วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2558

คิดถึง (๗)

เป็นเพราะเราห่างกันวันหนึ่ง
เลยรู้ว่าคิดถึงมากแค่ไหน
มองหมื่นแสนล้านดาวดวงใด
ก็ยังไม่เหมือนดาวในดวงตา

เธอได้ยินเสียงลมกระซิบไหม
สายลมหอบความห่วงใยฉันไปหา
คิดถึงนะ... คิดถึงทุกเวลา
แม้ฉันจะจากมาไม่ถึงวัน

แววตาหวานชวนหวั่นไหวใครคนหนึ่ง
ช่างหวานซึ้งตรึงใจในความฝัน
คิดถึงเกินคำจะจำนรรจ์
ด้วยใจไหวหวั่นเดียวดาย

เพียงเพราะเราห่างกันแค่วันหนึ่ง
เลยรู้ว่าคิดถึงใจแทบสลาย
ขอโทษที่คิดถึงมากมาย
เพราะเธอมีความหมายมากเกินใคร

คิดถึงนะ... คิดถึงเธอที่สุด
คิดถึงเกินหยุดคิดถึงได้
ฟังสิฟัง... ลมรำเพยเผยความนัย
ว่ามีใครคนหนึ่ง... คิดถึงนะ

มิ.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

นัย / ตา (๔)

ปัญหาอยู่ที่นัยน์ตาเธอ
ที่ฉันเผลอสบเข้าเช้าวันก่อน
หัวใจจึงจวนเจียนจะขาดรอน
อาวรณ์วุ่นวายไม่เว้นวัน

ปัญหาอยู่ที่นัยน์ตาเธอ
ที่ฉันเผลอรับไว้ในความฝัน
งามดุจดาวทั้งโพ้นฟ้ามารวมกัน
หมื่นแสนทางช้างเผือกนั้นยังพ่ายแพ้

ปัญหาคือฉันเผลอสบตา
พอรู้ตัวเกินกว่าหาทางแก้
ถึงจะหักห้ามใจไม่เหลียวแล
หัวใจกลับอ่อนแอเกินต้านทาน

สลัดทิ้งอย่างไรก็ไม่หลุด
นัยน์ตาพิสุทธิ์แสนหวาน
สลักลงตรงกลางใจไปชั่วกาล
ซึ้งซ่านตราตรึงถึงวิญญาณ์

ปัญหาคือตอนนี้ที่ใจฉัน
คอยเฝ้าฝันหวานซึ้งคะนึงหา
หัวใจไหวหวั่นทุกวันเวลา
เพราะหลงรักนัยน์ตาคนน่ารัก!

มิ.ย. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

แรงที่ชื่อ "ความรัก" ใน Interstellar


(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์)

“Love, Tars, LOVE. It's just like Brand said. My connection with Murph, it is quantifiable. It's the key!”

Interstellar ภาพยนตร์ไซไฟที่ถูก (นักวิจารณ์ที่ไม่สนใจอ่านเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์) กล่าวหาว่าเป็นหนังครอบครัวที่มีฉากหลังเป็นอวกาศ ใช่ซะที่ไหนเล่า! นี่มันหนังไซไฟเต็มรูปแบบตะหากเฟ้ย! เรื่องราวทั้งหมดในภาพยนตร์คือทฤษฎีการเดินทางข้ามเอกภพผสานกับจินตนาการที่น่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ลำพังแค่การดูหนังโดยไม่เข้าใจเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มากนักก็สนุกดีอยู่แล้ว แต่ยิ่งได้อ่านหนังสือ The Science of Interstellar ที่เขียนโดยปรมาจารย์ด้านหลุมดำอย่าง Kip Thorne (ลุงแกเป็นที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ในภาพยนตร์) ก็ยิ่งพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อัดแน่นด้วยทฤษฎีเรื่องเอกภพทั้งที่พิสูจน์ได้และเป็นเพียงสมมติฐาน แทบไม่มีส่วนไหนในเรื่องเลยที่แต่งขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ นอกจากนั้นก็ยังถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่แสดงภาพสิ่งสำคัญในเอกภพอย่างรูหนอนและหลุมดำจากจินตนาการของมนุษย์ได้ใกล้เคียงที่สุด จึงน่าจะพูดได้ว่าเป็นหนัง Sci-Fi เต็มรูปแบบ แถมยังหนักไปทาง Sci ด้วยซ้ำ (แต่ยังแมสได้อีก ลุงโนแลนแกจะเก่งไปถึงไหนเนี่ย)

หนึ่งในเรื่องราวที่โนแลนเสนอไว้อย่างน่าสนใจและอาจเป็นหัวใจของเรื่องนี้เลยก็เป็นได้คือ ความรักนั้นอาจเป็น “แรง” ชนิดหนึ่ง หรือเป็นสิ่งที่วัดปริมาตรได้ในเชิงฟิสิกส์ (Quantifiable) ซึ่งเป็นคำพูดในฉากที่คูเปอร์ตัวเอกของเรื่องพูดขึ้นหลังจากกระโจนเข้าไปในหลุมดำ และค้นพบมิติเชิงซ้อนของกาลเวลาซ่อนอยู่ในภาวะเอกฐาน (Singularity) ของหลุมดำ เขาจึงค้นพบวิธีที่จะติดต่อกับเมิร์ฟลูกสาวสุดที่รัก

ความรักจะเป็นแรงชนิดหนึ่งได้อย่างไร?

