วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หนุ่มอักษร, นอนตื่นสาย, ร่ายแคนโต้ (๕)

(๒๑)

ระหว่างบรรทัด มีบางสิ่งซ่อนอยู่
ระหว่างเรา
ไม่มี

๐๙/๐๒/๒๕๕๕

(๒๒)

แม่คนนั้นแสดงความรักลูก
โดยเร่งให้ข้ามถนน
ขณะไฟเขียวสว่าง

๑๐/๐๒/๒๕๕๕

(๒๓)

รอยดินสอที่ถูกลบทิ้ง
เป็นส่วนสำคัญที่สุด
ของรูปที่ฉันวาดให้เธอ

๑๑/๐๒/๒๕๕๕

(๒๔)

ฉันไม่ได้หลงรักเธอ
ฉันหลงรัก
ความรักที่มีให้เธอ

๑๔/๐๒/๒๕๕๕

(๒๕)

เธอหลงรักคนในนิยาย
นิยายเล่มนั้น
ฉันไม่ได้เขียน

๑๕/๐๒/๒๕๕๕


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ในนิยาย

ฉันตื่นในความหลับ
เพียงเพื่อพบว่า
เธอพยายามมีความรักเหมือนในนิยาย

ฉันเคยเขียนหนังสือ
เสกตัวละครจากลมหนาว
คล้ายว่าขณะที่เพลงวิวาห์ดังกระหึ่ม
ความเงียบตะโกนใส่ฉัน
บอกถึงทุกถ้อยคำที่ฉันต้องเขียน
นิยายของฉันวิ่งวนอยู่ข้างหลังเธอ
ตราบเท่าที่มันยังไม่มีตอนจบ
ฉันสูดหมอกเข้าไปเต็มปอด
ชดเชยความเว้าแหว่ง
ยามเมื่อเผลอเฉือนเนื้อตัวเอง

ฉันลองหลับในความตื่น
เพื่อให้พบว่า
ฉันไม่เคยพยายามมีความรักเหมือนในนิยาย


๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

ลูก

"---พี่ไม่อยากมีลูก เพราะพี่คิดว่าลูกเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ชีวิตเล็ก ๆ ที่เกิดจากเราอีกชีวิตหนึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับมนุษย์ มันไม่ใช่แค่การทำให้ใครคนหนึ่งเกิดมา แต่มันคือพันธสัญญาชั่วชีวิต---พันธสัญญาที่บอกว่าจะดูแลเขา จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา จะต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เพียงแค่ทั้งหมดของชีวิต แต่ต้องทุ่มเททั้งจิตวิญญาณลงไปด้วย เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ซึ่งจิตวิญญาณของพี่ตอนนี้ไม่พร้อมที่จะแบกรับภาระยิ่งใหญ่ขนาดนั้นได้

"ใช่ พี่อาจจะยังไม่อยากทิ้งความหนุ่ม ไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่เป็นความคิด ความฝัน ความเชื่อ อาจจะรวมถึงความเห็นแก่ตัวที่ต้องการจะพาตัวเองไปให้ถึงความฝัน เพื่อการนั้นพี่จึงยังไม่อยากจะสูญเสียความหนุ่มสาว---เพราะหนุ่มสาวจะไม่ยอมรับใช้ใครนอกเสียจากจิตวิญญาณของตนเอง ไหล่ของหนุ่มสาวไม่ใหญ่มากพอที่จะแบกอีกชีวิตหนึ่งซึ่งยิ่งใหญ่ขนาดนั้นไปชั่วชีวิตได้ มีแต่ไหล่ของผู้ใหญ่ที่กว้างมากพอจะรับภาระนั้นได้ชั่วชีวิต หากเราจะมีลูก เราต้องทิ้งความหนุ่มสาวของเราไป แล้วให้ความหนุ่มสาวนั้นเติบโตขึ้นในวิญญาณของลูกเราแทน---"

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เล่นสันติภาพ


“เล่นอะไรดีนะ เล่นอะไรดีนะ”
“เล่นสันติภาพจ้ะ ดีไหม”
“เล่นอย่างไร เล่นอย่างไร”
“จับมือกันไว้ แล้วยิ้มให้กัน”
เด็กเด็ก จับมือ ยิ้มร่า
สบตา มอบรัก ผูกพัน
เราต่าง มีกัน และกัน
ความฝัน ขอให้เชื่อ-ขอให้เชื่อ
...
...
...
แล้วเด็กคนหนึ่งก็พูดขึ้นมา
“เลิกเล่นดีกว่า-สันติภาพน่าเบื่อ”


๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คนยิ้มหวาน (๒)

๏ ราวกับฉันเดินหลงดงดอกไม้
เพียงเธอยิ้มหวานใสให้ฉันเห็น
โรคภูมิแพ้คนน่ารักฉันมักเป็น
อย่าล้อเล่นกับมัน, ฉันขอร้อง

๏ รอยยิ้มเอียงอายเมื่อทายทัก
น่ารักแบบนี้ไม่มีสอง
หากว่าไม่มีใครคอยจับจอง
จะตระกองกอดไว้ไม่ปล่อยมือ

๏ คำกวีกี่ล้านคำพร่ำพรรณนา
ฟังว่าแต่ละถ้อยยังน้อยหรือ
พลิ้วเพลงอ้อนอ่อนไหวเพลงใดฤา
หวานเท่ารอยยิ้มซื่อแสนหวานนั้น

