วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จะไม่มีสงครามครั้งสุดท้าย!



๏ "จะไม่มีสงครามครั้งสุดท้าย!"
หากไม่เห็นความตายมีคุณค่า
หากไม่เห็นคนตายในสายตา
หากเห็นการเข่นฆ่าคือชอบธรรม

๏ เพลิงกาฬใกล้มอดจะปะทุ
หากเร่งสร้างพายุโหมกระหน่ำ
หากยัดเยียดกฎหมา-สาริยำ
มาเหยียบซ้ำซากศพทบทวี

๏ จะเปลี่ยนจากยุคเข็ญเป็นกลียุค
หากเร่งรุกชำเรารัฐน่าบัดสี
หากเร่งเติมแรงต้านการต่อตี
"จะไม่มีสงครามครั้งสุดท้าย!" ๚ะ๛



-----------
วุฒินันท์ ชัยศรี

๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นิรโทษกรรม (๒)


เอาวะ! เลือดเพื่อนก็เลือดเพื่อน
มันไม่เหมือนเลือดกูหรอกเหวย
ขอยกมือหน่อยนะอย่าโกรธเลย
คนคุ้นเคยอย่าขุ่นเคืองเรื่องนิดเดียว

แหมก็เสียงข้างมากเขาว่ามา
สมองหม... เอ่อ... สมองข้าแม้เห็นต่างอย่างเฉลียว
แต่ฝักถั่วเพื่อนกูก็กรูเกรียว
มันเสียวเสียวถ้าไม่ยกจะตกงาน

ว้าเว้ย! ไม่เป็นกูไม่รู้หรอก
มติพรรคเขาบอกอย่างหน้าด้า... เอ่อ... ซาบซ่าน
ยึดมั่นประชาธิปไตยในหลักการ
ตามสันดานเสียงข้างมากมันลากเอา

ก็นะ! เลือดเพื่อนก็เลือดเพื่อน
เปื้อนมือสักหน่อยอย่าหงอยเหงา
เลือดเพื่อนหรือเลือดใครใช่เลือดเรา
เช็ดตูดก็หายเศร้านะเพื่อนรัก!


วุฒินันท์ ชัยศรี
๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

"ในกรณีนี้ ผมทำหน้าที่โหวตในฐานะ ส.ส. ถึงแม้ผมไม่เห็นด้วยในมาตรานี้ แต่ในเมื่อพรรคมีมติเสียงข้างมากมาแล้วว่าเห็นด้วยตามร่างของกรรมาธิการ จึงคิดว่าควรมีวินัยและเดินตามมติพรรค มิฉะนั้นผมอาจจะกลายเป็นเหมือน ส.ส.บางพรรคที่ชอบตีรวนในสภา ไม่เคารพต่อเสียงข้างมาก จนก่อเหตุวุ่นวายหลายครั้ง ทำให้ภาพลักษณ์สภาเสื่อมเสีย ซึ่งผมมองว่าไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ดังนั้นผมต้องไม่เหมือนพวกเขา ผมต้องเคารพกติกาเป็นหลัก" ---- ก่อแก้ว พิกุลทอง

จากข่าว "เปิดชื่อ 18 ส.ส.เสื้อแดง โหวตหนุน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอย"
http://www.isranews.org/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B2/item/24797-dang.html

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นิรโทษกรรม


ให้หลั่งเลือด, ชั่วข้ามคืนก็กลืนเลือด
แม้ยังไม่แห้งเหือดฤาเลือนหาย
โบราณกล่าว, เสร็จนาให้ฆ่าควาย
แต่ขุนพลคนร้ายยังอยู่ครบ!

ทะลุซอยยังไม่ไหวไปผิดซอย
โจรบ้าห้าร้อยคอยเลี่ยงหลบ
ฝักถั่วเต็มสภาน่าบัดซบ
เหยียบกี่หมื่นแสนศพจึงรู้พอ

นิรโทษฯ คือเนรเทศนิติรัฐ!
ตกต่ำเหมือนส่ำสัตว์เสียแล้วหนอ
จากนี้ใครฆ่าใครไม่รั้งรอ
กุมอำนาจแล้วจึงขอนิรโทษกรรม

คราบเลือดไม่แห้งเหือดไม่จางหาย
คราบน้ำลายเคยก่นด่าช่างน่าขำ
เราฆ่าหรือเขาฆ่าสาริยำ
สุดท้ายก็กลับคำเพียงชั่วคืน

หลงว่าเสร็จหน้านาฆ่าโคถึก
ทว่าศึกเพิ่งเริ่มต้น-คนเริ่มตื่น
นอนกอดระเบิดเวลาอยู่เต็มกลืน
คนอาสัตย์จะหยัดยืนสักกี่น้ำ!


วุฒินันท์ ชัยศรี
๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แม่สาย



วันก่อนวิทยุเปิดเพลง "แม่สาย" เลยคุยกับพี่ในที่ทำงานว่า คนสมัยก่อนนี่ช่างมีเวลาละเมียดละไมกับเนื้อเพลงเหลือเกิน เพลงนี้ใช้เวลาเล่าเรื่องเกือบ ๆ 5 นาที แถมกว่าจะเข้าเรื่อง ยังมีเกริ่นนำอย่างกับเรื่องสั้นสมัยก่อน

"ฟากฟ้ายามเย็น เห็นแสงรำไร อาทิตย์จะลับโลกไป พระจันทร์จะโผล่ขึ้นมา..." เปิดด้วยการบรรยายฉากว่าถึงตอนเย็นแล้วนะ อันนี้เรื่องสั้นสมัยก่อนทำกันเยอะจริง ๆ (แม้แต่สมัยนี้) คิดอะไรไม่ออกเกริ่นฉากไว้ก่อน

