วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558

เงาภาพซิลลูเอตต์

ระเบียงห้องเช่าโกโรโกโสคือกรอบรูปบรรจุภาพแสงแรกเร้ารึงความคะนึงหา
ริ้วเมฆน้ำเงินอมม่วงหม่นสลับกับแสงเรื่อแดงดังเปลวเพลิงใกล้มอดดับ ฉาบทาด้วยหมอกมืดที่ค่อยจางลงจากแสงสีทองอุ่นเรืองที่ถักทอขึ้นมาจากขอบฟ้าอีกฟากฝั่ง
ขาดก็แต่เพียงใครคนหนึ่งยืนอยู่ที่ระเบียง มองกลับมาอย่างแสนรัก ซ่อนรอยยิ้มหวานเบาบางไว้ในเงาภาพซิลลูเอตต์สมบูรณ์แบบ
ฉันอาจไม่มีวันได้เห็นภาพนั้นด้วยสองตาเปื้อนรอยน้ำตาอุ่นชื้นรื้นจาง
แต่ฉันเชื่อหมดหัวใจว่า นั่นคือรอยยิ้มที่งดงามที่สุดในโลกหม่นเศร้านี้


ก.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต / วีรพร นิติประภา


จริง ๆ เล่มนี้อ่านจบนานมากตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ต้องทำใจอยู่หลายเดือนเหมือนกันกว่าจะกล้าเขียนถึง เพราะจำได้ว่าหลังอ่านจบเราจิตตกถึงขนาดไม่พูดกับใครไปสองสามวัน กลายเป็นตะกอนความเศร้าขนาดใหญ่ที่ตกค้างในใจ เผลอกวนให้ตะกอนมันฟุ้งขึ้นมาทีไรก็ทำให้ปวดร้าวขึ้นมาทุกครั้ง แต่เพื่อฉลองที่เล่มนี้เป็นหนึ่งในเก้าเล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ก็เลยถือโอกาสเขียนถึงเสียเลย


พอนึกย้อนไปถึงเล่มนี้ เราคิดถึงสองเรื่องที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวกับนิยายเล่มนี้เลย เรื่องแรกคือคำพูดที่เรามักจะบอกเด็กที่เรียนวิชาการเขียนย่อหน้าอยู่เสมอว่า ขนาดของความคิดจะเป็นตัวกำหนดขนาดของบทเขียนเสมอ ยิ่งความคิดของเราใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเท่าไร บทเขียนก็จะยาวและโครงสร้างก็จะซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น

หลังอ่านนวนิยายเรื่องนี้จบ เราไม่รู้ว่าคนเขียนแบกรับมวลความเศร้าก้อนใหญ่และซับซ้อนขนาดนี้ไว้ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นคือต้องแบกรับมันจนกระทั่งเขียนนิยายเรื่องนี้จบลง ซึ่งระหว่างทางที่แบกรับต้องจาริกเข้าไปในความรู้สึกร้าวรานของตัวเอง ต้องใช้ไปกี่บาดแผลทางใจที่จะเค้นเอาความเศร้าออกมาในแต่ละตัวอักษร หลังอ่านจบ เรารู้ว่าความยาวของบทเขียนความเศร้าเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ 256 หน้าเท่าที่มีในเล่ม แต่คือสิ่งที่ไม่ได้เขียนอีกหลายร้อยหลายพันหน้าซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด

เรื่องที่สองซึ่งยิ่งไม่เกี่ยวกับนวนิยายเล่มนี้คือเรานึกถึงการบรรยายฉากเวลาจะออกรบในเรื่องรามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ 1 เวลาที่แต่ละตัวละครจะออกรบจะมีแพทเทิร์นคือจะต้องอาบน้ำ แต่งองค์ทรงเครื่อง นั่งรถศึกชิลล์ ๆ ชมนกชมไม้ก่อนจะถึงสมรภูมิ ไม่ว่าจะเป็นศึกที่มึงควรจะรีบไปแค่ไหน น้องถูกฆ่าตาย-ทหารมาแจ้ง-ฮึ้ยกูโกรธทนไม่ไหว แต่สุดท้ายมึงก็ต้องไปอาบน้ำ แต่งองค์ทรงเครื่อง นั่งรถศึกชิลล์ ๆ ชมนกชมไม้ก่อนจะถึงสมรภูมิอยู่ดี สิ่งที่น่าสนใจคือไม่ว่าฉากแพทเทิร์นพวกนี้มีเนื้อหาซ้ำกันมากแค่ไหน แต่กวียุคนั้นเก่งมากที่เขียนบรรยายแทบไม่ซ้ำกันเลย เรียกว่าคอนเทนต์เดิมแต่เปลี่ยนดีไซน์ได้ดีไม่น่าเบื่อ

ตอนอ่านนวนิยายเล่มนี้ พอเข้าฉากเศร้า เรากลับทึ่งเหมือนตอนอ่านฉากซ้ำในรามเกียรติ์ ใช่ ตอนนี้เศร้า ตอนนี้ก็เศร้าอีกแล้ว แต่คนเขียนเขียนถึงความเศร้าได้ไม่ซ้ำเลย เราจึงเพิ่งรู้ว่าความเศร้ามีเป็นร้อยเป็นพันเฉดสีขนาดนี้

ถ้าจะจำกัดความ นวนิยายเล่มนี้คือกลุ่มก้อนของมวลความเศร้าขนาดใหญ่หลายร้อยหลายพันเฉดสี นวนิยายที่จะกระตุ้นตะกอนความเศร้าประดามีที่เก็บไว้ในใจให้ฟุ้งขึ้นมาจนน้ำตารื้นหรือสะอึกสะอื้นอีกครั้ง

เราไม่แปลกใจถ้าคนรุ่นหนึ่งอ่านแล้วอาจไม่เข้าใจว่าตัวละครตัวนี้ทำไมทำแบบนี้ บางสิ่งบางอย่างไม่สมเหตุสมผล บางความเศร้าไม่เห็นต้องเศร้าเลย เช่นว่า

"เธอเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา ท่าทางธรรมดา ผู้ซึ่งจะยืนมองท้องฟ้าทุกเช้าระหว่างรอรถเมล์ตอนเขายังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ เขาไม่เคยคิดจะทำความรู้จักกับเธอ ไม่เคยคิดจะตามเธอขึ้นรถไป ไม่เคยอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน มาจากไหนหรือกำลังจะไปไหน เขาพอใจแค่จะมองเธอเช่นนั้น...ยืนหลังตรง มีมือจับอยู่ที่สายกระเป๋าซึงพาดเฉลียงกลางอกเหมือนปฏิญาณตน เงยหน้ามองขึ้นบนท้องฟ้าเรื่อราง กลางเมืองฝันสลาย

"เขาแค่อยากมีเธอให้ยืนมองเช่นนั้นไปทุกเช้า ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น แล้วเธอก็หายไป เขารอ แต่เธอไม่เคยมาอีก เขาไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเห็นซีกเสี้ยวเซียวซีดของท้องฟ้ายามเช้า และรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนัก ๆ กดทับอยู่ข้างใน อยู่มาวันหนึ่งก้อนหินนั่นก็หายไปด้วยเช่นกัน หลงเหลือไว้แต่หลุมโพรงว่างเปล่าตรงที่มันทับอยู่...ข้างในหลุมโพรงว่างเปล่าที่อยู่ข้างในหลุมโพรงว่างเปล่าที่อยู่ข้างในหลุมโพรงว่างเปล่า หลุมอื่น ๆ" (น.91)

สำหรับคนรุ่นหนึ่ง แค่คนแปลกหน้าที่ไม่แม้แต่รู้จักชื่อหายไปจากชีวิตจะเป็นความเศร้าได้อย่างไร แต่สำหรับคนในยุคสมัยอันแสนเปราะบางอย่างยุคของเรา เรารู้ว่านี่คือความเศร้าและเจ็บปวดที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

สิ่งเดียวที่รู้สึกว่าเบาบางไปสักหน่อยคือบทบาทของชลิกา เส้าที่สามของความรักสามเส้าครั้งนี้ แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ไม่ได้พูดในนิยายต่างหากที่เศร้านักหนา แต่เราก็อยากให้ชลิกามีเสียงมากกว่านี้สักหน่อยเพราะรู้สึกว่าเรากับชลิกามีอะไรคล้ายกันหลายอย่าง

ไม่ว่าเล่มนี้จะได้ประดับตราซีไรต์หรือไม่ แต่การที่ "นวนิยายรักน้ำเน่าฉบับมาตรฐาน" (จากคำนำสำนักพิมพ์) มาได้ถึงขนาดนี้ก็นับว่าสมฐานะนวนิยายรักชั้นดีแล้ว นวนิยายรักในโลกนี้มีมากมายมหาศาล แต่เล่มที่จะตราตรึงหัวใจเราคงมีไม่กี่เรื่อง และเราคิดว่าเล่มนี้คือหนึ่งในนั้น

สิ่งที่ต้องเตือนอย่างเดียวก่อนอ่านคือนวนิยายเล่มนี้อาจไม่เหมาะกับคนที่มักจะเอาความเศร้าเบาบางเป็นเพียงอาหารหวานหล่อเลี้ยงหัวใจ เพราะมันเศร้าขมเหมือนยาแรง กินไม่ระวังจะน็อคเอาง่าย ๆ เว้นแต่จะมีรสนิยมชื่นชอบการเฆี่ยนตีหัวใจตัวเองด้วยความรวดร้าว

=======================
Quotations: (จริง ๆ มีโควตสวย ๆ เยอะมาก ถ้าเอามาทั้งหมดก็คือลอกทั้งเล่มมา (ฮา) เลยคัดมาแต่ของตัวละครชื่อปราณละกัน เพราะเรารู้สึกว่าเข้าใจความเจ็บปวดของปราณมากที่สุดนะ)

รอยยิ้มพรายไร้ที่มา มิตรภาพลึกรางผาดเผิน ความบังเอิญเหนือจริง กับหญิงสาวที่ซ่อนครึ่งใบหน้าเอาไว้ในเงาสลัว แค่นั้นก็เพียงพอที่เขาจะปล่อยหัวใจให้ล่มสลายลงในปลายคืน...บางคืน แล้วยอมให้ใครสักคนซึ่งไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนพาเขาไปยังห้องหับหลับนอนที่ไม่เคยไป เป็นคู่รักชั่วคราวครั้งละคืนหรือสองของหญิงสาวมากหน้าหลายตา เพื่อจะมาค้นพบเอาบัดนี้...ในอายุยี่สิบหกว่าการกอดรัดฟัดเหวี่ยงคนแปลกหน้ากับอัตกามว่างเปล่าบนเรือนร่างกันและกันของคนสองคน พาเขาดั้นด้นไปไกลได้แค่ไม่ต้องตื่นแต่ลำพังบนผ้าปูที่นอนซึ่งยังเรียบตึงเท่านั้น (น. 53)

ระหว่างหลายปีที่ผันผ่าน ปราณเขียนเพลงให้ครอบครัวของเขาเอาไว้หลายเพลง...แต่เขาก็ได้แต่เก็บซ่อนบทเพลงพวกนั้นเอาไว้ในใจ ไม่เคยเล่า ไม่เคยเล่นให้ใครฟัง และไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านแม่น้ำอย่างที่ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้กับชลิกา เมื่อสิ่งหนึ่งเปลี่ยนไป ปราณก็อดไม่ได้ที่จะกลัวว่าสิ่งอื่น ๆ ที่เหลืออยู่จะเปลี่ยนตาม สู้ทิ้งทุกอย่างเอาไว้ที่เก่า...ตรงที่พรากจาก โดยไม่แตะต้องเลยดีกว่า ทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้น ที่ไหนสักแห่งลึกร้างกลางแก่นใจ แล้วบอกตัวเองให้เชื่อให้ได้ว่ามันจะคงอยู่คงเป็นเช่นนั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปร (น. 147)