๏ โรคหัวใจอ่อนแอแพ้ยิ้มหวาน
ยิ่งยิ้มนานยิ่งหวานนวลชวนใจฝัน
ได้แต่เขียนคำกลอนอ้อนจำนรรจ์
ว่าใจฉันพ่ายยิ้มใสหมดใจแล้ว! ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

หนุ่มอักษร, นอนตื่นสาย, ร่ายแคนโต้ (๔)

(๑๖)

ความฝันจะเป็นจริง
ก็ต่อเมื่อ
เราฝัน

๐๔/๐๒/๒๕๕๕

(๑๗)

ในความฝัน เราทำได้ทุกอย่าง
เว้นแต่
ความจริง

๐๕/๐๒/๒๕๕๕

(๑๘)

ฉันเขียนแต่เรื่องมนุษย์ผู้ทุกข์ทน
จนหลงลืม
เรื่องเล่าถึงเทพธิดาผู้แสนใจดี

๐๖/๐๒/๒๕๕๕

(๑๙)

เพราะอยากให้เธอหัวเราะ
ฉันจึงเขียนเรื่องขำขัน
ทั้งน้ำตา

๐๗/๐๒/๒๕๕๕

(๒๐)

เต็มเวิ้งฟ้ารัตติกาล
คือช่องว่างสีดำ
ที่อยู่ระหว่างดวงดาว

๐๘/๐๒/๒๕๕๕


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"

* ปล. ขอบคุณหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำให้โครงการเขียนแคนโต้ของผีกวีหนุ่มอักษรฯ ไม่ถูกพับเก็บไปพร้อมกับความพ่ายแพ้และสิ้นหวังที่กินระยะเวลามานานเกือบปี

วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 7

เสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานี

(1.)

ตอนสายของวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายน ผมพบตัวเองนั่งอยู่ในซอกมุมหนึ่งของสนามบินสุวรรณภูมิ ในมือมีข้าวกล่องเซเว่นอุ่นร้อน ๆ และกำลังรอคอยการเรียกเช็คอิน ผมไม่ชอบการรอคอยนานนับชั่วโมง เช่นเดียวกับที่ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น พูดให้ถึงที่สุดแล้วคือผมไม่ชอบเดินทางไปยังที่ไกล ๆ แต่ชีวิตคนเราต้องมีสักครั้ง หรือหลายครั้งที่ไม่อาจปฏิเสธการเดินทางได้ และในทุกครั้ง การเคลื่อนที่ของหัวใจจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งก็ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่างน้อยวันนี้การเดินทางก็ทำให้ผมที่ไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรอคอยนาน ๆ ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น ต้องมานั่งกินข้าวกล่องเซเว่น รอคอยเวลาเช็คอินนานนับชั่วโมง เพื่อที่จะเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง

เงยหน้าขึ้นมองป้ายไฟแสดงข้อมูลการบิน ขณะที่ปากเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เที่ยวบินของผมปรากฏอยู่บนสุด เข้าใจว่าเครื่องบินมาถึงแล้วและกำลังเช็คสภาพ  คนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกัน ต่างคนต่างก็จดจ่ออยู่กับเป้าหมายที่ตนเองต้องการจะไปถึง โชคดีที่เป้าหมายของผมมาปรากฏอยู่บนหน้าจอแล้ว ขณะที่เป้าหมายของบางคนอาจจะยังไม่มา หรืออีกนานมากกว่าจะมาถึง เก้าอี้ชุดบางตัวจึงถูกจับจองเป็นที่นอน กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ใช้ต่างหมอน

การรอคอยที่สถานีของบางคนอาจใช้เวลาเพียงแค่ชั่วเคี้ยวข้าวหมดกล่อง แต่สำหรับบางคนอาจจะใช้เวลาทั้งวัน หรืออาจเป็นอาทิตย์ แต่ไม่มีใครที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในสถานี เพราะทุกการเดินทางของทุกคนล้วนมีเป้าหมาย ส่วนสถานีเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เขาจะใช้เป็นทางผ่าน เป้าหมายที่จะไปต่างหากเป็นสถานที่ที่เขาจะพำนักอยู่อย่างถาวร กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ชีวิตไม่เคยเกิดขึ้นที่สถานี ทุกสถานีเป็นเพืยงสถานที่ผ่านพบไม่ผูกพันเท่านั้นเอง

หรืออันที่จริงไม่เป็นเช่นนั้น?

(2.)

"ถ้าเป็นไปได้ เราไปเที่ยวฝรั่งเศสด้วยกันนะ"

ใครบางคนทิ้งตะกอนความฝัน ทิ้งบางร่องรอยของความทรงจำเอาไว้ สำหรับเธอแล้วมันอาจเป็นเพียงฝุ่นผง เพียงลมแผ่วผ่านก็จางหาย แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือการจารึกถ้อยคำลงป้ายหินซึ่งคงอยู่ยาวนานกว่าชั่วชีวิตของใครบางคน

"ฝรั่งเศสมีอะไรน่าเที่ยว"

"จะไปดูลูฟว์" เธอหมายถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดัง ไม่รู้ว่าเธออยากจะไปดูลูฟว์เพราะอยากดูโมนาลิซ่า หรือแค่เพราะเธอชอบอ่านดาวินชีโค้ด

"ไม่อยากไปดูหอไอเฟลเหรอ"

"มีแต่โครงเหล็ก ไม่เห็นน่าสนใจ"