ก่อนอื่นไปที่พื้นความรู้เรื่องแรงเสียก่อน แรงพื้นฐานของจักรวาลหรือในทางฟิสิกส์เรียกว่า "อันตรกิริยาพื้นฐาน" นั้นมีอยู่ 4 ชนิด คือ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน และที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุดคือ แรงโน้มถ่วง แรงทั้ง 4 ชนิดคือแรงที่อนุภาคกระทำต่อกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้มคือการกระทำระหว่างอนุภาคระดับเล็กกว่าอะตอม แรงแม่เหล็กไฟฟ้าคือการกระทำระหว่างประจุไฟฟ้า เป็นต้น (หาอ่านได้ในหนังสือฟิสิกส์ทั่วไปนะจ๊ะ)

สิ่งที่น่าสนใจของทั้ง 4 แรงนี้คือ ความเข้มข้นของทั้ง 3 แรง ได้แก่ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน ทั้งหมดเข้มข้นสูงกว่าแรงโน้มถ่วงอย่างมาก เทียบเป็นค่าสัมพัทธ์คือสมมติค่าให้แรงโน้มถ่วงเป็น 1 เมื่อเทียบกับแรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อนซึ่งเบาสุดของทั้งสามแรงก็ยังมีค่าเป็น 10 ยกกำลัง 25 ของแรงโน้มถ่วง เกี่ยวกับเรื่องความเข้มข้นที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ โปรเฟสเซอร์สุดสวยแห่งวงการฟิสิกส์ Lisa Randall สันนิษฐานว่าแรงโน้มถ่วงนั้นเป็นสิ่งที่รั่วขึ้นไปในมิติที่สูงกว่า และนี่ก็คงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดแรงโน้มถ่วงจึงถูกใช้เป็นแรงหลักในการติดต่อสื่อสารจาก “คนในมิติที่สูงกว่า” (ในมิติที่คูเปอร์เห็น “เวลา” เป็นมิติทางกายภาพจับต้องได้) มาถึง “คนในมิติ 3+1” ได้ (มิติของเราที่มีกว้าง x ยาว x สูง และ มิติเวลาที่เดินไปข้างหน้า จับต้องไม่ได้)

ทว่าลำพังแรงโน้มถ่วงก็ยังไม่ดีพอที่จะเชื่อมต่อข้ามสเปซไทม์ได้ โดยเฉพาะจากในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 ซึ่งในนั้นมีมิติเชิงซ้อนจำนวนมหาศาล ไม่เช่นนั้นเจ้าหุ่นพูดมากอย่าง Tars ที่ตกลงไปในหลุมดำก่อนคูเปอร์คงสามารถส่งข้อมูลควอนตัมที่พบในหลุมดำออกไปหาใครสักคนได้แล้ว

Tars เมื่ออยู่ท่ามกลางมิติเชิงซ้อนของเวลาในภาวะเอกฐานของหลุมดำ ก็เหมือนกับ "พวกเขา" ในมิติที่สูงกว่า ตรงที่เข้าถึงได้ทุกสเปซไทม์ของโลกในมิติ 3+1 แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อได้เลย ดังที่คูเปอร์พูดว่า "They have access to infinite time and space, but they're not bound by anything. They can't find a specific place in time. They can't communicate."

การ "เชื่อมต่อไม่ได้" นั้นเกิดจากอะไร?

ในโลก 3+1 มิติของเรา สมมติว่าเราจะนัดเพื่อนกินข้าว ณ ที่ใดที่หนึ่ง นอกจากเราจะต้องบอกมิติของสเปซ ยังจะต้องบอกมิติเวลาด้วยว่าจะนัดหมายไปพบกันกี่โมง การเชื่อมต่อของทุกมิติจึงจะเสร็จสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตในสามมิติอย่างเราไม่มีปัญหากับการเคลื่อนไหวในมิติสเปซ เนื่องจากเราเข้าถึงได้ทุกมิติ อาจจะเดินขึ้น-ลง เลี้ยวซ้ายไปทางตะวันออก วกกลับมาทางเหนือมายังสถานที่นัดหมายได้ แต่สำหรับมิติเวลา เราไม่สามารถเดินไปจากหกโมงเย็นเพื่อเลี้ยวกลับไปกินข้าวกับเพื่อนตอนแปดโมงเช้าของวันเดียวกันได้

เช่นเดียวกัน ในมิติที่สูงขึ้นไปดังเช่นมิติเชิงซ้อนในหลุมดำที่เวลาถูกทำให้กลายเป็นมิติทางกายภาพ ซึ่งหมายถึงเราเดินย้อนเลี้ยวหรือรุดหน้าไปยังมิติเวลา อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต หรือช่วงใด ๆ ก็ได้ มันจึงต้องการสิ่งที่จะเชื่อมต่อนอกเหนือจากเวลาอีก

อันที่จริงแล้วมิติเชิงซ้อนของเวลาที่คูเปอร์ได้ค้นพบในภาวะเอกฐานของหลุมดำควรจะเป็นอย่างเดียวกับที่ Tars พบ คือเต็มไปด้วยสเปซไทม์กระจัดกระจายจนจับต้นชนปลายไม่ถูก (อาจจะเป็นในฉากภาพเชิงซ้อนมหาศาลช่วงแรกที่เขาถูกดึงดูดผ่านขอบฟ้าเหตุการณ์เข้ามา) ทว่าที่สุดแล้วคูเปอร์ก็ถูกดึงดูดเข้าสู่สเปซไทม์ "พิเศษ" เพียงที่เดียว นั่นคือห้องนอนของเมิร์ฟ ลูกสาวที่เขาถวิลหาถึงตลอดเวลานับแต่จากมา ดังนั้นแรงที่ดึงดูดเขา หรือมิติที่เชื่อมต่อเขากับเมิร์ฟในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 จะเป็นอะไรอย่างอื่นได้นอกจาก "ความรัก"

ความสำคัญของ "ความรัก" ในฐานะสิ่งที่วัดค่าได้ในเชิงฟิสิกส์ยิ่งถูกเน้นย้ำในฉากที่เอมีเลียพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเดินทางไปยังดาวเอ็ดมันส์แทนที่จะเป็นดาวแมนน์ เธอกล่าวว่าความรักอาจไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง แต่ถูกสร้างขึ้นในมิติที่สูงกว่าซึ่งสิ่งมีชีวิต 3 มิติอย่างเราไม่สามารถรับรู้ได้ (ลำพังแค่มิติเวลาในมิติที่ 4 เราก็ยังเกือบจะ can't consciously perceive เลย) เธอถูกความรักดึงดูดข้ามจักรวาล (across the universe) ข้ามมิติเวลา (to someone I haven't seen in a decade) เข้าไปหาเอ็ดมันส์ที่อาจตายไปแล้ว (อาจหมายความไปถึงมิติเชิงกายภาพของเอ็ดมันส์)

"Love isn't something we invented. It's observable, powerful. It has to mean something... Maybe it means something more, something we can't...yet understand. Maybe it's some evidence, some artifact of higher dimension that we can't consciously perceive. I'm drawn across the universe to someone I haven't seen in a decade who I know is probably dead."

