(๒๑)
ระหว่างบรรทัด มีบางสิ่งซ่อนอยู่
ระหว่างเรา
ไม่มี
๐๙/๐๒/๒๕๕๕
(๒๒)
แม่คนนั้นแสดงความรักลูก
โดยเร่งให้ข้ามถนน
ขณะไฟเขียวสว่าง
๑๐/๐๒/๒๕๕๕
(๒๓)
รอยดินสอที่ถูกลบทิ้ง
เป็นส่วนสำคัญที่สุด
ของรูปที่ฉันวาดให้เธอ
๑๑/๐๒/๒๕๕๕
(๒๔)
ฉันไม่ได้หลงรักเธอ
ฉันหลงรัก
ความรักที่มีให้เธอ
๑๔/๐๒/๒๕๕๕
(๒๕)
เธอหลงรักคนในนิยาย
นิยายเล่มนั้น
ฉันไม่ได้เขียน
๑๕/๐๒/๒๕๕๕
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ในนิยาย
ฉันตื่นในความหลับ
เพียงเพื่อพบว่า
เธอพยายามมีความรักเหมือนในนิยาย
ฉันเคยเขียนหนังสือ
เสกตัวละครจากลมหนาว
คล้ายว่าขณะที่เพลงวิวาห์ดังกระหึ่ม
ความเงียบตะโกนใส่ฉัน
บอกถึงทุกถ้อยคำที่ฉันต้องเขียน
นิยายของฉันวิ่งวนอยู่ข้างหลังเธอ
ตราบเท่าที่มันยังไม่มีตอนจบ
ฉันสูดหมอกเข้าไปเต็มปอด
ชดเชยความเว้าแหว่ง
ยามเมื่อเผลอเฉือนเนื้อตัวเอง
ฉันลองหลับในความตื่น
เพื่อให้พบว่า
ฉันไม่เคยพยายามมีความรักเหมือนในนิยาย
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
เพียงเพื่อพบว่า
เธอพยายามมีความรักเหมือนในนิยาย
ฉันเคยเขียนหนังสือ
เสกตัวละครจากลมหนาว
คล้ายว่าขณะที่เพลงวิวาห์ดังกระหึ่ม
ความเงียบตะโกนใส่ฉัน
บอกถึงทุกถ้อยคำที่ฉันต้องเขียน
นิยายของฉันวิ่งวนอยู่ข้างหลังเธอ
ตราบเท่าที่มันยังไม่มีตอนจบ
ฉันสูดหมอกเข้าไปเต็มปอด
ชดเชยความเว้าแหว่ง
ยามเมื่อเผลอเฉือนเนื้อตัวเอง
ฉันลองหลับในความตื่น
เพื่อให้พบว่า
ฉันไม่เคยพยายามมีความรักเหมือนในนิยาย
๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
ลูก
"---พี่ไม่อยากมีลูก เพราะพี่คิดว่าลูกเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ชีวิตเล็ก ๆ ที่เกิดจากเราอีกชีวิตหนึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์ มันไม่ใช่แค่การทำให้ใครคนหนึ่งเกิดมา แต่มันคือพันธสัญญาชั่วชีวิต---พันธสัญญาที่บอกว่าจะดูแลเขา จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา จะต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงแค่ทั้งหมดของชีวิต แต่ต้องทุ่มเททั้งจิตวิญญาณลงไปด้วย เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งจิตวิญญาณของพี่ตอนนี้ไม่พร้อมที่จะแบกรับภาระยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้
"ใช่ พี่อาจจะยังไม่อยากทิ้งความหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่เป็นความคิด ความฝัน ความเชื่อ อาจจะรวมถึงความเห็นแก่ตัวที่ต้องการจะพาตัวเองไปให้ถึงความฝัน เพื่อการนั้นพี่จึงยังไม่อยากจะสูญเสียความหนุ่มสาว---เพราะหนุ่มสาวจะไม่ยอมรับใช้ใครนอกเสียจากจิตวิญญาณของตนเอง ไหล่ของหนุ่มสาวไม่ใหญ่มากพอที่จะแบกอีกชีวิตหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดนั้นไปชั่วชีวิตได้ มีแต่ไหล่ของผู้ใหญ่ที่กว้างมากพอจะรับภาระนั้นได้ชั่วชีวิต หากเราจะมีลูก เราต้องทิ้งความหนุ่มสาวของเราไป แล้วให้ความหนุ่มสาวนั้นเติบโตขึ้นในวิญญาณของลูกเราแทน---"
"ใช่ พี่อาจจะยังไม่อยากทิ้งความหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่เป็นความคิด ความฝัน ความเชื่อ อาจจะรวมถึงความเห็นแก่ตัวที่ต้องการจะพาตัวเองไปให้ถึงความฝัน เพื่อการนั้นพี่จึงยังไม่อยากจะสูญเสียความหนุ่มสาว---เพราะหนุ่มสาวจะไม่ยอมรับใช้ใครนอกเสียจากจิตวิญญาณของตนเอง ไหล่ของหนุ่มสาวไม่ใหญ่มากพอที่จะแบกอีกชีวิตหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดนั้นไปชั่วชีวิตได้ มีแต่ไหล่ของผู้ใหญ่ที่กว้างมากพอจะรับภาระนั้นได้ชั่วชีวิต หากเราจะมีลูก เราต้องทิ้งความหนุ่มสาวของเราไป แล้วให้ความหนุ่มสาวนั้นเติบโตขึ้นในวิญญาณของลูกเราแทน---"
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เล่นสันติภาพ
“เล่นอะไรดีนะ เล่นอะไรดีนะ”
“เล่นสันติภาพจ้ะ ดีไหม”
“เล่นอย่างไร เล่นอย่างไร”
“จับมือกันไว้ แล้วยิ้มให้กัน”
เด็กเด็ก จับมือ ยิ้มร่า
สบตา มอบรัก ผูกพัน
เราต่าง มีกัน และกัน
ความฝัน ขอให้เชื่อ-ขอให้เชื่อ
...
...
...
แล้วเด็กคนหนึ่งก็พูดขึ้นมา
“เลิกเล่นดีกว่า-สันติภาพน่าเบื่อ”
๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
คนยิ้มหวาน (๒)
๏ ราวกับฉันเดินหลงดงดอกไม้
เพียงเธอยิ้มหวานใสให้ฉันเห็น
โรคภูมิแพ้คนน่ารักฉันมักเป็น
อย่าล้อเล่นกับมัน, ฉันขอร้อง
๏ รอยยิ้มเอียงอายเมื่อทายทัก
น่ารักแบบนี้ไม่มีสอง
หากว่าไม่มีใครคอยจับจอง
จะตระกองกอดไว้ไม่ปล่อยมือ
๏ คำกวีกี่ล้านคำพร่ำพรรณนา
ฟังว่าแต่ละถ้อยยังน้อยหรือ
พลิ้วเพลงอ้อนอ่อนไหวเพลงใดฤา
หวานเท่ารอยยิ้มซื่อแสนหวานนั้น
๏ โรคหัวใจอ่อนแอแพ้ยิ้มหวาน
ยิ่งยิ้มนานยิ่งหวานนวลชวนใจฝัน
ได้แต่เขียนคำกลอนอ้อนจำนรรจ์
ว่าใจฉันพ่ายยิ้มใสหมดใจแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
เพียงเธอยิ้มหวานใสให้ฉันเห็น
โรคภูมิแพ้คนน่ารักฉันมักเป็น
อย่าล้อเล่นกับมัน, ฉันขอร้อง
๏ รอยยิ้มเอียงอายเมื่อทายทัก
น่ารักแบบนี้ไม่มีสอง
หากว่าไม่มีใครคอยจับจอง
จะตระกองกอดไว้ไม่ปล่อยมือ
๏ คำกวีกี่ล้านคำพร่ำพรรณนา
ฟังว่าแต่ละถ้อยยังน้อยหรือ
พลิ้วเพลงอ้อนอ่อนไหวเพลงใดฤา
หวานเท่ารอยยิ้มซื่อแสนหวานนั้น
๏ โรคหัวใจอ่อนแอแพ้ยิ้มหวาน
ยิ่งยิ้มนานยิ่งหวานนวลชวนใจฝัน
ได้แต่เขียนคำกลอนอ้อนจำนรรจ์
ว่าใจฉันพ่ายยิ้มใสหมดใจแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
หนุ่มอักษร, นอนตื่นสาย, ร่ายแคนโต้ (๔)
(๑๖)
ความฝันจะเป็นจริง
ก็ต่อเมื่อ
เราฝัน
๐๔/๐๒/๒๕๕๕
(๑๗)
ในความฝัน เราทำได้ทุกอย่าง
เว้นแต่
ความจริง
๐๕/๐๒/๒๕๕๕
(๑๘)
ฉันเขียนแต่เรื่องมนุษย์ผู้ทุกข์ทน
จนหลงลืม
เรื่องเล่าถึงเทพธิดาผู้แสนใจดี
๐๖/๐๒/๒๕๕๕
(๑๙)
เพราะอยากให้เธอหัวเราะ
ฉันจึงเขียนเรื่องขำขัน
ทั้งน้ำตา
๐๗/๐๒/๒๕๕๕
(๒๐)
เต็มเวิ้งฟ้ารัตติกาล
คือช่องว่างสีดำ
ที่อยู่ระหว่างดวงดาว
๐๘/๐๒/๒๕๕๕
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
* ปล. ขอบคุณหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำให้โครงการเขียนแคนโต้ของผีกวีหนุ่มอักษรฯ ไม่ถูกพับเก็บไปพร้อมกับความพ่ายแพ้และสิ้นหวังที่กินระยะเวลามานานเกือบปี
ความฝันจะเป็นจริง
ก็ต่อเมื่อ
เราฝัน
๐๔/๐๒/๒๕๕๕
(๑๗)
ในความฝัน เราทำได้ทุกอย่าง
เว้นแต่
ความจริง
๐๕/๐๒/๒๕๕๕
(๑๘)
ฉันเขียนแต่เรื่องมนุษย์ผู้ทุกข์ทน
จนหลงลืม
เรื่องเล่าถึงเทพธิดาผู้แสนใจดี
๐๖/๐๒/๒๕๕๕
(๑๙)
เพราะอยากให้เธอหัวเราะ
ฉันจึงเขียนเรื่องขำขัน
ทั้งน้ำตา
๐๗/๐๒/๒๕๕๕
(๒๐)
เต็มเวิ้งฟ้ารัตติกาล
คือช่องว่างสีดำ
ที่อยู่ระหว่างดวงดาว
๐๘/๐๒/๒๕๕๕
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
* ปล. ขอบคุณหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำให้โครงการเขียนแคนโต้ของผีกวีหนุ่มอักษรฯ ไม่ถูกพับเก็บไปพร้อมกับความพ่ายแพ้และสิ้นหวังที่กินระยะเวลามานานเกือบปี
วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 7
เสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานี
(1.)
ตอนสายของวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ผมพบตัวเองนั่งอยู่ในซอกมุมหนึ่งของสนามบินสุวรรณภูมิ ในมือมีข้าวกล่องเซเว่นอุ่นร้อน ๆ และกำลังรอคอยการเรียกเช็คอิน ผมไม่ชอบการรอคอยนานนับชั่วโมง เช่นเดียวกับที่ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น พูดให้ถึงที่สุดแล้วคือผมไม่ชอบเดินทางไปยังที่ไกล ๆ แต่ชีวิตคนเราต้องมีสักครั้ง หรือหลายครั้งที่ไม่อาจปฏิเสธการเดินทางได้ และในทุกครั้ง การเคลื่อนที่ของหัวใจจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งก็ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างน้อยวันนี้การเดินทางก็ทำให้ผมที่ไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรอคอยนาน ๆ ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น ต้องมานั่งกินข้าวกล่องเซเว่น รอคอยเวลาเช็คอินนานนับชั่วโมง เพื่อที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟแสดงข้อมูลการบิน ขณะที่ปากเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เที่ยวบินของผมปรากฏอยู่บนสุด เข้าใจว่าเครื่องบินมาถึงแล้วและกำลังเช็คสภาพ คนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกัน ต่างคนต่างก็จดจ่ออยู่กับเป้าหมายที่ตนเองต้องการจะไปถึง โชคดีที่เป้าหมายของผมมาปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้ว ขณะที่เป้าหมายของบางคนอาจจะยังไม่มา หรืออีกนานมากกว่าจะมาถึง เก้าอี้ชุดบางตัวจึงถูกจับจองเป็นที่นอน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใช้ต่างหมอน
การรอคอยที่สถานีของบางคนอาจใช้เวลาเพียงแค่ชั่วเคี้ยวข้าวหมดกล่อง แต่สำหรับบางคนอาจจะใช้เวลาทั้งวัน หรืออาจเป็นอาทิตย์ แต่ไม่มีใครที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในสถานี เพราะทุกการเดินทางของทุกคนล้วนมีเป้าหมาย ส่วนสถานีเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เขาจะใช้เป็นทางผ่าน เป้าหมายที่จะไปต่างหากเป็นสถานที่ที่เขาจะพำนักอยู่อย่างถาวร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชีวิตไม่เคยเกิดขึ้นที่สถานี ทุกสถานีเป็นเพืยงสถานที่ผ่านพบไม่ผูกพันเท่านั้นเอง
หรืออันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น?
(2.)
"ถ้าเป็นไปได้ เราไปเที่ยวฝรั่งเศสด้วยกันนะ"
ใครบางคนทิ้งตะกอนความฝัน ทิ้งบางร่องรอยของความทรงจำเอาไว้ สำหรับเธอแล้วมันอาจเป็นเพียงฝุ่นผง เพียงลมแผ่วผ่านก็จางหาย แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือการจารึกถ้อยคำลงป้ายหินซึ่งคงอยู่ยาวนานกว่าชั่วชีวิตของใครบางคน
"ฝรั่งเศสมีอะไรน่าเที่ยว"
"จะไปดูลูฟว์" เธอหมายถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดัง ไม่รู้ว่าเธออยากจะไปดูลูฟว์เพราะอยากดูโมนาลิซ่า หรือแค่เพราะเธอชอบอ่านดาวินชีโค้ด
"ไม่อยากไปดูหอไอเฟลเหรอ"
"มีแต่โครงเหล็ก ไม่เห็นน่าสนใจ"
เธอว่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็เหมือนหอไอเฟล กระด้าง ไร้ความรู้สึก ไม่ละเอียดอ่อนละเมียดละไม อวดกร่างว่าใหญ่แต่ข้างในกลวงเปล่า ส่วนลูฟว์เหมือนผู้ชายที่ดูน่าค้นหา มีความงามและความลับซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด แต่เธอไม่ได้บอกว่าผมเหมือนลูฟว์ ผมได้แต่คิดไปเอง คาดเดาเอาเองทั้งนั้น
ตอนนี้เธอคบหาอยู่กับผู้ชายที่เหมือนหอไอเฟล
สำหรับเธอแล้ว เขาคือปารีส เขาคือปลายทางที่เธออยากจะไป แม้ว่าสิ่งที่เธอต้องพบพานทุกวันคือหอไอเฟล แต่เธอก็ยังคงหวังว่าเขาคงจะพาไปดูลูฟว์ในสักวัน ส่วนผมเป็นเพียงสถานีหนึ่งที่เธอบังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้นเอง
(3.)
ข้าวหมดกล่อง อีกประมาณสิบนาทีถึงเวลาเช็คอิน ผมโยนกล่องข้าวลงถังขยะ ล้างมือในห้องน้ำ พนักงานทำความสะอาดกระเตงลูกเดินเข้ามาทำความสะอาดห้องน้ำ ผมยิ้มบาง ๆ ให้ เธอยิ้มตอบ และดูเหมือนเจ้าหนูที่อยู่หลังเธอก็ยิ้มให้ผมด้วย
เดินผ่านร้านอาหาร ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมเดาว่าเป็นแม่กำลังซับน้ำตา ขณะที่พ่อกำลังให้โอวาทลูกสาวผู้มีกระเป๋าใบใหญ่วางอยู่ข้าง ๆ เธออาจจะกำลังเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ไกลแสนไกล และความคิดถึงอย่างเป็นรูปธรรมของพ่อแม่อาจเดินทางไปไม่ถึง
เดินผ่านร้านกาแฟ ผู้หญิงคนหนึ่งหันหน้าออกมานอกร้าน ทำเหมือนไม่สนใจคนร่วมโต๊ะ ขณะที่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามทำทีท่าพยายามงอนง้อขอคืนดี ผมได้แต่หวังว่าเธอจะไม่ยกเลิกเที่ยวบินราคาแพงเพียงเพราะโกรธคนที่กำลังจะร่วมเดินทางไปกับเธอในอีกไม่กี่ชั่วโมง
เสียงกรี๊ดกร๊าดของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ผมหันกลับไปมอง เธอกำลังหมุนวนในอากาศเหมือนใบพัด โดยมีอ้อมกอดของแฟนหนุ่มเป็นแกนกลางหมุนเธอไปรอบ ๆ ท่ามกลางสายตาแห่งความยินดีของคนรอบข้าง และสายตาปนอิจฉาเล็ก ๆ ของผม
คุณตาจูงมือคุณยายเดินผ่านตรงหน้าผม ลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ ติดตัว ทั้งสองอาจจะกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หรือเพิ่งกลับมาจากสถานที่นั้น และกำลังจะกลับไปยังบ้านของตนซึ่งเป็นสถานที่พำนักสุดท้ายของชีวิต
ทุกเสี้ยวชีวิตของคนอื่น ทำให้ผมนึกถึงเสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานีของตนเอง
แม้ว่าชีวิตอาจไม่เกิดขึ้นที่สถานี แต่สถานีก็เป็นสถานที่สำหรับการชุมนุมกันของเสี้ยวชีวิตที่สำคัญของแต่ละคน เป็นเสี้ยวชีวิตที่มีทั้งความดีใจ ความเสียใจ เศร้าใจ การพานพบ การพลัดพราก และการเริ่มต้น ทั้งหมดล้วนเป็นเสี้ยวชีวิตหนึ่งที่น่าประทับใจในช่วงชีวิตของมนุษย์เราทั้งนั้น เพียงแค่เราลืมไปว่าเสี้ยวชีวิตนั้นเกิดขึ้นที่สถานี เกิดขึ้นในระหว่างรอยต่อของการเดินทาง
รอยจุมพิตแรกเมื่อพบพาน และรอยจุมพิตสุดท้ายเมื่อพรากจาก ล้วนเกิดขึ้นในสถานีหนึ่งซึ่งเราหลงลืมไว้ในซอกมุมของความทรงจำ
(4.)