เธอว่าผู้ชายส่วนใหญ่ก็เหมือนหอไอเฟล กระด้าง ไร้ความรู้สึก ไม่ละเอียดอ่อนละเมียดละไม อวดกร่างว่าใหญ่แต่ข้างในกลวงเปล่า ส่วนลูฟว์เหมือนผู้ชายที่ดูน่าค้นหา มีความงามและความลับซุกซ่อนอยู่เต็มไปหมด แต่เธอไม่ได้บอกว่าผมเหมือนลูฟว์ ผมได้แต่คิดไปเอง คาดเดาเอาเองทั้งนั้น

ตอนนี้เธอคบหาอยู่กับผู้ชายที่เหมือนหอไอเฟล

สำหรับเธอแล้ว เขาคือปารีส เขาคือปลายทางที่เธออยากจะไป แม้ว่าสิ่งที่เธอต้องพบพานทุกวันคือหอไอเฟล แต่เธอก็ยังคงหวังว่าเขาคงจะพาไปดูลูฟว์ในสักวัน ส่วนผมเป็นเพียงสถานีหนึ่งที่เธอบังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้นเอง

(3.)

ข้าวหมดกล่อง อีกประมาณสิบนาทีถึงเวลาเช็คอิน ผมโยนกล่องข้าวลงถังขยะ ล้างมือในห้องน้ำ พนักงานทำความสะอาดกระเตงลูกเดินเข้ามาทำความสะอาดห้องน้ำ ผมยิ้มบาง ๆ ให้ เธอยิ้มตอบ และดูเหมือนเจ้าหนูที่อยู่หลังเธอก็ยิ้มให้ผมด้วย

เดินผ่านร้านอาหาร ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผมเดาว่าเป็นแม่กำลังซับน้ำตา ขณะที่พ่อกำลังให้โอวาทลูกสาวผู้มีกระเป๋าใบใหญ่วางอยู่ข้าง ๆ เธออาจจะกำลังเดินทางไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ไกลแสนไกล และความคิดถึงอย่างเป็นรูปธรรมของพ่อแม่อาจเดินทางไปไม่ถึง

เดินผ่านร้านกาแฟ ผู้หญิงคนหนึ่งหันหน้าออกมานอกร้าน ทำเหมือนไม่สนใจคนร่วมโต๊ะ ขณะที่ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามทำทีท่าพยายามงอนง้อขอคืนดี ผมได้แต่หวังว่าเธอจะไม่ยกเลิกเที่ยวบินราคาแพงเพียงเพราะโกรธคนที่กำลังจะร่วมเดินทางไปกับเธอในอีกไม่กี่ชั่วโมง

เสียงกรี๊ดกร๊าดของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ผมหันกลับไปมอง เธอกำลังหมุนวนในอากาศเหมือนใบพัด โดยมีอ้อมกอดของแฟนหนุ่มเป็นแกนกลางหมุนเธอไปรอบ ๆ ท่ามกลางสายตาแห่งความยินดีของคนรอบข้าง และสายตาปนอิจฉาเล็ก ๆ ของผม

คุณตาจูงมือคุณยายเดินผ่านตรงหน้าผม ลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ ติดตัว ทั้งสองอาจจะกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หรือเพิ่งกลับมาจากสถานที่นั้น และกำลังจะกลับไปยังบ้านของตนซึ่งเป็นสถานที่พำนักสุดท้ายของชีวิต

ทุกเสี้ยวชีวิตของคนอื่น ทำให้ผมนึกถึงเสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานีของตนเอง

แม้ว่าชีวิตอาจไม่เกิดขึ้นที่สถานี แต่สถานีก็เป็นสถานที่สำหรับการชุมนุมกันของเสี้ยวชีวิตที่สำคัญของแต่ละคน เป็นเสี้ยวชีวิตที่มีทั้งความดีใจ ความเสียใจ เศร้าใจ การพานพบ การพลัดพราก และการเริ่มต้น ทั้งหมดล้วนเป็นเสี้ยวชีวิตหนึ่งที่น่าประทับใจในช่วงชีวิตของมนุษย์เราทั้งนั้น เพียงแค่เราลืมไปว่าเสี้ยวชีวิตนั้นเกิดขึ้นที่สถานี เกิดขึ้นในระหว่างรอยต่อของการเดินทาง

รอยจุมพิตแรกเมื่อพบพาน และรอยจุมพิตสุดท้ายเมื่อพรากจาก ล้วนเกิดขึ้นในสถานีหนึ่งซึ่งเราหลงลืมไว้ในซอกมุมของความทรงจำ

(4.)

ขณะที่ผมกำลังจะเปลี่ยนสัญญาณมือถือเป็น Flight Mode ก่อนขึ้นเครื่อง ก็มีข้อความสั้น ๆ ส่งเข้ามาเสียก่อน

"เดินทางปลอดภัยนะคะ"

เธออาจจะเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงจำได้ว่า มีเศษเสี้ยวชีวิตที่น่าประทับใจตกค้างอยู่ระหว่างรอยต่อของการเดินทาง มีหลายความทรงจำที่เธออาจจะเผลอหลงลืมไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ แต่ไม่เคยหล่นหาย