เอมีเลียเชื่อและพยายามอธิบายถึงความสำคัญของแรงที่ชื่อความรักว่าเป็นแรงที่เดินทางข้ามสเปซไทม์ได้ ก่อนจะปิดท้ายว่าเราควรศรัทธามันแม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม "Love is the one thing we're capable of perceiving that transcends dimensions of time and space. Maybe we should trust that, even if we can't understand it yet."

ความรักในฐานะแรงในทางฟิสิกส์อาจจะคล้ายคลึงกับแรงโน้มถ่วงตรงที่เราแทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก ซ้ำยังวัดค่าในเชิงฟิสิกส์ไม่ได้ชัดเจน แต่มัน observable และ powerful อย่างที่เอมีเลียว่า และหากแรงโน้มถ่วงส่งผ่านสเปซไทม์ได้ ความรักก็เป็น "the key" ที่เชื่อมต่อระหว่างพ่อกับลูกสาวข้ามสเปซไทม์แม้แต่ในมิติที่สูงกว่า

การที่โนแลนเลือกใช้ความรักของพ่อลูกแทนที่ความรักของหนุ่มสาว ในแง่หนึ่งก็ทำให้แรงของความรักนั้นหนักแน่นน่าเชือถือมากขึ้น เห็นได้จากฉากการโน้มน้าวของเอมีเลีย ทั้งที่เป็นแรงที่ชื่อความรักเหมือนกัน แต่เมื่อเอมีเลียจะใช้แรงนี้เดินทางไปหาเอ็ดมันส์กลับไม่ได้รับความเชื่อถือจากคนในทีมแม้แต่น้อย (ทำหน้าเหมือนเอมีเลียเพี้ยนแล้วอีกต่างหาก) ในบทหนังปูให้เห็นอยู่ตลอดว่าความรักของสองพ่อลูกคู่นี้ไม่ธรรมดา ก่อนจะจากโลกไปคูเปอร์ก็โอ๋แต่ลูกสาว พอออกไปอวกาศก็คิดถึงแต่ลูกสาวตลอดเวลา ตอนเกือบตายก็เห็นแต่หน้าลูกสาว (มึงรักลูกลำเอียงมาก) ฝ่ายเมิร์ฟก็แค้นพ่อเพราะเข้าใจผิดว่าพ่อทิ้งครอบครัวไปตั้งอาณานิคมที่ดาวอื่น ถึงขนาดด่าพ่อว่า "son of bitch" (ลูกอีดอก) แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเมิร์ฟรักพ่อแค่ไหน อย่าลืมว่าความเกลียดชังก็คือเหรียญอีกด้านของความรัก คนที่แค้นกันสุดชีวิต ส่วนมากเริ่มมาจากความรักอย่างสุดซึ้งแทบทั้งนั้น

เมื่อคูเปอร์สามารถเชื่อมต่อกับเมิร์ฟจากมิติที่สูงกว่าไปสู่มิติ 3+1 ด้วยแรงที่ชื่อความรัก เขาได้ส่งข้อมูลจากอีกด้านของหลุมดำ (ซึ่งเชื่อกันว่าคือกฎความโน้มถ่วงควอนตัมที่พบในภาวะเอกฐานของหลุมดำ นำมาสู่การควบคุมความวิปลาสของแรงโน้มถ่วงในสถานีอวกาศจนสามารถยกอาณานิคมขนาดมหึมาขึ้นจากโลกได้) ผ่านแรงโน้มถ่วงใส่ลงไปในนาฬิกาที่คูเปอร์ให้กับเมิร์ฟ นั่นคือไคล์แมกซ์วัดใจว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ในจุดนี้การตั้งชื่อตัวละครลูกสาวว่า Murphy Cooper ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งขึ้นลอย ๆ เพราะชื่อนี้ตั้งมาจาก "กฎของเมอร์ฟี" (Murphy's Law) ซึ่งกล่าวว่า "ทุกสิ่งที่สามารถผิดพลาด จะผิดพลาด" (Anything that can go wrong, will go wrong) (ซับไทยแปลว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คนละเรื่องเลย 55)

ก่อนหน้านี้ในฉากที่เอมีเลียโน้มน้าวให้เดินทางไปดาวเอ็ดมันส์ คูเปอร์บอกว่าการที่เอมีเลียเชื่อเรื่องแรงของความรักนั้นอาจจะผิดได้ (ตามกฎของเมอร์ฟี) เพราะตอนนั้นคูเปอร์ยังไม่รู้ว่าภายในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 นั้น ความรักทำให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างเขากับลูกสาว จนเมื่อเขาหล่นมาในภาวะเอกฐานของหลุมดำจึงเข้าใจว่าแรงที่ชื่อความรักมีจริง ดังนั้นในนาทีที่ Tars เจ้าหุ่นพูดมากถามคูเปอร์ว่า "ถ้าเธอไม่กลับมาเอานาฬิกา (ที่ใส่ข้อมูลควอนตัมไว้ล่ะ)" หรือถ้าพูดแบบกฎของเมอร์ฟีคือ "ความศรัทธาเรื่องแรงชื่อความรักจะผิดพลาดได้หรือไม่" คูเปอร์จึงแน่ใจและยืนยันไปว่าเมิร์ฟกลับมาเอานาฬิกาแน่ "Because I gave it to her." หรือพูดในภาษาแรงแห่งความรักคือ "เธอกลับมาเอานาฬิกาแน่ (เพราะความรักนั้นเชื่อมโยงเราสองคนไว้)"

