(เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์-ซึ่งคาดว่าพวกคุณรู้กันอยู่แล้ว)
คนที่ผมเห็นว่าจะเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่าตั๋วหลังจากได้ชมภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้คือ พวกศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองแบบฮาร์ดคอร์อยู่แล้ว พวกคนเกลียดขี้หน้า ส.ศิวรักษ์ อ.ปริญญา หรือ บก.ลายจุด (เพราะโผล่บ่อย) รวมถึงแฟนคลับอาจารย์บางคนที่โผล่มาน้อยไปหน่อย เช่น แฟนคลับไชยันต์ หรือแฟนคลับวรเจตน์ (ที่โผล่ออกมามากกว่าหนุ่มผมยาวนิดหน่อย แต่โดนเซ็นเซอร์ไปกว่าครึ่ง-ฮา) นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่ความคาดหวังของแต่ละคน
การเปิดตัวที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในภาพยนตร์เรื่องนี้ สำหรับผมแล้วไม่ใช่ประกาศคณะราษฎร แต่เป็นสัญลักษณ์เรทภาพยนตร์ "ทั่วไป" เพราะสำหรับบ้านนี้เมืองนี้แล้ว อะไรที่เกี่ยวข้องกับการเมืองน่าจะได้เรทที่น่ากลัวกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละ ด้วยเนื้อหาที่พยายามเล่าเรื่องการเมืองไทยนับแต่ 2475 ยาวมาจนถึงการขึ้นครองอำนาจของทักษิณ ภายในเวลาชั่วโมงกว่า ๆ (เข้าใจว่าอาจจะมีภาคต่อ) ทำให้ประเด็นต่าง ๆ ของการต่อสู้ประชาธิปไตยอันยาวนานไม่ได้ลงลึกมากนัก ยังไม่นับการเซ็นเซอร์ที่ดูแล้วโคตรเท่และตลกฉิบหายในเวลาเดียวกัน
เส้นเรื่องว่าด้วยการต่อสู้แย่งชิงอำนาจของบรรดาอีลีทได้แก่ เจ้า-คณะราษฎร / คณะราษฎรสายพลเรือน-สายทหาร ประชาธิปไตยในช่วงแรกจึงดูเหมือนก้อนขนมอำนาจหรืออะไรสักอย่างที่ถูกแย่งชิงไปมา ไม่มีเรื่องรัฐสภาหรือการต่อสู้นอกเหนือจากนี้ในช่วงเวลานั้น ไม่มีประชาชนหรือคนชั้นกลางโผล่มาแจมกับเกมชิงอำนาจแม้แต่ประชาชนในพระนคร แล้วพลังบริสุทธิ์ของนักศึกษาก็โผล่มาพอให้ชื่นใจใน 14 ตุลา ในการต่อสู้ของทหาร-ปัญญาชน ก่อนจะหายไปใน 6 ตุลาโดยไม่ต้องการคำอธิบายมากไปกว่าปัญญาชนหนีเข้าป่าแล้วไปเจอ พคท. เหี้ย ๆ จึงออกป่ามา แล้ว...?
ตัวละครที่ตกหล่นในหน้าประวัติศาสตร์หลายตัวไม่ได้รับการขยายความมากนัก เช่นเดียวกับบางคำถามที่ค้างในใจยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจน เช่นว่า movement ของ พคท. มีบ้างไหม / ทำไม พคท. ถึงเหี้ย / จอมพล ป. สฤษดิ์ ถนอม ต่างกันอย่างไร ทำไมบางคนถึงพิทักษ์อำนาจตัวเองไม่สำเร็จ / ตัวละครเจ้าที่สำคัญหลายคนหายไปไหน (ไม่ใช่แค่องค์กษัตริย์เท่านั้น แต่เจ้าที่มีบทบาททางการเมืองในยุคหลังอย่างเสนีย์ คึกฤทธิ์ ก็แทบไม่พูดถึงเท่าไหร่) / นักศึกษาโดดเดี่ยวตัวเองหลัง 14 ตุลา คืออะไร / ทำไมถึงเรียก 14 ตุลาว่าชัยชนะ ขณะที่ 6 ตุลาคือความพ่ายแพ้ ฯลฯ ตัวละครที่ผู้กำกับคัดเลือกให้มาพูดบางคนก็เป็นปริศนา เช่น จิระนันท์ แทนที่จะเป็นเสกสรรค์ ซึ่งน่าจะดีกว่าทั้งในแง่การพูดถึง movement นักศึกษาช่วง 14 ตุลา และทัศนะทางการเมืองในเชิงวิชาการ แต่ก็แน่นอนล่ะ อาจจะด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาหรืออะไรอื่น ๆ อีกมากมายในประเทศนี้ ก็คงไม่มีพื้นที่ (รวมทั้งพื้นที่ในแง่การคัดเลือกตัวละครนำแสดง) และเวลามากพอสำหรับพูดถึงทุกเรื่องให้สิ้นสงสัยภายในชั่วโมงกว่า ๆ
สิ่งหนึ่งที่พอจะจับต้องได้นอกจากเส้นเรื่องการแย่งชิงอำนาจของพวกอีลีทก็คงเหมือนชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่ว่า Paradoxocracy เรื่องราวการต่อสู้ทั้งหลายมันช่างย้อนแย้งและบ้าบอ ปรีดีผู้ก่อการโค่นอำนาจเจ้าต้องร่วมมือกับเจ้าก่อตั้งเสรีไทยเพื่อต่อสู้กับคณะราษฎรสายทหารที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น / การเลี้ยงสองสายอำนาจไว้กัดกันเองของจอมพล ป. เพื่อให้ตัวเองได้เสวยอำนาจต่อไปนาน ๆ สุดท้ายก็ถูกสฤษดิ์แว้งกัดยึดอำนาจไป / ผู้ก่อการปฏิวัติเพื่อมวลชนสุดท้ายกลับกลายเป็นอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จเพราะต้องการพิทักษ์การปฏิวัติ ฯลฯ การยึดมั่นในอุดมการณ์แบบสุดโต่งจึงดูไร้เดียงสา เพราะโลกนี้ไม่มีสีขาวหรือสีดำที่แท้จริง
หากความคาดหวังของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้อยู่ที่การเป็นสารคดีฉายในฟรีทีวี ซึ่งเป็นความตั้งใจแรกของผู้กำกับ ก็อาจนับว่าประสบความสำเร็จตามสมควร แต่ในเมื่อภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้มาพร้อมกับความยาวหนึ่งชั่วโมงครึ่งในโรงภาพยนตร์ และค่าตั๋วอีกนิดหน่อย ความคาดหวังจึงน่าจะมีมากกว่าที่หนังเล่าออกมาได้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่คำถามสำคัญของสารคดีเปลี่ยนไปจาก "สิ่งนี้คืออะไร" กลายเป็น "ทำไมจึงต้องมี/ต้องเป็นสิ่งนี้" ทว่าภาพยนตร์สารคดีเรื่องประชาธิป'ไทยยังอยู่ที่การตอบคำถามข้อแรกเป็นส่วนใหญ่ซึ่งออกจะเชยไปนิด (หวังว่าในภาคต่อคงจะตอบคำถามข้อหลังมากกว่าเดิม) แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็ไม่คิดว่าคนระดับเป็นเอกจะไร้เดียงสาในสิ่งที่เขาพยายามทำอยู่ บางทีอาจจะเป็นอย่างที่หลายคนบอกไว้ว่า สิ่งสำคัญของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเนื้อหาที่เล่าออกมา แต่อยู่ในเนื้อหาที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงต่างหาก
๑ ก.ค. ๕๖
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556
น้ำตา
๏ หากน้ำตาหนึ่งหยดรินรดใจ
แล้วจะลืมเรื่องเธอได้สักเรื่องหนึ่ง
ให้น้ำตาลบภาพฝันอันตราตรึง
ลบทุกความหวานซึ้งซึ่งเคยมี
๏ เช่นนั้นจะร้องไห้ให้ใจขาด
ลบเรื่องเธอซึ่งหวังวาดไว้เต็มที่
ให้น้ำตาล้างใจเคยใยดี
ลืมคนเคยย่ำยีบีฑา
๏ แต่ทุกค่ำคืนที่ร้องไห้
ภาพรอยยิ้มหวานใสเคยใฝ่หา
ยิ่งมองเห็นชัดถนัดตา
เกินกว่าจะอำพรางล้างรอยช้ำ
๏ น้ำตาหนึ่งหยดรินรดใจ
ภาพเธอยิ่งหวนให้ใจถลำ
น้ำตาอีกล้านหยดยิ่งหยดซ้ำ
ยิ่งจดจำทุกความหลังฝังฤทัย
๏ เสียงสะอื้นทุกคืนค่ำคอยกล่อมนอน
มีเพียงหมอนซับน้ำตาที่รินไหล
ทุกหยดหยาดยิ่งบาดลึกลงแผลใจ
ยิ่งร้องไห้ยิ่งตราตรึง, คิดถึงเธอ ๚ะ๛
๑๗ มิ.ย. ๕๖
แล้วจะลืมเรื่องเธอได้สักเรื่องหนึ่ง
ให้น้ำตาลบภาพฝันอันตราตรึง
ลบทุกความหวานซึ้งซึ่งเคยมี
๏ เช่นนั้นจะร้องไห้ให้ใจขาด
ลบเรื่องเธอซึ่งหวังวาดไว้เต็มที่
ให้น้ำตาล้างใจเคยใยดี
ลืมคนเคยย่ำยีบีฑา
๏ แต่ทุกค่ำคืนที่ร้องไห้
ภาพรอยยิ้มหวานใสเคยใฝ่หา
ยิ่งมองเห็นชัดถนัดตา
เกินกว่าจะอำพรางล้างรอยช้ำ
๏ น้ำตาหนึ่งหยดรินรดใจ
ภาพเธอยิ่งหวนให้ใจถลำ
น้ำตาอีกล้านหยดยิ่งหยดซ้ำ
ยิ่งจดจำทุกความหลังฝังฤทัย
๏ เสียงสะอื้นทุกคืนค่ำคอยกล่อมนอน
มีเพียงหมอนซับน้ำตาที่รินไหล
ทุกหยดหยาดยิ่งบาดลึกลงแผลใจ
ยิ่งร้องไห้ยิ่งตราตรึง, คิดถึงเธอ ๚ะ๛
๑๗ มิ.ย. ๕๖
วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556
หลับตา
๏ วันนั้นฉันเอาแต่หลับตา
บอดบ้าอยู่เต็มใจจึงไม่เห็น
ทั้งหูตาจมูกปากไม่จำเป็น
เพียงหลบเร้นหัวใจไม่รับรู้
๏ วันนั้นฉันเอาแต่ปิดตา
แล้วหลอกตัวเองว่าเธอรักอยู่
กวีหวานแว่วผจงจึงพร่างพรู
มีเธอเคียงคู่อยู่เช่นนั้น
๏ แต่ความจริงที่รับรู้แรกสบตา
คือความจริงที่บอกว่าไม่รักฉัน
เธอไม่มีหัวใจไว้รักกัน
รู้ทั้งรู้นับแต่วันแรกพบ
๏ แต่เพราะหัวใจไม่รักดี
ทั้งที่จุดเริ่มต้นคือจุดจบ
และไม่นานคำรักคงเลือนลบ
เลี่ยงหลบอย่างไรก็ไม่พ้น
๏ หากวันนั้นฉันเพียงแต่เปิดตา