"หมู่มวลวิหค เหินลมอยู่กลางเวหา จะกลับคืนสู่ชายคา ชายป่าคือแหล่งพักพิง..." ตามด้วยการเล่าว่าเย็นแล้วนกมันก็บินกลับรัง แต่มีนกบางตัว (คือนางเอกในเพลง) ยังไม่กลับบ้าน เอาล่ะเข้าเรื่องซะที เบ็ดเสร็จใช้เวลาเกริ่นเรื่องนาทีกว่า ๆ ยังไม่เข้าท่อนบริดจ์ ท่อนฮุกเลย นี่ถ้าเพลงสมัยนี้ต้องยิงเข้าฮุคตั้งแต่ต้นนาทีแล้ว

"เมื่อรู้สึกตัวว่าสายเกินไป หมื่นพันที่เธอผ่านชาย หัวใจเธอจึงเย็นชา สังคมกระหน่ำ ซ้ำสองเธอต้องติดยา ไม่คิดหวนคืนบ้านนา ปรารถนาเพียงยาเมา" นั่นไง ยิงฮุคแล้วไม่พอ ยังทวีความขัดแย้งเข้าไปอีก นี่เพลงรึเรื่องสั้นวะเนี่ย แล้วก็ส่งมาที่ไคล์แมกซ์ของเรื่องว่า "ผู้เฒ่าล้มป่วย คนช่วยไปบอก เธอจึงจากเมืองบางกอก หวังไปให้ทันเวลา...นกน้อยกลับมาแค่ทันพระสวด ใครเล่าเจ็บปวดรวดร้าวเท่าสาวเมืองเหนือ"

ยังไม่พอ ตอนจบยังตั้งคำถามกับ "ความเป็นเรื่องเล่า" อีก ว่า "สังคมเมืองไทย ใครฟังเขาคงไม่เชื่อ..." ทำนองว่าเรื่องบางเรื่องเหมาะจะเป็นเรื่องจริงมากกว่า

ยังไม่นับภาษา การเล่นคำ "แม่สายที่เธอจากมา เหมือนวาจาว่าสายเกินไป" ความเปรียบ (metaphor) ให้เธอเป็น "นกน้อยจากท้องนาราคาถูก" ฯลฯ

ฟังจบเพลง เหมือนอ่านเรื่องสั้นจบเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว แต่ก่อนนี่มีเวลาฟังเพลงเยอะกันจริง ๆ ถ้าเป็นคนสมัยนี้เวลาไม่ค่อยมี เพลงเปิดมาก็ ฉันรักเธอ อะอึ๊อ๊ะ... จบ ล่ะมั้ง 555

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ช่อการะเกด ลด 50%!!



ได้ยินข่าวว่าหนังสือช่อการะเกดรุ่น 3 ลดราคา 50% ก็ใจหาย ในที่สุดก็ถึงคิวลดราคาสะบั้นหั่นแหลกของสนามเรื่องสั้นในตำนาน นึกถึงหนังสือช่อการะเกดรุ่น 3 ราคาเต็มทุกเล่มของตัวเองที่บ้าน แถมยังถ่อไปซื้อถึงออฟฟิศ ฅ. คน สมัยอยู่ซอย 43/1 แทบทุกเล่มอีกต่างหาก สมดังที่ศิษย์เก่าช่อฯ ร่วมรุ่นคนหนึ่งแซวว่าเป็น "ศิษย์ช่อฯ ผู้รักสถาบัน"

การกลับมาและการมีอยู่ของช่อการะเกด ยุค 3 ทำให้ผม "มีไฟ" เขียนเรื่องสั้นอย่างเป็นบ้าเป็นหลังในช่วงหนึ่ง (แม้ว่าการ "เปิดซิง" ตีพิมพ์ครั้งแรกจะไม่ได้เริ่มที่ช่อการะเกดก็ตามที) ในทุก ๆ ไตรมาสก็จะมีงานส่งไปให้พี่สุชาติได้ผ่านตาอยู่เสมอ แล้วพอถึงแต่ละรอบไตรมาสก็จะคิดขึ้นมาว่า เอ... คราวนี้จะเขียนอะไรให้ชนะใจพี่สุชาติดีนะ คิดแค่นี้ก็ดูเหมือนว่าประดาพล็อตพิลึกๆ  กลวิธีเล่าเรื่องแปลกๆ ฯลฯ พากันไหลมาเทมาให้ลองเขียนอย่างสนุกสนาน แม้ว่าแทบทุกไตรมาสจะลงเอยด้วย "ผ่านเลย" นาน ๆ ครั้งก็ "ผ่านรอ" ให้ชื่นใจเล่น แต่ก็ไม่เคยเข็ด ยังทำหน้ามึนขยันส่งไปให้แกอยู่เรื่อย ๆ

อาจจะเพราะเหตุนี้ พี่สุชาติจึงเกิดความเมตตากรุณาปนสงสารที่เห็นเด็กอ้วน ๆ คนหนึ่งส่งเรื่องสั้นมาแทบทุกไตรมาส จึงทำให้เล่มรองสุดท้ายคือเล่ม 54 ได้ผ่านเกิดสมใจ จำได้ว่าคอมเม้นต์เรื่องสั้นที่ได้ผ่านเกิด พี่สุชาติเขียนไว้ว่า "ขอให้ใจเย็น ๆ ไม่ต้องรีบร้อนที่จะมีชิ้นงานในทุกฉบับ..." คงเพราะเค้าเห็นว่าไอ้อ้วนนี่ขยันส่งมาเหลือเกิน ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ขัดเกลาให้ถึงที่สุดก่อนค่อยส่งมาก็ได้นะ 555

ผลจากการมีอยู่ของช่อการะเกดตลอด 3 ปี นับแต่เล่ม 42 - 55 นอกจากจะทำให้ผมได้ฝึกฝีมือเขียนเรื่องสั้นโดยมีแรงผลักดันว่า "อยากชนะใจ บก. ในตำนานอย่างพี่สุชาติสักครั้ง" ยังทำให้มีเรื่องสั้นในมืออีกกลุ่มหนึ่งที่เอามาขัดเกลาใหม่และได้ผ่านเกิดในเวทีอื่น ๆ เช่นเรื่องสั้นแนวทดลองที่รวมเล่มส่งรางวัลยังไทยอาร์ตติส 2011 และแนวไม่ทดลอง (55) ที่รวมเล่มส่งในปี 2012 หรือกระทั่งเรื่องสั้น "การตามหาหนังสือนิยายฯ" ที่ได้รองชนะเลิศนายอินทร์ฯ ปีก่อน ก็เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่ตั้งใจว่าจะส่งเป็นลำดับถัดจากการได้ผ่านเกิด (แต่ขัดเกลาไม่ทันส่ง ช่อการะเกดปิดตัวไปซะก่อน)