ทุกสิ่งที่ผิดพลาดได้ จะผิดพลาด แต่คูเปอร์เข้าใจแล้วว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นมีอยู่จริง ดังนั้นแม้ถูกทดสอบด้วยกฎของเมอร์ฟีก็ไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด

ความรักจึงอาจจะเป็นแรงพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งในจักรวาลซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับแรงโน้มถ่วง ในแง่ที่มันอาจรั่วอยู่ระหว่างมิติ 3+1 ของเราไปถึงมิติที่สูงกว่าเช่นเดียวกับแรงโน้มถ่วง รวมถึงเหนี่ยวนำวัตถุที่มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่างข้ามสเปซไทม์ หรือแม้แต่ในมิติที่สูงกว่านั้น สมมติอย่างสุดโต่งให้เห็นภาพเช่นว่าแรงที่ชื่อความรักนั้นเหนี่ยวนำสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณ (Soul) ดังนั้นเรื่องคู่แท้หรือบุพเพสันนิวาส เรื่องความรักข้ามภพข้ามชาติก็อาจอธิบายได้ในเชิงฟิสิกส์ เพราะในเมื่อมิติเวลา อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต เป็นสิ่งที่มีอยู่และจับต้องได้ทางกายภาพ (โดยเฉพาะในมิติที่สูงกว่ามิติ 3+1 ซึ่งสามารถมองเห็นมิติเวลาในทางกายภาพ) แรงที่ชื่อความรักซึ่งส่งข้ามสเปซไทม์ได้ ก็ย่อมเหนี่ยวนำคนสองคนมาพบกันในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ซึ่งอาจเป็นจุดใดจุดหนึ่งของโลกคู่ขนานในจักรวาลอันกว้างใหญ่ หรือพูดในภาษาชาวมิติ 3+1 ก็คือ "พบกันในชาตินี้" นั่นเอง

คำกล่าวที่ดูเหมือนจะติดตลกของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ที่ว่า "Gravitation is not responsible for people falling in love." จึงอาจไม่ใช่การพูดเพียงให้ขบขัน แต่เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงและแรงที่ชื่อความรักนั้นเป็นแรงคนละชนิดกันในจักรวาลนี้ต่างหาก

มิถุนายน 2558

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

ปราชัย

หากใครรักมากกว่าต้องปราชัย
ฉันคงพ่ายแพ้ไปตั้งแต่ต้น
เมื่อฉันมอบรักให้ใครสักคน
ก็ทุ่มจนหมดใจไม่เผื่อลา

ความรักมิใช่เกมการแข่งขัน
ทุ่มเดิมพันมากกว่าหรือน้อยกว่า
หากรักเผื่อใจช้ำเสียน้ำตา
จะมีค่าอะไรให้รักกัน

ฉันรักใครฉันก็ให้ไปทั้งหมด
ทุกหยาดหยดเลือดเนื้อในใจฉัน
จะเซ่นสรวงดวงวิญญาณ์บูชายัญ
หากเธอปรารถนามั่น-ฉันยอมพลี

ดวงใจทั้งใจอยู่ในมือ
จะรักหรือรังเกียจหยามเหยียดขยี้
ก็ตามแต่กรุณานะคนดี
ให้แล้วไม่มีทวงคืนมา

หากฉันรักมากกว่าแล้วปราชัย
ก็เชิญเธอชนะไปฉันไม่ว่า
คนแพ้แค่เจ็บช้ำเช็ดน้ำตา
ด้วยรักที่สมค่าคำว่ารัก

๒๓ เม.ย. ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558

คิดถึง (๖)

คิดถึงรอยยิ้มเคยยิ้มตอบ
พอได้ปลอบใจฝันยามสั่นหนาว
ค่ำคืนความหวั่นไหวไร้ดาว
มีแต่ความปวดร้าวอยู่พราวฟ้า

คิดถึงความฝันเคยร่วมฝัน
แม้เหลือเพียงฉันในฝันพร่า
คิดถึงบางความหมายในสายตา
จากคนเคยห่วงหาอาลัย

ขอโทษที่วันนี้มีน้ำตา
หลั่งจากความอ่อนล้าเกินรับไหว
หนทางข้างหน้านั้นแสนไกล
ดาวเหนือดับดวงไปไม่รู้ทาง

ละอองความทรงจำช้ำหม่น
กลั่นมาเป็นฝนพราวพร่าง
ห่มคลุมอ้อมกอดอ้างว้าง
อำพรางน้ำตาความอาลัย

ขอคิดถึงรอยยิ้มเคยยิ้มหวาน
เพียงเพื่อผ่านคืนวันความหวั่นไหว
จดจำทุกเรื่องราวปวดร้าวใจ
เพื่อจะก้าวต่อไปเมื่อไร้เธอ

๑๖ เม.ย. ๕๘

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

น้ำตา

ถ้าหากน้ำตาฉันมีค่า
พอให้เธอหันมามองบ้าง
นึกถึงภาพทรงจำสีจาง
เรื่องราวระหว่างทาง-ระหว่างเรา

ถ้าหากน้ำตาฉันมีค่า
พอให้เธอมองมาที่เก่า
แววตาเปี่ยมฝันคงบรรเทา
ต่อลมหายใจเหงาอีกวัน

แต่เพราะยิ่งร้องไห้ยิ่งไร้ค่า
เธอไม่เคยมองมาที่ฉัน
ลืมแล้วทุกภาพเคยผูกพัน
เป็นเพียงความฝันเปล่าดาย

กลั้นกลืนน้ำตาไม่กล้าหลั่ง
เก็บทุกภาพความหลังเปี่ยมความหมาย
ตอกตรึงความฝันจนวันตาย
ในซากใจแหลกสลายด้วยคำลา

