วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ก็ช่างเธอ

๏ เขามันเลวระยำ, เธอพร่ำบ่น
เขามันเลวเกินคน, เธอบอกฉัน
นับหมื่นร้อยที่คอยพร่ำคอยจำนรรจ์
ถึงความเลวของเขานั้นให้ฉันฟัง

๏ เขาโกหกจนติดเป็นนิสัย
เธอแกล้งลืมทุกเรื่องไว้แต่หนหลัง
เขาชอบผิดสัญญาทุกคราครั้ง
เธอก็ยังนิ่งเฉยไม่เคยจำ

๏ เขาตะคอกวันที่เธอเผลอร้องไห้
เธอทนได้แม้ต้องฝืนคอยกลืนกล้ำ
กี่ครั้งที่เขานอกใจให้เจ็บช้ำ
เธอก็ทำไม่สนใจไม่รู้ร้อน

๏ เขาทำเธอเสียน้ำตามากี่ครั้ง
เธอก็ยังให้อภัยเขาไปก่อน
เขาทำเหมือนไม่มีใจไม่อาทร
ใจเธอกลับอาวรณ์ทุกข์ร้อนฤดี

๏ จะให้ฉันทำอย่างไรได้อีกเล่า
เธอยังคงกอดเขาไม่เคยหนี
เธอบอกฉันให้ช่วยเธอ, ช่วยเธอที
จะเลิกรักคนอย่างนี้ได้อย่างไร

๏ ฉันช่วยเธอไม่ได้หรอกคนดี
เมื่อเธอเป็นเช่นนี้จะทำไฉน
เขาแสนเลวเธอก็รัก, รักหมดใจ
(อยากจะรักคนจัญไร... ก็ช่างเธอ) ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓/๐๙/๒๕๕๔

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

ท้อเป็นถ่าน, ผ่านเป็นเพชร

๏ เชิญเหยียบย่ำเถิดหนาถ้าอยากย่ำ
จะเหยียบซ้ำเท่าไหร่ไม่สิ้นหวัง
ฉันมิเคยแค้นเคียดหรือเกลียดชัง
ตราบพลังแห่งหัวใจยังไม่ลด

๏ "นิ้วกระดิกกระเดี้ยได้พอให้เห็น
เรี่ยวแรงที่แฝงเร้นก็ปรากฏ
ยอดหญ้าแยงหินแยกหยัดระชด
เกียรติยศแห่งหญ้าก็ระยับ"
*

๏ เถิดหยุดลมหายใจข้าฯ, ถ้าอยากหยุด
มิอาจฉุดรั้งใจให้หวนกลับ
"หากชนะ, ราชบัลลังก์ยังรอรับ
หากชีพดับ, ประตูสวรรค์พลันเปิดรอ"
**

๏ ฉันจะก้าวเดินไปด้วยใจมั่น
จะดับฝันสักกี่ฝันจะไปต่อ
เมื่อความหวังยังเปล่งเสียงก็เพียงพอ
เพราะว่า "ท้อเป็นถ่าน, ผ่านเป็นเพชร!"*** ๚ะ๛


วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๙ กันยายน ๒๕๕๕

______________
* จากบทกวี "เพียงความเคลื่อนไหว"
** ดัดแปลงจากโศลกบทหนึ่งในภควัทคีตา
"หากถูกฆ่า ท่านก็จะได้เสวยสวรรค์
ถ้าชนะก็จะได้ครองแผ่นดินโลก
ฉะนั้น จงลุกขึ้นทำความตกลงใจที่จะรบเถิด
กุนตีบุตร!"
(บทที่ ๓๗ อัธยายที่ ๒ สางขยะโยค จาก ศรีมัทภควัทคีตา ฉบับแปลของ ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร)
*** จากชื่อหนังสือ "ท้อเป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร" ของสำนักพิมพ์เพื่อนใจ

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

เรื่องราวของฉันกับนักหยุดเวลาผู้ไม่เคยหยุดเวลา

(1.)

แล้วฉันก็พบบางสิ่งบางอย่างในลิ้นชักดิจิตอล

ใครบางคนหยุดเวลาของสองเราไว้ตรงนั้น

ฉันคิดว่าเธออาจจะจำไม่ได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่เธอเชื่อไหม ฉันจำมันได้ทั้งหมด ทั้งอารมณ์ความรู้สึก ช่วงเวลาที่เกิดขึ้น บทสนทนาอันบางเบา ใครเป็นคนที่อยู่หลังกล้องนั้น

แต่ฉันไม่เคยบันทึกมันไว้, ไม่สิ ตอนนั้นฉันอาจไม่จำเป็นต้องบันทึกมัน เพราะฉันไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องสูญเสียเธอไป เปล่า, ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีทางสูญเสียเธอไป ฉันแค่รู้สึกว่าฉันจะไม่สูญเสีย อาจเป็นเพราะฉันวางระยะห่างของเราให้อยู่ในระยะที่เหมาะสมเสมอ นับแต่แรกเริ่มและตลอดมา

ฉันไม่เคยใกล้เธอมากพอที่จะรู้ถึงบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต

(2.)

ฉันดีใจนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้รับรู้ว่าเธอเป็น "นักหยุดเวลา"

นักหยุดเวลาในความหมายของฉัน พวกเขามีพลังพิเศษที่จะหยุดเสี้ยวเวลาหนึ่งให้เป็นอมตะ เก็บเสี้ยววินาทีที่อาจไร้ค่า หรือเป็นเสี้ยววินาทีที่อาจจะไม่พบในเสี้ยววินาทีไหนอีกแล้ว

วินาทีที่เสียง "แชะ" ดังขึ้น เธอก็หยุดเสี้ยววินาทีหนึ่งของโลกใบนี้ไว้, วินาทีที่เสียง "แชะ" ดังขึ้น เธอก็หยุดเสี้ยววินาทีของรอยยิ้มใครคนหนึ่งไว้ยาวนานนับนิรันดร์ เสี้ยววินาทีนั้นยาวนานจนกว่าเธอเองปรารถนาจะลบเลือน

แน่นอน, ฉันดีใจที่เธอเป็นนักหยุดเวลา

แต่บางครั้ง, บางเสี้ยววินาทีเท่านั้นที่ฉันรู้สึกเสียใจ, เธอเป็นนักหยุดเวลาช้าเกินไป...

(3.)

ฉันไม่เคยเป็นนักหยุดเวลา

สิ่งดีที่สุดที่ฉันทำได้คือการสะกดห้วงเวลาให้อยู่นิ่ง ฉันไม่อาจหยุดเวลาได้อย่างสัมบูรณ์เช่นเธอ หากกรงสะกดเวลาของเธอคือเสี้ยววินาที กรงของฉันใหญ่กว่านั้นมาก

นั่นทำให้ฉันเก็บได้เพียงห้วงเวลาบางส่วน มันอาจเชื่อมโยงได้ในระยะเวลาที่สัมพัทธ์กัน แต่ที่สุดแล้ว แต่ละห้วงเวลาต่างก็เป็นเอกเทศต่อกัน

แม้ว่าทุกห้วงเวลา มีเรื่องราวของเธอบรรจุอยู่เต็ม แต่มันก็จะเป็นเพียงความทรงจำขาดวิ่นไม่ปะติดปะต่อ ยกเว้นแต่ฉันที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อเนื่องกัน และเป็นนิรันดร์ในใจฉัน

ฉันเสียใจที่ฉันไม่ใช่นักหยุดเวลา ทั้งที่ความคิดและความรู้สึกทั้งหมดของฉันหยุดอยู่ที่ตรงนั้น จุดที่กาลเวลาไม่อาจหวนกลับ หากฉันเป็นนักหยุดเวลา ฉันอาจจะสะกดเสี้ยววินาทีนั้นไว้ได้ ฉันอาจจะพบว่าในเสี้ยววินาทีนั้นฉันมีความรู้สึกมากเพียงใด

แต่ฉันไม่ใช่นักหยุดเวลา ดังนั้นห้วงเวลาที่ฉันพยายามสะกดไว้ มันกลับค่อย ๆ ขยายขึ้น และความรู้สึกก็ทบทวีรุนแรง บางครั้งเวลาที่ฉันคิดถึงห้วงเวลานั้น ฉันเสียน้ำตา

(4.)