ยอมรับว่าการจากไปของช่อการะเกดส่งผลสะเทือนต่อแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องสั้นของผมอยู่พอสมควร จากแสงไฟที่เคยทนฟ้าฝนเป็นตะเกียงเจ้าพายุ วันนี้เหลือแค่แสงเทียนเล่มเล็กๆ กลางสายฝนจวนจะดับมิดับแหล่ แม้ว่ายังเหลือนิตยสารอีกหลายหัวและงานประกวดอีกหลายงานให้ประลองฝีมือก็ตามที ที่สุดแล้วมันอาจเร้าใจน้อยกว่าการนึกถึงหน้า บก. เครางาม แล้วบอกกับตัวเองว่า ไหนลองเขียนอะไรใหม่ ๆ ไปชนะใจแกสักครั้งซิ แต่ก็คงพยายามเขียนต่อไป ลับฝีมือไว้ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานคนรักวรรณกรรมสักคนหรือสักกลุ่มคงจะปลุกปั้นให้ช่อการะเกดกลับมาได้อีกครั้ง

สุดท้ายนี้อย่าลืมไปซื้อตำนานอีกบทหนึ่งของวงการเรื่องสั้นไทยมาเก็บสะสมไว้นะครับ โดยเฉพาะเล่ม 54 ที่กล่าวกันว่ามีนักเขียนหน้าตาดีได้ผ่านเกิดเปิดซิงช่อการะเกดเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในยุคที่ 3 อิอิ (โฆษณาแฝง)

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เธอรักฝน


เธอที่รัก...เธอรักฝน
เป็นไปได้ว่าชาติที่แล้วเธอเกิดเป็นกบอ๊บอ๊บ
จึงเริงร่ายามท้องฟ้าโรยน้ำเย็นชุ่มฉ่ำ
และผลิบานราวบุปผาต้องละอองน้ำค้าง

เธอที่รัก...ฉันเกลียดฝน
เมื่อม่านฟ้าเทาหอบมวลสารความเศร้ามาทับถม
มันหนาวเหน็บเกินกว่าการกอดตัวเองของฉันจะทานทน
น้ำตาฟ้าทยอยร่วงหล่นแข่งกับน้ำตาฉันเอง

เธอที่รัก...ฉันรักเธอ
แม้ม่านฝนจะทำให้ความสุขของเราสวนทาง
แต่ฉันก็หลงรักรอยยิ้มของเธอในวันฝนตกเสมอมา
ขอแค่เธอแบ่งปันอ้อมกอดซึ่งโอบล้อมเมฆฝนอย่างเริงใจ
มาให้ฉันที่กำลังร้องไห้และหนาวเหน็บบ้างเท่านั้น

๑๖ ต.ค. ๕๖

*ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556

6 ตุลา


๖ ตุลาฯ หวนมาอีกคราครั้ง
ทุกร่องรอยความหลังความคลั่งบ้า
มรดกความเกลียดชังยังติดตา
เราเข่นฆ่ากันในนามของความดี

ปลุกระดมคนไทยคอยไล่ล่า
ลงเอยด้วยการฆ่าน่าบัดสี
สามทศวรรษผ่านนานปี
ถึงวันนี้มีอะไรไม่เหมือนเดิม?

ยังมีฝ่ายรักล้นเสียจนคลั่ง
ส่วนฝ่ายชังก็เกลียดชังทั้งส่งเสริม
รอยเลือดและน้ำตามาต่อเติม
ยิ่งพูนเพิ่มเรื่องราวปวดร้าวใจ

๖ ตุลาฯ หวนมาอีกคราครั้ง
เราก็ยังแค้นเคียดเกลียดกันใช่ไหม
เราส่งต่อมรดกสุมอกใคร
เราต้องฆ่ากันต่อไปใช่ไหมที่รัก?

เก้าอี้ในมือต่างถือไว้
เราจะเข่นฆ่าใครใจคงประจักษ์
ตราบที่สุมไฟเกลียดเคียดแค้นนัก
เราคงชักมาฟาดฟันกันต่อตา

ประวัติศาสตร์อัปยศแสนอดสู
เราเรียนรู้, หรือจะรั้งความคลั่งบ้า
ผ่านคืนวันสกปรก ๖ ตุลาฯ
เราเข่นฆ่าความเกลียดชังหรือยังนะ?


วุฒินันท์ ชัยศรี
๖ ตุลาคม ๒๕๕๖

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

แม่วงก์


จะชะนะหรือแพ้นะแม่จ๋า
วันก่อนเห็นคนบ้ามาพูดเล่น
กูจะล้างหมดป่าหาใช่ประเด็น
ต้องมุ่งเน้นเรื่องน้ำท่วม, จงร่วมมือ

บางทีเราอาจแพ้นะแม่จ๋า
จะพูดดีหรือก่นด่าเขายังดื้อ
ไม่มีคนมาสนใจไม่หืออือ
กฎหมู่คือประชาธิปไตย-ตามใจกู!

แน่ล่ะ, เราอาจแพ้นะแม่จ๋า
แต่หัวใจสั่งมาว่าต้องสู้
มีก็แต่สองเท้าลองก้าวดู
ก้าวเดินสู่ศิวิไลซ์กลางใจเมือง

บางทีเราอาจชะนะ, นะแม่จ๋า
เมื่อคลื่นคนยังเคลื่อนมาคอยหนุนเนื่อง
บางทีฟ้าสีทองอาจรองเรือง
และคนเขื่องจะหมดค่าราคาคน!