ขอโทษที่ร้องไห้ให้เธอเห็น
จะหลบเร้นรักไว้ไม่ครวญหา
ไม่มีอีกแล้วน้ำตา
เพราะไม่เคยมีค่าสำหรับเธอ
...
ฉันจะไม่ร้องไห้ฟายน้ำตา
เพราะฉันไม่มีค่าสำหรับเธอ

๒๓ มี.ค. ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว

ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว
ใจฉันเหมือนแก้วร้าวบิ่น
สัมผัสแผ่วแผ่วก็พังภินท์
แหลกสิ้นเป็นผงทรายสลายไป

จะต้องรักและเสียรักสักกี่ครั้ง
ความหวังจึงเลิกหวังลงได้
จะต้องมีกี่ใจมาแลกใจ
จึงจะไม่เจ็บช้ำด้วยคำลา

ต้องสุขใจและเสียใจไม่รู้จบ
การพานพบและพรากไปอย่างไร้ค่า
น้ำตาหลั่งรินจนชินตา
แต่ก็ยังหลั่งมาเมื่อรักร้าว

หนทางข้างหน้านั้นแสนไกล
แต่ใจยังเจ็บเหน็บหนาว
เมฆหม่นมืดดำไร้ดาว
ล้มแล้วก็ฝืนก้าวต่อไป

ต้องมีรักและเสียรักสักกี่ครั้ง
ความหวังจะเลิกหวังลงได้
ต้องเจ็บอีกกี่ครั้งจึงฝังใจ
ไม่อยากหวังและผิดหวังอีกครั้งแล้ว!

๒๐ มี.ค. ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

อำนาจ

อำนาจคุณจะยาวนานสักแค่ไหน
เมื่อไม่ได้มีรากฐานผ่านสิทธิ์เสียง
วาดวิมานไร้หลักมักเอนเอียง
ลมพัดเพียงแผ่วแผ่วก็พร้อมพัง

อำนาจนั้นจะยาวนานสักแค่ไหน
เมื่อคุณใช้อย่างเกินกล้าอย่างบ้าคลั่ง
อำนาจที่ชิงมาน่าชิงชัง
แต่คุณยังยิ้มยั่วไม่กลัวเกรง

อำนาจคุณยิ่งใช้ยิ่งใกล้หมด
แต่คุณไม่ละลดการข่มเหง
หรือคิดว่าเราพอใจได้ฟังเพลง
จำได้ไหมตายายตะเบ็งหลับหูหลับตา

หากคิดว่าอำนาจเป็นนิรันดร์
ก็เชิญฝันให้สมมาดปรารถนา
เมื่อคุณข่มโคขืนกลืนหญ้าคา
โคคลั่งจะขวิดฆ่าคนขืนโค!

๑ มี.ค. ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

10 เรื่องที่เราได้เรียนรู้จากการปั่นจักรยานในเมืองหลวง


ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ขรี้จะแตก พระจะสึก หรือกระแสแอนตี้ฮิปสเตอร์จะมาแรงแค่ไหน ฮิป (โป) สะเต้ออย่างเราก็ยังคงก้มหน้าปั่นจักรยานมาทำงานต่อไปเพื่อให้ชีวิตมันฮิป และนี่ก็คือ 10 เรื่องที่เราได้เรียนรู้จากการปั่นจักรยานในเมืองหลวงมาหลายเดือน

1. การปั่นจักรยานบนถนนในกรุงเทพฯ ทำไมมันไม่ชิค ไม่คูลเหมือนที่เค้าพูด ๆ กันเลยวะ มันคือสงคราม! สงครามระหว่างพาหนะสองล้อขับเคลื่อนด้วยแรงคนตัวน้อย ๆ กับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ รถเมล์ รถร่วม ฯลฯ สงครามที่กองโจรตัวน้อย ๆ จะต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเรื่องเกินคาดเดา ทั้งเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างฝาท่อระบายน้ำกว้างไปนิด หรือเรื่องอย่างรถร่วมจะเบียดเข้าเลนซ้าย บีเอ็มคันหรูจะเลี้ยวซ้ายโดยไม่มีสัญญาณบอกเพราะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด ขณะที่เราเพิ่งจะหลบเข้าเลนซ้ายมาแบบเกินจะยั้งตีน

2. ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของจักรยานไม่ใช่รถร่วมฯ อย่างที่ตั้งความหวังไว้ แต่กลับเป็นพาหนะสองล้อเหมือนกันอย่างพี่มอ'ไซค์ทั้งรับจ้างและไม่รับจ้าง มอเตอร์ไซค์น่าจะเป็นพาหนะที่ได้รับอภิสิทธิ์สูงสุดบนถนนประเทศไทยแล้ว ไม่ว่าจะอยากแซง อยากปาด อยากเบียด อยากพรวดออกมาจากซอย อยากยูเทิร์น อยากขี่สวนเลน อยากปีนฟุตบาท ฯลฯ พี่ท่านก็ทำได้ทั้งนั้น สิ่งเดียวที่พี่มอ'ไซค์ทำไม่ได้คือทำถูกกฎจราจร

3. มอเตอร์ไซค์ขี่สวนเลน เรื่องที่ดูเหมือนจะเล็กแต่เป็นพิษภัยกับจักรยานมาก การไม่เปลี่ยนเลนหลีกทันทีไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่เพราะต้องหันไปมองดูก่อนว่ามีรถกำลังซิ่งตามหลังมารึเปล่า ซี้ซั้วเปลี่ยนเลนก็ดับอนาถกันพอดี เราไม่ติดใจมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่สวนเลนมาเท่าไร เพราะเขาคงยอมแบกรับความเสี่ยงเพื่อแลกกับการประหยัดเวลา แต่สำหรับคุณพ่อลูกอ่อนที่กระเตงลูกน้อยไว้ที่เบาะขับมอเตอร์ไซค์สวนเลนมา แน่นอนว่าเขาคงประหยัดเวลาขับอ้อมไปยูเทิร์นไกล ๆ แต่อะไรล่ะคือราคาที่เขาต้องจ่ายหากเกิดอุบัติเหตุ