ยอมรับว่าเธอไม่รักเพียงสักหน
คงไม่ต้องร้องไห้ทุรายทุรน
ให้กับคนไม่มีใจ,ไม่เคยรัก ๚ะ๛
๑๕ มิถุนายน ๕๖
บอดบ้าอยู่เต็มใจจึงไม่เห็น
ทั้งหูตาจมูกปากไม่จำเป็น
เพียงหลบเร้นหัวใจไม่รับรู้
๏ วันนั้นฉันเอาแต่ปิดตา
แล้วหลอกตัวเองว่าเธอรักอยู่
กวีหวานแว่วผจงจึงพร่างพรู
มีเธอเคียงคู่อยู่เช่นนั้น
๏ แต่ความจริงที่รับรู้แรกสบตา
คือความจริงที่บอกว่าไม่รักฉัน
เธอไม่มีหัวใจไว้รักกัน
รู้ทั้งรู้นับแต่วันแรกพบ
๏ แต่เพราะหัวใจไม่รักดี
ทั้งที่จุดเริ่มต้นคือจุดจบ
และไม่นานคำรักคงเลือนลบ
เลี่ยงหลบอย่างไรก็ไม่พ้น
๏ หากวันนั้นฉันเพียงแต่เปิดตา
ยอมรับว่าเธอไม่รักเพียงสักหน
คงไม่ต้องร้องไห้ทุรายทุรน
ให้กับคนไม่มีใจ,ไม่เคยรัก ๚ะ๛
๑๕ มิถุนายน ๕๖
วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556
จดหมายถึงหญิงสาวในโลกคู่ขนาน ฉบับที่ 2
เธอที่รัก, ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา บางทีเธออาจจะสับสนระหว่างตัวตนในโลกจริง ตัวตนในโลกเสมือน และการสร้างงานของฉัน ซึ่งบางครั้งมันอาจเกี่ยวพันกัน บางครั้งมันแยกจากกันเด็ดขาด บางครั้งมันอาจเกี่ยวพันบางส่วน ที่เหลือเป็นการแต่งเติมของจินตนาการ---ฉันอาจจะบอกเธอจนเธอเบื่อจะฟังแล้ว แต่ฉันก็ยังอยากจะบอกเธออีกครั้ง
เอาล่ะ ฉันยอมรับตรง ๆ ก็ได้ว่าเธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับการบันทึกไว้ในโลกส่วนตัวของฉัน เธอคือแผลเป็นหนึ่งในใจของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเป็นเธออยู่ในส่วนเสี้ยวหนึ่งของเรื่องราวที่ฉันเขียน เธอสำคัญมากพอที่ฉันจะเคยเก็บเธอไว้เงียบ ๆ ในฐานะหนึ่งในคนค้ำจุนหัวใจ แน่นอนฉันเผลอพูดความในใจออกไปตอนที่เรากลับมาพบกันอีกครั้ง และมันนำมาซึ่งการสูญเสียเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ ตอนนั้นฉันคงจะคิดบ้า ๆ อะไรสักอย่าง หรือไม่ก็ดูหนังดากานดามากเกินไป ไอ้ที่บอกว่า---ไม่เกี่ยวหรอกว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร ขอให้ฉันได้บอกความรู้สึกดี ๆ ก็พอแล้ว---เอาเข้าจริงมันโคตรจะบทภาพยนตร์น้ำเน่ามาก ๆ และฉันก็ดันลืมไปว่าฉันเป็นแค่ไอ้ไข่ย้อยในโลกจริง และไม่ได้รับบทโดยซันนี่
เธอรู้ไหม จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็นับได้แปดปีแล้วที่เรารู้จักกัน หรือมากกว่านั้นถ้าเธอจะนับเวลาก่อนหน้าว่า-เรารู้จักกัน วันนี้ฉันอาจเปลี่ยนไปบ้าง ฉันอาจไม่เหมือนคนเดิมในแปดปีก่อนที่โพล่งเรื่องความรู้สึกออกไปชัด ๆ ตรงไปตรงมา เพราะตอนนั้นฉันคิดตามประสาเด็ก ๆ ว่าการพูดขวานผ่าซากเป็นการให้เกียรติความรู้สึกดีที่มีต่อใครบางคน แต่เมื่ออายุมากขึ้นมาหน่อย ฉันจึงได้เรียนรู้ว่าคนอย่างฉันพูดความจริงได้มากน้อยแค่ไหน ทว่าถึงแม้จะปิดปากเงียบมากขึ้น ข้างในของฉันก็ยังแปรปรวนและอ่อนไหวจนน่ารำคาญเหมือนเดิม หรืออาจจะมากกว่าเมื่อแปดปีก่อนด้วยซ้ำ แต่ฉันก็พยายามแล้วที่จะเก็บทุกสิ่งไว้ในหัวใจไม่แสดงออก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวแก่เธอ นับตั้งแต่วันที่ฉันตัดสินใจว่าจะไม่ทำให้เธอรำคาญใจอีก
แต่เธอก็อาจจะรำคาญที่ยังคงเห็นฉันไม่หยุดคร่ำครวญจนถึงวันนี้ หรือเธออาจจะคิดว่าต้นเหตุของเสียงคร่ำครวญนั้นคือเธอ และเธอไม่อยากรู้สึกผิด เธอไม่อยากแบกรับความรู้สึกที่เธอไม่อยากรับ เธออยากเห็นฉันมีชีวิตที่ดี เธอไม่อยากให้ฉันยึดติดกับเธออีกตลอดกัลปาวสาน
เธอที่รัก, ขอให้เธอรู้ไว้ว่า-นับแต่วันที่เธอสูญสลายไปจากใจของฉัน เธอไม่เคยย้อนกลับมาอีก เธอคือแผลเป็นที่ฉันไม่ได้กลับไปเหลียวมอง เธอเป็นหนึ่งในคนค้ำจุนหัวใจ ทว่าไม่ใช่เสาหลักซึ่งค้ำจุนหัวใจฉันเอาไว้ (อันที่จริงมันไม่ต่างกันหรอกในเมื่อทุกอย่างมันพังทลายไปหมดแล้วตั้งแต่เดือนก่อน แต่ถ้าพูดกันถึงรายละเอียด แน่นอนมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง)
กล่าวอย่างรวบรัด สภาพที่ฉันเป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นผลจากใครบางคนซึ่งเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน-ใครบางคนซึ่งเป็นหลักยึดสุดท้ายในใจฉันจากไปแล้ว และฉันยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ชีวิตในส่วนที่ฉันจะใช้เพื่อใครสักคนได้พังทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว-อย่างสมบูรณ์ ที่เหลือตอนนี้ก็แค่ซากร่างหรืออะไรสักอย่างกลวง ๆ ที่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ อย่างที่คนรอบตัวอยากให้เป็น มันน่าสมเพชถึงขนาดที่ว่าการเป็นคนอื่นที่ฉันไม่อยากจะเป็นทำให้ฉันใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้รักอย่างสุรุ่ยสุร่าย---แค่เวลาจะร้องไห้ให้ใครคนนั้นฉันยังแทบไม่มีเลย---ทว่าใครคนนั้นอาจไม่ใช่เธอ-เกือบจะเป็นเธอ-แต่ไม่ใช่เธอ ดังนั้นเธอสบายใจได้ สบายใจมาก ๆ ได้เลยเสียด้วยว่าการล้มลงของฉันครั้งนี้ เธอไม่มีส่วนใด ๆ เลย
เธอที่รัก, ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างเรา (น่าตลกดี นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเคยเรียกไว้อย่างประชดประชันว่า 'ความเปราะบางแห่งยุคสมัย' ทว่าเมื่อเกิดกับตัวเอง ฉันกลับไม่รู้ว่าจะรับมืออย่างไร) เธออาจจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับฉันอีกต่อไป หรือเธออาจจะอยากเป็นเพื่อน ทว่าไม่อยากเห็นเรื่องราวการคร่ำครวญไร้สาระของฉัน ฉันพยายามคิดย้อนไปถึงเรื่องราวหลายอย่างที่ฉันพยายามพูดกับเธอ หลายเรื่องที่ฉันพยายามสื่อสารถึงเธอ ทว่าฉันเพิ่งรู้ว่ามันไม่ได้ผล (บางทีฉันอาจจะขาดความสามารถในการสื่อสารมากเกินไป) แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เธอก็ได้เลือกแล้ว และฉันก็เคารพการตัดสินใจนั้น
นี่อาจเป็นข้อความที่เธอไม่มีโอกาสอ่าน ไม่อยากอ่าน ไม่มีวันได้อ่าน หรือกระทั่งอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจทุกอย่างนัก แต่ฉันก็พยายามแล้วที่จะสื่อสารไปให้ถึงเธอเพื่อบอกว่า---ฉันสบายดี แม้ไม่ใช่ในความหมายปกติ และเธอก็ไม่มีส่วนใด ๆ กับความป่วยไข้ทางใจของฉันในวันนี้---ไม่มีส่วนใด ๆ อีกต่อไปแล้ว
10 มิ.ย. 56
วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
บางห้วงคำนึง-ระลึกถึงกนกพงศ์
๏ หากวันนี้กนกพงศ์ยังคงอยู่
ไม่รู้จะเลือกข้างไหน
จะเป็นหัวก้าวหน้าประชาธิปไตย
หรือศักดินาสาไถยเหมือนใครประณาม
๏ หากวันนี้กนกพงศ์ยังไม่ตาย
จะอยู่ข้างพี่ชายหรือตรงข้าม
เมื่อสังคมเสียงข้างมากลากเข้าความ
ล้วนมิเคยไถ่ถามความเห็นใคร
๏ ผิดจากเรามิใช่เราไม่เผาผี
ผิดจากสีก็ต่างสีหรือมิใช่
วิถีทางหลากหลายล้วนตายไป
เสียงข้างมากยุคใหม่เขาไม่ฟัง
๏ ชนชั้นทุนที่โอบล้อมโลกซัลมาน
วันผ่านก็เพียงความหลัง
ทุนสามานย์-ทุนศักดินา, ละล้าละลัง
จะอยู่ฝั่งทุนไหนให้เลือกเอา
๏ ไม่มีตรงกลางระหว่างนี้
ไม่เลือกสักหนึ่งสีคือขลาดเขลา
เมื่อถนนโคลีเซียมแผ่เงื้อมเงา
สยายมนต์แห่งแม่เฒ่าให้กลับฟื้น!
๏ อาจโชคดีที่กนกพงศ์ไม่อยู่
จึงมิต้องรับรู้หรือทนฝืน
ยุคนักเขียนเลือกข้างช่างกล้ำกลืน
เพื่อนเกลียดเพื่อนต่างจุดยืน, ขมขื่นนัก! ๚ะ๛
๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖
วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
"I can't accept your friend request."