ผมไม่ชอบการเดินทาง ไม่ชอบรอคอยนาน ๆ ไม่ชอบข้าวกล่องเซเว่น แต่วันนี้ผมเพิ่งจะนั่งกินข้าวกล่องเซเว่น รอคอยเวลาเช็คอินนานนับชั่วโมง และกำลังจะเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลหลายพันกิโลเมตร ผมคิดถึงเรื่องเหล่านี้พร้อมกับคิดถึงเธอ โหยหาอ้อมกอดที่ไม่มีวันจะหวนกลับมาอีกแล้ว ทั้งหมดอาจเป็นเพียงเพราะการเดินทางของเราทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตอนนี้เธออาจยังคงเดินทางอยู่ ส่วนผมกลับหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม

บางที เสี้ยวชีวิตเบาบางระหว่างสถานีที่ตกค้างอยู่ในใจผม อาจเป็นเพราะผมยังไม่กล้าเดินทางออกจากสถานีของตนเอง

ปิดสัญญาณโทรศัพท์ ก้าวขึ้นเครื่องบิน ล็อกเข็มขัดพร้อมเดินทาง ชีวิตคนเราต้องมีสักครั้งที่ไม่อาจปฏิเสธการเดินทาง และในทุกครั้ง การเคลื่อนที่ของหัวใจจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งก็ย่อมทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเสมอ ผมได้แต่หวังว่าคำพูดนี้จะจริงมากพอสำหรับลมหายใจที่ยังเหลืออยู่ และหัวใจที่ยังคงเต้นอยู่อย่างแผ่วเบา

วุฒินันท์ ชัยศรี

2 กุมภาพันธ์ 2555

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

ตัวกินฝัน

เจ้าหนูได้ยินเรื่องของตัวกินฝันจากเพื่อน ว่ากันว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดที่กินความฝันของมนุษย์ได้ เมื่อเจ้าหนูไปถามแม่ก็ได้รับคำตอบว่าอีกไม่นานเขาจะมีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง เจ้าหนูไม่รู้ว่าอีกไม่นานนี่นานแค่ไหน เขาต้องรอคอยไปถึงเมื่อไหร่ เท่าที่เขารู้คือยังไม่มีเด็กคนไหนเป็นเจ้าของตัวกินฝันเลยแม้แต่คนเดียว หากเขามีตัวกินฝันอยู่ในครอบครองเป็นคนแรกคงจะเท่ไม่หยอก

เจ้าหนูจึงอ้อนแม่หลายต่อหลายครั้งว่าอยากได้ตัวกินฝันไว้ดูเล่น และเอาไว้อวดเพื่อน ๆ ด้วย แม่จึงตั้งเงื่อนไขกับเจ้าหนูว่าจะต้องทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง เจ้าหนูรับปากโดยดี แม่จึงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้เจ้าหนูทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด เจ้าหนูทำตามคำสั่งแม่ทุกอย่าง ในที่สุดเจ้าหนูก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอาชีพการงานมั่นคงที่สุด

แล้วงานที่มั่นคงที่สุดก็บีบบังคับเจ้าหนูให้กรำงานหนัก จนวันหนึ่งเขารู้สึกว่า เวลาทำงานมีไม่พอ หากคนเราไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนอนและการฝันได้ก็คงจะดี ทันใดนั้นเจ้าตัวกินฝันก็ปรากฎร่าง เขาดีใจมากที่ได้พบตัวกินฝันเสียที ตัวกินฝันเสนอว่าจะกินความง่วงของเจ้าหนูไปพร้อมกับความฝัน เพื่อให้เขามีเวลาทำงานเต็มที่ เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่ตอบรับทันที

จากวันนั้นเจ้าหนูก็มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ตัวกินฝันได้กินความง่วงและความฝันของเขาไปจนหมดสิ้น เพื่อที่ว่าเขาจะได้มีเวลาก้มหน้าก้มตาทำงาน ทำงาน และทำงาน โดยไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันอีกต่อไป เขาเห็นเพื่อนบางคนไม่มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง ทุกวันนี้เพื่อนที่ยังคงมีความฝันต่างมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เหตุเพราะต้องใช้จ่ายเวลามากมายเพื่อให้ความฝันนั้นยังคงดำรงอยู่

เจ้าหนูในวัยผู้ใหญ่มีลูกหนึ่งคน เขาไม่อยากให้ลูกลำบากเพราะไม่มีตัวกินฝัน จึงจัดแจงส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด กำชับให้ลูกของเขาทำคะแนนให้ดีที่สุด เพื่อที่จบออกมาจะได้ทำอาชีพที่มั่นคงที่สุด ลูกของเขาจะได้มีตัวกินฝันเป็นของตัวเอง และไม่ต้องเสียเวลาไปกับความฝันไร้สาระแม้แต่วินาทีเดียว


๒๑ มกราคม ๒๕๕๕

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

รักครั้งแรก

เสียงหัวเราะฮิฮิ ฮะฮะ ฮุฮุ เฮะเฮะ โฮะโฮะ นั่งเต็มโบกี้ความหลัง
ส่วน โฮโฮ กับ ฮือฮือ ตกขบวนรถไฟเพราะตื่นสาย
ยิ้มกว้างให้กับดวงดาวที่กำลังขยิบตาวิบวิบ
แว่วเสียงนกร้องจิ๊บจิ๊บ แต่ฉันได้ยินเป็นเสียงจุ๊บจุ๊บ
จะมาเมื่อไหร่นะ, น้ำค้างหยดแรกของวัน
ที่แน่  ๆ คงมาไม่ทัน เพราะดอกไม้ในใจฉันกำลังเบ่งบาน
สงสัยพระอาทิตย์จะมีความรัก ดูสิเขินแก้มแดง แถมยังส่องแสงสีชมพูมาให้
โอ๊ะโอ แล้วโลกก็หายไปครึ่งหนึ่ง เพราะฉันกำลังยิ้มตาหยี
ช่วยที ช่วยที ฉันกลัวจะจมในลำธารความสุข บุ๋ง บุ๋ง
แค่ก แค่ก โอ้ย คิดถึงเธอตัวใหญ๊ใหญ่ เลยหายใจไม่ค่อยจะออก