หวังว่าเราจะชะนะ, นะแม่จ๋า
ลูกของแม่ทยอยมาเหมือนห่าฝน
กลายเป็นคลื่นมวลมหาประชาชน
จะถั่งท้นไปพังเขื่อนคนเถื่อนแล้ว!


๒๒ กันยายน ๒๕๕๖

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

จดหมายถึงหญิงสาวในโลกคู่ขนาน ฉบับที่ 1


ฉันจะเริ่มต้นจดหมายนี้อย่างไรดี อันที่จริงแล้วการเริ่มต้นจดหมายที่เขียนถึงเธอไม่เคยเป็นเรื่องยากสำหรับฉันเลย ฉันจำความรู้สึกนั้นได้ กระดาษเปล่าวางตรงหน้า มือขวากุมกำปากกาลูกลื่นสีน้ำเงิน ขนาดเส้น 0.7 (ไม่รู้ว่าเธอจำได้หรือเปล่าว่าอันที่จริงฉันชอบปากกาที่มีขนาดเส้น 1.0 ขึ้นไป มันทำให้ความคิดของฉันพรั่งพรูราวกับตาน้ำนิรันดร์ แต่ฉันก็เกรงว่ากระดาษจะเลอะเปรอะเปื้อนจนทำให้เธอรำคาญ) แล้วทุกคำที่ฉันอยากพูดก็ไหลลงสู่กระดาษ ไม่มีการเรียบเรียง ไม่ขึ้นต้นด้วยเปิดเรื่อง ตามด้วยเนื้อหา ลงท้ายด้วยสรุปความเหมือนในเรียงความที่เคยเรียนกันในตอนมัธยมฯ ฉันพูดโพล่งถึงสิ่งที่อยากพูด แล้วจบลงเมื่ออยากจบทั้งที่ข้อความอาจจะยังค้างเติ่งอยู่กลางเรื่อง ฉันคิดว่าเธอคงจะชินเสียแล้วกับจดหมายไม่มีที่มาที่ไป แล้วจบลงเช่นเดียวกับตอนเริ่ม ซึ่งไม่ได้มีสาระอะไรมากไปกว่าคำบ่นเบื่อไร้สาระของฉัน แม้เธอเคยบอกว่าฉันควรจะเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไปเล่าให้แม่ฟังดีกว่า แต่ฉันก็พอจะจำได้ว่าฉันเคยเปรียบเธอกับแม่ของฉันว่าเป็นคนที่มีบรรยากาศคล้าย ๆ กัน จึงทำให้ฉันไม่ตะขิดตะขวงใจที่จะเล่าเรื่องโดยไม่ผสมความเกรงใจให้เธอฟังมาโดยตลอด แต่วันนี้เงื่อนไขทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป เธอกลายเป็นอีกคนซึ่งฉันไม่เคยรู้จัก อันที่จริงฉันควรจะรู้นับตั้งแต่วันที่เราได้พบกันอีกครั้ง แต่เป็นฉันเองแหละที่แกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ เพียงเพราะฉันต้องการเวลาอีกสักนิด แม้จะรู้ว่าเวลาไม่ใช่ยา แต่การเยียวยาจำเป็นต้องใช้เวลา เธอคงไม่ใจร้ายถึงขนาดรีบร้อนผลักไสให้ความจริงอันน่ากลัวเหมือนแทร็กเตอร์ยักษ์เคลื่อนเข้ามาบดขยี้ฉันซึ่งเปราะบางกว่าฟองสบู่ที่บังเอิญเกิดขึ้นตอนเธออาบน้ำ

อาจจะเป็นสองเดือน สามเดือน หรือครึ่งปีที่ฉันไม่ได้เขียนจดหมายถึงเธอ ฉันไม่แน่ใจ ฉันไม่ได้จดวันที่ลงท้ายจดหมายฉบับก่อนหน้าเอาไว้ ทั้งที่ฉันรู้อยู่แก่ใจว่านั่นจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ฉันจะส่งถึงเธอในโลกแห่งความจริง (ซึ่งมันก็จบห้วน ๆ ราวกับจะมีภาคต่อ และอาจทำให้เธอคาดหวัง หรือเธออาจไม่เคยคาดหวัง) ทั้งที่นิสัยของฉันน่าจะต้องมีตัวเลขในใจอยู่บ้าง เช่นว่าฉันจำได้ว่าฉันเคยคบกับผู้หญิงคนหนึ่งนาน 2 ปี 2 เดือน 13 วัน นั่นหมายถึงฉันจำวันแรกและวันสุดท้ายที่ทั้งสองคนคบกันได้ แต่กับจดหมายฉบับสุดท้ายที่ส่งถึงเธอ ฉันจำไม่ได้เสียแล้วว่าเป็นวันไหน แต่นั่นก็อาจจะเป็นเรื่องดี เพราะเพียงแค่เรื่องราวรางเลือนในกระแสสำนึกซึ่งฉันพยายามเติมมันให้อัดแน่นด้วยทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากเรื่องของเธอ กระนั้นภาพของเธอก็ยังติดตรึงอยู่ในนั้นไม่เคยจางหาย หากมันผสมรวมกับตัวเลขละเอียดลออ ยิ่งจะทำให้เรื่องของเธอชัดเจนกว่านี้ นั่นคือใบมีดคมกริบที่พร้อมจะสร้างแผลในซอกหลืบของใจได้ทุกเมื่อ