(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์เกรียนฟิคชั่น)
เมื่อน้องมิว เอ้ย พลอยดาวถามก้อยว่าเธอจะช่วยตี๋ได้อย่างไร คำตอบที่ผู้ชมจะทราบตอนท้ายเรื่องคือการที่พลอยดาวกดยอมรับคำขอเป็นเพื่อนของตี๋ในเฟซบุ้คซึ่งดูเหมือนว่าเธอไม่เคยกดรับมาตลอดตั้งแต่รู้จักกันในโลกความจริง
การกระทำที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยเหลือเกินของพลอยดาว มองในอีกแง่หนึ่งนี่คงจะเป็นภาพสะท้อนของยุคสมัยที่การอยู่ในร่วมกันในชุมชนเสมือนที่มีโลโก้ตัวเอฟบนพื้นสีน้ำเงินมีความสำคัญมากกว่าการเดินกระทบไหล่กันบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินเสียอีก
เพราะในโลกความจริง บางครั้งเราไม่สามารถพูดความจริงได้เต็มปาก เพราะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขมากมายของพื้นที่และเวลาในโลกจริง สิ่งที่เราต้องแสดงออกในโลกความเป็นจริงคืออัตลักษณ์ที่ถูกบังคับให้เป็น หรืออัตลักษณ์ที่คนอื่นต้องการจะเห็น
พื้นที่และเวลาที่ตี๋บอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับพลอยดาว คือพื้นที่และเวลาที่เพื่อน ๆ รุมจ้องอยู่ และตี๋ก็คงพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่ายืนยันว่าคิดกับพลอยดาว "แค่เพื่อน แค่เพื่อนจริง ๆ" แต่เมื่อพลอยดาวสารภาพความจริงว่าเป็นแฟนกับเพื่อนตัวเอง ไอ้คำว่าแค่เพื่อนของตี๋ก็ถูกพิสูจน์ในอีกไม่กี่วินาทีต่อมาว่าโกหกทั้งเพ
แต่ในโลกเสมือนนั้น พื้นที่และเวลาทั้งหมดล้วนเป็นของเราทั้งสิ้น เราสามารถจะสร้างอัตลักษณ์ให้กับตัวเองอย่างไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นการขยันโพสต์คำคมเท่ ๆ อัพรูปแบ๊ว ๆ ตอนใส่เสื้อผ้าราคาเรือนหมื่น หรือลงรูปของกินแพง ๆ ชนิดที่ต้องเก็บเงินมาทั้งเดือนเพื่อถ่ายรูปสร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเองเป็นคนมีเงินกินของดีมีระดับ ก่อนจะแด๊กมาม่าไปจนถึงสิ้นเดือน หรือว่าจะทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี อัพเรื่องวิชาการและการเมืองด้วยภาษาถ่อยเถื่อนถูกใจวัยรุ่นเพื่อสถาปนาตัวเองเป็นศาสดาให้สาวกกดไลค์แอนด์แชร์ก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น
พื้นที่และเวลาสำหรับการแสดงอัตลักษณ์ที่ไร้ขีดจำกัดนี้ จึงทำให้หลายคนหลง (หรืออาจจะเป็นเรื่องจริงของยุคสมัย) ว่าการกระทำในโลกเสมือนนี่แหละคือการกระทำด้วยความจริงใจจากตัวตนจริง ๆ ที่เราเป็นอยู่ ตัวตนที่อยากจะเป็น หรือตัวตนที่พยายามสร้างในโลกเสมือนใบนี้
การกระทำใด ๆ ก็ตามต่อเพื่อนในโลกเสมือน หลายครั้งจึงถูกเหมารวมว่าทำไปจากใจจริงทั้งสิ้น
หลายคนโกรธเมื่อถูกอันเฟรนด์ หลายคนน้อยใจเมื่อแอดเฟรนด์แล้วเพื่อนไม่ยอมกดรับคำขอ พอเจอหน้ากันในโลกความจริงก็เหวี่ยงใส่ ไถ่ถามหาเหตุผลต่าง ๆ นานาว่าทำไมไม่ยอมรับแอดฉัน
อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกันนั้นเองที่พลอยดาวไม่ยอมกดรับคำขอเป็นเพื่อนของตี๋เสียที
ที่สุดแล้ว การกดรับเป็นเพื่อนในโลกเสมือนจึงกลายเป็นเงื่อนไขของการเป็นเพื่อนในโลกจริงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การกระทำที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยเหลือเกินของพลอยดาว แต่สำหรับตี๋แล้วมันคงจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เสียเต็มประดา เพราะนั่นหมายความว่าพลอยดาวได้ยอมรับตี๋เป็นเพื่อนอย่างสนิทใจแล้ว
มันดูเป็นเรื่องตลกย้อนแย้งที่ขำไม่ออกเลยทีเดียวเมื่อคิดว่าโลกเสมือนกลับกลายเป็นพื้นที่ของตัวตนแท้จริงและความจริงใจ ขณะที่โลกจริงเรากลับต้องใส่หน้ากากตอแหลใส่กันทุกวัน
การกดรับคำขอเป็นเพื่อนในโลกสมมติ (Respond to Friend Request) จึงกลายเป็นเรื่องจริงจังเหลือเกินในยุคสมัยของเรา
วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556
ขี้ข้า
อย่าด่าฉันเลยนะเธอจ๋า
เธอก็เป็นขี้ข้าเหมือนฉัน
เราก็เป็นขี้ข้าเหมือนกัน
เพียงผู้ถือหุ้นนั้นคือเจ้านาย
ทุ่มเททั้งเลือดเนื้อเพื่อองค์ก ร
พึงสังวรณ์ว่าไร้ความหมาย
เราเหนื่อยเพื่อเขารวยเขาสบาย
เราตายเขาก็หาใหม่มาแทน
เธอฉันต่างเป็นขี้ข้า
ตำแหน่งมายาใยหวงแหน
ควรหรือมาดูถูกดูแคลน
แร้นแค้นน้ำใจควรให้กัน
อย่าด่าฉันเลยนะเธอจ๋า
ขี้ข้าด่าขี้ข้านั้นน่าขัน
นับถอยหลังจากนี้สักกี่วัน
เดี๋ยวเรานั้นก็หมดค่า, น่าหัวเราะ!
-------------
๒๘ เมษายน ๒๕๕๖
*แรงบันดาลใจจากหญิงสาวคอกข้าง ๆ
เธอก็เป็นขี้ข้าเหมือนฉัน
เราก็เป็นขี้ข้าเหมือนกัน
เพียงผู้ถือหุ้นนั้นคือเจ้านาย
ทุ่มเททั้งเลือดเนื้อเพื่อองค์ก
พึงสังวรณ์ว่าไร้ความหมาย
เราเหนื่อยเพื่อเขารวยเขาสบาย
เราตายเขาก็หาใหม่มาแทน
เธอฉันต่างเป็นขี้ข้า
ตำแหน่งมายาใยหวงแหน
ควรหรือมาดูถูกดูแคลน
แร้นแค้นน้ำใจควรให้กัน
อย่าด่าฉันเลยนะเธอจ๋า
ขี้ข้าด่าขี้ข้านั้นน่าขัน
นับถอยหลังจากนี้สักกี่วัน
เดี๋ยวเรานั้นก็หมดค่า, น่าหัวเราะ!
-------------
๒๘ เมษายน ๒๕๕๖
*แรงบันดาลใจจากหญิงสาวคอกข้าง ๆ
วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556
ว่าด้วยความศรัทธาในวิชาชีพนักเขียน
(1) เฮียหนวดร้านจักรยาน
เจ้าของร้านจักรยานแถว ๆ ที่ทำงานผมเป็นเฮียหนวดดูท่าทางดุ ๆ เวลาแกพูดผมแยกไม่ค่อยออกว่าแกพูดธรรมดาหรือแกคำราม
"บันไดจักรยานคู่ละ 80 บาท"
การตกลงซื้อขายเกิดขึ้นโดยผมเข้าใจว่าค่าแรงเปลี่ยนบันไดจักรยานคงรวมอยู่ในราคาสินค้าเรียบร้อยแล้ว เฮียหนวดเดินแบกเครื่องมือออกมาดึงบันไดอันเก่าทิ้ง ทว่าบันไดเก่านั้นเก่าเกินไป ระหว่างเกลียวข้อต่อเต็มไปด้วยสนิมเขรอะ เพียงแค่ประแจไม่พอหมุนมันออกมาง่ายดาย ต้องใช้ทั้งน้ำมันหล่อลื่น คีมล็อก และเหงื่ออีกหลายถังของเฮียกว่าการเปลี่ยนบันไดจักรยานจะเสร็จสิ้น ผู้นั่งดูอยู่เฉย ๆ อย่างผมเห็นต้นเหตุความเหนื่อยของแกมาจากจักรยานบุโรทั่งของผมจึงเอ่ยปากเสนอตัวช่วยแกบ้าง แต่แกคงเห็นว่าไขมันผมมีมากกว่ากล้ามจึงบอกว่าไม่เป็นไร ผมจึงถามราคาอีกครั้งเพราะเห็นว่าค่าบันไดจักรยานไม่ควรจะรวมอยู่กับค่าเสียเหงื่อสองถังของแกอีกต่อไปแล้ว
"80 บาท" แกยังยืนยันคำเดิม แถมยังช่วยขันน็อตเบาะหลังที่เริ่มหลวม และหยอดน้ำมันให้โซ่หมุนสะดวกขึ้นอีกต่างหาก
(2) วิชาชีพนักเขียน
ค่าแรงการใช้งานวิชาชีพนักเขียนของผม อัตราทั่ว ๆ ไปอยู่ที่หน้าละ 1,000 บาท (จัดหน้าปกติ ตัวพิมพ์ Cordia 16 Point) ซึ่งอัตรานี้รวมการหาข้อมูล การสัมภาษณ์ ฯลฯ ไว้แล้ว นอกเสียจากเป็นงานเชิงวิชาการที่ต้องหาข้อมูลลึกก็จะบวกค่าหาข้อมูลเข้าไปอีกนิดหน่อย ที่เหลือก็บวกลบตามแต่ความยากง่ายและระยะเวลาในการทำงาน แต่ส่วนมากจะโดนลบเสียมากกว่า (ไม่ฮา)
เท่าที่เคยถาม ๆ นักเขียนฟรีแลนซ์ท่านอื่น ๆ ก็ใช้อัตราประมาณนี้ หลายท่านคิดเงินต่อหน้าสูงกว่าผมด้วยซ้ำไป มันอาจเป็นแค่ "แค่หน้าละพัน" หรือว่า "หน้าละตั้งพัน" ก็แล้วแต่มุมมองและความเข้าใจของแต่ละคน
ที่สำคัญกว่านั้นน่าจะเป็นเรื่องของ "ความศรัทธาต่อวิชาชีพ"
เงินหนึ่งพันที่ร้องขอ ไม่ใช่เรื่องของการขูดรีด ความงกหรือหน้าเลือดอยากได้เงินเยอะ ๆ (อันที่จริงนี่ถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากจนอาจเป็นการตัดราคาของเพื่อนร่วมวิชาชีพซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการผิดจรรยาบรรณ) แต่เป็นราคาที่แสดงว่าคุณมีความเคารพต่อวิชาชีพนี้มากพอ เมื่อคิดจะใช้คนที่มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คุณก็ต้องพร้อมจะจ่ายราคามาตรฐานของวิชาชีพนี้ด้วย
มีหลายคนเข้าใจผิดว่า งานเขียนไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่มีพรสวรรค์ด้านขีด ๆ เขียน ๆ ไปนั่งหน้าคอม จิ้ม ๆ คีย์บอร์ดจนครบหน้าก็ได้เงิน แล้วจะเอาอะไรนักหนา
