเปิดตัวตัวละครเอกอย่าง รพินทร์ ไพรวัลย์ ได้อย่างตราตรึงใจสมชื่อชั้นนักเขียนชั้นครูอย่างพนมเทียน

ในวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ คำหนึ่งที่ผมมักจะยกมาพูดกับเด็กเสมอคือคำพูดคลาสสิกของปาป้าเฮมิงเวย์ที่ว่า Show the Readers everything, Tell them nothing. ซึ่งใช้ได้ทั้งกับการเล่าเรื่องและการสร้างตัวละคร อย่าเขียนว่าผู้ถูกสัมภาษณ์เป็นคนขยันและอดทน แต่ควรเขียนถึงกิจวัตรที่สะท้อนความขยันและอดทนของเขา

ทีนี้ลองมาดูว่าพนมเทียนเปิดตัวรพินทร์ ไพรวัลย์ อย่างไรบ้าง

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อคนงานในสถานีกักสัตว์ประมาทเลินเล่อ ทำให้เสือดำหลุดจากกรงและทำร้ายคนในละแวกนั้นด้วยความตื่นกลัว ส่วนคนงานที่หนีพ้นบ้างก็ใช้ปืนยิงส่ง ๆ บ้างก็หนีเข้าตึก มีก็แต่รพินทร์ ไพรวัลย์ที่อยู่ในสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีสติที่สุด

...............................................

"...ผู้จัดการก็วิ่งหน้าเริดมาหาเขา ซึ่งในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียวที่ยืนอยู่ในที่โล่งบริเวณสถานีกักสัตว์ใกล้กับรถที่จอดอยู่..."

...............................................

ในที่สุดผู้อำนวยการซึ่งเป็นผู้จ้างวานการขนย้ายสัตว์ป่าก็ตัดสินใจให้รพินทร์ปลิดชีวิตเสือดำเคราะห์ร้ายตัวนั้นเสียก่อนจะมีใครตาย แม้รพินทร์ไม่อยากฆ่าแต่ด้วยความจำเป็นจึงต้องทำ แต่การฆ่าของเขานั้นไม่ใช่การระดมยิงไรเฟิลจากระยะไกล แต่เป็นการยิงอย่าง "เยนเทิลแมน" โดยใช้กระสุนเพียงนัดเดียว ถ้าพลาดก็เท่ากับตาย เป็นการเดิมพันการฆ่าอีกชีวิตหนึ่งด้วยชีวิตตัวเอง

...............................................

"...ว่าแล้วเขาก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าย่ามของเสื้อล่าสัตว์ที่สวมอยู่ หยิบลูกซิลเวอร์ทิปออกมา กระชากลูกเลื่อนออก ยัดลูกปืนเข้าไปในรังเพลิงนัดเดียว กระแทกลูกเลื่อนปิดแล้วเดินดุ่ม ๆ ตามรอยของเจ้าดำ ซึ่งเห็นมันเผ่นหายไปทางกรงสัตว์ที่ขังไว้เก่า ๆ ด้านซ้ายของบริเวณ..."

...............................................

นอกจากจะใช้กระสุนนัดเดียวแล้ว รพินทร์ยังให้โอกาสเจ้าเสือดำต่อสู้ป้องกันตัวเอง เป็นการให้เกียรติในฐานะคู่ต่อสู้ที่เท่าเทียมกัน โดยการรอจังหวะให้เสือตัวนั้นกระโจนเข้ามาแล้วยิงสวน

...............................................