เธอเป็นนักหยุดเวลาในวันที่เสี้ยววินาทีนั้นเลยผ่านไปนานแล้ว มันจึงไม่มีหลักฐานในเสี้ยววินาทีนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเรา

เฉพาะเรื่องของเราสองคน เวลาสำหรับเธอจึงเดินไปข้างหน้า เธอมีภาระที่ต้องหยุดเวลารออยู่ข้างหน้ามากมาย สำหรับนักหยุดเวลา เสี้ยววินาทีที่รออยู่ข้างหน้ามีความหมายกว่าการหวนกลับไปบันทึกเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปแล้ว เพราะมันคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

มีก็แต่นักสะกดห้วงเวลาอย่างฉันที่ยังจมจ่อมอยู่กับเรื่องเก่า ๆ นักสะกดห้วงเวลาอย่างฉันยังคงเขียนถึงเรื่องเก่า ๆ ที่ผ่านไปแล้ว มันอาจออกมาเป็นบทกวีนับร้อยบท เรื่องสั้นนับพันเรื่อง หรือนวนิยายนับหมื่นเล่ม เพียงเพราะฉันหยุดเวลาเสี้ยววินาทีนั้นไม่ได้

(5.)

อีกครั้งที่ฉันมองบางสิ่งในลิ้นชักดิจิตอล

ใครบางคนหยุดเวลาของสองเราไว้ตรงนั้น

มีเพียงเราสองคน, ฉันยิ้ม, เธอยิ้ม, ใครบางคนหยุดเวลานั้นไว้ ใครบางคนที่ไม่รู้ว่าเสี้ยววินาทีที่เขาหยุดเวลานั้นไว้ เมื่อผ่านมาห้าปี มันจะทำให้หนึ่งในสองคนในภาพต้องเสียน้ำตา

เราสองคนนั่งห่างกันพอสมควร นั่นแหละ, ฉันวางระยะห่างของเราให้อยู่ในระยะที่เหมาะสมเสมอ ฉันจึงไม่เคยรู้สึกว่าฉันจะสูญเสียเธอ นับตั้งแต่เสี้ยววินาทีนั้นจนถึงวินาทีนี้ แต่ฉันก็หาเหตุผลไม่ได้เลยว่า ทำไมวันนี้ฉันต้องมีน้ำตา

หรือเป็นเพราะครั้งหนึ่ง, เพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ฉันสูญเสียระยะห่างนั้นอย่างไม่ตั้งใจ จึงทำให้ฉันรับรู้ถึงบางสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต นึกย้อนกลับไปยังเสี้ยววินาทีที่ใครบางคนหยุดเวลาของสองเราไว้ตรงนั้น บางทีเสี้ยววินาทีที่ไม่อาจหวนกลับ ฉันอาจจะคิดผิด เสี้ยววินาทีนั้นอาจเป็นเสี้ยววินาทีที่มีความหมายที่สุดในชีวิตฉัน เพียงแค่ฉันขยับเข้าใกล้เธออีกเพียงนิดเดียว

ใกล้เธอมากพอที่จะรับรู้เสียงของหัวใจตนเองว่า นอกจากเธอ, นักหยุดเวลาผู้ไม่เคยหยุดเวลาของสองเรา, ฉันรักใครมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว


วุฒินันท์ ชัยศรี
11 กันยายน 2554

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

บางบทบันทึกถึงเจ้าแมวสีฟ้า

1. เจ้าแมวสีฟ้า

น่าแปลกที่เมื่อวานฉันฝันถึงนาย-เจ้าแมวสีฟ้า มีคนบอกมาว่าอันที่จริงตัวนายไม่ใช่สีฟ้า เดิมทีนายเป็นเจ้าแมวสีเหลือง แต่นายกลายเป็นสีฟ้าด้วยความโศกเศร้าหดหู่ เช่นนั้นนายก็เป็นแมวแห่งความเศร้า ในบางขณะฉันก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้-นายเป็นแมวแห่งความเศร้า แต่นั่นไม่ใช่ตอนที่ฉันเริ่มรู้จักนาย

เมื่อแรกเริ่มรู้จักนาย ฉันเรียกนายว่าแมวแห่งความฝัน จะไม่ให้ฉันเรียกอย่างนั้นได้อย่างไร ก็นายเล่นโผล่ออกมาจากลิ้นชัก บอกฉันว่านายเป็นหุ่นยนต์แมวจากอนาคต พร้อมทั้งนำเอาของวิเศษมากมายออกมาจากกระเป๋าใบเล็ก ๆ นายควักเอาอัลบั้มรูปถ่ายในอนาคตของเด็กชายไม่ได้เรื่องคนนั้นออกมาให้เขาดู บอกเขาว่านายจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กชายคนนั้น แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เด็กชายคนนั้นก็ยังเป็นเด็กชายที่ไม่ได้เรื่องเหมือนเดิม แต่ฉันก็ยังอิจฉาเด็กชายไม่ได้เรื่องคนนั้น ไม่ใช่ว่าเพราะเขาได้ใช้งานของวิเศษมากมายของนายหรอกนะ แต่ฉันอิจฉาเพราะเด็กชายไม่ได้เรื่องคนนั้นมีเพื่อนที่แสนดีอย่างนาย

แม้นายไม่มีตัวตนให้ฉันจับต้องได้ แต่นายก็มีชีวิตอยู่ในความฝันของฉันเสมอ-เจ้าแมวสีฟ้า ในความฝันนายพาฉันไปไกลถึงสุดขอบฟ้า บางคราดำดิ่งลงสู่มหาสมุทร บางครั้งย้อนเวลาไปยังยุคโบราณ ฉันขำทุกครั้งเมื่อถึงคราวจวนตัว นายดูพึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย (ฉันสงสัยมานานแล้วว่านายเอาของจำพวกถ้วยถังกาละมังหม้อใส่ไว้ในกระเป๋ามิติที่สี่ทำไม เห็นนายคว้าออกมาจากกระเป๋าตอนลนลานอยู่เสมอ) แต่สุดท้ายนายก็พาพวกเราผ่านเรื่องร้ายมาได้เสมอ

แต่แล้ววันหนึ่งนายก็หายไปจากชีวิตฉัน

ฉันไม่รู้เหตุผลที่นายหายไป นายไม่มีแม้คำร่ำลาบอกกล่าว หรืออันที่จริงเป็นฉันต่างหากที่หายไปจากชีวิตนาย ฉันไม่รู้เลยว่าใครเป็นฝ่ายหายไปจากใคร พอรู้ตัวอีกทีนายก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉันอีกแล้ว นายไม่มีตัวตนแม้แต่ในความฝันของฉันเอง บางครั้งฉันสงสัยว่าของวิเศษแบบนี้จะมีไหมนะ-เครื่องริบสิทธิ์ที่จะฝันถึงนาย-แล้วนายเผลอแบ่งให้พวกผู้ใหญ่ใช้หรือเปล่านะ