สำหรับผมแล้ว คำว่าพรสวรรค์ไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างเป็นเรื่องของการฝึกฝนและเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก เพียงหนึ่งประโยคที่เข้าใจง่าย ๆ เบื้องหลังของมันบรรจุการเคี่ยวกรำรูปประโยคผ่านการเรียนรู้หลายสิบปีและการอ่านหนังสือนับร้อยเล่ม แต่คนส่วนมากมักจะมองแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ไม่ได้มองว่าฐานที่อยู่ใต้น้ำนั้นมีขนาดใหญ่เพียงใด จึงมักจะตีราคางานเขียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ถ้าเช่นนั้นการที่เภสัชกรคนหนึ่งนั่งประจำอยู่ในแผนกยา คอยรับใบสั่งยาแล้วเดินไปหยิบให้คนไข้ ก็ควรถูกตั้งคำถามทำนองเดียวกันว่า "ก็แค่นั่งสบายอยู่ในห้องแอร์ เดินไปหยิบยาแค่นั้น ทำไมให้เงินเดือนมากถึงสองสามหมื่น" นั่นแสดงว่าคนพูดไม่ได้มองถึงเบื้องหลังของเภสัชกรว่ากว่าจะได้มานั่งในห้องเก็บยา เขาต้องเรียนอะไรบ้าง ท่องจำชื่อสารเคมีมามากแค่ไหน มีความรู้เรื่องการวิเคราะห์ยามากเพียงใด มีองค์ความรู้มากมายแค่ไหนที่เขาต้องรู้ในฐานะเภสัชกร
เงินเดือนหลายหมื่นจึงมิใช่ค่าแรงที่มากเกินควร แต่คือการที่รัฐในฐานะนายจ้างเคารพต่อความรู้ความสามารถและแสดงความศรัทธาที่มีต่อวิชาชีพของเขา
วิชาชีพนักเขียนในสายตาของนายจ้างก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
(3) ใครก็เป็นนักเขียนได้
แน่ล่ะ ใคร ๆ ก็เขียนหนังสือได้ แต่การเขียนหนังสือได้ "ดี" นั้น ไม่ใช่ใครจะเขียนได้ง่าย ๆ อย่าว่าแต่คนที่ไม่อยู่ในวงการเลย แม้แต่คนที่อ้างตัวเองว่าทำงานในวงการการเขียนเพื่อการสื่อสาร กระนั้นงานหลายชิ้นกลับอ่านไม่ค่อยจะรู้เรื่อง รูปประโยควกไปเวียนมาจนน่าปวดหัว
ภาษาคือเครื่องมือสื่อสารความคิด ดังนั้นนักเขียนที่ดีไม่ใช่แค่ใช้ภาษาได้ดี แต่ความคิดในสมองต้องเป็นระบบมากพอจะสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายของการเขียนเพื่อการสื่อสาร เช่น การเขียนข่าว บทความ สารคดี บางครั้งการเขียนจึงไม่ใช่แค่การเล่นคำ แต่คือการประมวลข้อมูลทั้งหมดที่รับรู้และคัดเลือกเอาเฉพาะคำที่สื่อสารได้ออกมาเรียงร้อยกันเป็นประโยคหรือย่อหน้า เรียกให้ง่ายก็คือการ "ย่อยข้อมูล" เป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย ดังนั้นนักเขียนที่เก่ง ๆ นอกจากจะต้องฝึกการเป็นนายของภาษาแล้ว พวกเขายังต้องฝึกจัดระบบความคิดของตัวเองอยู่เสมอ
ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน อาจกล่าวได้ว่าการฝึกฝนนั่นแหละคือต้นทุนของวิชาชีพนักเขียน
ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม ผมยังเขียนสารคดีไม่เป็น ผมฝึกฝน ช่วงปีสี่ผมยังเขียนเรื่องสั้นไม่เป็น แถมยังโดนค่อนขอดจากเพื่อนนักเขียนว่าอย่ามาสะเออะวิจารณ์งานของเขาถ้ายังเขียนเรื่องสั้นไม่เป็น จากนั้นผมก็เริ่มฝึกฝน
ไม่ใช่ว่าใครเกิดมาก็เขียนหนังสือเป็นเลย สำหรับผมแล้วการเขียนคือทักษะ และทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน
ดังนั้นผมจึงปวดใจมากเวลาที่เพื่อนบางคนมาวานให้เขียนกลอนหรืออะไรทำนองนี้ให้บริษัทของเขา แล้วบอกว่า "กลอนแค่บทเดียวกอล์ฟไม่เหนื่อยอะไรหรอก กอล์ฟเขียนเก่งจะตาย"
ผมไม่ได้งกขนาดจะคิดเงินเพื่อนจากกลอนบทเดียว เพียงแต่อยากบอกให้เขารู้ว่ามันไม่ง่าย ไม่มีอะไรง่ายเลยสำหรับการเขียนทุกประเภท กลอนที่เขียนลงเฟซบุ้กบ่อย ๆ แน่ล่ะส่วนหนึ่งเป็นการระบายความในใจ แต่ส่วนหนึ่งของมันคือการฝึกฝนไม่ให้มือตก
งานที่ผมได้ราคาหน้าละพันเป็นปกติไม่มีอิดออด หรือถึงขนาดได้เงินบวกเพิ่ม ทั้งหมดเป็นงานที่นักเขียนหรือคนที่อยู่ในแวดวงการเขียนด้วยกันเป็นคนจ้างทั้งสิ้น เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างรู้ว่าการเขียนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
(4) ผู้ศรัทธาในวิชาชีพ
ตอนที่เฮียหนวดแกเดินไปเอาเงินทอนหลังร้าน ผมอยากจะขี่จักรยานหนีหายไปเลยและให้เงินทอนเป็นค่าเหงื่อสองถังของแก แต่สุดท้ายแกก็กลับมาเร็วกว่าที่คิดพร้อมเงินทอน
เวลาที่ผมไปซื้อของหรือใช้บริการอะไรทำนองนี้ ผมไม่ค่อยต่อราคา เพราะคิดว่าราคานี้เขาคิดไว้ดีแล้ว เหมาะควรแล้วต่อวิชาชีพของเขา ยิ่งได้เห็นเขาทุ่มเททำงานในสิ่งที่ผมจ้างเขาอย่างเต็มที่ ผมยิ่งไม่รู้สึกเสียดายกับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จ่ายไป แถมอยากให้เงินเขาเพิ่มด้วยซ้ำ นั่นเพราะผมศรัทธาคนที่ทำงานด้วยความศรัทธาในวิชาชีพของตน
ผมขี่รถจักรยานออกไปจากร้านด้วยความหวังว่า สักวันสิ่งที่เรียกว่า "วิชาชีพนักเขียน" จะได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่ามันมีอยู่จริง พร้อมค่าตอบแทนที่เหมาะสมแก่งาน มิใช่การดูถูกของนายจ้างและการยอมจำนนต่อเศษเงินที่ไม่สมควรเรียกว่าค่าแรงเหมือนที่เคยเป็นมา
วุฒินันท์ ชัยศรี
24 มีนาคม 2556
เจ้าของร้านจักรยานแถว ๆ ที่ทำงานผมเป็นเฮียหนวดดูท่าทางดุ ๆ เวลาแกพูดผมแยกไม่ค่อยออกว่าแกพูดธรรมดาหรือแกคำราม
"บันไดจักรยานคู่ละ 80 บาท"
การตกลงซื้อขายเกิดขึ้นโดยผมเข้าใจว่าค่าแรงเปลี่ยนบันไดจักรยานคงรวมอยู่ในราคาสินค้าเรียบร้อยแล้ว เฮียหนวดเดินแบกเครื่องมือออกมาดึงบันไดอันเก่าทิ้ง ทว่าบันไดเก่านั้นเก่าเกินไป ระหว่างเกลียวข้อต่อเต็มไปด้วยสนิมเขรอะ เพียงแค่ประแจไม่พอหมุนมันออกมาง่ายดาย ต้องใช้ทั้งน้ำมันหล่อลื่น คีมล็อก และเหงื่ออีกหลายถังของเฮียกว่าการเปลี่ยนบันไดจักรยานจะเสร็จสิ้น ผู้นั่งดูอยู่เฉย ๆ อย่างผมเห็นต้นเหตุความเหนื่อยของแกมาจากจักรยานบุโรทั่งของผมจึงเอ่ยปากเสนอตัวช่วยแกบ้าง แต่แกคงเห็นว่าไขมันผมมีมากกว่ากล้ามจึงบอกว่าไม่เป็นไร ผมจึงถามราคาอีกครั้งเพราะเห็นว่าค่าบันไดจักรยานไม่ควรจะรวมอยู่กับค่าเสียเหงื่อสองถังของแกอีกต่อไปแล้ว
"80 บาท" แกยังยืนยันคำเดิม แถมยังช่วยขันน็อตเบาะหลังที่เริ่มหลวม และหยอดน้ำมันให้โซ่หมุนสะดวกขึ้นอีกต่างหาก
(2) วิชาชีพนักเขียน
ค่าแรงการใช้งานวิชาชีพนักเขียนของผม อัตราทั่ว ๆ ไปอยู่ที่หน้าละ 1,000 บาท (จัดหน้าปกติ ตัวพิมพ์ Cordia 16 Point) ซึ่งอัตรานี้รวมการหาข้อมูล การสัมภาษณ์ ฯลฯ ไว้แล้ว นอกเสียจากเป็นงานเชิงวิชาการที่ต้องหาข้อมูลลึกก็จะบวกค่าหาข้อมูลเข้าไปอีกนิดหน่อย ที่เหลือก็บวกลบตามแต่ความยากง่ายและระยะเวลาในการทำงาน แต่ส่วนมากจะโดนลบเสียมากกว่า (ไม่ฮา)
เท่าที่เคยถาม ๆ นักเขียนฟรีแลนซ์ท่านอื่น ๆ ก็ใช้อัตราประมาณนี้ หลายท่านคิดเงินต่อหน้าสูงกว่าผมด้วยซ้ำไป มันอาจเป็นแค่ "แค่หน้าละพัน" หรือว่า "หน้าละตั้งพัน" ก็แล้วแต่มุมมองและความเข้าใจของแต่ละคน
ที่สำคัญกว่านั้นน่าจะเป็นเรื่องของ "ความศรัทธาต่อวิชาชีพ"
เงินหนึ่งพันที่ร้องขอ ไม่ใช่เรื่องของการขูดรีด ความงกหรือหน้าเลือดอยากได้เงินเยอะ ๆ (อันที่จริงนี่ถือว่าเป็นราคาที่ถูกมากจนอาจเป็นการตัดราคาของเพื่อนร่วมวิชาชีพซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการผิดจรรยาบรรณ) แต่เป็นราคาที่แสดงว่าคุณมีความเคารพต่อวิชาชีพนี้มากพอ เมื่อคิดจะใช้คนที่มีมาตรฐานระดับหนึ่ง คุณก็ต้องพร้อมจะจ่ายราคามาตรฐานของวิชาชีพนี้ด้วย
มีหลายคนเข้าใจผิดว่า งานเขียนไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่มีพรสวรรค์ด้านขีด ๆ เขียน ๆ ไปนั่งหน้าคอม จิ้ม ๆ คีย์บอร์ดจนครบหน้าก็ได้เงิน แล้วจะเอาอะไรนักหนา
สำหรับผมแล้ว คำว่าพรสวรรค์ไม่มีอยู่จริง ทุกอย่างเป็นเรื่องของการฝึกฝนและเคี่ยวกรำตัวเองอย่างหนัก เพียงหนึ่งประโยคที่เข้าใจง่าย ๆ เบื้องหลังของมันบรรจุการเคี่ยวกรำรูปประโยคผ่านการเรียนรู้หลายสิบปีและการอ่านหนังสือนับร้อยเล่ม แต่คนส่วนมากมักจะมองแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ไม่ได้มองว่าฐานที่อยู่ใต้น้ำนั้นมีขนาดใหญ่เพียงใด จึงมักจะตีราคางานเขียนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ถ้าเช่นนั้นการที่เภสัชกรคนหนึ่งนั่งประจำอยู่ในแผนกยา คอยรับใบสั่งยาแล้วเดินไปหยิบให้คนไข้ ก็ควรถูกตั้งคำถามทำนองเดียวกันว่า "ก็แค่นั่งสบายอยู่ในห้องแอร์ เดินไปหยิบยาแค่นั้น ทำไมให้เงินเดือนมากถึงสองสามหมื่น" นั่นแสดงว่าคนพูดไม่ได้มองถึงเบื้องหลังของเภสัชกรว่ากว่าจะได้มานั่งในห้องเก็บยา เขาต้องเรียนอะไรบ้าง ท่องจำชื่อสารเคมีมามากแค่ไหน มีความรู้เรื่องการวิเคราะห์ยามากเพียงใด มีองค์ความรู้มากมายแค่ไหนที่เขาต้องรู้ในฐานะเภสัชกร
เงินเดือนหลายหมื่นจึงมิใช่ค่าแรงที่มากเกินควร แต่คือการที่รัฐในฐานะนายจ้างเคารพต่อความรู้ความสามารถและแสดงความศรัทธาที่มีต่อวิชาชีพของเขา
วิชาชีพนักเขียนในสายตาของนายจ้างก็ควรจะเป็นเช่นนั้น
(3) ใครก็เป็นนักเขียนได้