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนสัญญาณมือถือเป็น Flight Mode ก่อนขึ้นเครื่อง ก็มีข้อความสั้น ๆ ส่งเข้ามาเสียก่อน
"เดินทางปลอดภัยนะคะ"
เธออาจจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงจำได้ว่า มีเศษเสี้ยวชีวิตที่น่าประทับใจตกค้างอยู่ระหว่างรอยต่อของการเดินทาง มีหลายความทรงจำที่เธออาจจะเผลอหลงลืมไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ แต่ไม่เคยหล่นหาย
ผมไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรอคอยนาน ๆ ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น แต่วันนี้ผมเพิ่งจะนั่งกินข้าวกล่องเซเว่น รอคอยเวลาเช็คอินนานนับชั่วโมง และกำลังจะเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลหลายพันกิโลเมตร ผมคิดถึงเรื่องเหล่านี้พร้อมกับคิดถึงเธอ โหยหาอ้อมกอดที่ไม่มีวันจะหวนกลับมาอีกแล้ว ทั้งหมดอาจเป็นเพียงเพราะการเดินทางของเราทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เธออาจยังคงเดินทางอยู่ ส่วนผมกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม
บางที เสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานีที่ตกค้างอยู่ในใจผม อาจเป็นเพราะผมยังไม่กล้าเดินทางออกจากสถานีของตนเอง
ปิดสัญญาณโทรศัพท์ ก้าวขึ้นเครื่องบิน ล็อกเข็มขัดพร้อมเดินทาง ชีวิตคนเราต้องมีสักครั้งที่ไม่อาจปฏิเสธการเดินทาง และในทุกครั้ง การเคลื่อนที่ของหัวใจจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งก็ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ ผมได้แต่หวังว่าคำพูดนี้จะจริงมากพอสำหรับลมหายใจที่ยังเหลืออยู่ และหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา
วุฒินันท์ ชัยศรี
2 กุมภาพันธ์ 2555
(1.)
ตอนสายของวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ผมพบตัวเองนั่งอยู่ในซอกมุมหนึ่งของสนามบินสุวรรณภูมิ ในมือมีข้าวกล่องเซเว่นอุ่นร้อน ๆ และกำลังรอคอยการเรียกเช็คอิน ผมไม่ชอบการรอคอยนานนับชั่วโมง เช่นเดียวกับที่ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น พูดให้ถึงที่สุดแล้วคือผมไม่ชอบเดินทางไปยังที่ไกล ๆ แต่ชีวิตคนเราต้องมีสักครั้ง หรือหลายครั้งที่ไม่อาจปฏิเสธการเดินทางได้ และในทุกครั้ง การเคลื่อนที่ของหัวใจจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งก็ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างน้อยวันนี้การเดินทางก็ทำให้ผมที่ไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรอคอยนาน ๆ ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น ต้องมานั่งกินข้าวกล่องเซเว่น รอคอยเวลาเช็คอินนานนับชั่วโมง เพื่อที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง
เงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟแสดงข้อมูลการบิน ขณะที่ปากเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เที่ยวบินของผมปรากฏอยู่บนสุด เข้าใจว่าเครื่องบินมาถึงแล้วและกำลังเช็คสภาพ คนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกัน ต่างคนต่างก็จดจ่ออยู่กับเป้าหมายที่ตนเองต้องการจะไปถึง โชคดีที่เป้าหมายของผมมาปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้ว ขณะที่เป้าหมายของบางคนอาจจะยังไม่มา หรืออีกนานมากกว่าจะมาถึง เก้าอี้ชุดบางตัวจึงถูกจับจองเป็นที่นอน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใช้ต่างหมอน
การรอคอยที่สถานีของบางคนอาจใช้เวลาเพียงแค่ชั่วเคี้ยวข้าวหมดกล่อง แต่สำหรับบางคนอาจจะใช้เวลาทั้งวัน หรืออาจเป็นอาทิตย์ แต่ไม่มีใครที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในสถานี เพราะทุกการเดินทางของทุกคนล้วนมีเป้าหมาย ส่วนสถานีเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เขาจะใช้เป็นทางผ่าน เป้าหมายที่จะไปต่างหากเป็นสถานที่ที่เขาจะพำนักอยู่อย่างถาวร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชีวิตไม่เคยเกิดขึ้นที่สถานี ทุกสถานีเป็นเพืยงสถานที่ผ่านพบไม่ผูกพันเท่านั้นเอง
หรืออันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น?
(2.)
"ถ้าเป็นไปได้ เราไปเที่ยวฝรั่งเศสด้วยกันนะ"
ใครบางคนทิ้งตะกอนความฝัน ทิ้งบางร่องรอยของความทรงจำเอาไว้ สำหรับเธอแล้วมันอาจเป็นเพียงฝุ่นผง เพียงลมแผ่วผ่านก็จางหาย แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือการจารึกถ้อยคำลงป้ายหินซึ่งคงอยู่ยาวนานกว่าชั่วชีวิตของใครบางคน
"ฝรั่งเศสมีอะไรน่าเที่ยว"
"จะไปดูลูฟว์" เธอหมายถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดัง ไม่รู้ว่าเธออยากจะไปดูลูฟว์เพราะอยากดูโมนาลิซ่า หรือแค่เพราะเธอชอบอ่านดาวินชีโค้ด
"ไม่อยากไปดูหอไอเฟลเหรอ"
"มีแต่โครงเหล็ก ไม่เห็นน่าสนใจ"
เธอว่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็เหมือนหอไอเฟล กระด้าง ไร้ความรู้สึก ไม่ละเอียดอ่อนละเมียดละไม อวดกร่างว่าใหญ่แต่ข้างในกลวงเปล่า ส่วนลูฟว์เหมือนผู้ชายที่ดูน่าค้นหา มีความงามและความลับซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด แต่เธอไม่ได้บอกว่าผมเหมือนลูฟว์ ผมได้แต่คิดไปเอง คาดเดาเอาเองทั้งนั้น
ตอนนี้เธอคบหาอยู่กับผู้ชายที่เหมือนหอไอเฟล
สำหรับเธอแล้ว เขาคือปารีส เขาคือปลายทางที่เธออยากจะไป แม้ว่าสิ่งที่เธอต้องพบพานทุกวันคือหอไอเฟล แต่เธอก็ยังคงหวังว่าเขาคงจะพาไปดูลูฟว์ในสักวัน ส่วนผมเป็นเพียงสถานีหนึ่งที่เธอบังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้นเอง
(3.)
ข้าวหมดกล่อง อีกประมาณสิบนาทีถึงเวลาเช็คอิน ผมโยนกล่องข้าวลงถังขยะ ล้างมือในห้องน้ำ พนักงานทำความสะอาดกระเตงลูกเดินเข้ามาทำความสะอาดห้องน้ำ ผมยิ้มบาง ๆ ให้ เธอยิ้มตอบ และดูเหมือนเจ้าหนูที่อยู่หลังเธอก็ยิ้มให้ผมด้วย
เดินผ่านร้านอาหาร ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมเดาว่าเป็นแม่กำลังซับน้ำตา ขณะที่พ่อกำลังให้โอวาทลูกสาวผู้มีกระเป๋าใบใหญ่วางอยู่ข้าง ๆ เธออาจจะกำลังเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ไกลแสนไกล และความคิดถึงอย่างเป็นรูปธรรมของพ่อแม่อาจเดินทางไปไม่ถึง
เดินผ่านร้านกาแฟ ผู้หญิงคนหนึ่งหันหน้าออกมานอกร้าน ทำเหมือนไม่สนใจคนร่วมโต๊ะ ขณะที่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามทำทีท่าพยายามงอนง้อขอคืนดี ผมได้แต่หวังว่าเธอจะไม่ยกเลิกเที่ยวบินราคาแพงเพียงเพราะโกรธคนที่กำลังจะร่วมเดินทางไปกับเธอในอีกไม่กี่ชั่วโมง
เสียงกรี๊ดกร๊าดของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ผมหันกลับไปมอง เธอกำลังหมุนวนในอากาศเหมือนใบพัด โดยมีอ้อมกอดของแฟนหนุ่มเป็นแกนกลางหมุนเธอไปรอบ ๆ ท่ามกลางสายตาแห่งความยินดีของคนรอบข้าง และสายตาปนอิจฉาเล็ก ๆ ของผม
คุณตาจูงมือคุณยายเดินผ่านตรงหน้าผม ลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ ติดตัว ทั้งสองอาจจะกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หรือเพิ่งกลับมาจากสถานที่นั้น และกำลังจะกลับไปยังบ้านของตนซึ่งเป็นสถานที่พำนักสุดท้ายของชีวิต
ทุกเสี้ยวชีวิตของคนอื่น ทำให้ผมนึกถึงเสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานีของตนเอง
แม้ว่าชีวิตอาจไม่เกิดขึ้นที่สถานี แต่สถานีก็เป็นสถานที่สำหรับการชุมนุมกันของเสี้ยวชีวิตที่สำคัญของแต่ละคน เป็นเสี้ยวชีวิตที่มีทั้งความดีใจ ความเสียใจ เศร้าใจ การพานพบ การพลัดพราก และการเริ่มต้น ทั้งหมดล้วนเป็นเสี้ยวชีวิตหนึ่งที่น่าประทับใจในช่วงชีวิตของมนุษย์เราทั้งนั้น เพียงแค่เราลืมไปว่าเสี้ยวชีวิตนั้นเกิดขึ้นที่สถานี เกิดขึ้นในระหว่างรอยต่อของการเดินทาง
รอยจุมพิตแรกเมื่อพบพาน และรอยจุมพิตสุดท้ายเมื่อพรากจาก ล้วนเกิดขึ้นในสถานีหนึ่งซึ่งเราหลงลืมไว้ในซอกมุมของความทรงจำ
(4.)
ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนสัญญาณมือถือเป็น Flight Mode ก่อนขึ้นเครื่อง ก็มีข้อความสั้น ๆ ส่งเข้ามาเสียก่อน
"เดินทางปลอดภัยนะคะ"
เธออาจจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงจำได้ว่า มีเศษเสี้ยวชีวิตที่น่าประทับใจตกค้างอยู่ระหว่างรอยต่อของการเดินทาง มีหลายความทรงจำที่เธออาจจะเผลอหลงลืมไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ แต่ไม่เคยหล่นหาย
ผมไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรอคอยนาน ๆ ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น แต่วันนี้ผมเพิ่งจะนั่งกินข้าวกล่องเซเว่น รอคอยเวลาเช็คอินนานนับชั่วโมง และกำลังจะเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลหลายพันกิโลเมตร ผมคิดถึงเรื่องเหล่านี้พร้อมกับคิดถึงเธอ โหยหาอ้อมกอดที่ไม่มีวันจะหวนกลับมาอีกแล้ว ทั้งหมดอาจเป็นเพียงเพราะการเดินทางของเราทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เธออาจยังคงเดินทางอยู่ ส่วนผมกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม
บางที เสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานีที่ตกค้างอยู่ในใจผม อาจเป็นเพราะผมยังไม่กล้าเดินทางออกจากสถานีของตนเอง
ปิดสัญญาณโทรศัพท์ ก้าวขึ้นเครื่องบิน ล็อกเข็มขัดพร้อมเดินทาง ชีวิตคนเราต้องมีสักครั้งที่ไม่อาจปฏิเสธการเดินทาง และในทุกครั้ง การเคลื่อนที่ของหัวใจจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งก็ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ ผมได้แต่หวังว่าคำพูดนี้จะจริงมากพอสำหรับลมหายใจที่ยังเหลืออยู่ และหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา
วุฒินันท์ ชัยศรี
2 กุมภาพันธ์ 2555
วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555
ตัวกินฝัน
เจ้าหนูได้ยินเรื่องของตัวกินฝันจากเพื่อน
ว่ากันว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่กินความฝันของมนุษย์ได้
เมื่อเจ้าหนูไปถามแม่ก็ได้รับคำตอบว่าอีกไม่นานเขาจะมีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง เจ้าหนูไม่รู้ว่าอีกไม่นานนี่นานแค่ไหน เขาต้องรอคอยไปถึงเมื่อไหร่
เท่าที่เขารู้คือยังไม่มีเด็กคนไหนเป็นเจ้าของตัวกินฝันเลยแม้แต่คนเดียว
หากเขามีตัวกินฝันอยู่ในครอบครองเป็นคนแรกคงจะเท่ไม่หยอก
เจ้าหนูจึงอ้อนแม่หลายต่อหลายครั้งว่าอยากได้ตัวกินฝันไว้ดูเล่น และเอาไว้อวดเพื่อน ๆ ด้วย แม่จึงตั้งเงื่อนไขกับเจ้าหนูว่าจะต้องทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง เจ้าหนูรับปากโดยดี แม่จึงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้เจ้าหนูทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด เจ้าหนูทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง ในที่สุดเจ้าหนูก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพการงานมั่นคงที่สุด
แล้วงานที่มั่นคงที่สุดก็บีบบังคับเจ้าหนูให้กรำงานหนัก จนวันหนึ่งเขารู้สึกว่า เวลาทำงานมีไม่พอ หากคนเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนอนและการฝันได้ก็คงจะดี ทันใดนั้นเจ้าตัวกินฝันก็ปรากฎร่าง เขาดีใจมากที่ได้พบตัวกินฝันเสียที ตัวกินฝันเสนอว่าจะกินความง่วงของเจ้าหนูไปพร้อมกับความฝัน เพื่อให้เขามีเวลาทำงานเต็มที่ เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่ตอบรับทันที
จากวันนั้นเจ้าหนูก็มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ตัวกินฝันได้กินความง่วงและความฝันของเขาไปจนหมดสิ้น เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาก้มหน้าก้มตาทำงาน ทำงาน และทำงาน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันอีกต่อไป เขาเห็นเพื่อนบางคนไม่มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้เพื่อนที่ยังคงมีความฝันต่างมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เหตุเพราะต้องใช้จ่ายเวลามากมายเพื่อให้ความฝันนั้นยังคงดำรงอยู่
เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่มีลูกหนึ่งคน เขาไม่อยากให้ลูกลำบากเพราะไม่มีตัวกินฝัน จึงจัดแจงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้ลูกของเขาทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด ลูกของเขาจะได้มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง และไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันไร้สาระแม้แต่วินาทีเดียว
๒๑ มกราคม ๒๕๕๕
เจ้าหนูจึงอ้อนแม่หลายต่อหลายครั้งว่าอยากได้ตัวกินฝันไว้ดูเล่น และเอาไว้อวดเพื่อน ๆ ด้วย แม่จึงตั้งเงื่อนไขกับเจ้าหนูว่าจะต้องทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง เจ้าหนูรับปากโดยดี แม่จึงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้เจ้าหนูทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด เจ้าหนูทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง ในที่สุดเจ้าหนูก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพการงานมั่นคงที่สุด
แล้วงานที่มั่นคงที่สุดก็บีบบังคับเจ้าหนูให้กรำงานหนัก จนวันหนึ่งเขารู้สึกว่า เวลาทำงานมีไม่พอ หากคนเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนอนและการฝันได้ก็คงจะดี ทันใดนั้นเจ้าตัวกินฝันก็ปรากฎร่าง เขาดีใจมากที่ได้พบตัวกินฝันเสียที ตัวกินฝันเสนอว่าจะกินความง่วงของเจ้าหนูไปพร้อมกับความฝัน เพื่อให้เขามีเวลาทำงานเต็มที่ เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่ตอบรับทันที
จากวันนั้นเจ้าหนูก็มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ตัวกินฝันได้กินความง่วงและความฝันของเขาไปจนหมดสิ้น เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาก้มหน้าก้มตาทำงาน ทำงาน และทำงาน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันอีกต่อไป เขาเห็นเพื่อนบางคนไม่มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้เพื่อนที่ยังคงมีความฝันต่างมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เหตุเพราะต้องใช้จ่ายเวลามากมายเพื่อให้ความฝันนั้นยังคงดำรงอยู่
เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่มีลูกหนึ่งคน เขาไม่อยากให้ลูกลำบากเพราะไม่มีตัวกินฝัน จึงจัดแจงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้ลูกของเขาทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด ลูกของเขาจะได้มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง และไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันไร้สาระแม้แต่วินาทีเดียว
๒๑ มกราคม ๒๕๕๕
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555
รักครั้งแรก
เสียงหัวเราะฮิฮิ ฮะฮะ ฮุฮุ เฮะเฮะ โฮะโฮะ นั่งเต็มโบกี้ความหลัง
ส่วน โฮโฮ กับ ฮือฮือ ตกขบวนรถไฟเพราะตื่นสาย
ยิ้มกว้างให้กับดวงดาวที่กำลังขยิบตาวิบวิบ
แว่วเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ แต่ฉันได้ยินเป็นเสียงจุ๊บจุ๊บ
จะมาเมื่อไหร่นะ, น้ำค้างหยดแรกของวัน
ที่แน่ ๆ คงมาไม่ทัน เพราะดอกไม้ในใจฉันกำลังเบ่งบาน
สงสัยพระอาทิตย์จะมีความรัก ดูสิเขินแก้มแดง แถมยังส่องแสงสีชมพูมาให้
โอ๊ะโอ แล้วโลกก็หายไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉันกำลังยิ้มตาหยี
ช่วยที ช่วยที ฉันกลัวจะจมในลำธารความสุข บุ๋ง บุ๋ง
แค่ก แค่ก โอ้ย คิดถึงเธอตัวใหญ๊ใหญ่ เลยหายใจไม่ค่อยจะออก
ไม่เคยฝึกยิ้มบ่อย ๆ เลยเมื่อยแก้มมิใช่น้อย
เธอมานวดแก้มให้หน่อยจะได้ไหม
ให้ค่าจ้างวันละฟอดถ้าสนใจ
หายเมื่อยแก้มเมื่อไหร่ จะขึ้นค่าจ้างให้เป็นวันละจุ๊บ
จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ฝากจุ๊บไปกับนก ให้ไปตกตรงแก้มเธอ