"...เขาตวัดไรเฟิลขึ้นอย่างใจเย็น ตาจับอยู่ที่เป้าหมายอันมีระยะห่างประมาณไม่เกิน 10 เมตร โดยมีกรงนกเงือกกั้นกลาง ไอ้ดำเผ่นพรวดพราดขึ้นโดยเร็ว กระโจนไต่ตะกุยตะกายขึ้นไปบนต้นฉำฉา พอถึงคาคบ ก็หมอบทำตัวหูลู่ อ้าปากแสยะเขี้ยวมาทางเขา พร้อมด้วยดวงตาอันลุกจ้าดุร้าย
และพริบตานั้นเอง มันก็เผ่นพรวดสยายเล็บพุ่งลงมาใส่อย่างดุเดือด โดยข้ามหลังกรงนกเงือกลงมา
30-06 แผดระเบิดกึกก้องไปทั่ว
เป็นการยิงสวนในระยะเผาขน!
ร่างของเสือดำขนาดใหญ่ ปะทะร่างของจอมพรานโดยแรง เขาล้มกระแทกลงไปเบื้องหลัง ปืนหลุดกระเด็นจากมือ ส่วนเสือร้ายม้วนตัวสั่นริก ๆ อยู่กับที่ตรงนั้น มีแต่ส่วนหางยาวเท่านั้นที่แกว่งกวาดไปมาอยู่สองสามครั้ง แล้วก็สงบนิ่ง
ผู้จัดการของสถานที่ และคนงานทั้งหลายพากันวิ่งพรูเข้ามา เป็นเวลาเดียวกับที่รพินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เดินมาโคลงศีรษะอย่างสุดเสียดายอยู่ที่ซากของไอ้ดำร้ายกาจตัวนั้น
กระสุน 30-60 เจาะแสกหน้าของมันทะลุเลยออกต่ำกว่าต้นคอเล็กน้อย!"

...............................................

ฉากการยิงเสือดำของรพินทร์ ไพรวัลย์ จึงเป็นหนึ่งในฉากเปิดตัวตัวละครที่ 'คลาสสิก' น่าประทับใจฉากหนึ่ง เพราะมันสามารถอธิบายลักษณะนิสัยของตัวละครทำนองว่า กล้าหาญ มั่นใจตัวเอง กล้าได้กล้าเสีย คุ้นเคยชำนาญพงไพรเป็นอย่างดี กล้าเดิมพันด้วยชีวิตตัวเอง ให้เกียรติสัตว์ป่าที่ตนล่า เป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจนักกีฬา ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องใช้คำพวกนี้ให้รุงรังน่าเบื่อ

(แต่จะด้วยความที่กลัวคนอ่านบางกลุ่ม "ไม่เก็ต" หรืออย่างไรไม่ทราบ พนมเทียนก็ให้ตัวละครอีกตัวแอบอธิบายเฉลยการกระทำไว้ในย่อหน้าต่อมาอีกนิดหน่อย อาจจะเพื่อให้คนอ่านที่พรรษายังไม่แข็งกล้าได้เข้าใจความหมายของฉากเสี่ยงตายนั้น)

...............................................

"...ทีแรกผมนึกว่าเขาจะยิงผ่านลูกกรงตาข่ายของนกเงือกเข้าไปเสียอีก แต่เขากลับรอจังหวะให้มันพุ่งเข้าใส่และยิงในขณะนั้น ผมก็อยากจะเชื่อตามคุณอำพลว่า ในข้อที่รับรองว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษและนักกีฬาคนหนึ่ง เพราะแม้กระทั่งสัตว์เขาก็ยังให้โอกาสกับมัน ถ้ามือเขาไม่ดีจริง เมื่อกี้นี้เขาอาจถึงแก่ชีวิต มันเป็นการแลกกันอย่างยุติธรรมดีเหลือเกิน..."

...............................................

เขียนมาถึงตรงนี้ก็นึกถึงท่านประธานบริษัทคนนั้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าฉากการล่าเสือดำของท่านจะ "สุภาพบุรุษ" "นักกีฬา" "แลกกันอย่างยุติธรรม" อย่างรพินทร์ ไพรวัลย์ หรือเป็นแค่ไอ้ขี้ขลาดเห็นแก่ตัวคนหนึ่งที่เล็งยิงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วยปืนไรเฟิลจากระยะพ้นอันตรายเพียงเพื่อสนองตัณหาบ้าบอของตนเอง

วันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

สัตว์ชรากับเสือหนุ่ม


ในห้วงเวลาปัจจุบัน ทุกครั้งที่ผมสอน เรื่องที่เรียกเสียงหัวเราะ เสียงเฮฮา หรือถึงขั้นโห่ฮาได้ดังที่สุดก็คือการยกตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลปัจจุบัน หรือบางประเด็นของรัฐบาลที่อ่อนไหวหากจะพูดในที่สาธารณะ เมื่อยกขึ้นมาพูดคุยกับนักศึกษา (ปิดไมค์) ก็มักจะมีหลายคนกระตือรือร้นช่วยกันตอบ (ซึ่งต่างจากประเด็นทั่ว ๆ ไปที่นักศึกษามักจะเออออห่อหมกขี้เกียจพูด) ราวกับว่าพวกเขาอัดอั้นกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมแต่ไม่มีพื้นที่จะพูดหรือไม่มีคนกล้าฟังเขาพูด

สิ่งที่เกิดขึ้นชวนให้ผมนึกแปลกใจว่า เด็กต่างจังหวัด (นี่เราดูแคลนเด็กใช่ไหม ทั้งที่เราก็เด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน-แฮ่) ที่แม้ไม่ได้เรียนคณะที่เกี่ยวข้องกับการบ้านการเมือง ดูภายนอกไม่น่าจะสนใจการเมือง ยังมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์บ้านเมืองในระดับที่เข้มข้นเกินธรรมดา ซึ่งปะทุออกมาผ่านน้ำเสียงยามเปิดวงสนทนา หรือเสียงโห่ฮาเวลาผมหลุดคำพูดที่น่าจะถูกใจพวกเขาไม่น้อย แล้วคนที่อยู่วงในเข้าไป คนที่สนใจการเมือง คนที่สูญเสียคนสำคัญจากความขัดแย้ง คนที่เจ็บปวดหรืออกหักจากรัฐบาล อุณหภูมิอารมณ์จะระอุแค่ไหน เสียงโห่ฮาในใจจะดังเพียงใด

ประเทศวัยชราที่ปกครองด้วยลุงคนนั้นคนนี้ ไม่มีที่ว่างให้เสียงของพวกเขาซึ่งควรจะเป็นอนาคตของประเทศเลย บางทีนักศึกษาหลายกลุ่มในสถานที่ไกลปืนเที่ยงแห่งนี้คงพอจะรู้สึกได้แล้วกระมังว่าตนเองมีตรวนอะไรล่ามมือล่ามเท้าอยู่บ้าง และตรวนที่ว่าเกิดจากอะไรหรือเกิดจากใคร เมื่อมีโอกาสได้พูดจึงค่อนข้างเผ็ดร้อน และเสียงของพวกเขาก็ออกจะเกรี้ยวกราดเมื่อพูดถึงลุง ๆ ทั้งหลายเหล่านั้น

นี่ก็ครบรอบสี่ปีการเลือกตั้งครั้งหลังสุด นึก ๆ ไปก็นึกเห็นใจรัฐบาลที่พยายามยื้อเวลาเลือกตั้งไปให้นานที่สุด พยายามเข็นกฎหมายและใช้เล่ห์ร้ายต่าง ๆ ที่จะทำให้ตัวเองสืบทอดอำนาจไปให้นานแสนนาน เพราะหากผมอยู่ในจุดนั้น แถมยังเล่นกระโดดเหยง ๆ ขี้รดหลังเสือเล่นอย่างไม่เกรงศักดิ์ศรีเสือ (ก็ลื้อหมอบคลานมาให้อั๊วะขี่เองนี่หว่า-ฮา) ผมเองก็คงหาทางอยู่บนหลังเสือให้นานที่สุดเช่นกัน ขืนลงมาตอนนี้ เสือมันคงไม่จบแค่ขย้ำคอ แต่คงอยากฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ ให้สมแค้น

โชคดีที่ยังพอจะมีเสือหนุ่มแน่นหลายตัวในประเทศนี้ แม้จะมีความพยายามควบคุมประชากรเสือหนุ่มที่มีเขี้ยวเล็บอยู่บ่อย ๆ แต่พวกเสือซ่อนเล็บรอเวลาคนแก่เหลาเหย่ลงจากหลังก็ยังมีอีกไม่น้อย อาจเพราะเหตุนี้พวกเขาจึงกลัวจนไม่ยอมคืนอำนาจที่ปล้นมาเสียที ผมก็ได้แต่หวังว่าพวกเขาทั้งหลายจะไม่เผลอพลัดตกลงมาในวันที่อุณหภูมิในใจของเสือหนุ่มเหล่านี้เดือดดาลถึงขีดสุด

