วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 2

1. หัวใจของทุนนิยม และคอมมิวนิสต์มุมกลับ
ผมไม่เคยเชื่อว่า ทุนนิยมจะมีหัวใจ

ทุนนิยมที่มีหัวใจ เช่นว่า การรวมทุนเพื่อช่วยเหลือสังคม การมีรัฐสวัสดิการ หรือแม้กระทั่งนโยบายประชานิยม คือการโยนเศษเงินเพื่อประวิงเวลาก่อนที่การลุกฮือขึ้นปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพจะเกิดขึ้นตามคำทำนายของคาร์ล มากซ์

อันที่จริง เรื่องราวชวนฝันหวานอย่างการปฏิวัติ และคำพูดของ 'รงค์ ที่คุณยกมา ก็ชวนให้นึกถึงคำพูดที่คล้าย ๆ กันของ Louis Ferdinand Celine จากหนังสือ Journey to the end of the Night ว่า

"Mankind consists of two very different race, the rich and the poor." (มนุษยชาติประกอบด้วย 2 เผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างยิ่ง คือ คนรวย และคนจน)

พูดภาษา "ซ้าย" ก็คือ นายทุน ผู้กอบกำทรัพยากรการผลิตเต็มมือ กับกรรมาชน ผู้ไม่มีทรัพยากรการผลิตอื่นใดนอกจากสองมือ

ตราบเท่าที่มีข้าวปลาอาหารประทังชีวิต มนุษย์ก็ยินดีทำงานเป็นเครื่องจักร ไม่หือไม่อือ ถ้าหือถ้าอือขึ้นมาก็เพิ่มค่าแรงซะ เพิ่มสวัสดิการซะ ให้รู้สึกว่าได้อะไรเพิ่มหน่อย แค่นี้มนุษย์ก็กลับมาทำงานเยี่ยงทาสเช่นเดิม (ตรรกะนี้คงเป็นตรรกะชุดเดียวกับที่ว่า นายกฯ โกงก็ได้ แต่ขอให้ทำงาน และโยนเศษเงินที่โกงไปกลับมาให้กินบ้าง) ทุนนิยมลิดรอนคุณค่าความเป็นมนุษย์จนเหลือเพียงฟันเฟืองของเครื่องจักรขนาดมหึมา ขณะที่ตัวมันเองอ้วนขึ้นเรื่อย ๆ จากการสวาปามหยาดเหงื่อแรงงาน และทรัพยากรบนโลกใบนี้

ก็คงต้องดูกันต่อไปว่า สังคมนิยมคอมมิวนิสต์จะเกิดขึ้นก่อน หรือโลกจะแตกไปเสียก่อนเพราะความพร่องแพร่งในสมดุลของโลกจากการกลืนกินอย่างไม่หยุดยั้งของทุนนิยมที่เป็นต้นตอแห่งความวิปริตของดินฟ้าอากาศเช่นทุกวันนี้

แต่อันที่จริง ต่อให้โลกคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นจริง มันก็แค่ปฐมบทของมหากาพย์ทุนนิยมครั้งใหม่ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความโลภติดแน่นอยู่ในกมลสันดาน

เหมือนตอนจบของการปฏิวัติในรัสเซียที่ถูกสหายสตาลินทรยศ

เหมือนตอนจบของคอมมิวนิสต์จีน กับคำพูดน่ารัก ๆ ของสหายเติ้งที่บ่อนเซาะการปฏิวัติปราสาททรายให้พังครืนเพียงปลายนิ้วสะกิดว่า "จะเป็นแมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ" พูดพลางหวดสุนัขที่เลี้ยงไว้ให้ออกไล่จับหนู

เหมือนตอนจบของ Animal Farm ที่เจ้าหมูนโปเลียนเข้ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สัตว์อื่นในฟาร์มต้องทนทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตอนที่มนุษย์เป็นเจ้าของหลายเท่า

สุดท้ายมนุษย์ก็จะกลับไปสู่สองเผ่าพันธุ์เช่นที่เป็นมา และเช่นที่จะเป็นไปในอนาคต เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบ เปลี่ยนคำเรียก เปลี่ยนทฤษฎีการวิเคราะห์ แต่เนื้อในเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน