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ฉันรับเอานายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนเมื่อนายหายไป ฉันจึงรู้สึกว่าหัวใจของฉันมีรูโหว่ขนาดใหญ่ที่ไม่มีวันถมเต็ม แม้ว่าฉันจะพยายามดิ้นรนเท่าไหร่ แต่นายก็ไม่เคยกลับมาในความฝัน นับจากวันนั้นวัยเด็กของฉันจึงพลัดหลงไปพร้อมกับการเลิกฝันถึงนาย และเป็นวันเดียวกับที่ฉันเรียกนายว่า-แมวแห่งความเศร้า

2. ไฟฉายย่อส่วน

เมื่อก่อนโลกที่ฉันอยู่ดูกว้างใหญ่ไพศาล โรงเรียนของฉันอาจไม่มีภูเขาหลังโรงเรียนเหมือนเด็กชายไม่ได้เรื่องคนนั้น แต่ฉันก็มีบ่อน้ำหลังโรงเรียนที่เป็นเสมือนพื้นที่ผจญภัยอันยิ่งใหญ่ของฉัน นายเคยเห็นไหมเล่า มันมีทั้งบ่อน้ำและป่ารกชัฏอันแสนลึกลับกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา บางทีคงต้องขอยืมคอปเตอร์ไม้ไผ่ของนายมาบินสำรวจถึงจะรู้ทางทั้งหมด ฉันเคยฝันว่าจะให้นายพามาสำรวจที่นี่ แต่จนแล้วจนรอดเราก็ไม่เคยมาผจญภัยที่นี่ด้วยกันเลย

วันที่ฉันเลิกฝันถึงนาย ฉันกลับไปที่โรงเรียน กลับไปสำรวจพื้นที่ผจญภัยอันยิ่งใหญ่ของฉัน กลับพบเพียงแค่บ่อน้ำเล็ก ๆ และป่ารกนั่นก็เดินเพียงชั่วอึดใจก็ทะลุถึงถนนใหญ่ ไม่รู้ว่าใครลักพาเอาพื้นที่อันไพศาลของฉันหนีไป เช่นเดียวกับที่ฉันได้รู้ว่าโลกใบที่กำลังยืนอยู่นี้เล็กลงเรื่อย ๆ ทำไมทุกสิ่งไม่ยิ่งใหญ่เหมือนโลกที่นายเคยพาฉันไปผจญภัย ทำไมพื้นที่ผจญภัยอันยิ่งใหญ่ของฉันถูกกำหนดไว้ในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ซึ่งกางกั้นอาณาเขตไว้แค่หลังอาคารเรียนจนถึงสุดขอบถนน

และนายก็อยู่แต่ในกระดาษซึ่งบางหน้าก็ขาดวิ่น

ก่อนหน้านี้ฉันสงสารเด็กชายไม่ได้เรื่องคนนั้น เขาช่างเป็นคนที่ล้มเหลวในทุก ๆ ด้าน เว้นแต่การยิงปืนและพันด้ายซึ่งดูไร้สาระเสียเต็มประดา แต่นายรู้ไหม นับจากวันที่ฉันเลิกฝันถึงนาย นับตั้งแต่ที่นายหายไปจากชีวิตของฉัน ฉันกลับกลายเป็นเด็กชายไม่ได้เรื่องคนนั้น ฉันกลายเป็นคนที่ล้มเหลวในทุก ๆ ด้าน และเพ้อฝันถึงแต่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แม้แต่พื้นที่แห่งการผจญภัยในวัยเด็กก็ถูกย่อส่วนลงเหลือเป็นเพียงความฝันอันกลวงเปล่า

ผิดกันแต่ว่าในวันที่ฉันสิ้นไร้หนทาง ไม่มีนายโผล่ออกมาจากลิ้นชักเพื่อช่วยประคับประคองชีวิตฉัน

จากวันที่ฉันเลิกฝันถึงนาย ตอนนี้ฉันโตขึ้นมาเป็นคนธรรมดาซึ่งมีคำพูดติดปากว่า "เป็นไปไม่ได้หรอก" -คนแบบที่ฉันเกลียดนักเกลียดหนาในวัยเด็ก คนที่ถูกกักขังในกรงซึ่งเอื้อมไม่ถึงจินตนาการ บางทีฉันนึกสงสัยขึ้นมาครามครัน หรือจะมีไฟฉายซึ่งจะย่อส่วนความฝันอันยิ่งใหญ่ให้เหลือเพียงเศษธุลี

นายก็รู้ว่าดวงตาของฉันก็เป็นดวงตาดวงเดิม แต่พื้นที่ผจญภัยอันยิ่งใหญ่ของฉันกลับไม่เหมือนเดิม ฉันอยากรู้แค่เพียงว่านายใช้ไฟฉายย่อส่วนของนายฉายเข้ามาที่บ่อน้ำหลังโรงเรียน หรือในใจฉันกันแน่

3. ไทม์แมชชีน

หากฉันได้รับอนุญาตให้ใช้ไทม์แมชชีนเพียงหนึ่งครั้ง ฉันอาจต้องเลือกระหว่างการย้อนเวลากลับไปในวัยเด็ก เพื่อไม่ให้ฉันตอนเด็กรู้จักนาย-เจ้าแมวแห่งความฝัน หรือการเดินทางไปในอนาคตอีกหนึ่งร้อยปีเพื่อที่จะรู้ความจริงว่านายเกิดวันนี้จริงหรือไม่ ซึ่งอันที่จริงฉันอาจจะไม่กล้าพอที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง หรือปฏิเสธทั้งสองทาง

หากฉันไม่รู้จักนายตอนเด็ก ๆ จะเป็นอย่างไรเล่าหากเด็กคนหนึ่งไม่เชื่อว่าไม้ไผ่ชิ้นเล็ก ๆ จะทำให้คนเราบินบนท้องฟ้า และพื้นที่ผจญภัยอันกว้างใหญ่ก็เป็นแค่ภาพลวงตาในหน้ากระดาษ หรือหากฉันเดินทางไปในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไรหากฉันพบว่าเจ้าแมวสีฟ้าที่มีตัวตนอยู่ในความฝันของฉันเสมอมาไม่มีอยู่จริง

มันจะทำให้ฉันบินไม่ได้ด้วยไม้ไผ่ชิ้นเล็ก ๆ ผ้าคลุมนั้นก็มิอาจย้อนเวลาให้ของเก่ากลับดูใหม่ ดินสอคอมพิวเตอร์ก็กลายเป็นดินสอธรรมดาซึ่งนำพาศูนย์คะแนนมาให้คนที่ไม่ยอมอ่านหนังสืออย่างฉัน การพูดภาษาอื่นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนกันหลายปีไม่ใช่แค่กินวุ้น และประตูไปไหนก็ได้ของฉันคงต้องปิดตายนิรันดร์

ไทม์แมชชีนอาจทำให้ฉันเดินทางย้อนเวลาหรือไปในอนาคตอันห่างไกล กระนั้นไม่ว่าเวลาจะย้อนคืนหรือเดินทางไปข้างหน้า มีแต่ความจริงเท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยน-ความจริงซึ่งฉันไม่เคยรักมันเลย แต่มันกลับอยู่ข้าง ๆ ฉันแทนที่จะเป็นนาย นับแต่วันที่ฉันเลิกฝันถึงนาย