ไม่เคยฝึกยิ้มบ่อย ๆ เลยเมื่อยแก้มมิใช่น้อย
เธอมานวดแก้มให้หน่อยจะได้ไหม
ให้ค่าจ้างวันละฟอดถ้าสนใจ
หายเมื่อยแก้มเมื่อไหร่ จะขึ้นค่าจ้างให้เป็นวันละจุ๊บ

จุ๊บ จุ๊บ จุ๊บ ฝากจุ๊บไปกับนก ให้ไปตกตรงแก้มเธอ
ได้รับแล้วห้ามล้างหน้านะเออ จนกว่าฉันจะตามไปหยิก
จะหยิกแก้มให้แดงแจ๋ แล้วหัวเราะคิกคิก
คงโดนเธอตบจนนอนกอง แล้วยิ้มมองผืนฟ้า
ฮ้า! มือเธอนิ่มจัง
ขอบคุณเธอที่น่ารักเหมือนทุกครั้ง
จนฉันไม่ลืมความหลัง---รักครั้งแรก


๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

อธิษฐาน

ย่ำรุ่งของวันเสาร์ อากาศฉ่ำเย็น ฝนรินสายบางเบาห่มคลุมกรุงเทพฯ เหมือนผืนผ้าแพรบางละมุน ใครกันจะอยากลุกขึ้นจากเตียง ในเมื่อภวังค์ฝันนั้นแสนสุขราวกับสวรรค์ชั้นโสฬส เว้นแต่ฉันซึ่งคุ้นเคยกับความหนาว เมื่อต้องเดินฝ่าห้วงหิมะเดือนเมษายนทุก ๆ ปี

เช้านี้ก็เหมือนทุกเช้า ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ความคิดเรียบง่ายของฉันมักจะก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ หากเธออยากจะนึกภาพตาม มันก็คงเป็นรูปทรงเช่นสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม ทรงกลม มันไม่เคยแปรเปลี่ยนรูปร่างของตัวเองให้ซับซ้อนไปกว่านี้ ฉันพบความจริงข้อหนึ่งว่า สิ่งใดก็ตามที่มีรูปร่างซับซ้อน สิ่งนั้นจะต้องเสียพลังงานส่วนหนึ่งให้แก่ความซับซ้อนนั้น ยิ่งซับซ้อนมาก สารัตถะดั้งเดิมของมันยิ่งต้องกระจายพลังงานให้แก่ความซับซ้อนที่เกิดขึ้น นั่นทำให้พลังงานดั้งเดิมของรูปทรงยิ่งกระจัดกระจาย ฉันจึงชอบที่ความคิดของฉันก่อตัวเป็นรูปร่างง่าย ๆ เพราะมันจะทำให้ทุกอณูในความคิดของฉันยังคงไว้ซึ่งพลังงานดั้งเดิมของมันที่ยังทรงพลังอยู่

แต่ก็นั่นแหละ, ความคิดเรียบง่ายของฉัน สุดท้ายมันก็จะเริ่มปรับเปลี่ยนรูปร่างของมันไปตามสภาพการณ์ในแต่ละช่วง ขึ้นอยู่กับวิธีจัดการของฉัน ตรรกะที่ฉันใช้ และเป้าหมายที่ความคิดนั้นจะต้องไปให้ถึง สามอย่างนี้คือตัวกำหนดความซับซ้อนของความคิดเรียบง่าย จะว่าไปก็คล้าย ๆ กับการติดฟังก์ชั่นทางคณิตศาสตร์สักสิบวิธีการให้กับคำตอบศูนย์นั่นแหละ แม้เธอรู้ดีว่าคำตอบนั้นคือศูนย์ แต่สิ่งที่เธอสนใจคือวิธีการที่จะไปถึงศูนย์ นั่นแหละคือการกระจัดกระจายของพลังงาน คำตอบศูนย์นั้นแต่เดิมเรียบง่ายและทรงพลัง แต่เมื่อมันมีตัวกำหนดความซับซ้อนของความเรียบง่าย คนก็มุ่งเป้าไปที่ความซับซ้อนของมันจนลืมเลือนพลังงานดั้งเดิมของสารัตถะ จริงไหม

แม้ว่าฉันกลัวจะเสียพลังงานของความคิดเรียบง่ายดั้งเดิม แต่เธอก็รู้ ความซับซ้อนของความคิดเรียบง่ายเป็นเงื่อนไขสำคัญหนึ่งของการสื่อสาร, การสื่อสารที่ฉันรู้ว่ามันไม่มีทางไปถึงเธอจริง ๆ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนลงให้น้อยที่สุด แต่ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น เธอก็รู้ Saussure ก็พูดไว้ สัญญะนั้นซับซ้อนและมีแต่ความเป็นยถากรรม นั่นทำให้ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของฉันไม่มีวันเดินทางไปถึงเธอได้จริง ๆ