อ่านมาสองสามย่อหน้า ฉันก็ยังไม่เข้าเรื่องเสียที เธอคงสงสัยว่าฉันเขียนจดหมายมาบอกอะไร ข้อนี้ฉันอาจตอบได้ไม่ชัดเจนพอ แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็นเพื่ออะไร แล้ววิสัชนาว่าฉันต้องการเพียงเปิดเปลือยความรู้สึกอันน่าสมเพชเพื่อเรียกร้องขอความเห็นใจจากเธอ  ฉันลองถามตัวเองด้วยคำถามนั้นซึ่งคำตอบคือไม่ใช่ แน่นอนว่ามันเป็นความรู้สึกที่น่าสมเพช แต่ที่สุดแล้วมันก็เป็นเพียงคำอธิบายอย่างตรงไปตรงมาของฉันซึ่งไม่ได้ผ่านการคิดอย่างซับซ้อนแล้วซ่อนมันด้วยคำโกหกสั้น ๆ ที่ให้ผลลัพธ์เดียวกัน ฉันไม่อยากใช้วิธีการเช่นนั้นกับเธอ ยกตัวอย่าง สมมติว่าวันนี้ฉันไม่อยากกินข้าวเย็น โดยไม่มีเหตุผลอะไรที่หนักแน่นพอฟัง เพียงแค่ไม่อยากกินข้าวเย็นเท่านั้น เมื่อเพื่อนถามว่ากินข้าวเย็นหรือยังเพื่อชวนฉันไปร่วมโต๊ะ ฉันคิดล่วงหน้า ถ้าฉันตอบว่ายังไม่กินแต่ไม่อยากกิน เพื่อนก็ต้องถามเหตุผล คาดเดาไปต่าง ๆ นานา อาจคิดว่าฉันป่วย หรือจะไดเอ็ตลดความอ้วน ฉันแก้ต่างว่าไม่ใช่แต่ก็ไม่มีเหตุผลดีพอ เพื่อนคงคิดว่าฉันโกหก และพยายามซักไซ้อย่างนักสืบเพียงเพื่อให้ตรรกะของพวกเขาสมบูรณ์ ฉันคิดไว้หมดแล้วว่าเรื่องราวของฉันพิสูจน์ไม่ได้ด้วยตรรกะและจะกลายเป็นเรื่องยืดยาว ฉันจึงตัดบทคำชักชวนกินข้าวเย็นของเพื่อนด้วยคำโกหกสั้น ๆ ว่าฉันกินแล้ว แต่ไม่ใช่สำหรับเธอ ฉันพร้อมจะเล่าทุกสิ่งที่ฉันคิดแม้ว่ามันไม่มีเหตุผลมากพอที่เธอจะเชื่อ และไม่มีความใกล้เคียงกับตรรกะชุดใด ๆ ในโลก แต่ฉันก็พร้อมจะเปิดเปลือยความรู้สึกทั้งมวลต่อหน้าเธอ เพราะเธอมีค่าเกินกว่าจะตัดบทด้วยคำโกหก เอาล่ะ กลับมาที่คำถามแรก ฉันต้องการบอกอะไร ฉันลองสรุปเป็นข้อความสั้น ๆ ได้ความว่า: ฉันไม่เคยเจ็บปวดกับเรื่องของเธอแม้ว่าบางครั้งมันจะทำให้เกิดบาดแผลในใจ แต่ฉันกลับอยากลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเราไปให้สิ้น กระนั้นฉันก็ยินดีให้เธอดำรงชีวิตอยู่ในความคิดคำนึงของฉันในฐานะบาดแผลชั่วนิรันดร์ ดีกว่าให้เธอมีตัวตนจับต้องได้ในอ้อมกอด

เห็นไหมล่ะว่ามันฟังดูไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ไม่มีเหตุผลไหนที่สอดคล้องกับประโยคข้างต้นแม้แต่น้อย ทำไมฉันถึงอยากลืมเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราทั้งที่ฉันไม่ได้เจ็บปวด และหากไม่เจ็บปวดทำไมฉันถึงให้เธอดำรงชีวิตอยู่ในฐานะบาดแผล ฉันตอบคำถามเหล่านี้ด้วยตรรกะไม่ได้เลยสักข้อ แต่เธอเชื่อได้ว่ามันไม่ใช่คำโกหก เพียงแค่ทุกสิ่งเป็นไปเช่นนั้นเท่านั้นเอง หากเธอจะลองจับประโยคนี้มาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ คำเชื่อมประโยคนี้ล้วนมีแต่ความขัดแย้งอย่าง -แม้ว่า แต่ กระนั้น- ฉันพยายามเชื่อมประโยคหลักและอนุประโยคให้สอดคล้องกันแล้วหลายวิธี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันรู้สึกอย่างแท้จริง (อันที่จริงประโยคที่ว่ามานั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ฉันรู้สึกจริง ๆ เป็นเพียงประโยคที่ใกล้เคียงสิ่งที่ฉันรู้สึกมากที่สุด เหมือนแบบจำลองอันไม่ผิดแผกซึ่งจำลองมาจากโลกของแบบตามหลักปรัชญาของเพลโต) ความจริงแล้วฉันอาจจะตัดบทด้วยคำโกหกสั้น ๆ ว่า ฉันมีแฟนใหม่แล้ว ซึ่งมันพอจะรวมใจความของประโยคหลัก ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ให้สอดคล้อง เช่นว่า ฉันไม่เคยเจ็บปวดกับเรื่องของเธอ ฉันอยากลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ฉันไม่อยากกอดเธอ แถมยังทำให้เธอรู้สึกสบายใจที่จะได้จบความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเธอเสียที แต่นั่นก็จะเป็นการไม่เคารพความรู้สึกแท้จริงที่ฉันมีต่อเธอ ซึ่งแท้จริงมันเป็นเพียงเส้นด้ายเบาบางที่ไม่เคยขาด แม้ว่าฉันจะพยายามฉุดกระชาก แต่ที่สุดมันก็เป็นการยึดยื้อของฉันเองเพียงเพื่อให้เส้นด้ายดำรงอยู่อย่างเบาบางที่สุดเท่านั้น