เธอแตะรอยแตกบนริมฝีปากเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว ปราณเบือนหน้าหนี รวดร้าวบิดริ้วขึ้นข้างใน ไม่รู้จะบอกเธออย่างไรว่าเขายังเจ็บ ไม่ใช่ตรงนั้น แต่ลึกลงไป ไม่ได้บอกว่าเขาเจ็บแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าเขาทำอย่างไรกับความเจ็บปวดนั่น ไม่ได้บอกเธอว่าชั่วขณะหนึ่งเขาลืมตัวไปว่าเป็นใคร เดียวดายมาอย่างไร ฟันฝ่าชีวิตมาแบบไหน เคยผ่านอะไรต่อมิอะไรมามากมายเพียงใด ก่อนจะมาฟั่นเฟือนเลอะเทอะ...ว่าเขามีใคร (น. 186)

ในโลกที่ไม่มีอะไรน่าประทับใจให้จดจำ เขาแทบนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะลืมเธออย่างที่ตั้งใจได้อย่างไร จนกระทั่งได้พบผู้ชายอังกฤษที่เดินทางมารอบโลกเพื่อติดตั้งระบบไฟฟ้ารอบกรงหมีให้กับสวนสัตว์คนหนึ่ง ซึ่งเขาเล่าให้ฟังว่าเวลาหมีที่ขังโดนลูกกรงไฟฟ้าชอร์ตเจ็บเอาหลาย ๆ ครั้ง พวกมันจะเรียนรู้ที่จะไม่ไปใกล้ที่ตรงนั้นอีกโดยสัญชาตญาณ จนแม้เมื่อเอาสายไฟหรือกระทั่งลูกกรงออกตลอดชั่วอายุขัย... พวกมันก็จะไม่ยอมกลับไปเฉียดกรายเข้าใกล้บริเวณนั้นอีกเลย

เขาจึงไปหาเข็มหมุดมาพกติดตัวเอาไว้เล่มหนึ่ง ทุกทีที่คิดถึงเธอขึ้นมา ปราณก็จะเอาเข็มนั่นทิ่มแทงปลายนิ้วตัวเองหลาย ๆ ครั้ง ในช่วงแรก ๆ เขาถึงกับรับงานเล่นดนตรีไม่ได้เพราะปลายนิ้วระบมจนกดสายกีตาร์ไม่ไหว แล้วยังเผลอเอาเข็มนั่นข่วนขูดอกตนจนเป็นลายเลือดพร้อยด้วยหลายหนเมื่อทนถูกความโหยหากลุ้มรุมกัดกินไม่ไหวในบางคืน แต่ต่อมาเวลาคิดถึงเธอเขาก็จะเริ่มรู้สึกเจ็บปลายนิ้วขึ้นมาเองเฉย ๆ โดยไม่ต้องใช้เข็มทิ่ม และในที่สุดก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาเองล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจะเริ่มคิดถึงเธอเสียอีก ซึ่งทำให้เขาสามารถรีบหาอะไรหมกมุ่นทำตัดหน้าเพื่อหลบเลี่ยงตัดรอนการต้องคิดถึงเธอลงไปได้ทีละน้อย และยิ่งระยะห่างระหว่างการคิดถึงเธอแต่ละครั้งถูกถ่างถอยออกกว้างเท่าไร ความทรงจำเกี่ยวกับเธอก็ยิ่งเลือนรางจางลงเท่านั้น (น. 237)

------------------------------------------
วีรพร นิติประภา. ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556.

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลงรักนักวิ่ง

(๑.)
หากคุณหลงรักนักวิ่ง
สิ่งแรกที่คุณควรทำคือ เคาะฝุ่นเกรอะกรังจากรองเท้าหลังตู้ที่คุณหลงลืม
ชงวินัยผสมความมุ่งมั่นดื่มต่างน้ำเป็นแรงขับเคลื่อน
ให้ความปรารถนารุนแรงเป็นเท้ายักษ์ถีบคุณหลุดพ้นจากแรงดึงดูดของหลุมดำชื่อเตียงในรุ่งสาง
ย่ำเท้าลงสู่เข็มยะเยือกแห่งความร้าวรานทางร่างกาย
"ความเจ็บปวดเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทัณฑ์ทรมานเป็นทางเลือก"*
เอาความอิ่มเอมหลังผ่านพ้นกิโลเมตรแรกเป็นยารักษาแผลที่จะเกิดขึ้นชั่วกาล
ผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูกท่ามกลางกิโลเมตรต่อกิโลเมตรพ้นผ่าน
กว่าจะจบชั้นอนุบาลที่ห้ากิโลเมตรแรก กี่ครั้งที่คุณต้องฝ่าฟันกับความทุกข์เทวษของห้าร้อยกิโลเมตรที่ดัดปั้นน่องขาและแรงปอด
แต่นั่นก็คือทัณฑ์ทรมานที่คุณเต็มใจเลือกแล้ว

(๒.)
หากคุณหลงรักนักวิ่ง
คุณฝันว่าสักวันจะได้วิ่งเคียงข้างเธอตลอด 42.195 กิโลเมตร
กี่ครั้งที่คุณไปได้สุดชีวิตแค่คำยืดยาวจำพวกมินิและฮาล์ฟห้อยหน้ามาราธอน
ทุกครั้งคุณล้มลง ตะคริวตะคอกใส่หน้าคุณถึงขีดจำกัดของร่างกายที่ยังฝึกฝนไม่พอ
คุณลุกขึ้นชงวินัยผสมความมุ่งมั่นกรอกปากอีกเท่าตัว
ร้อยพันกิโลเมตรที่ตอกย้ำในมัดกล้ามขาคือสิ่วค้อนค่อยสกัดคำนำหน้ามาราธอนออกไปทีละนิด
ผสานผสมจินตนาการว่าตนคือฟีร์ดิปปิเดซ**ที่จะนำสาสน์แห่งรักไปกระซิบข้างหูเธอตรงเส้นชัย