หากความคิดเรียบง่ายของคนกลุ่มหนึ่งคือศรัทธาที่พวกเขามีต่อพระผู้เป็นเจ้า เธอก็จะเห็นพวกเขารวมตัวกันที่โบสถ์ สวดมนต์และร้องเพลงเพื่อสื่อสารให้พระองค์ทรงทราบถึงความศรัทธา ความคิดเรียบง่ายดั้งเดิมของพวกเขาแปรเปลี่ยนสัญญะทางภาษาและดนตรี และพัฒนาความซับซ้อนมาเป็นบทเพลงและท่วงทำนองอันแสนไพเราะเพื่อส่งต่อไปถึงฟากฟ้า ไม่รู้ว่าเมื่อบทเพลงเหล่านั้นลอยขึ้นไป พระองค์จะทรงรับทราบความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อพระองค์หรือไม่ แต่อย่างไรเสีย ฉันว่าพระองค์ทรงทราบ เพราะพระองค์เป็นสัพพัญญู ทรงรู้แจ้งทุกอย่างไม่ว่าจะส่งผ่านสื่อสัญญะหรือไม่ ดังนั้นเรื่องของเราจึงกลับมาที่ความจริงข้อหนึ่งว่า ฉันและเธอเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ๆ เท่านั้น

ฉันบอกเธอไปแล้วนี่นะว่าทุกวันของฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอ ใช่แล้วล่ะ บางครั้งฉันพยายามรักษาสภาพดั้งเดิมของมันให้คงอยู่อย่างนั้น บางครั้งฉันจำเป็นต้องเพิ่มความซับซ้อนลงไปในความคิดเรียบง่ายเพื่อสื่อสาร มันอาจออกมาเป็นเครื่องมือสื่อสารความรู้สึกเช่นบทกวี บางครั้งออกมาในรูปแบบบันทึกถึงส่วนเสี้ยวของความคิดนั้น บางทีอาจออกมาในรูปแบบตัวอักษรที่ไม่มีแม้แต่การสื่อสารความคิดนั้นเลย แต่บรรจุความคิดนั้นอยู่เต็ม เพียงแต่มีแค่ฉันคนเดียวที่รู้ มีแค่ฉันคนเดียวที่กำทั้ง signifier และ signified ไว้ในมือ นั่นเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างพ้นจากการสื่อสารด้วยถ้อยคำได้

ฉันพบว่าความคิดเรียบง่ายนั้นถูกแปรเปลี่ยนไปตามสิ่งต่าง ๆ มากมายที่แวดล้อมตัวมันอยู่ แม้ฉันจะพยายามลดทอนความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดเรียบง่ายให้มากที่สุดแล้วก็ตาม ก็อย่างที่ฉันพูดไปนั่นแหละ ในระหว่างการเดินทางของการสื่อสารมันก็มีความซับซ้อนอยู่ในตัวของมันเองไม่รู้สิ้น ฉันจึงพยายามคิดหาวิธีการที่จะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอเดินทางไปถึงเธอโดยให้มันยังคงสถานะเดิม หรือใกล้เคียงสถานะเดิมให้มากที่สุด

แล้วฉันก็พบวิธีนั้น, การอธิษฐาน

แม้ดูเป็นวิธีเลื่อนลอย แต่อย่างน้อยมันก็ช่วยตัดตัวเชื่อมเกี่ยวแก่การสื่อสารของเราทิ้งไปทั้งหมด ซึ่งทำให้ความซับซ้อนระหว่างกระบวนการถ่ายทอดความคิดลดลงเหลือน้อยที่สุด แม้ว่าที่สุดแล้วมันจะต้องผ่านสื่อสัญญะในสมองของฉันออกมาก็ตามที แต่นั่นก็น่าจะทำให้ความคิดเรียบง่ายที่มีต่อเธอยังคงพลังงานที่ใกล้เคียงสารัตถะดั้งเดิมของมันอยู่

ไม่มีสัญญะเพื่อนำพาความหมาย ไม่มีมวลสารจับต้องได้ ไม่มีการเตือนเมื่อมาถึง เธอจะต้องรับรู้เองเมื่อมันเกิดขึ้น และฉันเชื่อว่ามันยากเหลือเกิน ยากจริง ๆ โดยเฉพาะเมื่อคลื่นความคิดของเราไม่เคยสั่นไหวในจังหวะที่สัมพัทธ์กัน

แต่ฉันก็ยังคงทำเช่นนั้นเสมอมา, อธิษฐาน

ฉันยังหวังอยู่นะ, หวังว่าสักวันเธอจะได้ยิน

วุฒินันท์ ชัยศรี

๑๐ กันยายน ๒๕๕๔

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 6

The Silence of September (ความเงียบงันแห่งกันยาฯ)

(1.)

เดือนกันยายน ว่ากันว่าเป็นเดือนโหมโรงก่อนบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับพลิกแผ่นฟ้าคว่ำแผ่นดินกำลังจะมาถึงในเดือนตุลาคม

เดือนพรีลูดก่อนที่ซิมโฟนีแห่งทวยเทพจะขับขาน ใครบางคนทำประโยคนี้หล่นไว้ในซอกมุมหนึ่งของความทรงจำ คุ้น ๆ ว่าเป็นนักปฏิวัติสักคนที่ชอบฟังเพลงคลาสสิก ซึ่งผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกเพราะไม่ใช่คอเพลงคลาสสิก สำหรับผมแล้ว เดือนนี้เป็นเหมือนเสียงครวญครางดังอี้ยยยยอ๊ะของน้องจ๊ะ คันหู ก่อนที่เธอจะเริ่มร้องเพลงที่มีคนดูเก้าล้านคนในยูทูปมากกว่า

เร้าใจเสียงยิ่งกว่าสารัตถะที่ดำรงอยู่ ถ้าพูดกันด้วยคำวิชาการก็คงประมาณนี้

(2.)