แต่เรา, หมายถึงตัวเราที่ปรากฎอยู่ในซอกหลืบของบรรทัด, จะก่นด่าทุนนิยมอย่างไร วัฏจักรของมันที่มาพร้อมกับความรื่นรมย์และโศกนาฏกรรมก็ยังดำเนินต่อไปไม่หยุดยั้ง บางครั้งเราเผลอเติมคำว่าสามานย์ต่อท้าย ขณะที่ยังเคี้ยวไก่ทอดเคเอฟซีไทยแลนด์อยู่เต็มปาก (ผลิตจากไก่ซีพี, เราประหัตประหารไก่กว่าล้านชีวิตเพื่อคุณทุกวัน รับประกันความสดอร่อย!) เช่นนั้นคงไม่ต่างอะไรกับฝุ่นผงที่แอบซ่อนอยู่ในซอกหลืบของฟันเฟืองยักษ์ รอจนฟันเฟืองเริ่มหมุน ฝุ่งผงก็หลุดลอกล่อนหล่นหายไปอย่างง่ายดาย

ชีวิตนั้นแสนสั้น ไร้ค่าเกินกว่าจะเคลื่อนไหวเพื่อให้โลกขยับเขยื้อน และไร้ค่าเสียจนไม่พอจะเป็นเครื่องเล่นบันเทิงของหน้าประวัติศาสตร์ได้ด้วยซ้ำ

2. ของเล่นเด็ก

Roland Barthes อ่านเกมขาดมาตั้งแต่หนังสือ Mythology ว่าด้วยเรื่องของเล่นเด็ก

แท้จริงของเล่นเด็ก ก็คือโลกสมมติที่ผู้ใหญ่สร้างขึ้นเพื่อกล่อมเกลาให้เด็กเติบโตขึ้นมาอาศัยในคุกของทุนนิยมอย่างสนุกสนาน รถเด็กเล่นนั้นเล่า ก็สมมติมาจากรถจริงในโลกผู้ใหญ่ คอยออดอ้อนให้เด็กหนุ่มวัยกลัดมันคอยสรรหาเจ้าพาหนะสี่ล้อรุ่นใหม่ล่าสุดจากงานมอเตอร์โชว์มาครอบครองเพื่อสัมพันธภาพที่ลื่นไหลในสังคม ตุ๊กตาบาร์บี้พร้อมชุดสวยงามนั้นเล่า ก็มิใช่ของเล่นพึงใจสำหรับเด็กหญิงผู้เติบโตมาเป็นเด็กสาวที่ใช้เวลาครึ่งค่อนวันเพื่อสรรหาประดาชุดมาประดับเรือนกายของตนดอกหรือ

วันดีคืนดี เราจึงพบว่า เราสนุกสนานกับโลกอันแสนโหดร้าย เช่นเดียวกับที่เราเคยเล่นของเล่นอย่างสนุกสนาน ซึ่งล้วนจำลองมาจากโลกอันแสนโหดร้าย

การกล่อมเกลาทางสังคม ไม่เคยแยกออกจากชีวิตได้เลย แม้แต่จินตนาการไร้สิ่งปนเปื้อนในวัยผ้าขาวบริสุทธิ์

โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว, เราจึงเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่วันวาน และโดยไม่รู้ตัว "ความเป็นผู้ใหญ่" ที่เคยเป็นมานั้น ยังคงหลบซ่อนอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของซอกหลืบหัวใจ รอเวลาเผยโฉมเต็มตัวในวันที่เสียงปฏิเสธของวัยต่อต้านอ่อนแรงลง เพื่อจะดึงเอาชีวิตสำเร็จรูปที่เคยได้รับการกล่อมเกลามาครอบร่างเป็นเจ้าเรือน ก่อนจะถีบหัวส่งจิตวิญญาณขบถลงไปมะงุมมะงาหราเป็นทาสในเรือนเบี้ยที่ก้นครัว

เช่นนี้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจ, รู้เท่าทัน, รู้ทั้งรู้ ฯลฯ แต่เราจะหนีจากการกลืนกินของโลกอย่างไร

หรือเราจะปฏิเสธว่าเราไม่เคยเล่นของเล่นพวกนี้มาก่อน

3. การเป็นตัวของตัวเอง

"จงเป็นตัวของตัวเอง เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะเป็นคนอื่น"

จะอ้างอิง ก็ดันจำไม่ได้ว่าหยิบมาจากภาพยนตร์ Step Up ภาคไหน

น่าสนใจที่คุณบอกว่า "หากแบ่งเป็นร้อยส่วน โชคชะตาถือหุ้นไปแล้ว 49% ส่วนที่เหลือเป็นชีวิตที่มีคนรัก ครอบครัว เพื่อนฝูงเป็นหุ้นส่วน ฯลฯ"