ไม่เช่นนั้น เสียงโห่ฮาที่ผมเคยได้ยินในวันก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป็นอะไรในอนาคต-ผมก็ไม่อาจคาดเดาได้

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เฌอปราง


วิธีฆ่าเขานั้นไม่ยาก เพียงแค่เธอเลิกรักเขา แล้ววันหนึ่งเขาก็จะตาย...
(ต้นส้มแสนรัก)

วิธีฆ่าผมนั้นไม่ยาก เพียงแค่เฌอเลิกรักผม แล้ววันหนึ่งผมก็จะตาย...
(เฌอปรางแสนรัก)

วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561

เลือกทางที่จะไม่ทำให้ตัวเองเสียใจภายหลัง

(๑.)

อยู่มาวันหนึ่งเราค้นพบตัวเองว่า ยิ่งแก่ตัวลงมากเท่าไร ความสามารถในการวินิจฉัยและตัดสินอะไร ๆ ก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น

วันก่อนมีรุ่นน้องคนหนึ่งมาปรึกษาเรื่องอนาคต เราก็พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะปิดท้ายด้วยคำคมทำนองว่า ชีวิตก่อนสามสิบไปใช้ซะให้คุ้ม เพราะหลังสามสิบมันจะไม่ใช่ชีวิตเราคนเดียวแล้ว หรือคำปลุกปลอบฝันทำนองว่า ไปโบยบินข้างนอกเสียให้พอใจ เพราะวันหนึ่งหากจำเป็นต้องกลับเข้ากรงจะได้ไม่ต้องมีอะไรคาใจ

เช้านี้ขณะกำลังชู้ตบาสคนเดียวเงียบ ๆ ก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ก็ใช่อยู่ว่าชีวิตใครก็ตัดสินใจกันเอง แต่ถ้าเกิดน้องบ้าจี้ไปตามคำพูดสวย ๆ ของเรา แน่นอนว่าเค้าอาจได้ประสบการณ์ชีวิตหลากหลายรูปแบบ แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการเสียโอกาสในวิชาชีพที่มั่นคงไปหลายปี เพราะด้วยความสามารถของน้องเค้า การจะก้าวไปสู่จุดสูงสุดทางวิชาการและวิชาชีพตั้งแต่อายุยังน้อยไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย

การตัดสินใจใช้เวลากับอะไรบางอย่าง มันก็อาจเปลี่ยนแปลงชีวิตใครคนหนึ่งได้

และชีวิตที่ดี กับชีวิตที่มีความสุข บางครั้งมันไม่ใช่ชีวิตเดียวกัน

(๒.)

เรานึกถึงเพื่อนสมัยมัธยมฯ คนหนึ่งที่มักเป็นกังวลกับอนาคตของเรา กลัวเราจะไม่มีชีวิตที่ดี ตอนเราจิตหลุด ๆ เธอก็โทรมาไถ่ถามชี้ทางชีวิต (เรานึกขอบคุณเธออยู่เสมอ) นึกย้อนไปก็น่าขำ ถ้าจะเรียกการมีเวลามาเล่นบาสตอนเช้ามืดก่อนไปทำงาน แทนที่จะนั่งสัปหงกอยู่บนรถเมล์หรือเรือแสนแสบว่าชีวิตที่ดีได้ ตอนนี้เราก็คงจะมีชีวิตที่ดีพอให้เธอคนนั้นไม่ต้องเป็นกังวล