เธออาจกล่าวหาว่าฉันอ่านนิยายมากเกินไป และพยายามสมมติตัวเองให้เหมือนพระเอกที่เปล่าเปลี่ยวปวดร้าว จมจ่อมอยู่ในห้องเล็ก ๆ แคบ ๆ ที่มีมวลสารความเหงาอัดแน่นเต็มทุกพื้นที่ เพื่อจะได้รู้สึกดีกับความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญทุกเมื่อเชื่อวันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ฉันเองก็พยายามคิดเช่นนี้ แต่ที่สุดแล้วฉันกลับพบว่า ฉันไม่ได้เลียนแบบคนในนิยาย นิยายต่างหากที่เลียนแบบคนในชีวิตจริงของฉัน เธอจำไม่ได้หรือ ในวันที่เธอบอกฉันว่ากำลังคบใครอยู่ ฉันหัวเราะลั่น เพียรถามซ้ำเรื่องคนที่เธอคบ ไม่ใช่เพื่อเยาะเย้ยเธอ หรือเย้ยหยันโชคชะตาบัดซบ เพียงแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นพล็อตของนิยายที่ฉันชอบ เธอดูสับสนกับตัวเอง ไม่แน่ใจกับคนที่เธอคบหาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องแล้วหรือ ซ้ำยังมาปรึกษาฉันซึ่งเธอรู้อยู่เต็มอกว่าฉันรักเธอ ไม่ต่างจากนางเอกในนิยายเรื่องนั้นที่เธอเองก็ไม่เคยอ่าน ฉันเชื่อจริง ๆ ว่าคนเขียนคงต้องมีไทม์แมชชีนสักเครื่อง ตั้งเวลาในอนาคตเพื่อมาลอบดูความสัมพันธ์ของเราที่เกิดขึ้น แล้วเอาไปเขียนนิยายเรื่องนั้นแน่นอน จึงได้เลียนแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแทบทุกกระเบียด หรืออันที่จริงเรื่องราวพิลึกพิลั่นเป็นสิ่งปกติในความสัมพันธ์ของมนุษย์

แต่ที่สุดแล้วนิยายเรื่องนั้นก็ไม่ได้เขียนเรื่องของเราจนจบ หรือจะกล่าวอีกแบบหนึ่งคือตอนจบนั้นไม่ใช่เรื่องของเรา เป็นเพียงส่วนเสี้ยวหนึ่งของเรื่องของเราเท่านั้น เขาอาจเอาสายสัมพันธ์ของเราไปขยายความต่อ หรืออาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย เป็นเพียงการทบซ้อนอย่างบังเอิญที่สุดของสายสัมพันธ์ซึ่งมนุษยชาติพึงถักทอต่อกัน เพราะอันที่จริงเรื่องราวของเราล้วนแต่ทบซ้อนอยู่ด้วยกันไม่มีที่สิ้นสุด อย่างที่ฉันเคยบอกกับเธอว่าโลกนี้จะไม่มีตัวบทอีกต่อไป มีแต่บริบทอันซับซ้อน เธอเป็นบริบทของฉัน ฉันเป็นบริบทของเธอ นิยายเรื่องนั้นเป็นบริบทของเรา เราเป็นบริบทของนิยายเรื่องนั้น ฉัน เธอ นิยาย และสายสัมพันธ์ทั้งมวลล้วนเป็นบริบทต่อกัน หรือที่จริงเส้นด้ายเบาบางที่ไม่เคยขาดลงเพราะมันไม่อาจขาดลงได้จริงในโลกแห่งบริบท แต่เมื่อฉันตั้งสติและลองคิดดูอีกทีก็ไม่ใช่อยู่ดี มีหลายสิ่งซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ในบริบทของฉัน และฉันคิดว่าฉันเองก็อาจไม่ได้ดำรงอยู่ในบางบริบทของเธอ ขอบเขตของบริบทอาจไพศาลแต่ความจริงแล้วการทบซ้อนนั้นอาจเพียงเล็กน้อยเกินกว่าจะรู้สึก จนพูดได้ว่ามันไม่มี ฉันไม่รู้เพราะนั่นเป็นบริบทของเธอ ไม่มีใครรู้จักบริบทของใครมากพอจะบอกได้ว่ารู้จักเว้นแต่เขาจะละเอียดมากพอจนจับแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ ซึ่งเกิดจากแรงกระทบเบาบางซ่อนอยู่ในสายสัมพันธ์นั้น สำหรับคนอื่นแล้วฉันไม่ใจเย็นพอจะหยุดนิ่งจนรู้สึกถึงแรงกระเพื่อมเล็กน้อย แต่สำหรับเธอ ฉันรับรู้ แต่ก็นั่นแหละ เธอคงต้องกล่าวหาว่าฉันอ่านนิยายมากเกินไป

ฉันอาจไม่ใช่คนที่อธิบายอะไรได้ดีพอ เธออาจจะบอกว่าฉันเสียสติไปแล้วตั้งแต่ย่อหน้าที่พูดถึงความรู้สึกทั้งมวล แม้ว่าฉันจะพยายามบอกเธอแล้วว่าฉันอยากจะเปิดเปลือยความรู้สึกทุกอย่าง และระมัดระวังในการทยอยปล่อยมวลความคิดให้หลั่งไหล แต่ที่สุดมันก็กลายเป็นเพียงกลุ่มก้อนของความรู้สึก ไม่มีประเด็นแจ่มชัดพอจะจับต้องได้ ซ้ำยังเต็มไปด้วยคำเชื่อมที่แสดงความขัดแย้ง แตกแขนงความคิดออกไปหลายประเด็น ฉันเพียงพยายามหาทางที่จะกล่าวถึงเธออย่างสัตย์ซื่อ แต่มันกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งซึ่งทำให้เธอมีชีวิตอยู่ในห้วงคำนึงของฉัน และกำลังเต้นรำด้วยท่วงท่าแปลกใหม่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน เขาเรียกว่าอะไรกันนะ คอนทราสต์ทำให้ฮาร์โมนีสอดประสาน ขับเน้นให้นักเต้นรำอย่างเธอเริงร่าย และฉันโคจรอยู่รอบเธอโดยไม่เคยสัมผัสถึง หรืออันที่จริงเธอไม่เคยมีดาวบริวาร ฉันเป็นเพียงแค่สะเก็ดอุกกาบาตที่เคยเฉียดกราย