ได้รับแล้วห้ามล้างหน้านะเออ จนกว่าฉันจะตามไปหยิก
จะหยิกแก้มให้แดงแจ๋ แล้วหัวเราะคิกคิก
คงโดนเธอตบจนนอนกอง แล้วยิ้มมองผืนฟ้า
ฮ้า! มือเธอนิ่มจัง
ขอบคุณเธอที่น่ารักเหมือนทุกครั้ง
จนฉันไม่ลืมความหลัง---รักครั้งแรก
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
ส่วน โฮโฮ กับ ฮือฮือ ตกขบวนรถไฟเพราะตื่นสาย
ยิ้มกว้างให้กับดวงดาวที่กำลังขยิบตาวิบวิบ
แว่วเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ แต่ฉันได้ยินเป็นเสียงจุ๊บจุ๊บ
จะมาเมื่อไหร่นะ, น้ำค้างหยดแรกของวัน
ที่แน่ ๆ คงมาไม่ทัน เพราะดอกไม้ในใจฉันกำลังเบ่งบาน
สงสัยพระอาทิตย์จะมีความรัก ดูสิเขินแก้มแดง แถมยังส่องแสงสีชมพูมาให้
โอ๊ะโอ แล้วโลกก็หายไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉันกำลังยิ้มตาหยี
ช่วยที ช่วยที ฉันกลัวจะจมในลำธารความสุข บุ๋ง บุ๋ง
แค่ก แค่ก โอ้ย คิดถึงเธอตัวใหญ๊ใหญ่ เลยหายใจไม่ค่อยจะออก
ไม่เคยฝึกยิ้มบ่อย ๆ เลยเมื่อยแก้มมิใช่น้อย
เธอมานวดแก้มให้หน่อยจะได้ไหม
ให้ค่าจ้างวันละฟอดถ้าสนใจ
หายเมื่อยแก้มเมื่อไหร่ จะขึ้นค่าจ้างให้เป็นวันละจุ๊บ
จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ฝากจุ๊บไปกับนก ให้ไปตกตรงแก้มเธอ
ได้รับแล้วห้ามล้างหน้านะเออ จนกว่าฉันจะตามไปหยิก
จะหยิกแก้มให้แดงแจ๋ แล้วหัวเราะคิกคิก
คงโดนเธอตบจนนอนกอง แล้วยิ้มมองผืนฟ้า
ฮ้า! มือเธอนิ่มจัง
ขอบคุณเธอที่น่ารักเหมือนทุกครั้ง
จนฉันไม่ลืมความหลัง---รักครั้งแรก
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554
อธิษฐาน
ย่ำรุ่งของวันเสาร์ อากาศฉ่ำเย็น ฝนรินสายบางเบาห่มคลุมกรุงเทพฯ เหมือนผืนผ้าแพรบางละมุน ใครกันจะอยากลุกขึ้นจากเตียง ในเมื่อภวังค์ฝันนั้นแสนสุขราวกับสวรรค์ชั้นโสฬส เว้นแต่ฉันซึ่งคุ้นเคยกับความหนาว เมื่อต้องเดินฝ่าห้วงหิมะเดือนเมษายนทุก ๆ ปี
เช้านี้ก็เหมือนทุกเช้า ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ความคิดเรียบง่ายของฉันมักจะก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ หากเธออยากจะนึกภาพตาม มันก็คงเป็นรูปทรงเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม มันไม่เคยแปรเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองให้ซับซ้อนไปกว่านี้ ฉันพบความจริงข้อหนึ่งว่า สิ่งใดก็ตามที่มีรูปร่างซับซ้อน สิ่งนั้นจะต้องเสียพลังงานส่วนหนึ่งให้แก่ความซับซ้อนนั้น ยิ่งซับซ้อนมาก สารัตถะดั้งเดิมของมันยิ่งต้องกระจายพลังงานให้แก่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น นั่นทำให้พลังงานดั้งเดิมของรูปทรงยิ่งกระจัดกระจาย ฉันจึงชอบที่ความคิดของฉันก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ทุกอณูในความคิดของฉันยังคงไว้ซึ่งพลังงานดั้งเดิมของมันที่ยังทรงพลังอยู่
แต่ก็นั่นแหละ, ความคิดเรียบง่ายของฉัน สุดท้ายมันก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปร่างของมันไปตามสภาพการณ์ในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของฉัน ตรรกะที่ฉันใช้ และเป้าหมายที่ความคิดนั้นจะต้องไปให้ถึง สามอย่างนี้คือตัวกำหนดความซับซ้อนของความคิดเรียบง่าย จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการติดฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์สักสิบวิธีการให้กับคำตอบศูนย์นั่นแหละ แม้เธอรู้ดีว่าคำตอบนั้นคือศูนย์ แต่สิ่งที่เธอสนใจคือวิธีการที่จะไปถึงศูนย์ นั่นแหละคือการกระจัดกระจายของพลังงาน คำตอบศูนย์นั้นแต่เดิมเรียบง่ายและทรงพลัง แต่เมื่อมันมีตัวกำหนดความซับซ้อนของความเรียบง่าย คนก็มุ่งเป้าไปที่ความซับซ้อนของมันจนลืมเลือนพลังงานดั้งเดิมของสารัตถะ จริงไหม
แม้ว่าฉันกลัวจะเสียพลังงานของความคิดเรียบง่ายดั้งเดิม แต่เธอก็รู้ ความซับซ้อนของความคิดเรียบง่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งของการสื่อสาร, การสื่อสารที่ฉันรู้ว่ามันไม่มีทางไปถึงเธอจริง ๆ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนลงให้น้อยที่สุด แต่ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น เธอก็รู้ Saussure ก็พูดไว้ สัญญะนั้นซับซ้อนและมีแต่ความเป็นยถากรรม นั่นทำให้ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของฉันไม่มีวันเดินทางไปถึงเธอได้จริง ๆ
หากความคิดเรียบง่ายของคนกลุ่มหนึ่งคือศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า เธอก็จะเห็นพวกเขารวมตัวกันที่โบสถ์ สวดมนต์และร้องเพลงเพื่อสื่อสารให้พระองค์ทรงทราบถึงความศรัทธา ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของพวกเขาแปรเปลี่ยนสัญญะทางภาษาและดนตรี และพัฒนาความซับซ้อนมาเป็นบทเพลงและท่วงทำนองอันแสนไพเราะเพื่อส่งต่อไปถึงฟากฟ้า ไม่รู้ว่าเมื่อบทเพลงเหล่านั้นลอยขึ้นไป พระองค์จะทรงรับทราบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อพระองค์หรือไม่ แต่อย่างไรเสีย ฉันว่าพระองค์ทรงทราบ เพราะพระองค์เป็นสัพพัญญู ทรงรู้แจ้งทุกอย่างไม่ว่าจะส่งผ่านสื่อสัญญะหรือไม่ ดังนั้นเรื่องของเราจึงกลับมาที่ความจริงข้อหนึ่งว่า ฉันและเธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ เท่านั้น
ฉันบอกเธอไปแล้วนี่นะว่าทุกวันของฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ใช่แล้วล่ะ บางครั้งฉันพยายามรักษาสภาพดั้งเดิมของมันให้คงอยู่อย่างนั้น บางครั้งฉันจำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนลงไปในความคิดเรียบง่ายเพื่อสื่อสาร มันอาจออกมาเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้สึกเช่นบทกวี บางครั้งออกมาในรูปแบบบันทึกถึงส่วนเสี้ยวของความคิดนั้น บางทีอาจออกมาในรูปแบบตัวอักษรที่ไม่มีแม้แต่การสื่อสารความคิดนั้นเลย แต่บรรจุความคิดนั้นอยู่เต็ม เพียงแต่มีแค่ฉันคนเดียวที่รู้ มีแค่ฉันคนเดียวที่กำทั้ง signifier และ signified ไว้ในมือ นั่นเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างพ้นจากการสื่อสารด้วยถ้อยคำได้
ฉันพบว่าความคิดเรียบง่ายนั้นถูกแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แวดล้อมตัวมันอยู่ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดเรียบง่ายให้มากที่สุดแล้วก็ตาม ก็อย่างที่ฉันพูดไปนั่นแหละ ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น ฉันจึงพยายามคิดหาวิธีการที่จะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอเดินทางไปถึงเธอโดยให้มันยังคงสถานะเดิม หรือใกล้เคียงสถานะเดิมให้มากที่สุด
แล้วฉันก็พบวิธีนั้น, การอธิษฐาน
แม้ดูเป็นวิธีเลื่อนลอย แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยตัดตัวเชื่อมเกี่ยวแก่การสื่อสารของเราทิ้งไปทั้งหมด ซึ่งทำให้ความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดลดลงเหลือน้อยที่สุด แม้ว่าที่สุดแล้วมันจะต้องผ่านสื่อสัญญะในสมองของฉันออกมาก็ตามที แต่นั่นก็น่าจะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอยังคงพลังงานที่ใกล้เคียงสารัตถะดั้งเดิมของมันอยู่
ไม่มีสัญญะเพื่อนำพาความหมาย ไม่มีมวลสารจับต้องได้ ไม่มีการเตือนเมื่อมาถึง เธอจะต้องรับรู้เองเมื่อมันเกิดขึ้น และฉันเชื่อว่ามันยากเหลือเกิน ยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคลื่นความคิดของเราไม่เคยสั่นไหวในจังหวะที่สัมพัทธ์กัน
แต่ฉันก็ยังคงทำเช่นนั้นเสมอมา, อธิษฐาน
ฉันยังหวังอยู่นะ, หวังว่าสักวันเธอจะได้ยิน
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