4. น่าสังเกตว่ารถ ปอ. ส่วนมากจะมารยาทดี ไม่ค่อยคุกคามคนปั่นจักรยานมากนัก ส่วนรถร่วมฯ เราจะรู้สึกถึงรังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่มาคุกคามเวลาถูกจี้ตูด บางครั้งรังสีอำมหิตก็แถมพกเสียงแตรปี๊น ๆ พยายามทำความเข้าใจว่ารถร่วมฯ เขาได้เงินจากค่าตั๋ว ดังนั้นการเบียดเข้าเลนซ้ายไม่ได้เพราะติดจักรยานเพียงป้ายเดียวอาจทำให้เขาสูญเสียรายได้ไปหลายร้อยหลายพัน ใจเขาใจเราเนอะ

5. ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในข้อ 4 เวลาขี่ไปใกล้ ๆ ป้ายรถเมล์ ควรคำนวนว่าจะปั่นพ้นไม่ขวางทางรถเมล์ไหม ถ้าไม่พ้นก็จอดหลบให้รถเมล์ได้ทำหน้าที่รับส่งมวลชนก่อนดีกว่า นี่เห็นแก่คนหมู่มากนะไม่ได้กลัวพี่รถร่วมฯ (ฮา)

6. นอกจากไฟกระพริบและกระจกมองหลังแล้ว สิ่งที่ต้องตรวจเช็คให้ทำงานได้ 100% เสมอไม่ใช่ชุดเฟืองขับ ไม่ใช่ลมยาง แต่เป็นระบบเบรก เพราะการปั่นในกรุงเทพฯ ต้องเบรกบ่อยกว่าสปริ้นท์ ปั่นไปเถอะอีกสักสองนาทีก็มีเรื่องให้มึงต้องเบรกเอี๊ยดดดด! จนได้

7. อาการเบรกบ่อยแบบนี้ไม่อนุญาตให้คุณใจลอย หาไม่จะพาตัวเองเข้าไปสู่สถานการณ์สุ่มเสี่ยง เช่น ปั่นชิดซ้ายสุดขณะที่รถร่วมฯ ก็จะเบียดเข้าเลนซ้ายเพื่อแย่งผู้โดยสารจากรถร่วมฯ คันหลัง หรือรู้สึกตัวอีกทีเมื่ออยู่ท่ามกลางสามแยกที่รถสามคันต่างจะแย่งเข้าสู่ทางของกรู ดังนั้นการปั่นจักรยานในกรุงเทพฯ คือการบำเพ็ญสมาธิอย่างยิ่งยวด

8. ผิดรีบรับผิด ไม่ผิดก็ต้องรับผิด ไหว้ได้รีบไหว้ ชนชั้นจักรยานในประเทศโลกที่สามควรเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะอาวุธที่เราใช้ฟาดคู่กรณีได้มีแค่... สูบลมพกพา

9. ถ้าอยากผลักดันกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองจักรยานจริง ๆ หนึ่งนโยบายที่ควรมีอย่างยิ่งคือ 1 ห้าง 1 ห้องอาบน้ำครับ เพราะห้องอาบน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปั่นจักรยานในประเทศเมืองร้อน อยากจะปั่นจักรยานไปดูหนังในห้าง แต่ของแถมคือกลิ่นจั๊กกะแร้อบอวลเต็มโรงนี่ก็ไม่ไหวนะครัช

10. สมัยหัดขับรถบนถนนแถวบ้าน เวลาเห็นมอเตอร์ไซค์ขี่กินเลนเข้ามามาก ๆ เราก็รำคาญคิดว่าทำไมไม่ชิดซ้ายสุด ๆ ไปวะ ขี้เกียจแซง แต่พอได้ปั่นจักรยานบนถนนแถวบ้านเท่านั้นแหละ เราก็เห็นใจมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาทันที ด้วยว่าไหล่ถนนประเทศไทยนั้นช่างเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามในการชิดซ้าย ทั้งหลุมบ่อและแขนขาของต้นไม้ที่ยื่นมาฟาดหน้า ดังนั้นเราคิดว่าหากให้คนขับรถยนต์ทุกคนได้ลองขี่พาหนะทุกระดับ เราจะเห็นใจกันมากขึ้น บีบแตรไล่จักรยานที่กินเลนน้อยลง ยิ่งไหล่ทางกรุงเทพฯ นั้นยิ่งมิราเคิลมาก มีทั้งฝาท่อที่ไม่ยอมปิด ตะแกรงระบายน้ำแนวตั้ง (ทำเป็นแนวขวางมันจะตายมั้ย) หลุมบ่อขรุขระยิ่งกว่าดาวอังคาร และ เดอะ ขี้สีก ว้อเท่อะ ที่ทำให้จักรยานเราหอมละมุนจนคนข้าง ๆ มองค้อนเวลาแบกขึ้นบีทีเอส

หวังว่าการปั่นไปเรื่อย ๆ จะได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ เพราะนี่คือวิถีแห่งฮิป (โป) สะเต้อ!!!