นายอยู่ที่ไหนนะเจ้าแมวสีฟ้า ทำไมนายไม่เคยกลับมาหาฉันอีกเลย นายลืมเจ้าเด็กไม่ได้เรื่องที่นายต้องดูแลไปแล้วหรือ ฉันซึ่งเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องในโลกที่ถูกย่อส่วนนี่เล่า นายก็ไม่เคยมาคอยปลอบโยนในความฝันเหมือนที่เคยทำมา นายหายตัวไปจากความฝันของฉัน และโลกความจริงที่ฉันอาศัยอยู่ก็เชื่อมโยงไม่ถึงโลกซึ่งนายเคยมีตัวตน หากฉันมีอายุยืนยาวนับจากนี้อีกร้อยปี ฉันจะได้พบนายบนโลกใบเดียวกันไหม

4. แมวแห่งความฝัน

ฉันบอกไปแล้วใช่ไหมว่าเมื่อวานฉันฝันถึงนาย-เจ้าแมวสีฟ้า ทันทีที่ลืมตาตื่นจากฝัน ฉันเห็นใบหน้าของนายนอนแอ้งแม้งอยู่ข้าง ๆ มันเป็นหมอนรูปใบหน้านายซึ่งมีคนซื้อมาให้ในวันเกิดปีนึงของฉันด้วยเหตุผลว่าฉันหน้ากลม ๆ เหมือนนายดี (คนที่ซื้อหมอนหรือตุ๊กตารูปนายมาให้ฉันก็มักจะใช้เหตุผลนี้เสมอ คือฉันดูอ้วนกลมปุ๊กลุกเหมือนนาย) น่าแปลกที่ฉันมองเห็นหน้านายทุกเช้าตอนตื่นและทุกคืนก่อนนอน แต่ฉันไม่เคยฝันถึงนายมาหลายปีแล้ว

นึกทบทวนความฝันอีกครั้ง ฉันจำไม่ได้เลยว่านายมาปรากฏตัวในลักษณาการใด หรือนายพาฉันไปผจญภัยที่ไหน นายใช้ของวิเศษชิ้นใดในความฝัน นายมาคนเดียว มากับน้องสาว หรือมากับเด็กไม่ได้เรื่องและผองเพื่อนของเขา -ไม่มีอะไรตกค้างในความทรงจำของฉัน มีเพียงแต่นาย-เจ้าแมวสีฟ้า สีฟ้าของนายอาจหมายถึงความเศร้าที่ต้องสูญเสียหูสองข้างให้หนูตัวร้าย แต่ฉันคิดว่าบางทีท้องฟ้าก็ให้ความหวังแก่ผู้คนที่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองมากกว่าจะมองแล้วหดหู่

ฉันเคยคิดว่าความทรงจำอันแจ่มชัดของฉันที่มีต่อนายนั้นมีแต่ความโศกเศร้าโศกาอาดูรในตอนที่นายหายไปจากชีวิตของฉันเท่านั้น และฉันจะต้องลืมว่านายเคยมีตัวตนในความฝันของฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด แต่อันที่จริงฉันลืมไปว่า นายคือความหวังและความฝัน ซึ่งฉันเผลอทำหล่นหายไปในบางขณะเท่านั้น แท้จริงแล้วนายยังมีชีวิตอยู่ไม่เพียงแต่ในความฝัน แต่อยู่กับฉันมาตลอดทั้งชีวิตต่างหาก

ฉันมองท้องฟ้า ด้วยหวังว่าจะมีแมวสีฟ้าตัวอ้วน ๆ ติดคอปเตอร์ไม้ไผ่บินผ่านฉันไป ฉันมองประตูหน้าห้องแล้วคิดว่าจะน่าตื่นเต้นเพียงไรหากมีหุ่นยนต์แมวตัวกลม ๆ เปิดประตูผ่านมิติมาจากอีกประเทศหนึ่ง ฉันมองลิ้นชักที่ไม่มีอะไรนอกจากหนังสือเก่า ๆ และดินสอยางลบวางระเกะระกะ ก็หวังเพียงว่าจะมีใครสักคนโผล่หน้ากลม ๆ มาเตือนว่า "นายลืมทำการบ้านอีกแล้วนะ"

แม้ว่าทุกอย่างไม่เคยเป็นความจริง แต่ด้วยความหวัง ความฝัน และห้วงคำนึงที่มีต่อนายมิใช่หรือที่ทำให้ลมหายใจของฉันยังคงมีค่า มิใช่คนสิ้นไร้ความหวังที่ใช้ชีวิตอย่างคนที่ตายไปแล้ว

ฉันดีใจที่ฝันถึงนายอีกครั้ง-เจ้าแมวสีฟ้า นั่นทำให้ฉันรู้ว่าที่จริงแล้วนายยังคงอยู่กับฉันเสมอมา และฉันเพียงแค่หลงลืมนายไปในบางเวลาเท่านั้น

5. 12/9/3

ปีสองพันสิบสอง เดือนเก้า วันที่สาม หรือ 12/9/3 (ตัวเลขนี้น่าประหลาดดี ก็น้ำหนัก/ส่วนสูง/สัดส่วนรอบหัว เอว หน้าอก/เส้นผ่านศูนย์กลางฝ่าเท้า/ความเร็ว/การกระโดด/พละกำลัง ของนายล้วนแต่วัดออกมาได้ 129.3 ทั้งนั้นนี่นะ) นับจากนี้อีกหนึ่งร้อยปีนายจะถือกำเนิดขึ้น ซึ่งในตอนนั้นฉันอาจเป็นผงธุลีปลิวหล่นอยู่ที่ไหนสักที่ และห้วงคำนึงที่มีต่อนายก็เป็นเพียงสายลมบางเบาเท่านั้น

ไม่รู้ว่าอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า นายจะมีตัวตนอยู่จริงไหม แต่ฉันไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว เพราะสิ่งที่แจ่มชัดในความทรงจำของฉันไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่านายเป็นหุ่นยนต์แมวตัวอ้วนกลมน่ากอดที่มีของวิเศษน่าตื่นตาตื่นใจ แต่คือการเป็นเพื่อนรักในวัยเยาว์ที่ทำให้ความทรงจำในวัยเด็กของฉันมีความหมายมากกว่าที่เคยเป็นมา

ฉันเชื่อว่าในหัวใจของผู้คนทั่วโลก นายยังคงมีตัวตนอยู่เสมอ และหากมีเด็กสักคนอยากบินบนท้องฟ้า นายก็คงพูดว่า "ไฮ้ ทาเคะคอปตา" และยื่นคอปเตอร์ไม้ไผ่ให้โดยไม่ลังเล



วุฒินันท์ ชัยศรี
3 กันยายน ค.ศ. 2012
นับถอยหลังอีกหนึ่งร้อยปีจะถึงวันเกิดของโดราเอมอน

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

วันที่ฉันเสียเธอให้แก่บทกวี

วันที่ฉันเสียเธอให้แก่บทกวี
สิ่งเดียวที่ฉันทำได้มีเพียงเขียนบทกวีอีกหนึ่งบท
เพื่อบันทึกทุกห้วงความรู้สึกในวันที่ฉันเสียเธอให้แก่บทกวี
ฉันเสียเธอให้แก่บทกวีเพียงเพื่อเขียนบทกวีในวันที่ฉันเสียเธอให้แก่บทกวี
ที่สุดแล้วมันไม่มีอะไรเลยนอกเสียจาก
กระดาษเปื้อนเปรอะน้ำตา เหลือหยดหมึกเพียงด่างดวง
และความหมายอันกลวงเปล่า
เป็นเพียงความทรงจำอันเลอะเลือนของถ้อยคำ
ซึ่งพยายามจะบันทึกปริมาตรไร้รูปของความปวดร้าวอย่างน่าสมเพช
โดยแสร้งทำเป็นไม่แยแสกับการเสียเธอให้แก่---
บทกวีซึ่งฉันเคยเขียน, และกำลังเขียนขึ้น
อันจะเป็นอนุสาวรีย์แห่งความขลาดเขลา
และจดจารความโง่งมอันเป็นนิรันดร์ของฉัน
ซึ่งยอมสูญเสียเธอเพียงเพื่อเขียนบทกวี---
ในวันที่ฉันเสียเธอให้แก่บทกวี