ผมกลับคิดว่า โชคชะตาเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยเพียง 10% ครอบครัว เพื่อนฝูง คนรอบข้าง และสังคมต่างหากที่เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ผมไม่รู้ว่า เส้นทางกว่าจะเดินมาจนถึงทุกวันนี้ โชคชะตามีส่วนช่วยมากน้อยแค่ไหน แต่ที่รู้ก็คือ จุดที่ยืนอยู่บนส้นเท้าในปัจจุบัน มาจากการเสนอร่างญัตติ ประชุมสภา ออกความเห็นส่งเสริม คัดค้าน อภิปรายไม่ไว้วางใจ จากสภาสังคมครูอาจารย์เพื่อนฝูง และสุดท้ายคือการลงมติของครอบครัวโดยไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร พูดตามหลักประชาธิปไตยก็สมเหตุสมผล, เสียงข้างน้อยเพียงหนึ่งเดียวของเราจะไปคัดง้างกับเสียงข้างมากจากสังคมได้อย่างไร

หลายคนเรียกมันว่า พันธะ, หลายคนเรียกมันว่า ความรับผิดชอบ

ชีวิตเราก็เหมือนเรือ ความรับผิดชอบก็เหมือนสมอ หากไม่โยนสมอถ่วงเอาไว้ ลมแห่งโชคชะตาก็คงพัดพาเราไปไหนต่อไหน เราอุ่นใจเมื่อมีสมอถ่วงเรือ เช่นเดียวกัน, เราอุ่นใจเมื่อมีพันธะ มีความรับผิดชอบคอยกำหนดทิศทางชีวิต นั่นเพราะเรากลัวว่า หากปล่อยให้ลมเพลมพัดไร้ทิศทาง เราจะหลงวนบนห้วงมหรรณพไร้สิ้นสุด

ใครเล่าจะกล้าไว้ใจโชคชะตาที่เหมือนหญิงสาวเจ้าอารมณ์ บางวันก็ดีใจหาย บางวันก็ร้ายราวแม่เลี้ยงสโนวไวท์ ถ้าโชคชะตาไม่พัดพานางเงือกมาหาพระอภัยมณี ป่านนี้พระอภัยมณีวัยหัวหงอกคงบ่นอุบอิบในถ้ำมืดมิดของนางยักษ์ว่า ไม่น่าเรียนวิชาปี่เลยตู

การปล่อยชีวิตให้เป็นตัวของตัวเองเต็มร้อย จำเป็นต้องแลกมาด้วยความเสี่ยง เหมือนซื้อหวย ถ้าไม่รวยก็ถูกกินเรียบ

หลายคนจึงไม่กล้าเทขายหุ้นให้โชคชะตากว้านซื้อไปทั้งหมด แล้วปล่อยชีวิตให้เป็นตัวเอง ปราศจากพันธะ ความรับผิดชอบ ความคาดหวังจากคนอื่น

หลายคนจึงวางร่างกายของคนอื่นไว้ในโลงศพของตัวเอง แล้วปล่อยให้คนรอบข้างจัดการทุกเรื่องราวในชีวิตให้ แม้แต่การสวดส่งวิญญาณ

แต่อย่างน้อยที่สุด ศพเหล่านั้นบางศพก็ยังคงมีรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก หรือมิใช่?

การเป็นคนอื่น บางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

ชีวิตคนเราสั้นเกินกว่าจะเป็นคนอื่นก็จริง แต่เช่นเดียวกัน, มันสั้นเกินกว่าที่เราทั้งหลายจะตระหนักรู้ความจริงข้อนี้