ฉันคงต้องจบจดหมายฉบับนี้ลงโดยไร้ข้อสรุป เนื่องเพราะฉันได้กล่าวถึงสิ่งที่ฉันต้องการบอกเธอไปสิ้นแล้ว เพียงแต่มันไม่ได้เรียบเรียงอยู่ในรูปตรรกะซึ่งสั้นกระชับมากพอกับคำโกหกตัดบทปัดรำคาญ เธออาจอ่านเพียงสรุปข้อความสั้น ๆ สองสามบรรทัดที่อยู่ตรงกลางจดหมาย หรือไม่อ่านเลยทั้งหมด นั่นขึ้นอยู่กับความละเอียดลออในการจับแรงกระเพื่อมของความรู้สึก แน่นอนล่ะ มันแปรผันตรงกับความสำคัญของสายสัมพันธ์ ซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าสำหรับเธอแล้วมันมีค่าเพียงใด ป่วยการที่ฉันจะคิด ที่สุดแล้วเรื่องราวในบันทึกนี้อาจกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องสั้นหรือบทกวีที่ฉันเขียนเพื่อเธอแต่เธอไม่เคยอ่านหรือไม่ ฉันไม่รู้ มีเพียงความหวังอันเลือนรางว่าจดหมายฉบับสุดท้ายในโลกคู่ขนานนี้คงยังไม่มาถึงในเร็ววัน

กันยายน ๒๕๕๕

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ฟ้า (๒)


๏ รักเราเหมือนเมฆน้อย
ลอยตามลมแล้วผ่านไป
คิดเอื้อมมือคว้าไขว่
รักก็หายตามสายลม

๏ เหลือแต่ฝนน้ำตา
กลั่นมาตามความตรอมตรม
น้ำตารสขื่นขม
จมรอยเศร้าความร้าวราน

๏ รักเราเหมือนเมฆลอย
เพียงลมคล้อยรอยจูบหวาน
แล้วเธอก็อันตรธาน
เพียงผ่านพบไม่ผูกพัน

๏ ความรักอันเลือนราง
จึงจางหายคล้ายความฝัน
มีแต่ใครคนหนึ่งนั้น
ที่ไม่ลืม, ไม่เคยลืม ๚ะ๛

"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๙ ส.ค. ๕๖
เที่ยวบินกลับจากภูเก็ต

วันอังคารที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บางบทบันทึกในวัสสานฤดู (จากนักอุดอู้ในมหานคร)

(๑)

พลันที่น้ำตาฟ้าหยดแรกถลาลงสู่พื้น เสียงถอนหายใจของบางกอกเกี้ยนกว่าหกล้านชีวิตก็มาชุมนุมบนรูจมูกของแต่ละคนโดยมิได้นัดหมาย ไม่เว้นแม้แต่พวกไร้วาสนาจะหย่อนก้นลงบนเบาะหนังเทียมของก้อนหนี้สินเคลื่อนที่ซึ่งรัฐบาลลดราคาให้หนึ่งแสนบาท

ฝนเหมือนยางยืด หยดแหมะก็เหนียวหนับ ผสานกับกลิ่นอับใต้วงแขนซึ่งต้องเสนอหน้าผึ่งผายยามแสดงกายกรรมบนรถเมล์ ราวกับเอาขยะเน่าบูดยัดเยียดทวารหายใจแทนยาดม

ซื้ด...ซื้ด

หากหลีกหนีไม่ได้ ก็จงเริงใจกับการถูกข่มขืน ทุภาษิตจากปากสปอนเซอร์ตัวยงของโรงกลั่นสุราได้กล่าวไว้ นึกขึ้นพอให้อาการถูกข่มขืนทางรูจมูกด้วยกลิ่นเหม็นเน่าได้ทุเลาลงบ้าง อย่างน้อยก็ได้เจริญอานาปานสติ เพราะรับรู้ได้ถึงทุกลมหายใจเข้าซึ่งพ่วงช้างเน่าครั้งละสิบตัว

อาการเคลื่อนที่ของรถเมล์เนิบช้า คล้ายกับความพยายามของหอยทากเมื่อจะเต้นมูนวอร์ค

บางกอกทราฟฟิคแยม เหมือนแยมหมดอายุข้นเหนียว โรยไว้ทุกฟันเฟืองเครื่องสี่ล้อ ประดับประดาด้วยไฟแดงระบัดใบอยู่ทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับการเกิดขึ้นของมหกรรมมอเตอร์โชว์บนถนนทุกสายในมหานคร มาตรวัดระยะทางซึ่งเคยนับเป็นกิโลเมตร พลันกลายเป็นการนับชั่วโมงซึ่งยาวนานกว่าอสงไขย ความเท่าเทียมของเข็มไมล์เกิดขึ้นที่นี่และเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นรถสปอร์ตราคาระยับหรือรถญี่ปุ่นซึ่งทำด้วยกระป๋องโค้กและค้างค่าผ่อนอีกสิบปี

ร่องรอยเม็ดฝนชำระคราบไคลของพาหนะและสังขารคน เหมือนน้ำตาเปื้อนมาสคาร่าของหญิงสาวช้ำรัก

เม็ดฝนในมหานคร ไม่เคยทำให้อะไรงอกงามนอกจากเสียงแช่งด่า

(๒)

ห้ากิโลเมตรด้วยแรงตีน นับแล้วว่าเหนื่อยอ่อน แต่คาดว่าเร็วกว่าการแน่นิ่งของสองพันแรงม้าบนถนนตายซาก จึงสละการบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยกลิ่นเหม็นบูดมารองรับแรงอารมณ์ของเมฆฝนเอาแต่ใจ และเม็ดฝนดำมะเมี่ยมเพราะมีมลพิษยี่สิบชั้นทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองบนท้องฟ้า ต่างอะไรกับเล่นกรีฑาในคลองแสนแสบ

เรียมเอ๋ย, พี่หนาวสั่น และไม่ได้อยากจะเป็นพระเอกเอ็มวี แต่มึงบีบให้กูทำ

เมตาฟอร์แห่งการงอกงามและการกำเนิดใหม่ ไฉนเมื่อปรากฏร่างในเมืองฟ้าอมรจึงกลายเป็นความขื่นขม? กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา เมืองท่าดินดำน้ำดี ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว กลับงอกงามด้วยตึกอันใหญ่อันรามซึ่งไม่ต้องการหยดน้ำจากฟากฟ้าเพื่อเติบโต