เช้านี้ก็เหมือนทุกเช้า ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ความคิดเรียบง่ายของฉันมักจะก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ หากเธออยากจะนึกภาพตาม มันก็คงเป็นรูปทรงเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม มันไม่เคยแปรเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองให้ซับซ้อนไปกว่านี้ ฉันพบความจริงข้อหนึ่งว่า สิ่งใดก็ตามที่มีรูปร่างซับซ้อน สิ่งนั้นจะต้องเสียพลังงานส่วนหนึ่งให้แก่ความซับซ้อนนั้น ยิ่งซับซ้อนมาก สารัตถะดั้งเดิมของมันยิ่งต้องกระจายพลังงานให้แก่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น นั่นทำให้พลังงานดั้งเดิมของรูปทรงยิ่งกระจัดกระจาย ฉันจึงชอบที่ความคิดของฉันก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ทุกอณูในความคิดของฉันยังคงไว้ซึ่งพลังงานดั้งเดิมของมันที่ยังทรงพลังอยู่
แต่ก็นั่นแหละ, ความคิดเรียบง่ายของฉัน สุดท้ายมันก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปร่างของมันไปตามสภาพการณ์ในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของฉัน ตรรกะที่ฉันใช้ และเป้าหมายที่ความคิดนั้นจะต้องไปให้ถึง สามอย่างนี้คือตัวกำหนดความซับซ้อนของความคิดเรียบง่าย จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการติดฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์สักสิบวิธีการให้กับคำตอบศูนย์นั่นแหละ แม้เธอรู้ดีว่าคำตอบนั้นคือศูนย์ แต่สิ่งที่เธอสนใจคือวิธีการที่จะไปถึงศูนย์ นั่นแหละคือการกระจัดกระจายของพลังงาน คำตอบศูนย์นั้นแต่เดิมเรียบง่ายและทรงพลัง แต่เมื่อมันมีตัวกำหนดความซับซ้อนของความเรียบง่าย คนก็มุ่งเป้าไปที่ความซับซ้อนของมันจนลืมเลือนพลังงานดั้งเดิมของสารัตถะ จริงไหม
แม้ว่าฉันกลัวจะเสียพลังงานของความคิดเรียบง่ายดั้งเดิม แต่เธอก็รู้ ความซับซ้อนของความคิดเรียบง่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งของการสื่อสาร, การสื่อสารที่ฉันรู้ว่ามันไม่มีทางไปถึงเธอจริง ๆ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนลงให้น้อยที่สุด แต่ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น เธอก็รู้ Saussure ก็พูดไว้ สัญญะนั้นซับซ้อนและมีแต่ความเป็นยถากรรม นั่นทำให้ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของฉันไม่มีวันเดินทางไปถึงเธอได้จริง ๆ
หากความคิดเรียบง่ายของคนกลุ่มหนึ่งคือศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า เธอก็จะเห็นพวกเขารวมตัวกันที่โบสถ์ สวดมนต์และร้องเพลงเพื่อสื่อสารให้พระองค์ทรงทราบถึงความศรัทธา ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของพวกเขาแปรเปลี่ยนสัญญะทางภาษาและดนตรี และพัฒนาความซับซ้อนมาเป็นบทเพลงและท่วงทำนองอันแสนไพเราะเพื่อส่งต่อไปถึงฟากฟ้า ไม่รู้ว่าเมื่อบทเพลงเหล่านั้นลอยขึ้นไป พระองค์จะทรงรับทราบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อพระองค์หรือไม่ แต่อย่างไรเสีย ฉันว่าพระองค์ทรงทราบ เพราะพระองค์เป็นสัพพัญญู ทรงรู้แจ้งทุกอย่างไม่ว่าจะส่งผ่านสื่อสัญญะหรือไม่ ดังนั้นเรื่องของเราจึงกลับมาที่ความจริงข้อหนึ่งว่า ฉันและเธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ เท่านั้น
ฉันบอกเธอไปแล้วนี่นะว่าทุกวันของฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ใช่แล้วล่ะ บางครั้งฉันพยายามรักษาสภาพดั้งเดิมของมันให้คงอยู่อย่างนั้น บางครั้งฉันจำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนลงไปในความคิดเรียบง่ายเพื่อสื่อสาร มันอาจออกมาเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้สึกเช่นบทกวี บางครั้งออกมาในรูปแบบบันทึกถึงส่วนเสี้ยวของความคิดนั้น บางทีอาจออกมาในรูปแบบตัวอักษรที่ไม่มีแม้แต่การสื่อสารความคิดนั้นเลย แต่บรรจุความคิดนั้นอยู่เต็ม เพียงแต่มีแค่ฉันคนเดียวที่รู้ มีแค่ฉันคนเดียวที่กำทั้ง signifier และ signified ไว้ในมือ นั่นเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างพ้นจากการสื่อสารด้วยถ้อยคำได้
ฉันพบว่าความคิดเรียบง่ายนั้นถูกแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แวดล้อมตัวมันอยู่ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดเรียบง่ายให้มากที่สุดแล้วก็ตาม ก็อย่างที่ฉันพูดไปนั่นแหละ ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น ฉันจึงพยายามคิดหาวิธีการที่จะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอเดินทางไปถึงเธอโดยให้มันยังคงสถานะเดิม หรือใกล้เคียงสถานะเดิมให้มากที่สุด
แล้วฉันก็พบวิธีนั้น, การอธิษฐาน
แม้ดูเป็นวิธีเลื่อนลอย แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยตัดตัวเชื่อมเกี่ยวแก่การสื่อสารของเราทิ้งไปทั้งหมด ซึ่งทำให้ความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดลดลงเหลือน้อยที่สุด แม้ว่าที่สุดแล้วมันจะต้องผ่านสื่อสัญญะในสมองของฉันออกมาก็ตามที แต่นั่นก็น่าจะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอยังคงพลังงานที่ใกล้เคียงสารัตถะดั้งเดิมของมันอยู่
ไม่มีสัญญะเพื่อนำพาความหมาย ไม่มีมวลสารจับต้องได้ ไม่มีการเตือนเมื่อมาถึง เธอจะต้องรับรู้เองเมื่อมันเกิดขึ้น และฉันเชื่อว่ามันยากเหลือเกิน ยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคลื่นความคิดของเราไม่เคยสั่นไหวในจังหวะที่สัมพัทธ์กัน
แต่ฉันก็ยังคงทำเช่นนั้นเสมอมา, อธิษฐาน
ฉันยังหวังอยู่นะ, หวังว่าสักวันเธอจะได้ยิน
วุฒินันท์ ชัยศรี
๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554
จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 6
The Silence of September (ความเงียบงันแห่งกันยาฯ)
(1.)
เดือนกันยายน ว่ากันว่าเป็นเดือนโหมโรงก่อนบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับพลิกแผ่นฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังจะมาถึงในเดือนตุลาคม
เดือนพรีลูดก่อนที่ซิมโฟนีแห่งทวยเทพจะขับขาน ใครบางคนทำประโยคนี้หล่นไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ คุ้น ๆ ว่าเป็นนักปฏิวัติสักคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกเพราะไม่ใช่คอเพลงคลาสสิก สำหรับผมแล้ว เดือนนี้เป็นเหมือนเสียงครวญครางดังอี้ยยยยอ๊ะของน้องจ๊ะ คันหู ก่อนที่เธอจะเริ่มร้องเพลงที่มีคนดูเก้าล้านคนในยูทูปมากกว่า
เร้าใจเสียงยิ่งกว่าสารัตถะที่ดำรงอยู่ ถ้าพูดกันด้วยคำวิชาการก็คงประมาณนี้
(2.)
อาจจะเป็นเพราะเป็นฤดูกาลใกล้สอบ ดีมานด์ด้านกำลังใจจึงมากพอ ๆ กับความสับสนและหวาดกลัวข้อสอบที่ยังมาไม่ถึง เสียงผ่านปลายสายว่า รักนะเด็กโง่ ตั้งใจทำงานนะคะ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบนะคะ (จากผู้ชายซึ่งมักใช้คำลงท้ายผิดเพศเพื่อเพิ่มดีกรีความน่ารักให้ตัวเอง ซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นผู้ชายเจ้าชู้) จึงดังระงมเหมือนเสียงอึ่งอ่างหลังฝนงวด เว้นแต่ผมซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาสในการฝากวจีรักหวานฉ่ำจับใจเหมือนน้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวโดยผึ้งที่กำลังมีความรัก
เดือนแห่งเสียงอี๊ยยยยอ๊ะอันเร้าใจของผม กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับความว่างเปล่าเสียงยิ่งกว่าคำที่สะกดว่าว่างเปล่า
บ้าที่สุด! ผมกระแทกนิ้วลงไปบนโทรศัพท์ และหัวเสียยิ่งขึ้นเมื่อโทรศัพท์ผมดันมีแค่ปุ่มเดียว ให้ตายเถอะ ผมเกลียดสมาร์ทโฟน! การจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอไม่เคยสร้างความพึงพอใจให้ผมได้เท่ากับการลงน้ำหนักรัวลงบนปุ่มหลาย ๆ ปุ่ม โดยเฉพาะตอนที่โทสะมาถือครองเป็นเจ้าของในเรือนใจ
บุญชิต! รู้อย่างนี้ถอยกลับไปใช้ Nokia 3310 ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับแอพพลิเคชั่นล้านแปด ในเมื่อมรรคผลของมันไม่ต่างกันเลย
วางโทรศัพท์ที่ประจุแบตเตอรี่ไว้เต็ม แต่มีประโยชน์เท่ากับทุกเครื่องในโลกตอนแบตหมดลงที่เดิม ถอนหายใจยาว
ปลายฝนต้นหนาว หอบเอาความหนาวยะเยือกมาสู่ผม ทั้งจากอากาศและไม่ใช่อากาศ
(3.)