อาจจะเป็นเพราะเป็นฤดูกาลใกล้สอบ ดีมานด์ด้านกำลังใจจึงมากพอ ๆ กับความสับสนและหวาดกลัวข้อสอบที่ยังมาไม่ถึง เสียงผ่านปลายสายว่า รักนะเด็กโง่ ตั้งใจทำงานนะคะ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบนะคะ (จากผู้ชายซึ่งมักใช้คำลงท้ายผิดเพศเพื่อเพิ่มดีกรีความน่ารักให้ตัวเอง ซึ่งร้อยทั้งร้อยเป็นผู้ชายเจ้าชู้) จึงดังระงมเหมือนเสียงอึ่งอ่างหลังฝนงวด เว้นแต่ผมซึ่งถือเป็นผู้ด้อยโอกาสในการฝากวจีรักหวานฉ่ำจับใจเหมือนน้ำผึ้งที่เก็บเกี่ยวโดยผึ้งที่กำลังมีความรัก

เดือนแห่งเสียงอี๊ยยยยอ๊ะอันเร้าใจของผม กลับก้าวเข้ามาพร้อมกับความว่างเปล่าเสียงยิ่งกว่าคำที่สะกดว่าว่างเปล่า

บ้าที่สุด! ผมกระแทกนิ้วลงไปบนโทรศัพท์ และหัวเสียยิ่งขึ้นเมื่อโทรศัพท์ผมดันมีแค่ปุ่มเดียว ให้ตายเถอะ ผมเกลียดสมาร์ทโฟน! การจิ้มนิ้วลงบนหน้าจอไม่เคยสร้างความพึงพอใจให้ผมได้เท่ากับการลงน้ำหนักรัวลงบนปุ่มหลาย ๆ ปุ่ม โดยเฉพาะตอนที่โทสะมาถือครองเป็นเจ้าของในเรือนใจ

บุญชิต! รู้อย่างนี้ถอยกลับไปใช้ Nokia 3310 ดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากับแอพพลิเคชั่นล้านแปด ในเมื่อมรรคผลของมันไม่ต่างกันเลย

วางโทรศัพท์ที่ประจุแบตเตอรี่ไว้เต็ม แต่มีประโยชน์เท่ากับทุกเครื่องในโลกตอนแบตหมดลงที่เดิม ถอนหายใจยาว

ปลายฝนต้นหนาว หอบเอาความหนาวยะเยือกมาสู่ผม ทั้งจากอากาศและไม่ใช่อากาศ

(3.)

"ลูกสามพี่ก็ยังรัก"

ทิ้งคำนี้ไว้กับผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากเจ้าตัว ทำนองว่าเป็นคำพูดเลื่อนลอยพอ ๆ กับชาวเขาทำไร่

เธอคงจะลืมไปว่า เดี๋ยวนี้ชาวเขาเค้าปั๊ดตะนาแล้ว เช่นเดียวกับสัญญาณโทรศัพท์ที่ชัดเจนทั่วไทย ไร่เลื่อนลอยเป็นเพียงอดีตอันเลือนราง เหลือแต่รีสอร์ตศิวิไลซ์พักใจช้ำของคนเมือง ไม่เชื่อไปถามคนแถว ๆ ปายดูได้

ตัวอักษรของผมเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ หลายคนเชื่ออย่างนั้น โดยเฉพาะเมื่อคิดสะระตะเข้ากับการเรียนในคณะที่มีชื่อตรงตัวว่าคณะตัวหนังสือ มันใสซื่อน้อยกว่าถ้อยคำจากหนุ่มแพทย์ หนุ่มวิศวะ หรือหนุ่มคณะอื่นผู้ไม่เคยเคี่ยวกรำตัวอักษรให้เพริศแพร้วพริ้งพรายจนกล้ำกรายเส้นแบ่งระหว่างความจริงใจกับความเสแสร้ง

ก็อย่างว่าแหละ ใครมันจะเชื่อลมปากนักเขียน ผู้ซึ่งประดิดประดอยถ้อยคำจนคนเชื่อว่าพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกได้ สาอะไรกับคำที่ต้องการความซื่อสัตย์มากที่สุดอย่างคำว่ารัก

แต่อันที่จริง การโกหกเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในพระชาติสุดท้าย และมันไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่เพื่อเอาตัวรอดจากราชสีห์

คำโกหก มาพร้อมกับคำรักซื่อ ๆ ได้เท่ากับความรักที่ประดิษฐ์เป็นบทกวีทำนองว่า จะขอเธอแต่งงานด้วยวงแหวนจากดาวเสาร์

(4.)