แต่ถามว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขไหม? ว่ากันตามจริงมันก็ยังห่างไกลจากคำว่าทุกข์ เรามีความสุขอย่างที่ชอบบอกคนอื่นว่า 'สุขตามอัตภาพ' ทว่าหากเทียบกับตอนเป็นฟรีแลนซ์สมัยเรียนจบใหม่ ๆ ออกเที่ยวไปสัมภาษณ์คนตามจังหวัดนู้นจังหวัดนี้ นอนโรงแรมจิ้งหรีดอวลกลิ่นบุหรี่ของคนที่มาพักก่อนหน้า ถึงช่วงเก็บตัวเขียนอะไรบางอย่างก็นอนกลางวันแล้วตื่นกลางคืนมาสลักประติมากรรมถ้อยคำจนถึงเช้า บางคืนเหงาออกไปจิบเบียร์คุยเรื่องหัวใจกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งหลงรักผู้หญิงคนเดียวกัน หยิบเรื่องสั้นที่เพิ่งเขียนเสร็จให้มันอ่านซึ่งมันก็พูดเหมือนทุกครั้งว่ากูอ่านไม่รู้เรื่อง แต่แม่งต้องมีอะไร (ตกลงมีอะไรวะ) แน่นอนมันไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่นั่นคือช่วงที่ชีวิตโคตรมีความสุข

แต่ถ้าถามว่าตอนนี้อยากกลับไปมีชีวิตที่มีความสุขแบบนั้นอีกไหม มันก็เป็นไปไม่ได้ด้วยหลายปัจจัย ทั้งเพราะหัวใจที่ชราภาพก่อนวัยอันควร หรือแม้แต่เพื่อนสนิทคนนั้นก็พลัดพรากจากกันพร้อมคำทิ้งท้ายว่ากลับไปทำชีวิตให้เป็นชีวิตกันก่อนดีกว่าว่ะ (และอีกหลายข้ออ้าง) ทว่าต่อให้ทุกอย่างเป็นไปเหมือนเดิม เราก็มีความสุขกับสิ่งเดิมไม่ได้เหมือนแต่ก่อนแล้ว

(๓.)

ยิ่งแก่ตัวลง ความสามารถในการวินิจฉัยและตัดสินอะไร ๆ ก็ลดลง เราตัดสินชีวิตคนอื่นน้อยลง เราไม่แน่ใจในความเชื่อและคำแนะนำของตัวเองมากขึ้น เพราะคำพูดหลายประโยคที่เราพูดเท่ ๆ ออกไป มันก็ถูกพิสูจน์ด้วยชีวิตแล้วว่าบางทีก็ไม่เป็นความจริง หรือการกระทำบางเรื่องที่เราเคยทำลงไปอย่างมั่นใจ สุดท้ายมันก็กลับมาแว้งกัดชีวิตเราในภายหลัง สมัยสอนหนังสือที่สวนสุนันทา เราเคยหลุดหล่นวลีเลี่ยมทองทำนองว่า ความสามารถที่คุณมีต่างหากคือความมั่นคงของชีวิต หรือแปลไทยเป็นไทยว่า ถ้ามึงเก่งจริงก็ไม่อดตายหรอก ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว ในบางพื้นที่ของสังคมไทย ความสามารถอาจจะเป็นปัจจัยสุดท้ายของการประสบความสำเร็จในชีวิตก็เป็นได้

บางแนวทางชีวิตที่ถูกประเมินค่าด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน เราก็หยุดคิดกับมันมากขึ้น เช่นบางคนทำงานจนไม่มีเวลาให้แก่ครอบครัว ก็อาจจะถูกตัดสินจากคนรักครอบครัวว่านั่นไม่ใช่ชีวิตที่ดี แต่อีกมุมหนึ่ง คนทำงานคนนั้นอาจเป็นคนที่รักครอบครัวมากที่สุด เพียงแต่ครอบครัวของเขาคือคนทั้งบริษัท หรือประชาชนทั้งประเทศ การทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดย่อมทำให้ครอบครัวในสเกลใหญ่มีความสุข ดุจเดียวกับพระเวสสันดรที่ยอมให้ทานบุตรและภรรยาเพื่อบรรลุพระโพธิญาณมาโปรดเวไนยสัตว์ในภายภาคหน้า เช่นเดียวกัน การที่เราย้ายมาทำงานต่างจังหวัดเพื่อกลับมาอยู่กับครอบครัว เราอาจถูกคนรักครอบครัวตัดสินว่าเป็นคนดี แต่ตอนนี้เราเองไม่ได้คิดถึงชีวิตในเชิงคุณค่าความดี เพียงแต่ทำตามปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเป็นไปในแต่ละช่วงชีวิต ขณะเดียวกันก็พยายามประคองชีวิตส่วนที่ยังไม่แตกสลายไว้ให้นานที่สุด