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ก้อนหิน

คู่รักทุกคู่ในโลกเว้นแต่คู่ของข้าพเจ้าคงไม่มีคู่ไหนเลิกรากันเพราะก้อนหินเป็นแน่ หรือที่จริงควรจะกล่าวว่าเพราะปลาทองคู่นั้นซึ่งข้าพเจ้าซื้อมาเป็นของขวัญในวันแห่งความรักเป็นต้นเหตุให้เราทุ่มเถียงกันเรื่องก้อนหิน เธอยืนยันหนักแน่นว่าจะต้องใช้ก้อนหินประดับตู้ปลาคุณภาพสูงที่วางขายอยู่ในร้าน พลางร่ายถึงสรรพคุณว่าก้อนหินเหล่านั้นสีสรรพ์สวยงาม เจียระไนโค้งมนไม่เป็นอันตรายต่อร่างบอบบางสีทอง ซ้ำยังผ่านการฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีทันสมัย ส่วนข้าพเจ้าไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจากแสดงความแปลกใจอย่างโจ่งแจ้งว่าเหตุใดมนุษย์จึงซื้อขายหินก้อนเล็ก ๆ ด้วยราคาเทียบเท่ากับค่าจ้างกรรมาชนแบกหินภูเขาในอัตราอย่างน้อยสามถึงสี่วัน ทั้งที่จริงก้อนหินเหล่านั้นเราล้วนฉกฉวยได้จากหลังบ้านของเราเอง แม้อาจแตกต่างในรายละเอียดแต่เนื้อแท้แล้วล้วนคือก้อนหินดุจเดียวกัน เพียงเท่านั้นเธอก็เอ่ยคำลา สำทับว่าข้าพเจ้าหยาบคายและสิ้นไร้ความห่วงใยต่อเธอแม้เพียงเศษเสี้ยว ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งข้าพเจ้าให้อยู่กับปลาทองคู่กรรมในถุงน้ำสีหม่น

๑๕/๐๒/๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ลืม

เธอจะลืมฉันเลยก็ได้
ทำเหมือนว่าไม่เคยมีอยู่
เธอคงไม่สนใจไม่รับรู้
เคยเคียงคู่กลับไร้ค่าน้ำตานอง

ฉันจะไม่ร่ำไห้ให้เธอเห็น
จะหลบเร้นแววตาไว้ไม่หม่นหมอง
ความรักเคยอบอุ่นคือฝุ่นละออง
กวาดทิ้งแล้วไม่ต้องมารำคาญ

ภาพฝันเคยร่วมฝันพลันพินาศ
ความหวังเคยหวังวาดเมื่อวันหวาน
พริบตาก็หายวับกับวันวาน
เหลือแต่รอยร้าวรานการจากลา

เส้นทางชีวิตฉันนั้นเหน็บหนาว
แต่หากเธอร่วมก้าวคงกล้าฝ่า
เมื่อเหลือเพียงความช้ำและน้ำตา
หนทางข้างหน้าช่างแสนไกล

ฉันไม่มีความหมายมาแต่ต้น
ฉันไม่มีตัวตนมาแต่ไหน
สุดท้ายคนพ่ายแพ้แค่ฝันไป
เจ็บก็รักษาใจให้ตัวเอง
...
เส้นทางของคนแพ้แค่ทำใจ
เจ็บก็ก้าวต่อไปเพียงลำพัง

ก.พ. ๒๕๕๘

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เคลื่อนไหวในจันทร์กระจ่าง / แอมโบรส เบียร์ซ


บันทึกไว้ในพอศอ 2558 ว่า สี่ซ้าห้าปีผ่านไป อาการ "ไม่ถูกโรค" กับนักเขียนมะกันก็ยังไม่หาย แม้จะเป็น "บิ๊กเนม" ระดับแอมโบรส เบียร์ซ ก็ตามที อันที่จริงถ้าย้อนเวลากลับไปช่วงอ่านใหม่ ๆ ผมอาจจะตื่นเต้นกับเรื่องสั้นชุดนี้ก็เป็นได้นะ หลอกหลอนลับลวงหักมุมตกค้างในใจดีแท้ แต่เหมือนเลยวัยอ่านแล้วยังไงไม่รู้ หรืออีกทางหนึ่งก็ยังไม่แก่กล้าพอจะอ่านงานของนักเขียนอเมริกันแล้ว "ซึ้งซ่าน" อาการเดียวกับตอนอ่านงานของปาป้าเฮมิงเวย์ (บางเรื่องที่ยกย่องกัน) แล้วเกาหัวแกรก ๆ นั่นแล

พยายามแคะความหมายจากคำของหลาย ๆ เรื่อง อย่างที่ลุงแกบอกไว้ว่า "อักษรตัวใดตัวหนึ่งเมื่อถูกคัดสรรมาเพื่อเขียนวรรณกรรมแล้ว หากสามารถทดแทนหรือมีความหมายเท่ากับอักษรอื่น ๆ สามหรือสี่ตัวได้ นั่นหมายถึงงานเขียนนั้นเป็นงานชั้นดี" ก็ยังแคะไม่ค่อยออก เป็นปัญหาว่าเพราะเป็นงานแปล หรือต่อให้กลับไปอ่านต้นฉบับก็ยังแคะไม่ออกอยู่ดีเพราะต้องรู้ความหมาย "อิ้งลิช อเมริกันสไตล์" อีกคำรบหนึ่งหรือเปล่า อย่ากระนั้นเลยรอบนี้ตัดสินใจอ่านเอาเรื่องเอาพล็อตจากลุงเป็นหลักก็แล้วกัน

พล็อตดีไหมก็นับว่าดีเลยนะ แต่ที่ชอบมากกว่าคือบรรยากาศของเรื่องที่ช่างลับลวงพราง ลึกลับน่าขนลุกมันซะทุกเรื่อง (อ่านตอนกลางคืนจะได้อารมณ์มาก) เรื่องที่ชอบมากในเล่มนี้คือ "หญิงสาวอีกฟากกำแพง" บรรยากาศแบบนี้มันชวนหวิวใจปนขนลุกดี ส่วนเรื่องที่คนเค้ายกย่องกันมาก ๆ อย่าง "กวัดแกว่งบางเบาใต้สะพานมรณะ" ก็มองข้ามไม่ได้เลย ลับลวงพราง โขยกเขย่าเศร้าสะเทือนดี "ม้าบินและบุรุษชาติอาชาไนย" ก็ต้องอ่านไปจนบรรทัดสุดท้ายแล้วจะอุทานแบบว่า เฮ้ย! เจ๋งดีนะ "คำสั่งประหารในคืนแรม" ก็ช่างยอกย้อนจิตใจมนุษย์ดี "ดวงตาพยัคฆ์" นี่ก็เสือสมิงเวอร์ชั่นอเมริกัน อีกเรื่องที่ชอบในโทนเรื่องเศร้า ๆ จากสงคราม (ซึ่งมีหลายเรื่องในเล่ม) ชอบ "สงครามในฤดูใบไม้ผลิ" นอกนั้นก็เศร้าอยู่แต่ไม่สะเทือนมากเท่าไร เรื่องที่ไม่ได้พูดถึงไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีระดับมาตรฐานเรื่องสั้นชั้นดีทั้งนั้นแหละนะ แต่ที่ไม่สะเทือนมากคงเพราะเราพ้นวัย (วัยตื่นเต้นกับเรื่องสั้นหักมุม) หรือยังไม่ถึงวัย (นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว) หรือสติปัญญายังไม่ถึงในเรื่องสั้นบางเรื่องก็ไม่ทราบได้ คงต้องเก็บไว้อ่านอีกรอบตอนอายุเยอะกว่านี้