แน่ล่ะ ใคร ๆ ก็เขียนหนังสือได้ แต่การเขียนหนังสือได้ "ดี" นั้น ไม่ใช่ใครจะเขียนได้ง่าย ๆ อย่าว่าแต่คนที่ไม่อยู่ในวงการเลย แม้แต่คนที่อ้างตัวเองว่าทำงานในวงการการเขียนเพื่อการสื่อสาร กระนั้นงานหลายชิ้นกลับอ่านไม่ค่อยจะรู้เรื่อง รูปประโยควกไปเวียนมาจนน่าปวดหัว
ภาษาคือเครื่องมือสื่อสารความคิด ดังนั้นนักเขียนที่ดีไม่ใช่แค่ใช้ภาษาได้ดี แต่ความคิดในสมองต้องเป็นระบบมากพอจะสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายของการเขียนเพื่อการสื่อสาร เช่น การเขียนข่าว บทความ สารคดี บางครั้งการเขียนจึงไม่ใช่แค่การเล่นคำ แต่คือการประมวลข้อมูลทั้งหมดที่รับรู้และคัดเลือกเอาเฉพาะคำที่สื่อสารได้ออกมาเรียงร้อยกันเป็นประโยคหรือย่อหน้า เรียกให้ง่ายก็คือการ "ย่อยข้อมูล" เป็นข้อเขียนที่อ่านง่าย ดังนั้นนักเขียนที่เก่ง ๆ นอกจากจะต้องฝึกการเป็นนายของภาษาแล้ว พวกเขายังต้องฝึกจัดระบบความคิดของตัวเองอยู่เสมอ
ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน อาจกล่าวได้ว่าการฝึกฝนนั่นแหละคือต้นทุนของวิชาชีพนักเขียน
ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม ผมยังเขียนสารคดีไม่เป็น ผมฝึกฝน ช่วงปีสี่ผมยังเขียนเรื่องสั้นไม่เป็น แถมยังโดนค่อนขอดจากเพื่อนนักเขียนว่าอย่ามาสะเออะวิจารณ์งานของเขาถ้ายังเขียนเรื่องสั้นไม่เป็น จากนั้นผมก็เริ่มฝึกฝน
ไม่ใช่ว่าใครเกิดมาก็เขียนหนังสือเป็นเลย สำหรับผมแล้วการเขียนคือทักษะ และทุกอย่างอยู่ที่การฝึกฝน
ดังนั้นผมจึงปวดใจมากเวลาที่เพื่อนบางคนมาวานให้เขียนกลอนหรืออะไรทำนองนี้ให้บริษัทของเขา แล้วบอกว่า "กลอนแค่บทเดียวกอล์ฟไม่เหนื่อยอะไรหรอก กอล์ฟเขียนเก่งจะตาย"
ผมไม่ได้งกขนาดจะคิดเงินเพื่อนจากกลอนบทเดียว เพียงแต่อยากบอกให้เขารู้ว่ามันไม่ง่าย ไม่มีอะไรง่ายเลยสำหรับการเขียนทุกประเภท กลอนที่เขียนลงเฟซบุ้กบ่อย ๆ แน่ล่ะส่วนหนึ่งเป็นการระบายความในใจ แต่ส่วนหนึ่งของมันคือการฝึกฝนไม่ให้มือตก
งานที่ผมได้ราคาหน้าละพันเป็นปกติไม่มีอิดออด หรือถึงขนาดได้เงินบวกเพิ่ม ทั้งหมดเป็นงานที่นักเขียนหรือคนที่อยู่ในแวดวงการเขียนด้วยกันเป็นคนจ้างทั้งสิ้น เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างรู้ว่าการเขียนไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
(4) ผู้ศรัทธาในวิชาชีพ
ตอนที่เฮียหนวดแกเดินไปเอาเงินทอนหลังร้าน ผมอยากจะขี่จักรยานหนีหายไปเลยและให้เงินทอนเป็นค่าเหงื่อสองถังของแก แต่สุดท้ายแกก็กลับมาเร็วกว่าที่คิดพร้อมเงินทอน
เวลาที่ผมไปซื้อของหรือใช้บริการอะไรทำนองนี้ ผมไม่ค่อยต่อราคา เพราะคิดว่าราคานี้เขาคิดไว้ดีแล้ว เหมาะควรแล้วต่อวิชาชีพของเขา ยิ่งได้เห็นเขาทุ่มเททำงานในสิ่งที่ผมจ้างเขาอย่างเต็มที่ ผมยิ่งไม่รู้สึกเสียดายกับเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จ่ายไป แถมอยากให้เงินเขาเพิ่มด้วยซ้ำ นั่นเพราะผมศรัทธาคนที่ทำงานด้วยความศรัทธาในวิชาชีพของตน
ผมขี่รถจักรยานออกไปจากร้านด้วยความหวังว่า สักวันสิ่งที่เรียกว่า "วิชาชีพนักเขียน" จะได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่ามันมีอยู่จริง พร้อมค่าตอบแทนที่เหมาะสมแก่งาน มิใช่การดูถูกของนายจ้างและการยอมจำนนต่อเศษเงินที่ไม่สมควรเรียกว่าค่าแรงเหมือนที่เคยเป็นมา
วุฒินันท์ ชัยศรี
24 มีนาคม 2556
วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556
หญิงสาวในบทกวี
"ทำไมคุณถึงทำแบบนี้" เธอตะโกนลั่น "เอาฉันไปเพ้อพร่ำรำพันเป็นตุเป็นตะ หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ฉันไม่อยากเป็นหญิงสาวในบทกวีของคุณ"
"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง" ผมตอบเธอด้วยน้ำเสียงโรยแรง "นับแต่วันที่ผมเห็นหน้าคุณ ผมก็ตายไปแล้ว คุณเข้าใจความหมายนี้ไหม---"
เธอสั่นศีรษะ หรี่ตามองผมราวกับกำลังจ้องคนเสียสติ
"ทุกอย่างที่เป็นตัวผมตายไปหมดแล้ว เหลือก็แต่คุณ---แววตาสดใสของคุณ ริมฝีปากบางของคุณ น้ำเสียงอ่อนโยนของคุณ ทุกอย่างที่เป็นคุณกลายเป็นทุกอย่างในชีวิตผม หัวใจของผมยังเต้นอยู่เพื่อคุณคนเดียว---แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้ผมเอาคุณออกไปจากบทกวีที่ผมเขียน แม้เพียงช่องว่างระหว่างวรรคตอนที่อัดแน่นด้วยความครุ่นคำนึงถึงคุณ หรือเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของสำเนียงอักขระอันอ่อนหวานซึ่งรอยยิ้มละมุนละไมของคุณเผยร่างอยู่ตรงนั้น"
๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖
"แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง" ผมตอบเธอด้วยน้ำเสียงโรยแรง "นับแต่วันที่ผมเห็นหน้าคุณ ผมก็ตายไปแล้ว คุณเข้าใจความหมายนี้ไหม---"
เธอสั่นศีรษะ หรี่ตามองผมราวกับกำลังจ้องคนเสียสติ
"ทุกอย่างที่เป็นตัวผมตายไปหมดแล้ว เหลือก็แต่คุณ---แววตาสดใสของคุณ ริมฝีปากบางของคุณ น้ำเสียงอ่อนโยนของคุณ ทุกอย่างที่เป็นคุณกลายเป็นทุกอย่างในชีวิตผม หัวใจของผมยังเต้นอยู่เพื่อคุณคนเดียว---แล้วมันจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้ผมเอาคุณออกไปจากบทกวีที่ผมเขียน แม้เพียงช่องว่างระหว่างวรรคตอนที่อัดแน่นด้วยความครุ่นคำนึงถึงคุณ หรือเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของสำเนียงอักขระอันอ่อนหวานซึ่งรอยยิ้มละมุนละไมของคุณเผยร่างอยู่ตรงนั้น"
๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖
วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2556
My Neighbor Totoro: เพื่อนรักของเด็กเด็ก ความฝันเล็กเล็กอันแสนโหดร้าย
(เปิดเผยเรื่องราวในภาพยนตร์)
มีคนทักมานานว่าน่ารักเหมือน Totoro (ฮา) แต่ก็เพิ่งได้ชมแอนิเมชั่นเรื่องนี้ (ตกยุคมาก 55) และก็เกือบจะจบลงด้วยความอิ่มเอมใจอย่างที่ผู้สร้างอยากจะให้เป็น แต่เนื่องจากข้าพเจ้ามีข้อสังเกตเล็ก ๆ ตรงท้าย ๆ เรื่อง จึงลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวแก่ Totoro ดู และพบกับความจริงอันน่าเศร้าบางประการ---
ก่อนอื่นควรจะต้องเล่าถึงเรื่องย่อในแอนิเมชั่นเสียก่อนพอให้รู้เรื่องคร่าว ๆ --- เด็กน้อยสองคนชื่อ Satsuki และ Mei ย้ายบ้านมาอยู่ที่ชนบทและได้พบกับสัตว์ประหลาดชื่อว่า Totoro (ซึ่งอาจเป็นชื่อที่ Mei ตั้งให้จากเสียงคำรามของมัน หรือเป็นคำพ้องเสียงของ Troll ในการออกเสียงแบบญี่ปุ่น) นับแต่วันที่เด็กน้อยทั้งสองได้พบกับ Totoro ก็มีเรื่องราวมหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมายราวกับความฝัน
แม่ของทั้งสองป่วยและรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลมานาน วันหนึ่งถึงกำหนดที่แม่จะกลับบ้าน โรงพยาบาลกลับโทรเลขมาให้พ่อติดต่อกลับไป ทั้ง Satsuki และ Mei กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับแม่ น้องสาว Mei จึงหอบข้าวโพดวิ่งไปโรงพยาบาลโดยหวังว่าจะให้แม่กินเพื่อให้อาการดีขึ้น ฝ่าย Satsuki เมื่อเห็นน้องหายไปนานจึงออกตามหาแต่ก็ไม่พบ เมื่อได้ยินข่าวว่าพบรองเท้าของ Mei ในสระน้ำจึงรีบรุดกลับมาดู แต่ก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าไม่ใช่รองเท้าของน้องสาว เธอหมดหนทางตามหาน้องจึงขอความช่วยเหลือจาก Totoro พี่น้องทั้งสองจึงได้พบกันและได้นำของฝากไปเยี่ยมแม่ เพลงท้ายเรื่องบอกกล่าวเราว่าเรื่องราวจบลงอย่างมีความสุข
อาจกล่าวได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้ผู้ชมมีแต่ความสุขและอิ่มเอมใจ เพราะเรื่องนี้ไม่มีตัวร้าย ความเกลียดชัง หรือความรู้สึกด้านลบเลยแม้แต่น้อย เป็นเสมือนภาพฝันวัยเยาว์อันแสนงดงาม ดังที่ Roger Ebert นักวิจารณ์ภาพยนตร์กล่าวไว้ว่า
"My Neighbor Totoro is based on experience, situation and exploration—not on conflict and threat,"
นอกจากนั้นยังกล่าวถึงเสน่ห์ของเรื่องนี้ว่า
"...it would never have won its worldwide audience just because of its warm heart. It is also rich with human comedy in the way it observes the two remarkably convincing, lifelike little girls... It is a little sad, a little scary, a little surprising and a little informative, just like life itself. It depends on a situation instead of a plot, and suggests that the wonder of life and the resources of imagination supply all the adventure you need."