ทางเลือกสู่ชีวิตที่ดี กับชีวิตที่มีความสุข หากมันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน คงมีหลายปัจจัยให้ชั่ง ตวง วัด ซึ่งคงสัมพัทธ์กับวุฒิภาวะแต่ละช่วงวัย และเสียงร่ำร้องของหัวใจในขณะนั้น

(๔.)

อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่ารุ่นน้องคนนั้นมีวุฒิภาวะสูงกว่าเราเยอะ เค้าฉลาดมากพอที่จะเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดให้แก่ชีวิตโดยอาจไม่ต้องไยดีต่อคำพูดขายฝันสวยหรูของเรา แต่หากจะแก้ไขคำแนะนำที่มีให้แก่รุ่นน้องคนนั้น เราควรจะแก้ไขอย่างไรดี

คำแนะนำคลาสสิกอย่าง 'เลือกทางที่จะไม่ทำให้ตัวเองเสียใจภายหลัง' พูดง่าย ทำยาก เราเองก็เคยเลือกทางที่ทำให้ตัวเองกลับมานึกเสียใจหลายครั้ง ซึ่งสุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีไปกว่าการยอมรับมันและทำความเข้าใจตัวเอง ก่อนจะตัดสินใจเลือกทางเดินต่อไป

เราไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วเส้นทางข้างหน้ามันจะทำให้เราเสียใจภายหลังหรือไม่ แต่นั่นคือทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าที่ตาชั่งชีวิตซึ่งหลอมจากประสบการณ์ได้เลือกออกมา

ส่วนจะเสียใจภายหลังหรือไม่ ลึก ๆ แล้วในหัวใจเราคงมีคำตอบซ่อนอยู่

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

แววตา (๒)

แววตาของบางคนถูกสร้างขึ้นมา
เพื่อให้คนที่เผลอสบตาใจสลาย

วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

แววตา

แววตาของบางคนถูกสร้างขึ้นมา
เพื่อให้หัวใจของอีกคนรู้สึกลึกซึ้งเกินกว่า
ความสัมพันธ์ที่ควรจะเป็น

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ใครคนนั้น

สุดท้ายเราก็เป็นแค่ 'ใครคนหนึ่ง' ในชีวิตเค้า
แต่เค้ากลับกลายเป็น 'ใครคนนั้น' ในชีวิตเรา

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ไม่ต้องแบ่งปันความรักมาให้ฉันก็ได้

ไม่ต้องแบ่งปันความรักมาให้ฉันก็ได้
ขอแค่พื้นที่เล็กน้อยในมุมหนึ่งของใจ
ให้ความคิดถึงของฉันที่เดินทางมาแสนไกล
ได้พักพิงซบอุ่นไอบ้างก็พอ

วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ดีต่อใจ

ฉันไม่ใช่คนดีเท่าไร
แต่อาจจะดีขึ้นได้ ถ้าอยู่ใกล้ใกล้คนที่ดีต่อใจอย่างเธอ

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

Basketball Excercise.