"ลูกสามพี่ก็ยังรัก"
ทิ้งคำนี้ไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากเจ้าตัว ทำนองว่าเป็นคำพูดเลื่อนลอยพอ ๆ กับชาวเขาทำไร่
เธอคงจะลืมไปว่า เดี๋ยวนี้ชาวเขาเค้าปั๊ดตะนาแล้ว เช่นเดียวกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ชัดเจนทั่วไทย ไร่เลื่อนลอยเป็นเพียงอดีตอันเลือนราง เหลือแต่รีสอร์ตศิวิไลซ์พักใจช้ำของคนเมือง ไม่เชื่อไปถามคนแถว ๆ ปายดูได้
ตัวอักษรของผมเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ หลายคนเชื่ออย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดสะระตะเข้ากับการเรียนในคณะที่มีชื่อตรงตัวว่าคณะตัวหนังสือ มันใสซื่อน้อยกว่าถ้อยคำจากหนุ่มแพทย์ หนุ่มวิศวะ หรือหนุ่มคณะอื่นผู้ไม่เคยเคี่ยวกรำตัวอักษรให้เพริศแพร้วพริ้งพรายจนกล้ำกรายเส้นแบ่งระหว่างความจริงใจกับความเสแสร้ง
ก็อย่างว่าแหละ ใครมันจะเชื่อลมปากนักเขียน ผู้ซึ่งประดิดประดอยถ้อยคำจนคนเชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกได้ สาอะไรกับคำที่ต้องการความซื่อสัตย์มากที่สุดอย่างคำว่ารัก
แต่อันที่จริง การโกหกเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้าย และมันไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เพื่อเอาตัวรอดจากราชสีห์
คำโกหก มาพร้อมกับคำรักซื่อ ๆ ได้เท่ากับความรักที่ประดิษฐ์เป็นบทกวีทำนองว่า จะขอเธอแต่งงานด้วยวงแหวนจากดาวเสาร์
(4.)
กันยายนของผม เดือนแห่งพรีลูดที่ว่างเปล่าราวกับซิมโฟนีที่ไม่มีโน้ตดนตรีแม้แต่ครึ่งตัว ไม่เช่นนั้นก็เป็นการฟังเพลงคันหูฉบับออริจินอลของประเทศที่เต็มไปด้วยศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ ธรรมอันดีงามทุกกระเบียด จนไม่ได้ยินคำร้องประโยคสุดท้ายที่ร้องเอื้อนด้วยความจงใจว่า "หูหนีคงหายคันนนน..." อย่างถนัดถนี่
เสียเวลาไปกับการประดิษฐ์ถ้อยคำที่มีคนเชื่อถือมากพอ ๆ กับฟังคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งที่คำพูดนั้นอาจจะเป็นการพูดครั้งที่สี่
มีคนบอกว่ามันเป็นพันธกิจ บ้างก็ว่ามันเป็นคำสาป สำหรับผู้เลือกเดินทางในสายของ "นักรู้สึก"
พลิกดูสมุดจดวิชาทฤษฎีวรรณคดีตะวันออก ประโยคหนึ่งลอยเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ
"มีก็แต่ผู้ที่ผิดหวังในความรักเท่านั้นจึงจะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของศฤงคารรส" เส้นยึกยือเส้นหนึ่งลากยาวไปหาอีกประโยค "กวีต้องแสวงหาความรักที่ผิดหวังอยู่เสมอ เพราะความผิดหวังมักเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังมากกว่าความสมหวัง" กำกับชื่อกวีโนเนมไว้ท้ายประโยค เขาคงคิดว่าประโยคนี้คมคายเสียเต็มประดา ถุยชีวิต!
ปิดสมุด โยนไปอีกมุมห้อง ก่อนจะปล่อยให้ความว่างเปล่าบนเพดานครอบครองทัศนวิสัยทั้งหมดของสายตาและความคิด จมอยู่ในห้วงเวลาที่ไหลเอื่อยผ่านร่างอย่างแช่มช้าเหมือนน้ำกรดเดือดในกระทะทองแดงที่ยมทูตค่อย ๆ คนไปมาอย่างเบามือ
ถอนหายใจให้เดือนนี้ และเผื่อยาวไปจนถึงเดือนหน้า บทโหมโรงที่จบตั้งแต่ยังไม่เริ่มมหากาพย์ ได้แต่กำปากกาไว้มั่นพร้อมกับท่องวาทะของนักรบผู้มีความรักว่า หากไม่กุมดาบ ก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่หากกุมดาบแล้ว ก็คงกอดเธอไม่ได้
(5.)
โทรศัพท์ร้องเตือนขึ้นเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด ถึงเวลาที่ต้องประจุแบตเตอรี่อีกครั้ง ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดปุ่มที่มีเพียงปุ่มเดียวอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงแสงเรืองขึ้นจากหน้าจอมืดดำเพื่อบอกวันที่และเวลา นอกจากนั้นมันไม่ตอบสนองอะไรอีก ผมต้องปลดล็อกหน้าจอก่อนจึงจะเริ่มทำอะไรอย่างอื่นได้
แต่ถึงผมจะปลดล็อกหน้าจอ ผมจะเริ่มอะไรได้?
วุฒินันท์ ชัยศรี
8 กันยายน 2554
(1.)
เดือนกันยายน ว่ากันว่าเป็นเดือนโหมโรงก่อนบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับพลิกแผ่นฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังจะมาถึงในเดือนตุลาคม
เดือนพรีลูดก่อนที่ซิมโฟนีแห่งทวยเทพจะขับขาน ใครบางคนทำประโยคนี้หล่นไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ คุ้น ๆ ว่าเป็นนักปฏิวัติสักคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกเพราะไม่ใช่คอเพลงคลาสสิก สำหรับผมแล้ว เดือนนี้เป็นเหมือนเสียงครวญครางดังอี้ยยยยอ๊ะของน้องจ๊ะ คันหู ก่อนที่เธอจะเริ่มร้องเพลงที่มีคนดูเก้าล้านคนในยูทูปมากกว่า
เร้าใจเสียงยิ่งกว่าสารัตถะที่ดำรงอยู่ ถ้าพูดกันด้วยคำวิชาการก็คงประมาณนี้
(2.)
อาจจะเป็นเพราะเป็นฤดูกาลใกล้สอบ ดีมานด์ด้านกำลังใจจึงมากพอ ๆ กับความสับสนและหวาดกลัวข้อสอบที่ยังมาไม่ถึง เสียงผ่านปลายสายว่า รักนะเด็กโง่ ตั้งใจทำงานนะคะ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบนะคะ (จากผู้ชายซึ่งมักใช้คำลงท้ายผิดเพศเพื่อเพิ่มดีกรีความน่ารักให้ตัวเอง ซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นผู้ชายเจ้าชู้) จึงดังระงมเหมือนเสียงอึ่งอ่างหลังฝนงวด เว้นแต่ผมซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาสในการฝากวจีรักหวานฉ่ำจับใจเหมือนน้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวโดยผึ้งที่กำลังมีความรัก
เดือนแห่งเสียงอี๊ยยยยอ๊ะอันเร้าใจของผม กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับความว่างเปล่าเสียงยิ่งกว่าคำที่สะกดว่าว่างเปล่า
บ้าที่สุด! ผมกระแทกนิ้วลงไปบนโทรศัพท์ และหัวเสียยิ่งขึ้นเมื่อโทรศัพท์ผมดันมีแค่ปุ่มเดียว ให้ตายเถอะ ผมเกลียดสมาร์ทโฟน! การจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอไม่เคยสร้างความพึงพอใจให้ผมได้เท่ากับการลงน้ำหนักรัวลงบนปุ่มหลาย ๆ ปุ่ม โดยเฉพาะตอนที่โทสะมาถือครองเป็นเจ้าของในเรือนใจ
บุญชิต! รู้อย่างนี้ถอยกลับไปใช้ Nokia 3310 ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับแอพพลิเคชั่นล้านแปด ในเมื่อมรรคผลของมันไม่ต่างกันเลย
วางโทรศัพท์ที่ประจุแบตเตอรี่ไว้เต็ม แต่มีประโยชน์เท่ากับทุกเครื่องในโลกตอนแบตหมดลงที่เดิม ถอนหายใจยาว
ปลายฝนต้นหนาว หอบเอาความหนาวยะเยือกมาสู่ผม ทั้งจากอากาศและไม่ใช่อากาศ
(3.)