๒ กันยายน ๒๕๕๕

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คนน่ารัก (2)

๏ เธอน่ารักเหมือนเดิม
เหมือนแรกเริ่มเมื่อรู้จัก
ยิ่งมองยิ่งน่ารัก
อยากทายทักสักครั้งนึง

๏ สบตานัยน์ตาหวาน
เหมือนล้านดาวมาดูดดึง
ยิ้มหวานยิ่งหวานซึ้ง
ยิ่งน่ารักอยากทักทาย

๏ เวลาผ่านมานานปี
ก็รู้ดีว่าไม่ง่าย
ฉันคนนี้น่ะขี้อาย
เป็นโรคคล้ายขอมดำดิน

๏ ต่อหน้าคนน่ารัก
มักถูกสาปให้เป็นหิน
ใบ้บ้าเป็นอาจิณ
หมดสิ้นคำจะจำนรรจ์

๏ ทั้งที่ความคิดถึง
ห้วงคะนึงในความฝัน
พร่ำเพ้อถึงเธอนั้น
ทุกคืนวันแทบวางวาย

๏ อายครูบ่รู้วิชา
คนน่ารักหากเขินอาย
ไร้คู่คงเสียดาย
ในภายหลังนั่งเสียใจ

๏ โรคแพ้คนน่ารัก
หวังสักวันเลิกหวั่นไหว
ความรักหนักฤทัย
คงได้เอ่ยเผยสักที ๚ะ๛


๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แรงดึงดูด

"แม่ครับ ทำไมน้ำถึงตกจากข้างบนลงมาข้างล่างล่ะครับ"
"เพราะโลกมีแรงดึงดูดไงจ๊ะ"
"แล้วที่มีคนมาเที่ยวเยอะ ๆ แบบนี้ก็เพราะแรงดึงดูดใช่มั้ยครับ"
"ใช่จ้ะ" เธอหัวเราะกับความช่างคิดของลูกชาย "น้ำตกที่นี่สวยมาก ก็เลยดึงดูดให้คนมาเที่ยวเยอะแยะ"
"ที่พ่อกำลังเดินไปทางนั้นก็เพราะแรงดึงดูดใช่มั้ยครับ"
เธอมองไปทางที่ลูกชายชี้นิ้ว สามีของเธอกำลังเดินตามสาวฝรั่งหุ่นสบึมส์ต้อย ๆ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สะโพกดินระเบิดของเจ้าหล่อนไม่วางตา
"คุณคะ!"


๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รอยเปื้อน

เสื้อเชิ้ตไม่ว่าจะสีไหนยี่ห้อใดเมื่อถูกกาแฟหกใส่ก็ต้องมีรอยเปื้อน สิ่งที่สั่นสะเทือนหัวใจผมมากกว่าปกติก็คือมันเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวแบรนด์เนมราคาเท่าต้นฉบับเรื่องสั้นหนึ่งเรื่อง เสื้อเชิ้ตสุภาพอาจไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่จำเป็นสำหรับนักเขียนไส้แห้ง แต่มันจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อต้องสวมทับวิญญาณอหังการ์เพื่อกลายร่างเป็นคนธรรมดาที่ยอมกราบกรานแทบเท้างอนง้อขอความเมตตากรุณาจากนายจ้างเพื่อให้รับเข้าทำงาน แฟนของผม-ซึ่งก็คือคนที่เพิ่งจะทำกาแฟหกรดเสื้อของผม-เป็นคนแนะนำให้ผมหาซื้อเสื้อตัวนี้มาใส่เพื่อ 'บุคลิกภาพที่ดี' หลังจากอดรนทนไม่ไหวที่เห็นผมตกงานมาหลายปี

เธอละล่ำละลักขอโทษในความผิดที่ไม่ได้ตั้งใจ แล้วรีบเอาเสื้อไปทำความสะอาด อาจจะป้ายน้ำยาล้างคราบ หรือแช่น้ำยาซักผ้าขาว- ผมไม่รู้กรรมวิธีทำความสะอาดของเธอเลยแม้แต่น้อย หลักฐานก็คือบรรดาเสื้อยืดตัวเก่งที่ผ่านฝีมือซักของผมล้วนเต็มไปด้วยรอยเลอะเทอะเป็นด่างดวงเหมือนลูกหมาตกน้ำ ดูคล้ายกับชีวิตผมก่อนที่จะได้พบกับเธอ นับตั้งแต่ที่เธอเข้ามาในชีวิตผม เธอก็ช่วยจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ชีวิตผมเข้ารูปเข้ารอยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง รวมถึงงานประจำที่ผมกำลังจะไปสัมภาษณ์เข้าทำงานในวันพรุ่งนี้

เพียงไม่นาน คราบกาแฟก็หายไปสิ้น เธอรีดเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวสวยของผมเสียจนกลีบเสื้อคมกริบ เธอบอกว่าผมจะต้องดูดีมากเมื่อใส่ไปสัมภาษณ์งานพรุ่งนี้ เมื่อเห็นผมก้มหน้าก้มตาไม่สนใจเธอจึงดึงปากกาออกจากมือผม บอกว่าดึกแล้วต้องรีบนอนเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปสาย เรื่องสั้นที่แต่งค้างไว้ครึ่งเรื่องนอนแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะอย่างนั้น ผมหยิบเสื้อเชิ้ตแสนสุภาพมาทาบตัว ดูไม่เข้ากันเลยกับหนวดเครารุงรังบนใบหน้า พรุ่งนี้โกนทิ้งให้หมดคงเข้าที ผมนึกในใจพลางมองหารอยเปื้อนบนเสื้อแต่หาไม่พบ แฟนผมทำงานได้สมบูรณ์แบบเหมือนทุกครั้ง แต่กระนั้นผมกลับเกิดความมั่นใจแปลก ๆ ว่าคงจะต้องมีรอยเปื้อนหลงเหลืออยู่ที่ไหนสักแห่งบนเสื้อตัวนี้

วุฒินันท์ ชัยศรี

๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

The Dark Knight Rises [to normal Hero]

หมายเหตุก่อนอ่าน

- เปิดเผยเรื่องราวบางส่วนของภาพยนตร์ The Dark Knight Rises

- บทความนี้ไม่ใช่บทวิจารณ์ แค่เป็นบทบันทึกความรู้สึกบางประการที่มีต่อภาพยนตร์

ไม่รู้ว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน คิดอย่างไรในการปิดฉากไตรภาคมนุษย์ค้างคาวใน The Dark Knight Rises ด้วยการถอยกลับไปเล่าเรื่องสไตล์หนังซูเปอร์ฮีโร่แบบ Batman Begins ครั้นจะบอกว่าผู้กำกับอยากจะลดความซับซ้อนของภาคสองให้เข้าใจง่ายขึ้น หนังจะได้ขายง่ายขึ้นก็คงไม่ใช่ เพราะความสำเร็จมากมายมหาศาลจาก The Dark Knight ที่กวาดรายได้ไปกว่าพันล้านเหรียญ และได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์ว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ย่อมเป็นเครื่องการันตีว่าบทหนังที่เข้มข้นและซับซ้อนต่างหากที่สำคัญเสียยิ่งกว่าเอฟเฟคตูมตามระทึกใจที่เห็นกันเกลื่อนในหนังซูเปอร์ฮีโร่ธรรมดา เอาเฉพาะรายได้สิบวันแรกก็นับว่าภาคสามเก็บไปได้น้อยกว่าภาคสองเสียด้วยซ้ำ (อาจจะเพราะข่าวยิงกราดในโรงหนัง แต่มันก็คงไม่ขนาดนั้นหรอกมั้งนะ)