เนื่องจากหอพักอยู่ใกล้ ๆ สนามกีฬาที่มีแป้นบาส เช้า ๆ เราก็มักจะมาหาเรื่องให้เหงื่อออกบ้างโดยการหยิบจับลูกบาสมาวิ่งกระโดดชู้ตเบา ๆ สนุก ๆ กับคนแถวนั้น
ครึ่งเดือนผ่านไป เข่าทั้งสองข้างกับข้อศอกขวาปวดหนึบ ๆ คิดว่าเดี๋ยวคงหาย นานเข้ายิ่งปวดจนต้องทาเคาท์เตอร์เพน พร้อมกับหาปลอกเซฟเข่าเซฟข้อศอกมาใส่
อีกเดือนนึงเปลี่ยนจากรองเท้าวิ่งมาเป็นรองเท้าบาสจริงจัง เข่าเริ่มดีขึ้น ตอนเลย์อัพกระโดดแรง ๆ ได้มากขึ้น
(เขินเหมือนกันตอนไปซื้อ คนขายมองหน้าแบบ โอ นี่คงเป็นนักบาสที่เตี้ยที่สุดในโลก 555)
วันพฤหัสที่แล้วมีสอนเช้าแต่ตื่นสายนิด ก็เลยรีบเล่นเลยไม่ได้วอร์มร่างกายก่อน ผลคือเช้าวันต่อมาระบม ปวดจนต้องโอดโอยร้องขอชีวิตตอนลุกจากเตียง
นึกถึงสมัยวัยสะรุ่นที่ใส่นันยางคู่เดียว (ไม่ใส่ถุงเท้า) เล่นบาสหนัก ๆ แรง ๆ กับเพื่อน เช้ามาก็ดีดจากเตียงไม่มีปัญหาอะไร
แต่ตอนนี้แค่เล่น ๆ เบา ๆ แม่งใส่รองเท้าบาส ปลอกเซฟข้อเท้าข้อศอกมาเต็ม ก่อนเล่นยังต้องวอร์มร่างกายอีก โอ้ยชีวิต
นี่หรือร่างกายของคนวัย 30 นับวันถอยหลังทรุดโทรม ทำอะไรหนักนิดหน่อยก็กรอบ
อีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นยังไงบ้างนะ

วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตกหลุมรัก

เขียนถึงความรัก อาจไม่ใช่รักใหม่
เพราะคนเราอาจตกหลุมรักคนเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราชอบความรู้สึกใจเต้นแรงตอนตกหลุมรัก
แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าอะไรรอเราอยู่ที่ก้นหลุม

Leonardo Sciascia นักเขียนชาวอิตาลีบอกว่า
"ความจริงอยู่ที่ก้นบ่อน้ำ เวลาคุณมองบ่อน้ำ คุณจะเห็นดวงอาทิตย์ไม่ก็ดวงจันทร์ แต่ถ้าคุณกระโดดลงไป ไม่มีทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จะมีก็แต่ความจริง"
เวลากระโดดลงหลุมรักหลุมเดิม เราชอบวินาทีที่อีกเอื้อมมือจะถึงดวงจันทร์ อีกแค่ปลายนิ้วจะคว้าคนที่เฝ้าฝันมากอด
แล้วก็ตูมมม! จมดิ่งลงไปในปลักโคลนความจริง แบบที่ปราณ ชายหนุ่มจากเรื่องไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตเคยรู้สึกว่า

"รวดร้าวบิดริ้วขึ้นข้างใน ไม่รู้จะบอกเธออย่างไรว่าเขายังเจ็บ ไม่ใช่ตรงนั้น แต่ลึกลงไป ไม่ได้บอกว่าเขาเจ็บแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าเขาทำอย่างไรกับความเจ็บปวดนั่น ไม่ได้บอกเธอว่าชั่วขณะหนึ่งเขาลืมตัวไปว่าเป็นใคร เดียวดายมาอย่างไร ฟันฝ่าชีวิตมาแบบไหน เคยผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากมายเพียงใด ก่อนจะมาฟั่นเฟือนเลอะเทอะ...ว่าเขามีใคร"
ปกติแล้วเราฝังตัวเองอยู่ในหลุม ขุดลึกลงไปและนอนมุดคุดคู้อยู่ตรงนั้น
เพราะความเจ็บปวดเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีของการสร้างสรรค์งานเขียน เราจึงหมั่นทรมานตัวเองในก้นบึ้งของหลุมรักที่เป็นไปไม่ได้
แต่ช่วงนี้รู้สึกแปลก ๆ อยากจะปีนขึ้นจากหลุมรัก และกระโดดลงไปใหม่ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะเราเพิ่งพบว่า ความสุขที่เกิดจากการแอบรักก็เป็นเชื้อเพลิงที่ดีของการใช้ชีวิตเช่นกัน
แม้เป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนตกหลุมลงไปพบกับความจริงก็ตาม