(๓.)
หากคุณหลงรักนักวิ่ง
วันหนึ่งคุณกลับพบว่า 42.195 กิโลเมตรคือเส้นทางแสนสั้นที่คุณจะได้ใช้เวลาร่วมกับเธอ
น่าเสียดายที่การออกวิ่งในครั้งที่คุณพอจะทนทานกับระยะทางนี้ได้ คุณกลับพบว่ามีคนหลงรักนักวิ่งมากมาย
หมื่นพันผู้คนต่างห้อมล้อมเธอ กีดกันนักมาราธอนใหม่หมาดไว้กับโลกสุญญากาศของตัวเอง
กว่าจะรู้ว่าคุณไม่มีทางเข้าใกล้เธอได้ ปลายทางของคุณก็อยู่ตรงหน้าเสียแล้ว

(๔.)
ฟีร์ดิปปิเดซตะโกนว่าเราชนะแล้ว พร้อมกับสิ้นใจเมื่อถึงเส้นชัย
คุณปริ่มจะสิ้นใจ ทว่ายังจำยอมกลั้นกลืนสาสน์แห่งรักลงคอไปพร้อมกับน้ำดื่มดับกระหาย
คุณอาจไม่สมหวังเมื่อหลงรักนักวิ่ง
แต่อนุสาวรีย์ความรักนั้นแฝงฝังในมัดกล้ามปูดโปนและปอดแกร่งทนทาน
เมื่อมองย้อนกลับไปยังเส้นทางหลายพันกิโลเมตรที่ทอดยาวอยู่ข้างหลัง ก่อนที่ความปรารถนารุนแรงจะกระชากร่างคุณข้ามเส้น 42.195 กิโลเมตรมา
คุณคงจะรู้ว่า การหลงรักนักวิ่งไม่มีวันสูญเปล่า

สิงหาคม ๒๕๕๘
_________________
*จากหนังสือ What I Talk About When I Talk About Running ของ Haruki Murakami สำนวนแปลของ นพดล เวชสวัสดิ์
**นายทหารชาวกรีกผู้วิ่งข้ามที่ราบมาราธอนไปยังกรุงเอเธนส์

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หลับใหลในโลกเศร้า

อยากจะนอนหลับใหลในโลกเศร้า
ในห้องแห่งความเหงาว้าเหว่
ให้ความอาลัยช่วยไกวเปล
กล่อมเห่ด้วยน้ำตาอาวรณ์

ทอดทิ้งทุกสิ่งไว้ในโลกเศร้า
ท่ามกลางฝันสีเทาเราหลบซ่อน
ปล่อยเสียงสะอึกสะอื้นกล่อมนอน
ตราบที่ใจไหวอ่อนยังอ่อนใจ

กี่ครั้งที่มีรักแล้วร้าวนัก
จะขอเลิกมีรักได้ไหม
ลบเลือนทุกสิ่งทิ้งไป
ลืมทุกความหวั่นไหวที่เคยมี

เพียงแค่หายใจก็ยังเจ็บ
ซ่อนเก็บหัวใจไร้ศักดิ์ศรี
มีแต่รอยร้าวบิ่นสิ้นดี
ไร้ค่ากว่าที่จะให้ใคร

อยากลบเลือนความรักในโลกเศร้า
ลืมทุกความเปลี่ยวเหงาร้าวไหว
จมดิ่งสู่ห้วงฝันนิรันดร์ไป
ดีกว่าตื่นมาร้องไห้เพียงลำพัง

๒๐ ส.ค. ๕๘

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ดีไม่พอ

เพราะรู้ว่าไม่มีวันดีพอ
จึงไม่ขอเรียกร้องให้มองฉัน
ขอแค่เป็นเช่นนี้ในทุกวัน
แค่ยิ้ม, ทักทายกันแค่นั้นพอ

ทุกสิ่งที่เคยทำให้กัน
รู้ว่าเธอนั้นไม่เคยขอ
และฉันไม่เคยเฝ้ารอ
ไม่กล้าแม้จะสานต่อความสัมพันธ์

เพราะฉันก็เป็นได้แค่นี้
เป็นคนธรรมดาที่มีแต่ฝัน
เพียงมือเปล่าและหัวใจให้กัน
เธอจะกุมมือนั้นนานเท่าใด?

นอกจากรักเธอมากกว่าตัวเอง
ฉันก็ไม่เคยเก่งเรื่องไหน
จึงขอแค่แอบรักเธอเรื่อยไป
หวังเพียงให้เธอเป็นสุขทุกทุกวัน

เพราะรู้ว่าไม่มีวันดีพอ
จึงไม่ขอแม้สิทธิ์จะคิดฝัน
หวังเพียงเธอได้พบใครควรคู่กัน
ฉันจะรอยินดี...ตรงนี้นะ

๑๖ ส.ค. ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทางฝัน

มันก็จริงที่ชีวิตต้องเดินไป
จะหัวเราะหรือร้องไห้ต้องไปต่อ
กาลเวลาไม่เคยรั้งรอ
ท่ามกลางการถักทอโชคชะตา

อาจเคยมีใครอยู่เคียงข้าง
พอให้ผ่านความอ้างว้างขมปร่า
แต่แล้วสักวันกาลเวลา
ก็เข่นฆ่าความสัมพันธ์อันเปราะบาง

ไม่เคยกุมมือใครได้เต็มมือ
จึงมิอาจยุดยื้อเมื่อเหินห่าง
ต้องสูญเสียสักกี่คนบนหนทาง
เหลือแต่ความอ้างว้างเต็มหัวใจ

ใช่! ชีวิตต้องเดินต่อก็พอรู้
ภาพฝันยังฝันอยู่ยังสู้ได้
แต่กี่คนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป
ท่ามกลางความอ่อนไหวทุกคืนวัน

ก็ถูกแล้วที่ชีวิตต้องเดินไป
แต่วันนี้หัวใจกลับไหวหวั่น
ปวดร้าวกว่าไม่มีใครเคียงข้างกัน
คือต้องชื่นชมฝันเพียงลำพัง

ส.ค. ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์

เสน่ห์ [สะเหฺน่] น. รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั้งในมุมที่น่ารักและน่าชัง เมื่อประกอบกันแล้วทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงที่พิเศษที่สุดในโลก.