อาจจะด้วยความที่อินกับภาคสองมาก และตั้งความหวังปนสงสัยไว้เยอะว่า โนแลนจะทำแบทแมนภาคสามนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าภาคสองได้อย่างไร เมื่อหนังเรื่องนี้ทำออกมาทำนองว่าสูงสุดคืนสู่สามัญ จึงทำให้ผิดหวังนิด ๆ กับหนังที่ออกมา แต่อย่างไรเสียเรื่องราวในภาคนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายมากนักเมื่อเทียบกับหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น คงพอจะเรียกได้ว่าไม่ใช่หนังฮีโร่ดาด ๆ

ภาคนี้ไม่ได้พูดถึงเส้นแบ่งอันเลือนรางของความดีกับความชั่วเหมือนในภาคสองที่ใส่ไดอะล็อกการถกเถียงกันของแบทแมนกับโจ๊กเกอร์ การใส่ฉากระเบิดเรือเฟอร์รี่ การใส่ฉากแบทแมนตีหัวหมอ คว่ำหน่วยสวาท บลา ๆ ๆ ฯลฯ แต่ภาคนี้แค่เปิดฉากมาก็รู้เลยว่าไอ้เบนนี่มันร้ายจริง ร้ายระดับผู้ก่อการร้ายเสียด้วย โจ๊กเกอร์ในภาคก่อนอาจจะร้ายในแบบที่เล่นกับจิตวิทยาของมนุษย์ พยายามสลายเส้นแบ่งทางศีลธรรมหรือความดีงามอะไรก็แล้วแต่ แต่เจ้าเบนนี่ไม่ต้องล่งต้องเล่นอะไรแล้ว มึงไม่ต้องวิเคราะห์ให้มากความ กูมาเพื่อปฏิวัติเปลี่ยนแปลงมนุษยชาติโว้ย ไอ้แบทแมนคนดีมาฉะกันเลย อะไรทำนองนั้น

ความงุนงงของภาคต่อและคำพูดสุดเชยจากหนังซูเปอร์ฮีโร่

สิ่งที่ทำให้ผมเจ็บปวดกับหนังภาคนี้มีอยู่สองประการ ประการแรกคือความงุนงงที่เกิดจากการจำเนื้อหาของภาคสองได้ ภาคนั้น ลูเชียส ฟ็อกซ์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของเวย์น เอ็นเตอร์ไพรส์ และนักประดิษฐ์อาวุธของแบทแมนกล่าวไว้อย่างชัดถ้อยชัดคำในตอนที่แบทแมนขอร้องให้เขาหาตัวโจ๊กเกอร์จากเครื่องรับส่งสัญญาณที่ผิดกฎหมาย เขาบอกว่า "I'll help you this one time. But consider this my resignation"

ตอนนี้ทำให้เห็นว่าแบทแมนทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหาตัวโจ๊กเกอร์จริง ๆ โดยยอมสูญเสียทุกอย่างแม้แต่การสูญเสียบุคลากรทรงค่าอย่างฟ๊อกซ์จากเวย์น เอ็นเตอร์ไพรส์ ก่อนจะดูภาคนี้ผมยังนึกอยู่ว่าแบทแมนจะเอาอะไรกลับมาผงาดเมื่อเขาสูญเสียแทบทุกอย่างจากการทุ่มเทจับโจ๊กเกอร์แล้ว แต่แล้วมาภาคนี้ฟ๊อกซ์ก็ยังคงอยู่ในบริษัทเวย์นอย่างสบายอารมณ์ (?) เฮ้ย แล้วที่แกบอกจะลาออกในภาคที่แล้วล่ะเฟร้ย!

แล้วพอแบทแมนจะกลับมา ฟ็อกซ์ก็พาเข้าไปในฝ่ายวิจัย โชว์อาวุธมหาศาลอย่างกะจะสะสมไว้ก่อสงคราม และสาเหตุที่มีอาวุธเยอะแยะก็กล่าวว่า "เพื่อไม่ให้อาวุธพวกนี้ตกไปอยู่ในมือของคนที่ไม่เหมาะสม" เฮ้ย แล้วแบทแมนเหมาะสมกับอาวุธเยอะแยะพวกนี้ตรงไหนฟระ เฮียแกก็ไม่ได้ใช้อาวุธพร่ำเพรื่อนา เห็นมีแต่หมัดเข่าศอก

ความเจ็บปวดประการที่สองคือคำพูดเชย ๆ ที่แบทแมนพูดกับหมวดกอร์ดอนตอนท้าย ๆ เรื่อง ทำนองว่า

"ทุกคนก็เป็นฮีโร่ได้ แม้แต่คนที่ถอดเสื้อคลุมเพื่อปลอบใจเด็กคนหนึ่งให้เขารู้ว่าโลกทั้งใบยังไม่ได้ถล่มทลาย"

หรืออะไรทำนองนี้แหละ ฟังจบแล้วอยากจะเอาหัวโขกเบาะคนข้างหน้าสักสองสามครั้ง ก็แบทแมนไม่ใช่เหรอที่พูดไว้ในภาคก่อนตอนที่มีคนพยายามเลียนแบบแบทแมน

"What gives you the right? What's difference between you and me?"

"I'm not wearing hockey pads."

ไอ้คำว่า "ฉันไม่ได้ใส่เสื้อเกราะฮอกกี้" ฟังดูเหมือนคำพูดทีเล่นทีจริง แต่นี่ไม่ใช่เหรอที่เป็นการบอกว่าไม่ใช่ใครก็เป็นฮีโร่ได้ ไม่ใช่ใครนึกอยากเป็นฮีโร่ก็สวมเกราะฮอกกี้ออกมาล่าอาชญากรได้

แน่นอนว่าเนื้อในของแบทแมนกับคนที่เลียนแบบแบทแมน แท้จริงไม่แตกต่าง เมื่อถอดเกราะออกมาแล้วก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีเลือดเนื้อเหมือนกัน แบทแมนเป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ฮีโร่ที่เกิดมิวแตนท์ยีนผิดปกติ โดนแมงมุมกัด หรือมาจากต่างดาว ดังนั้นสิ่งที่แตกต่างระหว่างแบทแมนกับคนธรรมดาจึงไม่ใช่แค่เรื่องชุดเกราะ แต่เป็นจิตวิญญาณที่พร้อมรับความเจ็บปวดจากการต้องเสียสละ และการอุทิศตนต่อการเสียสละนั้นอย่างถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นการตั้งตนเป็นฮีโร่ก็แค่ศาลเตี้ย เหมือนที่อัลเฟรดพูดไว้ในภาคก่อนว่า

"...even if everyone hates him for it. That's the sacrifice he's making. He's not being a hero. He's being something more."