------------------------------------------
Quotations:

..."ความตายน่ากลัว!" - เป็นคำพูดของบุรุษผู้กำหนดความตาย
"มันน่ากลัวเฉพาะบรรพบุรุษที่ป่าเถื่อนเท่านั้น" จารบุรุษพูดอย่างเคร่งขรึม "เพราะพวกเขาด้อยสติปัญญาที่จะจำแนกแยกแยะความคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกออกจากความคิดเกี่ยวกับร่างกายที่ใช้แสดงความรู้สึกนั้นได้- แม้กระทั่งพวกที่มีสติปัญญาต่ำกว่า อย่างเช่นพวกลิง อาจจะไม่สามารถจินตนาการภาพบ้านที่ปราศจากคนอยู่อาศัยได้ และเมื่อเห็นกระท่อมผุพังหลังหนึ่ง มันก็คิดว่าผู้อยู่อาศัยกำลังมีความทุกข์ สำหรับพวกเราที่เห็นความตายเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะเราได้รับการสืบทอดสันดานมาให้คิดว่าเป็นเช่นนั้น ปรุงแต่งความนึกคิดด้วยทฤษฎีที่ป่าเถื่อนและเลื่อนลอยเพ้อฝันเกี่ยวกับอีกภพหนึ่ง-ดังเช่นการให้นามของสถานที่ต่าง ๆ อันเป็นต้นกำเนิดของตำนานที่อธิบายเรื่องราวความเป็นมาของสถานที่ดังกล่าวนั้น รวมไปถึงประพฤติกรรมอันไร้เหตุผลที่อธิบายด้วยหลักปรัชญาต่าง ๆ

"ท่านสามารถแขวนคอผมได้...ท่านนายพล แต่อำนาจอันชั่วร้ายของท่านก็สิ้นสุดลงตรงนั้น ท่านไม่สามารถตัดสินให้ผมขึ้นสวรรค์ได้"
(คำสั่งประหารในคืนแรม: หน้า 86)

พวกเราไม่ใช่คนแปลกหน้าที่ใหม่ต่อภูมิประเทศแถวนี้เสียจนไม่รู้ว่าชีวิตอันโดดเดี่ยวอ้างว้างของชาวทุ่งราบจำนวนมากมาย มีแนวโน้มส่อว่าพฤติกรรมและลักษณะนิสัยจะแปรเปลี่ยนผิดปกติไปนั้น หาได้จำแนกออกจากความวิปลาสทางจิตได้ง่าย ๆ อย่างชัดเจนเสมอไปไม่ มนุษย์คนหนึ่งก็เหมือนกับต้นไม้ต้นหนึ่ง หากอยู่ในท่ามกลางป่าแห่งเพื่อนฝูง เขาก็จะเติบโตตรงขึ้นไปตามที่ธรรมชาติโดยทั่วไปและธรรมชาติแห่งปัจเจกบุคคลของเขาจะเอื้ออำนวย หากขึ้นอยู่ตามลำพังในพื้นที่ว่างโล่ง เขาก็จะโอนอ่อนคล้อยตามแรงบังคับกดดันที่แวดล้อม ทำให้รูปทรงบิดเบี้ยวแปรเปลี่ยนไป
(อาคันตุกะในยามวิกาล: หน้า 168)

การเป็นคนอย่างไซลาส ดีมเมอร์ ซึ่งมีชีวิตและอุปนิสัยไม่สุงสิงสมาคมกับใคร ใช้ชีวิตสถิตเสถียร ไม่เดินทางท่องเที่ยวสังสรรค์ จนนักเล่าเรื่องขำขันประจำหมู่บ้าน (ผู้ซึ่งเคยเรียนระดับมหาวิทยาลัยมาแล้ว) เกิดแรงดลใจให้สมญานามแก่เขาว่า ไอบิเด็ม (Ibidem.)
(เหยือกน้ำหวาน: หน้า 224)

[เบียร์ซ, แอมโบรส ; วิมล กุณราชา, แปล. เคลื่อนไหวในจันทร์กระจ่าง The Moonlit road. ปทุมธานี : นาคร, 2557.]

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สาระประจำวันนี้: ฟรักโทส และ น้ำต้อย


เริ่มจากสงสัยว่าไอ้น้ำตาล Fructose ถอดเป็นภาษาไทยว่าไงวะ ไม่คิดว่าจะเจอในพจนานุกรมจริง ๆ (ตายห่าก่อนหน้านี้ใช้ฟรุกโตสตลอดเลย ขออภัยในสำเนียงภูธร) แต่พอดูคำแปล "น้ำต้อยของดอกไม้" แปลว่าอะไรวะเนี่ย ก็เลยเปิดต่อ อ๋อเป็นเช่นฉะนี้เองครับ วันนี้เลยได้สาระมาสองคำ แต่ไม่รู้จะเอาไปใช้ที่ไหนแฮะ 555

อ้างอิง: พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 : เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, 2556. หน้า 856, 627.