(พจนานุกรมฉบับวุฒินันท์ ชัยศรี. กรกฎาคม ๒๕๕๘.)

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เกินพอ (๒)

เพียงหนึ่งรอยยิ้มที่เธอให้
ก็มากเกินไปสำหรับฉัน
เพียงหนึ่งคำทักทายที่ให้กัน
ก็มากพอเปลี่ยนฝันเป็นฝันดี

ทั้งที่รู้แก่ใจไม่คู่ควร
แต่ใจก็ปั่นป่วนเกินหลบหนี
พ่ายแพ้แรงดึงดูดทุกที
จากแสนล้านดาวที่นัยน์ตางาม

เธอมีคนมากมายมาหลงรัก
รู้ทั้งรู้ก็เกินหักใจห้าม
คิดถึงนัยน์ตาหวานแวววาม
คงต้องปล่อยไปตามหัวใจ

ฉันเป็นเพียงคนนอกสายตา
เกินกว่าจะมอบหัวใจให้
ขอแค่มองแววตาเรื่อยไป
อย่ามาห่วงใยสนใจกัน

เธอไม่ต้องทำอะไรให้ฉันนะ
จะขอรักอยู่ไกลไกลแค่ในฝัน
แค่เป็นเธอที่เป็นเธออยู่ทุกวัน
ก็เป็นคนมหัศจรรย์ของฉันแล้ว

๘ ก.ค. ๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กลางทาง


กลางทางนั้นมืดมิดเหน็บหนาว
ฉันทนก้าวแม้ความหวังยังเลือนพร่า
แต่หากเราจูงมือทั้งน้ำตา
คงดีกว่าหากเธอไปให้ไกลกัน

การมีเธอร่วมทางช่างอบอุ่น
ขอบคุณที่เดินเป็นเพื่อนฉัน
ขอบคุณทุกความสัมพันธ์
ขอบคุณทุกความฝันเคยฝันดี

เส้นทางระหว่างเราไม่ยาวนัก
สั้นเกินจะเรียกรักได้เต็มที่
อย่างน้อยจากวันนั้นถึงวันนี้
เราก็เคยมีกันและกัน

กลางทางอาจมืดมิดเหน็บหนาว
แต่แสงดาวก็ย้ำเตือนเพื่อนร่วมฝัน
มือที่เคยกุมมือเมื่อวานวัน
ยังคงอยู่ตรงนั้นในกลางใจ

ปลายทางของเธอไม่มีฉัน
เธอมีคนร่วมฝันความฝันใหม่
ปลายทางความฝันเรายังยาวไกล
ฉันจะก้าวต่อไปเพียงคนเดียว

๒ ก.ค. ๕๘

* ภาพประกอบจาก Music Video "ทิ้งไว้กลางทาง"

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ปล่อยดาว


ระวังเป็นน้ำผึ้งเพียงหนึ่งหยด
ที่ราดรดเปลวไฟให้โหมกล้า
แรกเริ่มอาจเป็นเพียงลมแผ่วมา
สุดท้ายคือมหาวาตภัย

โบราณว่าเชือดไก่ให้ลิงดู
แต่เชือดคนคนยิ่งสู้รู้หรือไม่!
มนุษย์ต่างจากสัตว์ที่ใด?
ตรงที่มีความเห็นใจให้แก่กัน

คุณขังดวงดาวให้ดับลง
ลูกกรงคุณใหญ่แค่ไหนนั่น?
ปลายปืนอาจปิดตะวันจันทร์
ฤาขวางกั้นดวงดาวที่พราวฟ้า

ดวงดาวอาจอ่อนแรงแสงริบหรี่
อำนาจที่คุณมีย่อมใหญ่กว่า
แต่รู้เถิดเมื่อดับดาวสักดวงมา
หมื่นล้านดาวหาญกล้าจะลุกฮือ!

๒๙ มิ.ย. ๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คิดถึง (๗)

เป็นเพราะเราห่างกันวันหนึ่ง
เลยรู้ว่าคิดถึงมากแค่ไหน
มองหมื่นแสนล้านดาวดวงใด
ก็ยังไม่เหมือนดาวในดวงตา

เธอได้ยินเสียงลมกระซิบไหม
สายลมหอบความห่วงใยฉันไปหา
คิดถึงนะ... คิดถึงทุกเวลา
แม้ฉันจะจากมาไม่ถึงวัน

แววตาหวานชวนหวั่นไหวใครคนหนึ่ง
ช่างหวานซึ้งตรึงใจในความฝัน
คิดถึงเกินคำจะจำนรรจ์
ด้วยใจไหวหวั่นเดียวดาย

เพียงเพราะเราห่างกันแค่วันหนึ่ง
เลยรู้ว่าคิดถึงใจแทบสลาย
ขอโทษที่คิดถึงมากมาย
เพราะเธอมีความหมายมากเกินใคร

คิดถึงนะ... คิดถึงเธอที่สุด
คิดถึงเกินหยุดคิดถึงได้
ฟังสิฟัง... ลมรำเพยเผยความนัย
ว่ามีใครคนหนึ่ง... คิดถึงนะ

มิ.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

นัย / ตา (๔)

ปัญหาอยู่ที่นัยน์ตาเธอ
ที่ฉันเผลอสบเข้าเช้าวันก่อน
หัวใจจึงจวนเจียนจะขาดรอน
อาวรณ์วุ่นวายไม่เว้นวัน

ปัญหาอยู่ที่นัยน์ตาเธอ
ที่ฉันเผลอรับไว้ในความฝัน
งามดุจดาวทั้งโพ้นฟ้ามารวมกัน
หมื่นแสนทางช้างเผือกนั้นยังพ่ายแพ้

ปัญหาคือฉันเผลอสบตา
พอรู้ตัวเกินกว่าหาทางแก้
ถึงจะหักห้ามใจไม่เหลียวแล
หัวใจกลับอ่อนแอเกินต้านทาน

สลัดทิ้งอย่างไรก็ไม่หลุด
นัยน์ตาพิสุทธิ์แสนหวาน
สลักลงตรงกลางใจไปชั่วกาล
ซึ้งซ่านตราตรึงถึงวิญญาณ์

ปัญหาคือตอนนี้ที่ใจฉัน
คอยเฝ้าฝันหวานซึ้งคะนึงหา
หัวใจไหวหวั่นทุกวันเวลา
เพราะหลงรักนัยน์ตาคนน่ารัก!