นั่นคือความหมายของซูเปอร์ฮีโร่ที่โนแลนบอกเล่าไว้ในภาคก่อน "...you either die a hero or you live long enough to see yourself become the villain" การเป็นฮีโร่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ทำไมภาคนี้ถึงเป็นกันง่ายจังเลยวุ้ย หรือว่าต้องการส่งไม้ต่อให้โรบินแบบง่าย ๆ หน่อย

กลับสู่การเล่าเรื่องแบบภาคแรก

เรื่องราวในภาคสามกลับสู่การเล่าเรื่องเหมือนภาคแรก Batman Begins ซึ่งมีเนื้อเรื่องประมาณว่า บรู๊ซ เวย์นคือมนุษย์ผู้มีความกลัว โดยรูปธรรมเขากลัวค้างคาว โดยนามธรรมเขากลัวแรงผลักดันของความโกรธเกลียดที่อยู่ในใจซึ่งจะย้อนกลับมาทำลายทุกคนรอบตัว เขาจึงออกสู่การเดินทางเพื่อเอาชนะความกลัวและที่สุดก็กลายเป็นแบทแมน

เขาเอาชนะความกลัวโดยรูปธรรมคือเขากลายเป็นค้างคาวเสียเอง ส่วนนามธรรมก็คือเขาเอาชนะความโกรธเกลียดที่มุ่งทำลายล้างโดยการอุทิศตนและการเสียสละเพื่อปกป้องเมืองก็อธแธม บ้านเกิดเมืองนอนของเขาเอง การเล่าเรื่องนามธรรมคือการเอาชนะความโกรธเกลียดในจิตใจออกมาเป็นรูปธรรมคือการเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนนี้ได้นำมาใช้ในภาคสามอีกครั้ง

เรื่องราวเริ่มขึ้นที่การยกย่องฮาร์วี่ เดนท์ เป็นฮีโร่แห่งก็อธแธม พร้อมกับการหายตัวไปของแบทแมนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สังหารเดนท์ เมืองทั้งเมืองดูสงบสุขจากกฎหมายปราบปรามอาชญากร หรือกฎหมายเดนท์ แต่แท้จริงแล้วความพินาศกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ

แบทแมน หรือบรู๊ซ เวย์น ปรากฏตัวฉากแรกของภาคนี้ในสภาพชายแก่อิดโรย หมดราศีของฮีโร่ไปเสียแล้ว น้องที่นั่งข้าง ๆ กระซิบว่า "เฮียแกจะยังสู้ใครได้รึเปล่าเนี่ย"

ไม่เพียงแต่ความเข้มแข็งของร่างกาย บรู๊ซ เวย์น สูญสิ้นหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นศรัทธาต่อความดีงาม หรือการอุทิศตนเพื่อความถูกต้อง เขาเพียงแค่เสียใจและสำนึกผิดจากสิ่งที่ใบหน้าซึ่งสวมหน้ากากได้เสียสละลงไป จนทำให้เขาสูญเสียคนที่รักมากที่สุดอย่างเรเชลไป แม้จะอ้างว่าเขาแบกรับความผิดของฮาร์วี่ เดนท์ เพื่อให้เดนท์เป็นวีรบุรุษของก็อธแธมก็ตาม บรู๊ซยึดติดกับหน้ากากแบทแมนจนเกินไป เขาหลงลืมคำพูดตัวเองที่เคยด่าคนที่เลียนแบบแบทแมนด้วยการสวมเกราะฮอกกี้ แต่ตอนนี้เขาเองนั่นแหละที่กำลังสวมชุดเกราะฮอกกี้ และยึดติดตัวเองไว้กับความเสียใจและสำนึกผิดเพียงคนเดียว โดยหลงลืมการอุทิศตนและเสียสละในรูปแบบอื่น รวมทั้งเงินบริจาคให้สถานรับเลี้ยงเด็กจากเวย์น เอ็นเตอร์ไพรส์ จนทำให้เด็กที่อายุเกินอยู่ที่สถานรับเลี้ยงต่อไม่ได้และกลายเป็นกองกำลังของเบน ตัวร้ายของภาคนี้

เขาสูญเสียศรัทธา หลงลืมการอุทิศตน จิตวิญญาณของเขาอ่อนแอเกินกว่าจะรับความเจ็บปวดจากการเสียสละ และถูกผลักดันด้วยความโกรธเกลียดเหมือนตอนก่อนที่จะเป็นแบทแมน การกลับมาสวมหน้ากากแบทแมนเพื่อปราบเบนจึงไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากจะโดนหลอกไปให้เบนหักหลังเล่น

การตกลงไปในคุกซึ่งเปรียบเสมือนนรกหลุมที่ลึกที่สุด แท้จริงจึงเป็นการเดินทางเพื่อค้นหาตัวตนเหมือนในภาคแรก แต่คราวนี้เป็นการดำดิ่งลงไปในจิตใจของเขาเอง เพื่อค้นหาคำตอบว่าเขาเป็นแบทแมนเพื่ออะไร?

ค้นหาความหมายใต้หน้ากากอีกครั้ง

แน่นอนว่าเขาอาจถูกผลักดันด้วยความโกรธเกลียด เหมือนที่ตอนแรกในคุกเขาพยายามฝึกร่างกายให้เข้มแข็งอย่างหักโหม บอกหมอว่าเขากำลังโกรธและต้องการกลับไปจัดการเบนที่กำลังทำลายก็อธแธม แต่ที่สุดแล้วความโกรธไม่ใช่คำตอบ ความโกรธไม่ช่วยให้เขาออกไปจากคุก (โดยรูปธรรม) และออกไปจากวังวนของจิตใจที่อยู่กับความโกรธแค้น ความเสียใจ ความสำนึกผิดต่อความอ่อนแอของตน (โดยนามธรรม)

ที่สุดเขาจึงได้เรียนรู้ความจริงจากคำพูดของอัลเฟรดที่พูดไว้ในภาคก่อนว่า They'll hate you for it, but that's the point of Batman. He can be the outcast. He can make the choice that no one else can make, the right choice. เขาเป็นแบทแมนไม่ใช่เพื่อการเป็นฮีโร่ เขาสวมหน้ากากไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันการที่คนใกล้ตัวจะถูกแก้แค้น แต่คือการอุทิศจิตวิญญาณเพื่อความถูกต้อง และต้องยินยอมรับความเจ็บปวดอันเกิดจากการเสียสละนั้นด้วย หน้ากากจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้กับวังวนของจิตใจตนเอง ฉากสุดท้ายที่บรู๊ซปีนขึ้นมาจากคุกได้ เขาจึงปฏิเสธที่จะสวมเชือก เพราะนั่นคือหน้ากากในความหมายที่จะพันธนาการเขาไว้กับวังวนแห่งความเสียใจและสำนึกผิดในจิตใจ

การเดินทางขึ้นจากคุกจึงเป็นการเดินทางโดยรูปธรรมที่สะท้อนการเดินทางโดยนามธรรมเหมือนใน Batman Begins เขาได้ก้าวข้ามคำว่าแบทแมนในฐานะฮีโร่มาสู่ something more หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในนาทีที่เขาขึ้นมาจากคุกนั้นได้ จากนั้นเรื่องราวก็เป็นตามสูตรของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ทำนองว่าแบทแมนกลับมาช่วยกอบกู้ก็อธแธม โดยยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิต จนเขาได้กลายเป็นฮีโร่ เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีของก็อธแธมอย่างแท้จริง รายละเอียดมากกว่านี้ก็หาอ่านได้ทั่วไปตามเว็บสปอยล์

ส่งไม้ต่อให้ฮีโร่รุ่นต่อไป?