ธรรมชาติของต้นไม้นั้นอ่อนน้อม มันจึงค้อมตัวอยู่ใต้คอนกรีต และไม่เคยงอกงามนับแต่ถูกถมทับด้วยศิวิไลซ์เซชั่น

ฝีเท้าก้าวช้าลง จะเร่งหรือจะย่องกูก็เปียกเท่ากัน สู้ถนอมพลังงานให้เผาผลาญช้าลงน่าจะดีกว่า ทัศนียภาพซึ่งชุมนุมอยู่รอบระยะมองเห็นของดวงตาจึงค่อยเผยตัวมากขึ้น

หยดฝนมหานครแตกร้าวไร้อ้อมกอด กลิ้งเกลือกทุรนทุรายใต้น้ำครำน่าเวทนา

สุนทรียรสอย่างหนึ่งของเด็กบ้านนอกหลังฝนหมาดคือการเฝ้ามองหยดน้ำกลิ้งกลอกหยอกเย้าอย่างเริงใจบนใบบอน มิผิดแผกจากชายชำนาญรักหยอกเย้าดรุณีแรกรู้รสซ่านสุข

ทว่าสำหรับสุนทรียรสของที่นี่ ปรากฏเพียงหยดน้ำเสือกไสร่างไปตามพื้นถนนซึ่งฉาบทาด้วยความหยาบคายของคอนกรีต แว่วเสียงผู้รับเหมาซึ่งฝังคำสาปแช่งเอาไว้เนื่องจากได้รับเงินไม่เต็มจำนวน

อากาศร้อนไหววูบเพียงเสี้ยววินาที ท่ามกลางความหนาวยะเยือกของห่าฝน, เมืองนรก!

(๓)

ราวกับปาฏิหาริย์, ใบไม้อ่อนระบัดใบในซอกคอนกรีตปริร้าว พ้นรอยบดทับของก้อนยางทั้งสองล้อและสี่ล้อ งดงามเหมือนแก้มเด็กขวยเขิน

ฉันหยุดมองด้วยความชื่นชมล้นพ้น, ราวจะระเหิดในฉับพลัน

ฝนหยุดแล้ว

อย่างน้อยก็ยังมีอีกลมหายใจหนึ่งที่ปีติกับม่านน้ำแห่งความคิดถึงจากฟากฟ้า และใช้ประโยชน์จากมันมากกว่าเมตาฟอร์หรือเสียงแช่งด่า

แม้จะเป็นช่วงสั้นจนน่าใจหาย

เพราะฉันรู้แก่ใจว่า อีกไม่นานคงต้องมีก้อนยางไร้หัวใจสักล้อหนึ่งบดขยี้มันให้กลับไปจมดินเหมือนเดิม พร้อมกับการซ่อมแซมรอยแตกร้าว เพื่อให้คอนกรีตหยาบกระด้างสถิตอยู่ชั่วกัลปาวสาน

นั่นคือวิถีธรรมดาของมหานครซึ่งเซ็งแซ่ด้วยเสียงสาปแช่งยามท้องฟ้าให้พร


วุฒินันท์ ชัยศรี
๖ สิงหาคม ๒๕๕๖

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เหงา

เคยบอกเธอว่าทนเหงาได้
ความเหงาปวดร้าวใจแค่บางช่วง
ข่มตาหลับหรือนับดาวสักล้านดวง
คืนเหงาคงลับล่วงไปอีกคืน

แต่คืนนี้ความเหงากลับร้าวลึก
ความรู้สึกทุกข์ทนเกินทนฝืน
กอดหมอนนอนหนาวน้ำตารื้น
กัดฟันกลั้นสะอื้นขมขื่นใจ

ทั้งที่บอกตัวเองว่าจะต้องทน
แต่สุดท้ายก็จำนนทนไม่ไหว
ความเหงามันหนาวเหน็บเกินเก็บไว้
บาดลึกกลางฤทัยไม่รู้จาง

หลับตายังเห็นภาพเธอเต็มตา
แต่ตื่นมาไม่มีใครอยู่เคียงข้าง
กลิ่นหอมยังรับรู้อยู่เลือนราง
ทั้งที่ไม่มีทางจะพบกัน

เคยบอกเธอว่าทนเหงาได้
แล้วก็ทนไม่ไหวใจหวาดหวั่น
คืนนี้แส้ความเหงาเฝ้าลงทัณฑ์
หลับฝันทั้งน้ำตาอาลัยรัก


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๖ ส.ค. ๕๖

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คิดถึง (๓)

๏ หากความคิดถึงฆ่าคนได้
ฉันคงสิ้นใจหลายล้านหน
เพียงแวบหนึ่งแค่คิดถึงใครหนึ่งคน
ก็ทุรายทุรนถึงเพียงนี้

๏ หากความคิดถึงคือเครื่องทัณฑ์
ก็คือเครื่องฆ่าฉันทุกวันที่-
เผลอคิดถึงภาพเธอทุกนาที
ทรมานทบทวีไม่เว้นวัน

๏ หากความคิดถึงคือตราบาป
ฉันก็ต้องคำสาปตราบที่ฝัน-
ถึงใครที่ไม่ควรเคียงคู่กัน,
ความสัมพันธ์ที่พบพานเพื่อจากลา

๏ หากความคิดถึงคือเยื่อใย
มันคงขาดลงไปต่อหน้า
ด้วยคมเคียวความช้ำหยดน้ำตา
ภาพทรงจำขมปร่ามาเวียนวน

๏ ความคิดถึงจึงควรเป็นเครื่องประหาร
เพื่อจะสิ้นทรมานในหนึ่งหน
ใช่สิ้นเปลืองความคิดถึงอย่างทุกข์ทน
ให้กับคนที่หัวใจไม่เคยลืม ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓ ก.ค. ๕๖