ฉากการพบกันครั้งแรกระหว่าง Mei กับ Totoro คือการที่ Mei ตาม Totoro ตัวน้อย ๆ เข้าไปในพุ่มไม้จนจับพลัดจับผลูหล่นลงไปในถ้ำ หากจะตีความว่าป่าคือความเป็นผู้หญิง (Womanhood) และถ้ำนั้นคือช่องคลอด (Vagina) ซึ่งเป็นสถานที่ให้กำเนิดมนุษย์ การเดินทางจากป่าสู่ถ้ำจนได้พบสัตว์ประหลาดตัวอ้วนกลมในเรื่อง จึงน่าจะหมายถึงการย้อนกลับไปสู่ "ความฝันและจินตนาการในวัยเยาว์" ของเด็กทั้งสองคนที่มีความผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง นั่นคือพวกเธอสร้าง Totoro ขึ้นมาในจินตนาการเพื่อชดเชยกับการต้องอยู่ห่างจากแม่ หลายครั้งจึงปรากฏว่าหลังจากพบ Totoro เด็กสองคนมักจะตื่นขึ้นมาราวกับว่าเรื่องที่พบ Totoro เป็นความฝัน
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของข้าพเจ้าตอนท้ายเรื่องในฉากที่ Satsuki เห็นรองเท้าในสระน้ำแล้วบอกว่าไม่ใช่รองเท้าของ Mei เป็นฉากที่ใช้เวลานานจนน่าสงสัย และอันที่จริงไม่จำเป็นต้องมีฉากนี้ก็ได้ หากหา Mei ไม่พบก็วิ่งไปขอร้อง Totoro แต่แรกเลยไม่ดีกว่าหรือ?
จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้พบข้อสันนิษฐานของนักวิจารณ์ภาพยนตร์กลุ่มหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่า แท้จริงแล้ว Totoro คือยมทูต (Shinigami: God of Death) ดังที่กล่าวไว้ในบล็อก http://hayao-miyazaki.tumblr.com/post/4273299861/totoro-shinigami และเรื่องราวในแอนิเมชั่นแท้จริงแล้วกำเนิดมาจาก "เหตุการณ์ในเมืองซายามะ" (The Sayama incident) ซึ่งมีเนื้อความคร่าว ๆ ว่า เด็กน้อยคนหนึ่งถูกลักพาตัวไปข่มขืนและฆ่า เมื่อพี่สาวได้พบศพน้องจึงเสียใจมากจนเสียสติ พร่ำรำพันว่าเห็นทานูกิยักษ์ และแมวปีศาจ ต่อมาไม่นานพี่สาวก็ฆ่าตัวตายตามน้องไป ดังเนื้อความว่า:
The Sayama incident occured in May 1963. It’s quite an important case for discrimination in Japan. The case goes that one day, in Sayama (in Saitama prefecture), a young girl was kidnapped for ransom, raped and then murdered. Her older sister apparently found her body, but was so traumatized by it, when asked what she had seen, she merely said “I met a large Tanuki (looks like a racoon)” and “I saw a cat monster.” ... Anyway, the older sister later commited suicide.
นักวิจารณ์ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ในซายามะ เป็นต้นว่า มีข้อความและสถานที่ในเรื่องหลายแห่งแสดงให้เห็นว่าชนบทที่สองพี่น้องย้ายไปอยู่นั้นคือเมืองซายามะ (อ่านรายละเอียดในบล็อก) นอกจากนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมก็พ้องพานกับชื่อของสองพี่น้องคือ Mei ออกเสียงคล้าย May และ Satsuki ก็เป็นวิธีออกเสียงแบบหนึ่งของเดือนพฤษภาคมอีกด้วย
ส่วนเรื่องความตายของ Mei และ Satsuki มีความเกี่ยวพันกับ "รถบัสแมว" (The Nekobus: A bus-shaped giant cat) ที่ปรากฏขึ้นตอนที่มันจะพา Satsuki ไปหา Mei ซึ่งรถบัสแมวได้ขึ้นป้ายจุดหมายปลายทางตามลำดับว่า ป่า - หนองน้ำ - สุสาน - หีบศพ - Mei ซึ่งมีความหมายตามลำดับถึงการตายของ Mei คือ "ป่า" เป็นสัญลักษณ์หมายถึงความเป็นผู้หญิง (Womanhood) ซึ่งตามเหตุการณ์ซายามะนั้น Mei ถูกข่มขืน (การทำลายหรือล่วงล้ำ Womanhood) หนองน้ำคือสถานที่พบศพ จากนั้นเธอก็ถูกนำไปสุสานและถูกฝังไว้ในหีบศพ ทั้งหมดคือสถานที่ที่ Satsuki ต้องการจะไปเช่นเดียวกับน้องสาว คือไปสู่ความตาย (ในบล็อกภาษาอังกฤษอธิบายอีกอย่างว่าก่อนจะถึงคำว่า Mei มีคำหนึ่งปรากฏขึ้น คำแรกหมายถึงสุสาน คำที่สองหมายถึงถนน: the first character means grave, the second meaning road. หรือก็คือถนนที่นำไปสู่ความตาย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า "ป่า" และ "หนองน้ำ" ก็มีความหมายที่สำคัญไม่แพ้กัน จึงยึดตามซับไตเติ้ลภาษาไทยเป็นหลัก)
นอกจากนั้นในเพลงประกอบตอนรถบัสแมว ยังมีข้อความตอนหนึ่งว่า:
notta okyaku wa youki na obake (those guests who ride are cheerful ghosts.)
การขึ้นรถบัสแมวเพื่อออกตามหา Mei จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะหมายถึงการฆ่าตัวตามตามน้องสาวของ Satsuki เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ซายามะ ส่วนข้อสันนิษฐานว่า Totoro คือยมทูต และเรื่องราวในแอนิเมชั่นคือ The Sayama incident นั้นยังมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากซึ่งอ่านเพิ่มเติมได้ในบล็อกที่ยกมาข้างต้น
การกล่าวว่าเรื่องราวสุขนาฏกรรมใน Totoro แท้จริงแอบซ่อนโศกนาฏกรรมแสนเศร้าไว้เบื้องหลังอาจจะเป็นการทำร้ายจิตใจผู้ชมมากไปหน่อย แต่ที่จริงแล้วสำหรับเด็กน้อยทั้งสอง ความตายอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยสำหรับพวกเธอ เห็นได้จากฉากแรก ๆ ที่พวกเธอได้พบบ้านใหม่ (แต่สภาพเก่ามาก) และเขย่าเสาบ้าน (ซึ่งใกล้พัง) อย่างสนุกสนาน แถมยังตะโกนอย่างมีความสุขว่า "บ้านจะพังแล้ว" ราวกับเป็นเรื่องเล่นสนุกสำหรับพวกเธอ และอีกฉากหนึ่งที่มีลมพายุหนักพัดบ้านจวนจะพังมิพังแหล่ บางครั้งเกิดเสียงดังน่ากลัวเหมือนมีผี แต่พ่อก็บอกให้พวกเธอหัวเราะเสียงดัง ๆ เพื่อไล่ผี ภาพที่สองพี่น้องหัวเราะเสียงดังท่ามกลางบ้านที่จวนเจียนจะพังทำให้เห็นว่าทั้งคู่ไม่ยี่หระต่อสิ่งซึ่งต้องสูญสลาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือร่างกาย (หากเปรียบสังขารเป็นบ้านของวิญญาณ) เมื่อคนหนึ่งออกจากสังขาร ฝ่ายพี่จึงไม่ลังเลที่จะออกจากสังขารเช่นกัน อาจจะด้วยความหวังว่าจะได้พบน้องสาวในโลกวิญญาณ และนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมเมื่อทั้งสองได้พบ Totoro (ซึ่งแท้จริงเป็นยมทูต) จึงไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ กลับเห็นว่าเป็นสัตว์ประหลาดใจดีน่ารัก อีกทั้งคำพูดที่ได้ยิน Mei พูดบ่อย ๆ คือ "หนูไม่กลัวผี" นั่นคือไม่กลัวที่จะอยู่กับโลกหลังความตายนั่นเอง
อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ Satsuki ตัดสินใจตายตาม Mei ไปคือความรักของพี่น้อง ในเรื่องนั้นทั้งสองคนไม่ได้รักกันอย่างธรรมดา แต่รักกันจนเสมือนเป็นคนเดียวกัน ฉากความผูกพันบางฉากเช่น Mei ตาม Satsuki ไปที่โรงเรียนนั้นอาจดูเป็นความรักของพี่น้องที่แสนธรรมดา ฉากที่น่าคิดกลับเป็นฉากที่ Mei จับภูติปล่อยฝุ่น (Susuwatari) ได้ แต่คนที่เปื้อนฝุ่นกลับเป็นทั้ง Mei และ Satsuki (หากจะกล่าวว่าทั้งคู่เปื้อนฝุ่นตอนขึ้นไปชั้นบน เหตุใดไม่มีรอยเท้าเปื้อนฝุ่นของ Satsuki โผล่ตามทางลงมาจากชั้นบน?) นอกจากนั้นในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ ภาพของคนที่รอรถเมล์อยู่นั้นไม่ใช่ทั้ง Satsuki และ Mei เพราะเธอใส่ชุดของ Satsuki แต่ผูกผมเหมือน Mei (Satsuki บอกในเรื่องว่าชอบไว้ผมสั้น) แต่สีผมกลับเป็นสีของ Satsuki อีกทอดหนึ่ง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าสองพี่น้องมีความผูกพันกันจนแยกไม่ออก นี่อาจเป็นการปูพื้นเรื่องไว้อย่างชาญฉลาดของผู้กำกับซึ่งแสดงถึงความผูกพันของสองพี่น้อง และนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายคือความตายของทั้งคู่ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ภาพร่างของความตายเบื้องหลังเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องเศร้าโศก แต่ผู้กำกับ Hayao Miyazaki ก็ได้นำมาสร้างให้เป็นแอนิเมชั่นเรื่องยิ่งใหญ่ผ่านสายตาของเด็กซึ่งงดงามเปี่ยมความฝัน Totoro กลายเป็นตัวละครที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งและจะสร้างความสุขในใจให้เด็ก ๆ เช่นเดียวกับตัวการ์ตูนอย่างมิกกี้เมาส์หรือวินนี่เดอะพูห์ หากจะมีคำขอโทษหรือการชดเชยใดสำหรับเหตุการณ์ซายามะที่ผู้ใหญ่ได้ทำลายความพิสุทธิ์ของเด็กลง ก็คงไม่มีการชดเชยแบบใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการนำเรื่องราวอันแสนเศร้ามาเล่าชดเชยความผิดบาปนั้น เพื่อให้เด็ก ๆ มีความฝันอันแสนงดงามอย่างที่เขาควรจะได้รับ ดังเช่นที่ My Neighbor Totoro ได้กลายมาเป็นเพื่อนรักของเด็ก ๆ และความฝันเล็ก ๆ ของทุกคน
แม้ว่าที่สุดแล้ว เรื่องราวอันแสนเศร้านั้นอาจจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา แต่อย่างน้อยก็ขอให้ความทรงจำที่เหลืออยู่เป็นความทรงจำที่แสนงดงาม
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖
บทความอ้างอิง
http://en.wikipedia.org/wiki/My_Neighbor_Totoro
http://hayao-miyazaki.tumblr.com/post/4273299861/totoro-shinigami
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
มีคนทักมานานว่าน่ารักเหมือน Totoro (ฮา) แต่ก็เพิ่งได้ชมแอนิเมชั่นเรื่องนี้ (ตกยุคมาก 55) และก็เกือบจะจบลงด้วยความอิ่มเอมใจอย่างที่ผู้สร้างอยากจะให้เป็น แต่เนื่องจากข้าพเจ้ามีข้อสังเกตเล็ก ๆ ตรงท้าย ๆ เรื่อง จึงลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวแก่ Totoro ดู และพบกับความจริงอันน่าเศร้าบางประการ---
ก่อนอื่นควรจะต้องเล่าถึงเรื่องย่อในแอนิเมชั่นเสียก่อนพอให้รู้เรื่องคร่าว ๆ --- เด็กน้อยสองคนชื่อ Satsuki และ Mei ย้ายบ้านมาอยู่ที่ชนบทและได้พบกับสัตว์ประหลาดชื่อว่า Totoro (ซึ่งอาจเป็นชื่อที่ Mei ตั้งให้จากเสียงคำรามของมัน หรือเป็นคำพ้องเสียงของ Troll ในการออกเสียงแบบญี่ปุ่น) นับแต่วันที่เด็กน้อยทั้งสองได้พบกับ Totoro ก็มีเรื่องราวมหัศจรรย์เกิดขึ้นมากมายราวกับความฝัน
แม่ของทั้งสองป่วยและรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลมานาน วันหนึ่งถึงกำหนดที่แม่จะกลับบ้าน โรงพยาบาลกลับโทรเลขมาให้พ่อติดต่อกลับไป ทั้ง Satsuki และ Mei กลัวว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับแม่ น้องสาว Mei จึงหอบข้าวโพดวิ่งไปโรงพยาบาลโดยหวังว่าจะให้แม่กินเพื่อให้อาการดีขึ้น ฝ่าย Satsuki เมื่อเห็นน้องหายไปนานจึงออกตามหาแต่ก็ไม่พบ เมื่อได้ยินข่าวว่าพบรองเท้าของ Mei ในสระน้ำจึงรีบรุดกลับมาดู แต่ก็โล่งใจเมื่อเห็นว่าไม่ใช่รองเท้าของน้องสาว เธอหมดหนทางตามหาน้องจึงขอความช่วยเหลือจาก Totoro พี่น้องทั้งสองจึงได้พบกันและได้นำของฝากไปเยี่ยมแม่ เพลงท้ายเรื่องบอกกล่าวเราว่าเรื่องราวจบลงอย่างมีความสุข
อาจกล่าวได้ว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้ผู้ชมมีแต่ความสุขและอิ่มเอมใจ เพราะเรื่องนี้ไม่มีตัวร้าย ความเกลียดชัง หรือความรู้สึกด้านลบเลยแม้แต่น้อย เป็นเสมือนภาพฝันวัยเยาว์อันแสนงดงาม ดังที่ Roger Ebert นักวิจารณ์ภาพยนตร์กล่าวไว้ว่า
"My Neighbor Totoro is based on experience, situation and exploration—not on conflict and threat,"
นอกจากนั้นยังกล่าวถึงเสน่ห์ของเรื่องนี้ว่า
"...it would never have won its worldwide audience just because of its warm heart. It is also rich with human comedy in the way it observes the two remarkably convincing, lifelike little girls... It is a little sad, a little scary, a little surprising and a little informative, just like life itself. It depends on a situation instead of a plot, and suggests that the wonder of life and the resources of imagination supply all the adventure you need."