"ลูกสามพี่ก็ยังรัก"
ทิ้งคำนี้ไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากเจ้าตัว ทำนองว่าเป็นคำพูดเลื่อนลอยพอ ๆ กับชาวเขาทำไร่
เธอคงจะลืมไปว่า เดี๋ยวนี้ชาวเขาเค้าปั๊ดตะนาแล้ว เช่นเดียวกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ชัดเจนทั่วไทย ไร่เลื่อนลอยเป็นเพียงอดีตอันเลือนราง เหลือแต่รีสอร์ตศิวิไลซ์พักใจช้ำของคนเมือง ไม่เชื่อไปถามคนแถว ๆ ปายดูได้
ตัวอักษรของผมเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ หลายคนเชื่ออย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดสะระตะเข้ากับการเรียนในคณะที่มีชื่อตรงตัวว่าคณะตัวหนังสือ มันใสซื่อน้อยกว่าถ้อยคำจากหนุ่มแพทย์ หนุ่มวิศวะ หรือหนุ่มคณะอื่นผู้ไม่เคยเคี่ยวกรำตัวอักษรให้เพริศแพร้วพริ้งพรายจนกล้ำกรายเส้นแบ่งระหว่างความจริงใจกับความเสแสร้ง
ก็อย่างว่าแหละ ใครมันจะเชื่อลมปากนักเขียน ผู้ซึ่งประดิดประดอยถ้อยคำจนคนเชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกได้ สาอะไรกับคำที่ต้องการความซื่อสัตย์มากที่สุดอย่างคำว่ารัก
แต่อันที่จริง การโกหกเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้าย และมันไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เพื่อเอาตัวรอดจากราชสีห์
คำโกหก มาพร้อมกับคำรักซื่อ ๆ ได้เท่ากับความรักที่ประดิษฐ์เป็นบทกวีทำนองว่า จะขอเธอแต่งงานด้วยวงแหวนจากดาวเสาร์
(4.)
กันยายนของผม เดือนแห่งพรีลูดที่ว่างเปล่าราวกับซิมโฟนีที่ไม่มีโน้ตดนตรีแม้แต่ครึ่งตัว ไม่เช่นนั้นก็เป็นการฟังเพลงคันหูฉบับออริจินอลของประเทศที่เต็มไปด้วยศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ ธรรมอันดีงามทุกกระเบียด จนไม่ได้ยินคำร้องประโยคสุดท้ายที่ร้องเอื้อนด้วยความจงใจว่า "หูหนีคงหายคันนนน..." อย่างถนัดถนี่
เสียเวลาไปกับการประดิษฐ์ถ้อยคำที่มีคนเชื่อถือมากพอ ๆ กับฟังคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งที่คำพูดนั้นอาจจะเป็นการพูดครั้งที่สี่
มีคนบอกว่ามันเป็นพันธกิจ บ้างก็ว่ามันเป็นคำสาป สำหรับผู้เลือกเดินทางในสายของ "นักรู้สึก"
พลิกดูสมุดจดวิชาทฤษฎีวรรณคดีตะวันออก ประโยคหนึ่งลอยเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ
"มีก็แต่ผู้ที่ผิดหวังในความรักเท่านั้นจึงจะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของศฤงคารรส" เส้นยึกยือเส้นหนึ่งลากยาวไปหาอีกประโยค "กวีต้องแสวงหาความรักที่ผิดหวังอยู่เสมอ เพราะความผิดหวังมักเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังมากกว่าความสมหวัง" กำกับชื่อกวีโนเนมไว้ท้ายประโยค เขาคงคิดว่าประโยคนี้คมคายเสียเต็มประดา ถุยชีวิต!
ปิดสมุด โยนไปอีกมุมห้อง ก่อนจะปล่อยให้ความว่างเปล่าบนเพดานครอบครองทัศนวิสัยทั้งหมดของสายตาและความคิด จมอยู่ในห้วงเวลาที่ไหลเอื่อยผ่านร่างอย่างแช่มช้าเหมือนน้ำกรดเดือดในกระทะทองแดงที่ยมทูตค่อย ๆ คนไปมาอย่างเบามือ
ถอนหายใจให้เดือนนี้ และเผื่อยาวไปจนถึงเดือนหน้า บทโหมโรงที่จบตั้งแต่ยังไม่เริ่มมหากาพย์ ได้แต่กำปากกาไว้มั่นพร้อมกับท่องวาทะของนักรบผู้มีความรักว่า หากไม่กุมดาบ ก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่หากกุมดาบแล้ว ก็คงกอดเธอไม่ได้
(5.)
โทรศัพท์ร้องเตือนขึ้นเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด ถึงเวลาที่ต้องประจุแบตเตอรี่อีกครั้ง ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดปุ่มที่มีเพียงปุ่มเดียวอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงแสงเรืองขึ้นจากหน้าจอมืดดำเพื่อบอกวันที่และเวลา นอกจากนั้นมันไม่ตอบสนองอะไรอีก ผมต้องปลดล็อกหน้าจอก่อนจึงจะเริ่มทำอะไรอย่างอื่นได้
แต่ถึงผมจะปลดล็อกหน้าจอ ผมจะเริ่มอะไรได้?
วุฒินันท์ ชัยศรี
8 กันยายน 2554
วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554
คนไม่มีสิทธิ์
๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำหนัก
ไม่มีสิทธิ์ขอความรักจากคนไหน
ไม่มีสิทธิ์งอนง้อต่อรองใคร
แม้แต่สิทธิ์จะร้องไห้ยังไม่มี
๏ เพราะมิใช่คนพิเศษจึงไร้สิทธิ์
หนทางปิดทุกทางไปไร้ทางหนี
ได้แต่กล้ำกลืนฝืนฤดี
ตีหน้าพาทีมิรู้ร้อน
๏ มิได้เกิดมาพิเศษจึงหมดสิทธิ์
เป็นความผิดความพ่ายแพ้แต่กาลก่อน
หมดสิทธิ์แม้จะพร่ำคำอาวรณ์
ทำได้แค่ทอดถอนดวงฤทัย
๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำรัก
แม้จะเจ็บช้ำหนักมาจากไหน
ต้องก้มหน้ายิ้มฝืนยืนสู้ไป
แม้ยินเสียงในใจ-ไม่ไหวแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๕/๐๙/๒๕๕๔
ไม่มีสิทธิ์ขอความรักจากคนไหน
ไม่มีสิทธิ์งอนง้อต่อรองใคร
แม้แต่สิทธิ์จะร้องไห้ยังไม่มี
๏ เพราะมิใช่คนพิเศษจึงไร้สิทธิ์
หนทางปิดทุกทางไปไร้ทางหนี
ได้แต่กล้ำกลืนฝืนฤดี
ตีหน้าพาทีมิรู้ร้อน
๏ มิได้เกิดมาพิเศษจึงหมดสิทธิ์
เป็นความผิดความพ่ายแพ้แต่กาลก่อน
หมดสิทธิ์แม้จะพร่ำคำอาวรณ์
ทำได้แค่ทอดถอนดวงฤทัย
๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำรัก
แม้จะเจ็บช้ำหนักมาจากไหน
ต้องก้มหน้ายิ้มฝืนยืนสู้ไป
แม้ยินเสียงในใจ-ไม่ไหวแล้ว! ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๕/๐๙/๒๕๕๔
วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554
เธอบอกให้ลืม
๏ เธอบอกให้ลืม...
ทั้งที่ใจยังคงปลื้มอยู่เต็มฝัน
ทั้งที่รักเกินจะพร่ำคำรำพัน
เธอบอกฉันให้เลิกรักเธอสักที
๏ จะให้ลืม...
ทั้งที่รักยังดูดดื่มอยู่เต็มที่
ฤาทิ้งฝันให้เร่ร้างอยู่อย่างนี้
ดวงฤดีก็ปล่อยไปไม่นำพา
๏ เลิกเถอะ, เลิกฝัน...
เรื่องที่ผ่านมานั้นล้วนไร้ค่า
เป็นเพียงภาพจำแสนธรรมดา
เหลือก็แต่น้ำตาและซากใจ
๏ ขอโทษ...
ขอเธออย่าโกรธฉันได้ไหม
หากวันนี้ยังมีเธอเต็มฤทัย
ฉันจะค่อยลืมเธอไปในรอยน้ำตา
๏ ตัดใจ, ไม่รัก...
แลกกับรอยแผลหนักเกินรักษา
เพราะรักเธอเกินเอ่ยคำจำนรรจา
และมากเกินจะบอกลาด้วยคำเดียว ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๒/๐๙/๒๕๕๔
ทั้งที่ใจยังคงปลื้มอยู่เต็มฝัน
ทั้งที่รักเกินจะพร่ำคำรำพัน
เธอบอกฉันให้เลิกรักเธอสักที
๏ จะให้ลืม...
ทั้งที่รักยังดูดดื่มอยู่เต็มที่
ฤาทิ้งฝันให้เร่ร้างอยู่อย่างนี้
ดวงฤดีก็ปล่อยไปไม่นำพา
๏ เลิกเถอะ, เลิกฝัน...
เรื่องที่ผ่านมานั้นล้วนไร้ค่า
เป็นเพียงภาพจำแสนธรรมดา
เหลือก็แต่น้ำตาและซากใจ
๏ ขอโทษ...
ขอเธออย่าโกรธฉันได้ไหม
หากวันนี้ยังมีเธอเต็มฤทัย
ฉันจะค่อยลืมเธอไปในรอยน้ำตา
๏ ตัดใจ, ไม่รัก...
แลกกับรอยแผลหนักเกินรักษา
เพราะรักเธอเกินเอ่ยคำจำนรรจา
และมากเกินจะบอกลาด้วยคำเดียว ๚ะ๛
"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๒/๐๙/๒๕๕๔
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)