มิ.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แรงที่ชื่อ "ความรัก" ใน Interstellar


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์)

“Love, Tars, LOVE. It's just like Brand said. My connection with Murph, it is quantifiable. It's the key!”

Interstellar ภาพยนตร์ไซไฟที่ถูก (นักวิจารณ์ที่ไม่สนใจอ่านเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์) กล่าวหาว่าเป็นหนังครอบครัวที่มีฉากหลังเป็นอวกาศ ใช่ซะที่ไหนเล่า! นี่มันหนังไซไฟเต็มรูปแบบตะหากเฟ้ย! เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์คือทฤษฎีการเดินทางข้ามเอกภพผสานกับจินตนาการที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ลำพังแค่การดูหนังโดยไม่เข้าใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากนักก็สนุกดีอยู่แล้ว แต่ยิ่งได้อ่านหนังสือ The Science of Interstellar ที่เขียนโดยปรมาจารย์ด้านหลุมดำอย่าง Kip Thorne (ลุงแกเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์) ก็ยิ่งพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อัดแน่นด้วยทฤษฎีเรื่องเอกภพทั้งที่พิสูจน์ได้และเป็นเพียงสมมติฐาน แทบไม่มีส่วนไหนในเรื่องเลยที่แต่งขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ นอกจากนั้นก็ยังถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพสิ่งสำคัญในเอกภพอย่างรูหนอนและหลุมดำจากจินตนาการของมนุษย์ได้ใกล้เคียงที่สุด จึงน่าจะพูดได้ว่าเป็นหนัง Sci-Fi เต็มรูปแบบ แถมยังหนักไปทาง Sci ด้วยซ้ำ (แต่ยังแมสได้อีก ลุงโนแลนแกจะเก่งไปถึงไหนเนี่ย)

หนึ่งในเรื่องราวที่โนแลนเสนอไว้อย่างน่าสนใจและอาจเป็นหัวใจของเรื่องนี้เลยก็เป็นได้คือ ความรักนั้นอาจเป็น “แรง” ชนิดหนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่วัดปริมาตรได้ในเชิงฟิสิกส์ (Quantifiable) ซึ่งเป็นคำพูดในฉากที่คูเปอร์ตัวเอกของเรื่องพูดขึ้นหลังจากกระโจนเข้าไปในหลุมดำ และค้นพบมิติเชิงซ้อนของกาลเวลาซ่อนอยู่ในภาวะเอกฐาน (Singularity) ของหลุมดำ เขาจึงค้นพบวิธีที่จะติดต่อกับเมิร์ฟลูกสาวสุดที่รัก

ความรักจะเป็นแรงชนิดหนึ่งได้อย่างไร?

ก่อนอื่นไปที่พื้นความรู้เรื่องแรงเสียก่อน แรงพื้นฐานของจักรวาลหรือในทางฟิสิกส์เรียกว่า "อันตรกิริยาพื้นฐาน" นั้นมีอยู่ 4 ชนิด คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน และที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุดคือ แรงโน้มถ่วง แรงทั้ง 4 ชนิดคือแรงที่อนุภาคกระทำต่อกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้มคือการกระทำระหว่างอนุภาคระดับเล็กกว่าอะตอม แรงแม่เหล็กไฟฟ้าคือการกระทำระหว่างประจุไฟฟ้า เป็นต้น (หาอ่านได้ในหนังสือฟิสิกส์ทั่วไปนะจ๊ะ)

สิ่งที่น่าสนใจของทั้ง 4 แรงนี้คือ ความเข้มข้นของทั้ง 3 แรง ได้แก่ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน ทั้งหมดเข้มข้นสูงกว่าแรงโน้มถ่วงอย่างมาก เทียบเป็นค่าสัมพัทธ์คือสมมติค่าให้แรงโน้มถ่วงเป็น 1 เมื่อเทียบกับแรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อนซึ่งเบาสุดของทั้งสามแรงก็ยังมีค่าเป็น 10 ยกกำลัง 25 ของแรงโน้มถ่วง เกี่ยวกับเรื่องความเข้มข้นที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ โปรเฟสเซอร์สุดสวยแห่งวงการฟิสิกส์ Lisa Randall สันนิษฐานว่าแรงโน้มถ่วงนั้นเป็นสิ่งที่รั่วขึ้นไปในมิติที่สูงกว่า และนี่ก็คงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดแรงโน้มถ่วงจึงถูกใช้เป็นแรงหลักในการติดต่อสื่อสารจาก “คนในมิติที่สูงกว่า” (ในมิติที่คูเปอร์เห็น “เวลา” เป็นมิติทางกายภาพจับต้องได้) มาถึง “คนในมิติ 3+1” ได้ (มิติของเราที่มีกว้าง x ยาว x สูง และ มิติเวลาที่เดินไปข้างหน้า จับต้องไม่ได้)

ทว่าลำพังแรงโน้มถ่วงก็ยังไม่ดีพอที่จะเชื่อมต่อข้ามสเปซไทม์ได้ โดยเฉพาะจากในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 ซึ่งในนั้นมีมิติเชิงซ้อนจำนวนมหาศาล ไม่เช่นนั้นเจ้าหุ่นพูดมากอย่าง Tars ที่ตกลงไปในหลุมดำก่อนคูเปอร์คงสามารถส่งข้อมูลควอนตัมที่พบในหลุมดำออกไปหาใครสักคนได้แล้ว

Tars เมื่ออยู่ท่ามกลางมิติเชิงซ้อนของเวลาในภาวะเอกฐานของหลุมดำ ก็เหมือนกับ "พวกเขา" ในมิติที่สูงกว่า ตรงที่เข้าถึงได้ทุกสเปซไทม์ของโลกในมิติ 3+1 แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อได้เลย ดังที่คูเปอร์พูดว่า "They have access to infinite time and space, but they're not bound by anything. They can't find a specific place in time. They can't communicate."