ฉากการพบกันครั้งแรกระหว่าง Mei กับ Totoro คือการที่ Mei ตาม Totoro ตัวน้อย ๆ เข้าไปในพุ่มไม้จนจับพลัดจับผลูหล่นลงไปในถ้ำ หากจะตีความว่าป่าคือความเป็นผู้หญิง (Womanhood) และถ้ำนั้นคือช่องคลอด (Vagina) ซึ่งเป็นสถานที่ให้กำเนิดมนุษย์ การเดินทางจากป่าสู่ถ้ำจนได้พบสัตว์ประหลาดตัวอ้วนกลมในเรื่อง จึงน่าจะหมายถึงการย้อนกลับไปสู่ "ความฝันและจินตนาการในวัยเยาว์" ของเด็กทั้งสองคนที่มีความผูกพันกับแม่อย่างลึกซึ้ง นั่นคือพวกเธอสร้าง Totoro ขึ้นมาในจินตนาการเพื่อชดเชยกับการต้องอยู่ห่างจากแม่ หลายครั้งจึงปรากฏว่าหลังจากพบ Totoro เด็กสองคนมักจะตื่นขึ้นมาราวกับว่าเรื่องที่พบ Totoro เป็นความฝัน
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตของข้าพเจ้าตอนท้ายเรื่องในฉากที่ Satsuki เห็นรองเท้าในสระน้ำแล้วบอกว่าไม่ใช่รองเท้าของ Mei เป็นฉากที่ใช้เวลานานจนน่าสงสัย และอันที่จริงไม่จำเป็นต้องมีฉากนี้ก็ได้ หากหา Mei ไม่พบก็วิ่งไปขอร้อง Totoro แต่แรกเลยไม่ดีกว่าหรือ?
จากนั้นข้าพเจ้าจึงได้พบข้อสันนิษฐานของนักวิจารณ์ภาพยนตร์กลุ่มหนึ่งซึ่งเชื่อกันว่า แท้จริงแล้ว Totoro คือยมทูต (Shinigami: God of Death) ดังที่กล่าวไว้ในบล็อก http://hayao-miyazaki.tumblr.com/post/4273299861/totoro-shinigami และเรื่องราวในแอนิเมชั่นแท้จริงแล้วกำเนิดมาจาก "เหตุการณ์ในเมืองซายามะ" (The Sayama incident) ซึ่งมีเนื้อความคร่าว ๆ ว่า เด็กน้อยคนหนึ่งถูกลักพาตัวไปข่มขืนและฆ่า เมื่อพี่สาวได้พบศพน้องจึงเสียใจมากจนเสียสติ พร่ำรำพันว่าเห็นทานูกิยักษ์ และแมวปีศาจ ต่อมาไม่นานพี่สาวก็ฆ่าตัวตายตามน้องไป ดังเนื้อความว่า:
The Sayama incident occured in May 1963. It’s quite an important case for discrimination in Japan. The case goes that one day, in Sayama (in Saitama prefecture), a young girl was kidnapped for ransom, raped and then murdered. Her older sister apparently found her body, but was so traumatized by it, when asked what she had seen, she merely said “I met a large Tanuki (looks like a racoon)” and “I saw a cat monster.” ... Anyway, the older sister later commited suicide.
นักวิจารณ์ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประการว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ในซายามะ เป็นต้นว่า มีข้อความและสถานที่ในเรื่องหลายแห่งแสดงให้เห็นว่าชนบทที่สองพี่น้องย้ายไปอยู่นั้นคือเมืองซายามะ (อ่านรายละเอียดในบล็อก) นอกจากนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมก็พ้องพานกับชื่อของสองพี่น้องคือ Mei ออกเสียงคล้าย May และ Satsuki ก็เป็นวิธีออกเสียงแบบหนึ่งของเดือนพฤษภาคมอีกด้วย
ส่วนเรื่องความตายของ Mei และ Satsuki มีความเกี่ยวพันกับ "รถบัสแมว" (The Nekobus: A bus-shaped giant cat) ที่ปรากฏขึ้นตอนที่มันจะพา Satsuki ไปหา Mei ซึ่งรถบัสแมวได้ขึ้นป้ายจุดหมายปลายทางตามลำดับว่า ป่า - หนองน้ำ - สุสาน - หีบศพ - Mei ซึ่งมีความหมายตามลำดับถึงการตายของ Mei คือ "ป่า" เป็นสัญลักษณ์หมายถึงความเป็นผู้หญิง (Womanhood) ซึ่งตามเหตุการณ์ซายามะนั้น Mei ถูกข่มขืน (การทำลายหรือล่วงล้ำ Womanhood) หนองน้ำคือสถานที่พบศพ จากนั้นเธอก็ถูกนำไปสุสานและถูกฝังไว้ในหีบศพ ทั้งหมดคือสถานที่ที่ Satsuki ต้องการจะไปเช่นเดียวกับน้องสาว คือไปสู่ความตาย (ในบล็อกภาษาอังกฤษอธิบายอีกอย่างว่าก่อนจะถึงคำว่า Mei มีคำหนึ่งปรากฏขึ้น คำแรกหมายถึงสุสาน คำที่สองหมายถึงถนน: the first character means grave, the second meaning road. หรือก็คือถนนที่นำไปสู่ความตาย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า "ป่า" และ "หนองน้ำ" ก็มีความหมายที่สำคัญไม่แพ้กัน จึงยึดตามซับไตเติ้ลภาษาไทยเป็นหลัก)
นอกจากนั้นในเพลงประกอบตอนรถบัสแมว ยังมีข้อความตอนหนึ่งว่า:
notta okyaku wa youki na obake (those guests who ride are cheerful ghosts.)
การขึ้นรถบัสแมวเพื่อออกตามหา Mei จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะหมายถึงการฆ่าตัวตามตามน้องสาวของ Satsuki เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ซายามะ ส่วนข้อสันนิษฐานว่า Totoro คือยมทูต และเรื่องราวในแอนิเมชั่นคือ The Sayama incident นั้นยังมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากซึ่งอ่านเพิ่มเติมได้ในบล็อกที่ยกมาข้างต้น
การกล่าวว่าเรื่องราวสุขนาฏกรรมใน Totoro แท้จริงแอบซ่อนโศกนาฏกรรมแสนเศร้าไว้เบื้องหลังอาจจะเป็นการทำร้ายจิตใจผู้ชมมากไปหน่อย แต่ที่จริงแล้วสำหรับเด็กน้อยทั้งสอง ความตายอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยสำหรับพวกเธอ เห็นได้จากฉากแรก ๆ ที่พวกเธอได้พบบ้านใหม่ (แต่สภาพเก่ามาก) และเขย่าเสาบ้าน (ซึ่งใกล้พัง) อย่างสนุกสนาน แถมยังตะโกนอย่างมีความสุขว่า "บ้านจะพังแล้ว" ราวกับเป็นเรื่องเล่นสนุกสำหรับพวกเธอ และอีกฉากหนึ่งที่มีลมพายุหนักพัดบ้านจวนจะพังมิพังแหล่ บางครั้งเกิดเสียงดังน่ากลัวเหมือนมีผี แต่พ่อก็บอกให้พวกเธอหัวเราะเสียงดัง ๆ เพื่อไล่ผี ภาพที่สองพี่น้องหัวเราะเสียงดังท่ามกลางบ้านที่จวนเจียนจะพังทำให้เห็นว่าทั้งคู่ไม่ยี่หระต่อสิ่งซึ่งต้องสูญสลาย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือร่างกาย (หากเปรียบสังขารเป็นบ้านของวิญญาณ) เมื่อคนหนึ่งออกจากสังขาร ฝ่ายพี่จึงไม่ลังเลที่จะออกจากสังขารเช่นกัน อาจจะด้วยความหวังว่าจะได้พบน้องสาวในโลกวิญญาณ และนั่นก็เป็นเหตุผลเดียวกันว่าทำไมเมื่อทั้งสองได้พบ Totoro (ซึ่งแท้จริงเป็นยมทูต) จึงไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ กลับเห็นว่าเป็นสัตว์ประหลาดใจดีน่ารัก อีกทั้งคำพูดที่ได้ยิน Mei พูดบ่อย ๆ คือ "หนูไม่กลัวผี" นั่นคือไม่กลัวที่จะอยู่กับโลกหลังความตายนั่นเอง
อีกปัจจัยหนึ่งที่อาจทำให้ Satsuki ตัดสินใจตายตาม Mei ไปคือความรักของพี่น้อง ในเรื่องนั้นทั้งสองคนไม่ได้รักกันอย่างธรรมดา แต่รักกันจนเสมือนเป็นคนเดียวกัน ฉากความผูกพันบางฉากเช่น Mei ตาม Satsuki ไปที่โรงเรียนนั้นอาจดูเป็นความรักของพี่น้องที่แสนธรรมดา ฉากที่น่าคิดกลับเป็นฉากที่ Mei จับภูติปล่อยฝุ่น (Susuwatari) ได้ แต่คนที่เปื้อนฝุ่นกลับเป็นทั้ง Mei และ Satsuki (หากจะกล่าวว่าทั้งคู่เปื้อนฝุ่นตอนขึ้นไปชั้นบน เหตุใดไม่มีรอยเท้าเปื้อนฝุ่นของ Satsuki โผล่ตามทางลงมาจากชั้นบน?) นอกจากนั้นในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ ภาพของคนที่รอรถเมล์อยู่นั้นไม่ใช่ทั้ง Satsuki และ Mei เพราะเธอใส่ชุดของ Satsuki แต่ผูกผมเหมือน Mei (Satsuki บอกในเรื่องว่าชอบไว้ผมสั้น) แต่สีผมกลับเป็นสีของ Satsuki อีกทอดหนึ่ง ยิ่งแสดงให้เห็นว่าสองพี่น้องมีความผูกพันกันจนแยกไม่ออก นี่อาจเป็นการปูพื้นเรื่องไว้อย่างชาญฉลาดของผู้กำกับซึ่งแสดงถึงความผูกพันของสองพี่น้อง และนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายคือความตายของทั้งคู่ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น