กันยายนของผม เดือนแห่งพรีลูดที่ว่างเปล่าราวกับซิมโฟนีที่ไม่มีโน้ตดนตรีแม้แต่ครึ่งตัว ไม่เช่นนั้นก็เป็นการฟังเพลงคันหูฉบับออริจินอลของประเทศที่เต็มไปด้วยศีลธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ ธรรมอันดีงามทุกกระเบียด จนไม่ได้ยินคำร้องประโยคสุดท้ายที่ร้องเอื้อนด้วยความจงใจว่า "หูหนีคงหายคันนนน..." อย่างถนัดถนี่

เสียเวลาไปกับการประดิษฐ์ถ้อยคำที่มีคนเชื่อถือมากพอ ๆ กับฟังคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะ ทั้งที่คำพูดนั้นอาจจะเป็นการพูดครั้งที่สี่

มีคนบอกว่ามันเป็นพันธกิจ บ้างก็ว่ามันเป็นคำสาป สำหรับผู้เลือกเดินทางในสายของ "นักรู้สึก"

พลิกดูสมุดจดวิชาทฤษฎีวรรณคดีตะวันออก ประโยคหนึ่งลอยเด่นอยู่บนหน้ากระดาษ

"มีก็แต่ผู้ที่ผิดหวังในความรักเท่านั้นจึงจะเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของศฤงคารรส" เส้นยึกยือเส้นหนึ่งลากยาวไปหาอีกประโยค "กวีต้องแสวงหาความรักที่ผิดหวังอยู่เสมอ เพราะความผิดหวังมักเป็นแรงบันดาลใจที่ทรงพลังมากกว่าความสมหวัง" กำกับชื่อกวีโนเนมไว้ท้ายประโยค เขาคงคิดว่าประโยคนี้คมคายเสียเต็มประดา ถุยชีวิต!

ปิดสมุด โยนไปอีกมุมห้อง ก่อนจะปล่อยให้ความว่างเปล่าบนเพดานครอบครองทัศนวิสัยทั้งหมดของสายตาและความคิด จมอยู่ในห้วงเวลาที่ไหลเอื่อยผ่านร่างอย่างแช่มช้าเหมือนน้ำกรดเดือดในกระทะทองแดงที่ยมทูตค่อย ๆ คนไปมาอย่างเบามือ

ถอนหายใจให้เดือนนี้ และเผื่อยาวไปจนถึงเดือนหน้า บทโหมโรงที่จบตั้งแต่ยังไม่เริ่มมหากาพย์ ได้แต่กำปากกาไว้มั่นพร้อมกับท่องวาทะของนักรบผู้มีความรักว่า หากไม่กุมดาบ ก็ปกป้องเธอไม่ได้ แต่หากกุมดาบแล้ว ก็คงกอดเธอไม่ได้

(5.)
โทรศัพท์ร้องเตือนขึ้นเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่ใกล้หมด ถึงเวลาที่ต้องประจุแบตเตอรี่อีกครั้ง ผมหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดปุ่มที่มีเพียงปุ่มเดียวอย่างไร้จุดหมาย มีเพียงแสงเรืองขึ้นจากหน้าจอมืดดำเพื่อบอกวันที่และเวลา นอกจากนั้นมันไม่ตอบสนองอะไรอีก ผมต้องปลดล็อกหน้าจอก่อนจึงจะเริ่มทำอะไรอย่างอื่นได้

แต่ถึงผมจะปลดล็อกหน้าจอ ผมจะเริ่มอะไรได้?



วุฒินันท์ ชัยศรี
8 กันยายน 2554

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

คนไม่มีสิทธิ์

๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำหนัก
ไม่มีสิทธิ์ขอความรักจากคนไหน
ไม่มีสิทธิ์งอนง้อต่อรองใคร
แม้แต่สิทธิ์จะร้องไห้ยังไม่มี

๏ เพราะมิใช่คนพิเศษจึงไร้สิทธิ์
หนทางปิดทุกทางไปไร้ทางหนี
ได้แต่กล้ำกลืนฝืนฤดี
ตีหน้าพาทีมิรู้ร้อน

๏ มิได้เกิดมาพิเศษจึงหมดสิทธิ์
เป็นความผิดความพ่ายแพ้แต่กาลก่อน
หมดสิทธิ์แม้จะพร่ำคำอาวรณ์
ทำได้แค่ทอดถอนดวงฤทัย

๏ ไม่มีสิทธิ์เอ่ยคำว่าช้ำรัก
แม้จะเจ็บช้ำหนักมาจากไหน
ต้องก้มหน้ายิ้มฝืนยืนสู้ไป
แม้ยินเสียงในใจ-ไม่ไหวแล้ว! ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๕/๐๙/๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เธอบอกให้ลืม

๏ เธอบอกให้ลืม...
ทั้งที่ใจยังคงปลื้มอยู่เต็มฝัน
ทั้งที่รักเกินจะพร่ำคำรำพัน
เธอบอกฉันให้เลิกรักเธอสักที

๏ จะให้ลืม...
ทั้งที่รักยังดูดดื่มอยู่เต็มที่
ฤาทิ้งฝันให้เร่ร้างอยู่อย่างนี้
ดวงฤดีก็ปล่อยไปไม่นำพา

๏ เลิกเถอะ, เลิกฝัน...
เรื่องที่ผ่านมานั้นล้วนไร้ค่า
เป็นเพียงภาพจำแสนธรรมดา
เหลือก็แต่น้ำตาและซากใจ

๏ ขอโทษ...
ขอเธออย่าโกรธฉันได้ไหม
หากวันนี้ยังมีเธอเต็มฤทัย
ฉันจะค่อยลืมเธอไปในรอยน้ำตา

๏ ตัดใจ, ไม่รัก...
แลกกับรอยแผลหนักเกินรักษา
เพราะรักเธอเกินเอ่ยคำจำนรรจา
และมากเกินจะบอกลาด้วยคำเดียว ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๒/๐๙/๒๕๕๔