การ "เชื่อมต่อไม่ได้" นั้นเกิดจากอะไร?

ในโลก 3+1 มิติของเรา สมมติว่าเราจะนัดเพื่อนกินข้าว ณ ที่ใดที่หนึ่ง นอกจากเราจะต้องบอกมิติของสเปซ ยังจะต้องบอกมิติเวลาด้วยว่าจะนัดหมายไปพบกันกี่โมง การเชื่อมต่อของทุกมิติจึงจะเสร็จสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตในสามมิติอย่างเราไม่มีปัญหากับการเคลื่อนไหวในมิติสเปซ เนื่องจากเราเข้าถึงได้ทุกมิติ อาจจะเดินขึ้น-ลง เลี้ยวซ้ายไปทางตะวันออก วกกลับมาทางเหนือมายังสถานที่นัดหมายได้ แต่สำหรับมิติเวลา เราไม่สามารถเดินไปจากหกโมงเย็นเพื่อเลี้ยวกลับไปกินข้าวกับเพื่อนตอนแปดโมงเช้าของวันเดียวกันได้

เช่นเดียวกัน ในมิติที่สูงขึ้นไปดังเช่นมิติเชิงซ้อนในหลุมดำที่เวลาถูกทำให้กลายเป็นมิติทางกายภาพ ซึ่งหมายถึงเราเดินย้อนเลี้ยวหรือรุดหน้าไปยังมิติเวลา อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต หรือช่วงใด ๆ ก็ได้ มันจึงต้องการสิ่งที่จะเชื่อมต่อนอกเหนือจากเวลาอีก

อันที่จริงแล้วมิติเชิงซ้อนของเวลาที่คูเปอร์ได้ค้นพบในภาวะเอกฐานของหลุมดำควรจะเป็นอย่างเดียวกับที่ Tars พบ คือเต็มไปด้วยสเปซไทม์กระจัดกระจายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก (อาจจะเป็นในฉากภาพเชิงซ้อนมหาศาลช่วงแรกที่เขาถูกดึงดูดผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์เข้ามา) ทว่าที่สุดแล้วคูเปอร์ก็ถูกดึงดูดเข้าสู่สเปซไทม์ "พิเศษ" เพียงที่เดียว นั่นคือห้องนอนของเมิร์ฟ ลูกสาวที่เขาถวิลหาถึงตลอดเวลานับแต่จากมา ดังนั้นแรงที่ดึงดูดเขา หรือมิติที่เชื่อมต่อเขากับเมิร์ฟในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 จะเป็นอะไรอย่างอื่นได้นอกจาก "ความรัก"

ความสำคัญของ "ความรัก" ในฐานะสิ่งที่วัดค่าได้ในเชิงฟิสิกส์ยิ่งถูกเน้นย้ำในฉากที่เอมีเลียพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเดินทางไปยังดาวเอ็ดมันส์แทนที่จะเป็นดาวแมนน์ เธอกล่าวว่าความรักอาจไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง แต่ถูกสร้างขึ้นในมิติที่สูงกว่าซึ่งสิ่งมีชีวิต 3 มิติอย่างเราไม่สามารถรับรู้ได้ (ลำพังแค่มิติเวลาในมิติที่ 4 เราก็ยังเกือบจะ can't consciously perceive เลย) เธอถูกความรักดึงดูดข้ามจักรวาล (across the universe) ข้ามมิติเวลา (to someone I haven't seen in a decade) เข้าไปหาเอ็ดมันส์ที่อาจตายไปแล้ว (อาจหมายความไปถึงมิติเชิงกายภาพของเอ็ดมันส์)

"Love isn't something we invented. It's observable, powerful. It has to mean something... Maybe it means something more, something we can't...yet understand. Maybe it's some evidence, some artifact of higher dimension that we can't consciously perceive. I'm drawn across the universe to someone I haven't seen in a decade who I know is probably dead."

เอมีเลียเชื่อและพยายามอธิบายถึงความสำคัญของแรงที่ชื่อความรักว่าเป็นแรงที่เดินทางข้ามสเปซไทม์ได้ ก่อนจะปิดท้ายว่าเราควรศรัทธามันแม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม "Love is the one thing we're capable of perceiving that transcends dimensions of time and space. Maybe we should trust that, even if we can't understand it yet."

ความรักในฐานะแรงในทางฟิสิกส์อาจจะคล้ายคลึงกับแรงโน้มถ่วงตรงที่เราแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก ซ้ำยังวัดค่าในเชิงฟิสิกส์ไม่ได้ชัดเจน แต่มัน observable และ powerful อย่างที่เอมีเลียว่า และหากแรงโน้มถ่วงส่งผ่านสเปซไทม์ได้ ความรักก็เป็น "the key" ที่เชื่อมต่อระหว่างพ่อกับลูกสาวข้ามสเปซไทม์แม้แต่ในมิติที่สูงกว่า