อย่างที่กล่าวไว้ในย่อหน้าแรก ๆ ไอ้คำพูดเชย ๆ ที่ว่า "ไม่ว่าใครก็เป็นฮีโร่ได้" ก็อาจเป็นการส่งไม้ต่อให้ฮีโร่รุ่นต่อไปเพื่อเป็นการปิดฉากการ "ผงาด" ของแบทแมน เพราะในภาคแรกบรู๊ซเองก็กล่าวไว้ว่าเขาต้องการเป็นแบทแมนเพราะหากทำความดีในนามบรู๊ซ เวย์น เขาอาจเสื่อมสลายไปได้เหมือนพ่อของเขา แต่หากเป็นความดีในนามแบทแมนจะไม่มีทางเสื่อมสลาย เขาต้องการให้แบทแมนเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจ และโดยสัญลักษณ์นั้น แบทแมนไม่มีวันตาย

ที่สุดแล้วเรื่องราวไตรภาคก็ย้อนกลับมาจบที่คำพูดในภาคแรก แบทแมนกลับกลายจาก "ไอ้โม่งนอกกฎหมาย" เป็นอนุสาวรีย์แห่งความดีในก็อธแธม และเกิด "โรบิน" เพื่อสานต่ออุดมการณ์ของแบทแมนต่อไป ตอนจบบรู๊ซอาจจะตาย (ที่อัลเฟรดเห็นเป็นแค่ภาพจินตนาการ) หรืออาจจะไม่ตาย (แก้ไขระบบออโต้ไพลอตแล้วนี่ ขอจบแบบแฮปปี้หน่อยเถอะ) แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกต่อไปเมื่อทุกคนเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า Hero แล้ว แม้ภาคจบมันจะกระเดียดไปทางฮีโร่ธรรมดา ๆ ก็ตามที

วุฒินันท์ ชัยศรี

๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คิดถึง (๒)


๏ ความคิดถึงที่ส่งไปไกลสุดฟ้า
ไม่รู้ว่าจะไปถึงหรือไม่ถึง
ใครอาจหักใจห้ามความคำนึง
ใจลึกซึ้งถูกส่งไปไร้ผู้รับ

๏ ค่อยฟื้นภาพความคำนึงเคยซึ้งซาบ
ค่อยฟื้นภาพเธออยู่มิรู้หลับ
สุดแสนเวทนาใจอาภัพ
คนจากไกลไม่เคยกลับไม่รับรู้

๏ เมื่อความคิดถึงเริ่มก่อร่าง
หนทางสู่หัวใจเคยไปสู่
กลับรกร้างสิ้นไร้ใครเหลียวดู
กุญแจผ่านดาลประตูอยู่หนใด

๏ ความคิดถึงยังเร้นร่างอยู่อย่างนั้น
วอนเธอช่วยรับมันบ้างได้ไหม
แล้วค่อยทิ้งมิเหลียวแลแล้วแต่ใจ
แค่มีเธอ, มันจะได้ไม่เคว้งคว้าง

๏ ขอให้ความคิดถึงที่ส่งไป
อยู่เป็นเพื่อนใจให้เธอบ้าง
วันที่เธอเผลอหวั่นไหวใจอ้างว้าง
ขอเป็นเพื่อนร่วมทางอย่างเจียมใจ

๏ ไม่เคยหวังจะให้ใครคิดถึงกลับ
ไม่ว่าเธอจะได้รับหรือไม่
ขอแค่ส่งความคิดถึงและห่วงใย
ให้เธอรู้ว่ามีใคร... คิดถึงเธอ ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๓/๐๘/๒๕๕๔

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

รักนิรันดร์

๏ ความรักชั่วนิรันดร์...
ย่อมเปี่ยมด้วยความฝันเมื่อคิดถึง
ทุกทุกลมหายใจในห้วงคะนึง
คือน้ำผึ้งแสนหวานซ่านซึ้งใจ

๏ ความรักอาจหวานซึ้งและแสนสุข
หรืออาจทุกข์ร้อนรนหม่นไหม้
บางคราต้องห่มคลุมความเจ็บไว้
แต่ฤทัยก็ยังพร้อมจะยอมพลี

๏ เพราะรักคือพลังอันยิ่งใหญ่
เป็นทุกแรงบันดาลใจในทุกที่
ลมหายใจจึงเปี่ยมค่าทุกนาที
ขอแค่มีเธอเคียงข้างไม่ห่างตา

๏ ชีวิตอาจไม่มีชั่วนิรันดร์
เพียงผูกพันใจสองดวงด้วยห่วงหา
ให้ความรักลึกซึ้งถึงวิญญาณ์
รักจักข้ามห้วงเวลาชั่วนิรันดร์ ๚ะ๛


วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๕

(วันแต่งงานพี่โบ)

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน (๒)

๏ ไม่อยากเป็นเพียงแค่คนห่างไกล
หรือว่าเป็นคนที่ใจเธอใฝ่ถึง
มิต้องอยู่ในทุกห้วงความห่วงคะนึง
แค่ครั้งหนึ่งคิดถึงบ้างในบางเวลา

๏ ไม่อยากเป็นอันดับหนึ่งในหัวใจ
ขอแค่เสี้ยวความห่วงใยในห่วงหา
บางครั้งคราวก็ขอพบเพียงสบตา
ไม่เกินกว่าเพียงเท่านี้ที่เราเป็น

๏ อยากจะควงแขนใครฉันไม่ว่า
ขอเพียงอย่าห่างเหินเกินมองเห็น
ในทุกความสัมพันธ์ไม่ชัดเจน
อย่าหลบเร้นหนีหน้าลาจากไป

๏ ไม่อยากเป็นเพียงแค่คนรู้จัก
และไม่อยากเป็นคนรักเหมือนคนไหน
แค่คนหนึ่งซึ่งรับรู้อยู่ว่าใคร
เกิดมาเพื่อเติมเต็มใจ-เพื่อให้รัก ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข้าวแยกกับข้าว

บางครั้งฉันก็อยากสั่งข้าวแยกกับข้าวต่างหาก
ทั้งที่มันไม่ได้ต่างกันเลยกับการลงไปผสมเป็นเนื้อเดียวกันในกระเพาะ
ฉันเพียงอยากจะแย่งตักกับข้าวกับใครสักคน
บางคราวแย่งชิ้นเนื้อที่ใหญ่กว่า บางคราสวมบทสุภาพบุรุษตักชิ้นเนื้อให้คนตรงข้าม
พร้อมกับเสียงหัวเราะหยอกล้อ คลุกเคล้าเรื่องราวต่าง ๆ นานา
มิใช่เพียงพริกน้ำปลาที่ตักเติมเพิ่มรสแปร่งปร่า

วันนั้นฉันสั่งข้าวแยกกับข้าว
เจ้าของร้านบอกว่ามันมากเกินจะกินคนเดียว
ฉันตอบไปว่า ทำแค่ให้พอกินคนเดียว เพียงแยกจานได้ไหม
สำหรับลูกค้าประจำไม่ยากอะไรเลย
เพียงแค่เพิ่มจานอีกสองจาน สำหรับกะเพราไก่และไข่ดาว
หนึ่งข้าวเปล่าวางตรงหน้า มือขยับไปมาระหว่างสามจาน
เป็นเช่นนั้นหนึ่งอาทิตย์ โดยไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นอกเสียจากคำบ่นเบื่อของเจ้าของร้านที่ต้องล้างจานเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

แล้วฉันก็เลิกสั่งข้าวแยกกับข้าว
ข้าวราดกับข้าวหนึ่งจาน
ช้อนส้อมซ้ายขวา
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
สำหรับชีวิต--ลำพัง


๒ สิงหาคม ๒๕๕๕