ภาพร่างของความตายเบื้องหลังเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องเศร้าโศก แต่ผู้กำกับ Hayao Miyazaki ก็ได้นำมาสร้างให้เป็นแอนิเมชั่นเรื่องยิ่งใหญ่ผ่านสายตาของเด็กซึ่งงดงามเปี่ยมความฝัน Totoro กลายเป็นตัวละครที่มีชื่อเสียงมากที่สุดตัวหนึ่งและจะสร้างความสุขในใจให้เด็ก ๆ เช่นเดียวกับตัวการ์ตูนอย่างมิกกี้เมาส์หรือวินนี่เดอะพูห์ หากจะมีคำขอโทษหรือการชดเชยใดสำหรับเหตุการณ์ซายามะที่ผู้ใหญ่ได้ทำลายความพิสุทธิ์ของเด็กลง ก็คงไม่มีการชดเชยแบบใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการนำเรื่องราวอันแสนเศร้ามาเล่าชดเชยความผิดบาปนั้น เพื่อให้เด็ก ๆ มีความฝันอันแสนงดงามอย่างที่เขาควรจะได้รับ ดังเช่นที่ My Neighbor Totoro ได้กลายมาเป็นเพื่อนรักของเด็ก ๆ และความฝันเล็ก ๆ ของทุกคน
แม้ว่าที่สุดแล้ว เรื่องราวอันแสนเศร้านั้นอาจจะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา แต่อย่างน้อยก็ขอให้ความทรงจำที่เหลืออยู่เป็นความทรงจำที่แสนงดงาม
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๔ มีนาคม ๒๕๕๖
บทความอ้างอิง
http://en.wikipedia.org/wiki/My_Neighbor_Totoro
http://hayao-miyazaki.tumblr.com/post/4273299861/totoro-shinigami
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ดาวฤกษ์แสนสวย
สุกสว่างสดใสกว่าดาวดวงใด
แรงดึงดูดมหาศาล
เธอคือดาวฤกษ์แสนสวย
ศูนย์กลางของจักรวาลน้อย ๆ ที่เธอสร้าง
พร้อมด้วยดาวเคราะห์โง่งมโคจรอยู่รอบ ๆ
ผู้ถูกบดบังสายตาด้วยความรัก
ซึ่งเธอเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเชื่อว่ามีอยู่
แต่อันที่จริงเธอเลือกมอบมันให้อุกกาบาต
ซึ่งเปี่ยมอันตรายแต่เร้ารึงใจ
ให้เธอยอมพลีร่างและน้ำตา
เพียงเพื่อให้เขาฝากรอยแผลแก่เธอซ้ำเล่า
จนเธอแกล้งลืมไปว่าดาวเคราะห์นั้นมีอายุขัย,
และหัวใจ
ซึ่งเมื่อถึงกาลย่อมแตกดับ
อาจแหลกสลายเป็นธุลีอวกาศ
หรือหลุดจากวงโคจรที่เธอเพียรสร้างขึ้น
เธอร้องรำพันว่าเสียใจที่มิได้ให้ความรักแก่เขา,
พ่อดาวเคราะห์คนดีของฉัน
เปล่าหรอกที่รัก, เธอเสียใจ
เพียงเพราะเธอจะขาดดาวเคราะห์โง่เง่าอีกดวงไว้ประดับวงโคจร
ให้ผู้อื่นเห็นว่าเธอสวยงามและน่าหลงใหลเพียงใด
เธอคือดาวฤกษ์แสนสวย
มองดูดาวเคราะห์หนึ่งดวงสูญสลายลงตรงหน้า
อันที่จริงมันไร้ค่าเกินกว่าเธอจะสนใจ
เพราะมีดาวเคราะห์โง่งมมากมายรอเข้าสู่วงโคจร
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลน้อย ๆ
ที่เธอสร้างขึ้นด้วยคำลวง
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
แรงดึงดูดมหาศาล
เธอคือดาวฤกษ์แสนสวย
ศูนย์กลางของจักรวาลน้อย ๆ ที่เธอสร้าง
พร้อมด้วยดาวเคราะห์โง่งมโคจรอยู่รอบ ๆ
ผู้ถูกบดบังสายตาด้วยความรัก
ซึ่งเธอเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเชื่อว่ามีอยู่
แต่อันที่จริงเธอเลือกมอบมันให้อุกกาบาต
ซึ่งเปี่ยมอันตรายแต่เร้ารึงใจ
ให้เธอยอมพลีร่างและน้ำตา
เพียงเพื่อให้เขาฝากรอยแผลแก่เธอซ้ำเล่า
จนเธอแกล้งลืมไปว่าดาวเคราะห์นั้นมีอายุขัย,
และหัวใจ
ซึ่งเมื่อถึงกาลย่อมแตกดับ
อาจแหลกสลายเป็นธุลีอวกาศ
หรือหลุดจากวงโคจรที่เธอเพียรสร้างขึ้น
เธอร้องรำพันว่าเสียใจที่มิได้ให้ความรักแก่เขา,
พ่อดาวเคราะห์คนดีของฉัน
เปล่าหรอกที่รัก, เธอเสียใจ
เพียงเพราะเธอจะขาดดาวเคราะห์โง่เง่าอีกดวงไว้ประดับวงโคจร
ให้ผู้อื่นเห็นว่าเธอสวยงามและน่าหลงใหลเพียงใด
เธอคือดาวฤกษ์แสนสวย
มองดูดาวเคราะห์หนึ่งดวงสูญสลายลงตรงหน้า
อันที่จริงมันไร้ค่าเกินกว่าเธอจะสนใจ
เพราะมีดาวเคราะห์โง่งมมากมายรอเข้าสู่วงโคจร
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลน้อย ๆ
ที่เธอสร้างขึ้นด้วยคำลวง
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
I Dreamed A Dream: ฝันถึงฝันอันแสนหวาน
I dreamed a dream in time gone by
When hope was high and life worth living.
I dreamed that love would never die,
I dreamed that God would be forgiving.
ฝันถึงฝันที่ลับล่วงในห้วงกาล
เมื่อชีวิตแสนหวานเปี่ยมความหวัง
ฉันฝันถึงความรักอันจีรัง
วันที่คนบนฟ้ายังให้อภัย
Then I was young and unafraid
And dreams were made and used and wasted.
There was no ransom to be paid,
No song unsung, no wine untasted.
เมื่อยังเยาว์มิเคยขลาดหรือหวาดหวั่น
ฝันและฝันมิสิ้นสุดเกินหยุดได้
มิต้องเสียสิ่งล้ำค่าแลกคืนใคร
ลิ้มรสไวน์ขับขานเพลงครื้นเครงอุรา
But the tigers come at night
With their voices soft as thunder.
As they tear your hope apart,
As they turn your dream to shame.
จนถึงคืนพยัคฆ์ร้ายเข้ากรายกล้ำ
คำรามเสียงเบาเท่าฟ้าผ่า
ฉีกทึ้งความหวังพังลงมา
หลั่งน้ำตาด้วยอับอายฝันร้ายนั้น
He slept a summer by my side,
He filled my days with endless wonder.
He took my childhood in his stride
But he was gone when autumn came.
คิดถึงใครบางคนเคยเคียงข้าง
วันคืนเคยอ้างว้างกลับเปี่ยมฝัน
หวังมอบชีวิตไว้ไปด้วยกัน
เธอกลับทำลายมันไม่อาลัย
And still I dream he'll come to me,
That we will live the years together.
But there are dreams that cannot be
And there are storms we cannot weather.
กลับมาได้ไหมใครคนนั้น
กลับมาเติมเต็มฝันเคยร่วมใฝ่
รู้ทั้งรู้ว่าสิ้นทางแสนห่างไกล
ตราบมรสุมความหวั่นไหวไม่ร้างลา
I had a dream my life would be
So different from this hell I'm living,
So different now from what it seemed
Now life has killed the dream I dreamed.
ฉันยังฝันถึงความฝันอันเลิศหรู
ใช่นรกที่รับรู้อยู่ตรงหน้า
ใช่ภาพความสิ้นหวังดังเห็นมา
แต่ชีวิตเปื้อนน้ำตาฆ่าฝันแล้ว!
บทแปลไทย: วุฒินันท์ ชัยศรี
๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖
ขอบคุณแรงบันดาลใจจาก Anne Hathaway ผู้รับบท Fantine ในภาพยนตร์เพลงเรื่อง Les Misérables
วันพฤหัสบดีที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2556
มะนุดคอก
๏ อันว่าชีวิตมนุษย์ออฟฟิศลำบากยากเข็ญ ต้องนั่งจับเจ่าแต่เช้ายันเย็นใครไม่เคยเป็นไม่รู้หรอก
เธอหรือใครเคยบอก เป็นมะนุดคอกขี้บ่น เสมอเหมือนหมีกินผึ้งหน้าบึ้งทำเบลอ เพื่อนแท้ที่เจอคือเฟซ
หน้าจอจ้องอยู่ทั้งวัน ส่วนงานการนั้นไม่เดินเลยหนอ ไอเดียไม่มามัวแต่นั่งรอ วันส่งงานคอขาดจากตัวชัวร์
๏ อันว่าชีวิต................มนุษย์ออฟฟิศ
ลำบากยากเข็ญ.......ต้องนั่งจับเจ่า
แต่เช้ายันเย็น..........ใครไม่เคยเป็น
ไม่รู้หรอกเธอ
หรือใครเคยบอก.....เป็นมะนุดคอก
ขี้บ่นเสมอ..............เหมือนหมีกินผึ้ง
หน้าบึ้งทำเบลอ.......เพื่อนแท้ที่เจอ
คือเฟซหน้าจอ
จ้องอยู่ทั้งวัน..........ส่วนงานการนั้น
ไม่เดินเลยหนอ.......ไอเดียไม่มา
มัวแต่นั่งรอ............วันส่งงานคอ
ขาดจากตัวชัวร์ ๚ะ๛
(กวีนิพนธ์ฝาแฝด ร้อยแก้ว/สุรางคณางค์ ๒๘)
เธอหรือใครเคยบอก เป็นมะนุดคอกขี้บ่น เสมอเหมือนหมีกินผึ้งหน้าบึ้งทำเบลอ เพื่อนแท้ที่เจอคือเฟซ
หน้าจอจ้องอยู่ทั้งวัน ส่วนงานการนั้นไม่เดินเลยหนอ ไอเดียไม่มามัวแต่นั่งรอ วันส่งงานคอขาดจากตัวชัวร์
๏ อันว่าชีวิต................มนุษย์ออฟฟิศ
ลำบากยากเข็ญ.......ต้องนั่งจับเจ่า
แต่เช้ายันเย็น..........ใครไม่เคยเป็น
ไม่รู้หรอกเธอ
หรือใครเคยบอก.....เป็นมะนุดคอก
ขี้บ่นเสมอ..............เหมือนหมีกินผึ้ง
หน้าบึ้งทำเบลอ.......เพื่อนแท้ที่เจอ
คือเฟซหน้าจอ
จ้องอยู่ทั้งวัน..........ส่วนงานการนั้น
ไม่เดินเลยหนอ.......ไอเดียไม่มา
มัวแต่นั่งรอ............วันส่งงานคอ
ขาดจากตัวชัวร์ ๚ะ๛
(กวีนิพนธ์ฝาแฝด ร้อยแก้ว/สุรางคณางค์ ๒๘)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