การที่โนแลนเลือกใช้ความรักของพ่อลูกแทนที่ความรักของหนุ่มสาว ในแง่หนึ่งก็ทำให้แรงของความรักนั้นหนักแน่นน่าเชือถือมากขึ้น เห็นได้จากฉากการโน้มน้าวของเอมีเลีย ทั้งที่เป็นแรงที่ชื่อความรักเหมือนกัน แต่เมื่อเอมีเลียจะใช้แรงนี้เดินทางไปหาเอ็ดมันส์กลับไม่ได้รับความเชื่อถือจากคนในทีมแม้แต่น้อย (ทำหน้าเหมือนเอมีเลียเพี้ยนแล้วอีกต่างหาก) ในบทหนังปูให้เห็นอยู่ตลอดว่าความรักของสองพ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดา ก่อนจะจากโลกไปคูเปอร์ก็โอ๋แต่ลูกสาว พอออกไปอวกาศก็คิดถึงแต่ลูกสาวตลอดเวลา ตอนเกือบตายก็เห็นแต่หน้าลูกสาว (มึงรักลูกลำเอียงมาก) ฝ่ายเมิร์ฟก็แค้นพ่อเพราะเข้าใจผิดว่าพ่อทิ้งครอบครัวไปตั้งอาณานิคมที่ดาวอื่น ถึงขนาดด่าพ่อว่า "son of bitch" (ลูกอีดอก) แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเมิร์ฟรักพ่อแค่ไหน อย่าลืมว่าความเกลียดชังก็คือเหรียญอีกด้านของความรัก คนที่แค้นกันสุดชีวิต ส่วนมากเริ่มมาจากความรักอย่างสุดซึ้งแทบทั้งนั้น

เมื่อคูเปอร์สามารถเชื่อมต่อกับเมิร์ฟจากมิติที่สูงกว่าไปสู่มิติ 3+1 ด้วยแรงที่ชื่อความรัก เขาได้ส่งข้อมูลจากอีกด้านของหลุมดำ (ซึ่งเชื่อกันว่าคือกฎความโน้มถ่วงควอนตัมที่พบในภาวะเอกฐานของหลุมดำ นำมาสู่การควบคุมความวิปลาสของแรงโน้มถ่วงในสถานีอวกาศจนสามารถยกอาณานิคมขนาดมหึมาขึ้นจากโลกได้) ผ่านแรงโน้มถ่วงใส่ลงไปในนาฬิกาที่คูเปอร์ให้กับเมิร์ฟ นั่นคือไคล์แมกซ์วัดใจว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ในจุดนี้การตั้งชื่อตัวละครลูกสาวว่า Murphy Cooper ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ เพราะชื่อนี้ตั้งมาจาก "กฎของเมอร์ฟี" (Murphy's Law) ซึ่งกล่าวว่า "ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด จะผิดพลาด" (Anything that can go wrong, will go wrong) (ซับไทยแปลว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คนละเรื่องเลย 55)

ก่อนหน้านี้ในฉากที่เอมีเลียโน้มน้าวให้เดินทางไปดาวเอ็ดมันส์ คูเปอร์บอกว่าการที่เอมีเลียเชื่อเรื่องแรงของความรักนั้นอาจจะผิดได้ (ตามกฎของเมอร์ฟี) เพราะตอนนั้นคูเปอร์ยังไม่รู้ว่าภายในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 นั้น ความรักทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างเขากับลูกสาว จนเมื่อเขาหล่นมาในภาวะเอกฐานของหลุมดำจึงเข้าใจว่าแรงที่ชื่อความรักมีจริง ดังนั้นในนาทีที่ Tars เจ้าหุ่นพูดมากถามคูเปอร์ว่า "ถ้าเธอไม่กลับมาเอานาฬิกา (ที่ใส่ข้อมูลควอนตัมไว้ล่ะ)" หรือถ้าพูดแบบกฎของเมอร์ฟีคือ "ความศรัทธาเรื่องแรงชื่อความรักจะผิดพลาดได้หรือไม่" คูเปอร์จึงแน่ใจและยืนยันไปว่าเมิร์ฟกลับมาเอานาฬิกาแน่ "Because I gave it to her." หรือพูดในภาษาแรงแห่งความรักคือ "เธอกลับมาเอานาฬิกาแน่ (เพราะความรักนั้นเชื่อมโยงเราสองคนไว้)"

ทุกสิ่งที่ผิดพลาดได้ จะผิดพลาด แต่คูเปอร์เข้าใจแล้วว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นมีอยู่จริง ดังนั้นแม้ถูกทดสอบด้วยกฎของเมอร์ฟีก็ไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด

ความรักจึงอาจจะเป็นแรงพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งในจักรวาลซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับแรงโน้มถ่วง ในแง่ที่มันอาจรั่วอยู่ระหว่างมิติ 3+1 ของเราไปถึงมิติที่สูงกว่าเช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง รวมถึงเหนี่ยวนำวัตถุที่มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างข้ามสเปซไทม์ หรือแม้แต่ในมิติที่สูงกว่านั้น สมมติอย่างสุดโต่งให้เห็นภาพเช่นว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นเหนี่ยวนำสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ (Soul) ดังนั้นเรื่องคู่แท้หรือบุพเพสันนิวาส เรื่องความรักข้ามภพข้ามชาติก็อาจอธิบายได้ในเชิงฟิสิกส์ เพราะในเมื่อมิติเวลา อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต เป็นสิ่งที่มีอยู่และจับต้องได้ทางกายภาพ (โดยเฉพาะในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 ซึ่งสามารถมองเห็นมิติเวลาในทางกายภาพ) แรงที่ชื่อความรักซึ่งส่งข้ามสเปซไทม์ได้ ก็ย่อมเหนี่ยวนำคนสองคนมาพบกันในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นจุดใดจุดหนึ่งของโลกคู่ขนานในจักรวาลอันกว้างใหญ่ หรือพูดในภาษาชาวมิติ 3+1 ก็คือ "พบกันในชาตินี้" นั่นเอง

คำกล่าวที่ดูเหมือนจะติดตลกของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ว่า "Gravitation is not responsible for people falling in love." จึงอาจไม่ใช่การพูดเพียงให้ขบขัน แต่เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงและแรงที่ชื่อความรักนั้นเป็นแรงคนละชนิดกันในจักรวาลนี้ต่างหาก

มิถุนายน 2558