วุฒินันท์ ชัยศรี
25/03/2011

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

จดหมายถึงนักเขียนหนุ่ม ฉบับที่ 1

---------------------------------

*หมายเหตุก่อนเขียน เพื่อความเข้าใจตรงกัน

สืบเนื่องจากธนาคาร จันทิมา นักเขียนหนุ่มผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมรุ่นปริญญาโทที่จุฬาฯ และเป็นเพื่อนร่วมเส้นทางการค้นหาความหมายของชีวิตท่ามกลางการเดินทางสั้น ๆ แต่เป็นนิรันดร์บนเส้นบรรทัด ชักชวนข้าพเจ้าให้มาร่วมค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่หลบซ่อนอยู่ระหว่างรอยปริแตกของตัวอักษรที่ไม่อาจส่งผ่านเข้าไปในเรตินาของมนุษย์ผู้คร่ำเคร่งอยู่กับความฉาบฉวยของชีวิต, บางสิ่งบางอย่างที่จะเกิดขึ้นผ่านการเขียนโต้ตอบกัน อาจเป็นพุทธิปัญญา, ความตระหนักรู้, ความเปล่าโหวงของชีวิต, การออกกำลังกายยืดแข้งยืดขาของอักขระ, หรืออาจไม่มีอะไรเลยนอกจากความสิ้นเปลืองของน้ำหมึกและกระดาษ (เมื่อเขียนผ่านโลกไซเบอร์ สิ่งที่สูญเสียก็คือค่าไฟฟ้าและความสึกหรอของอุปกรณ์คณิตกรณ์)

แน่ล่ะ สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของสองเราว่า การละเล่นครั้งนี้อาจจะกระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวให้ตื่นขึ้น หรืออาจเป็นเพียงความเปล่ากลวงไร้สาระในระหว่างที่ชีวิตกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไปสู่อีกหนึ่งวัยที่เราจะต้องกลับมาโอดครวญว่า เราทำบางสิ่งหล่นหายไปขณะที่เดินทาง แม้จะรู้อยู่เต็มอกและพยายามยื้อไว้สุดชีวิต

สุดท้ายนี้ หากมันทำประโยชน์อื่นใดแก่ผู้อื่นได้นอกจากที่กล่าวมา เราจะยินดีอย่างยิ่ง

---------------------------------

1. ที่เก็บเงิน

ธนาคาร น. นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย บริษัทจํากัด หรือ บริษัทมหาชนจํากัด ที่ใช้ชื่อหรือคําแสดงชื่อว่า ธนาคาร ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับเงินและธุรกิจหลักทรัพย์. (ป. ธน + อคาร).

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้คำแปลชื่อของคุณไว้เช่นนั้น

ผมแปลสั้น ๆ ละกันว่า ที่เก็บเงิน

ชื่อจริง ธนาคาร ชื่อเล่น แบงค์ ดูเป็นชายหนุ่มทุนนิยมมาก น่าจะไปได้ดีกับการเรียนเกี่ยวแก่เงิน ๆ ทอง ๆ จบไปแล้วทำงานสถานที่เดียวกับชื่อ

ไม่รู้ว่าเกี่ยวแก่ความคาดหวังของใคร หรือบังเอิญตกฟากโชคงามยามดี คำว่า "ธนาคาร" จึงได้รับเลือกเป็นถ้อยคำแทนตัวของคุณ เอาล่ะ, ผมไม่ถามเรื่องนั้นหรอก เพียงแต่ชื่อของคุณมันชวนให้นึกถึงความจริงข้อหนึ่งที่ว่า ใคร ๆ ก็คงอยากให้ลูกหลานของตนเองเป็น "ที่เก็บเงิน" โตขึ้นจะได้ไม่ลำบาก

ใคร ๆ ก็อยากมีเงิน เพราะเงินคือสิ่งเดียวที่จะบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างมาเติมเต็มชีวิตอันเว้าแหว่งของมนุษย์

ไม่รู้ว่าเจ้าธาตุเงิน, ธาตุที่ผมไม่เคยได้ยินว่าเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ กลับมามีอิทธิพลเหนือชีวิตมนุษย์เมื่อใด, กว่าจะรู้ตัวอีกที เราก็ตกเป็นเหยื่อการดิ้นรนแสวงหามันเสียแล้ว ทั้งด้วยความเต็มใจและไม่เต็มใจ

2. รถยนต์

ตั้งแต่หัดนั่งยันคันถีบบนสองล้อแล้วไม่ล้ม ผมปั่นจักรยานมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ แม้จะโตจนบรรลุนิติภาวะไปสี่ปีแล้ว, แต่งงานโดยไม่ต้องปรึกษาพ่อแม่ได้แล้ว, ปล้ำผู้หญิงเมื่อไหร่ติดคุกแน่แล้ว, แต่สองเท้าผมยังยันคันถีบขึ้น - ลงเพื่อไปถึงที่หมายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ขณะที่เท้าของเพื่อนหลายต่อหลายคน ตอนนี้แช่อยู่ที่คันเร่ง เบรก คลัชท์, ใคร ๆ ก็มีรถยนต์เป็นสมบัติของตัวเอง

เปรียบเทียบย้อนกลับไปสมัยมัธยม, ขณะที่สองมือผมกำแน่นบนแฮนด์ สองมือของเพื่อนก็กำอยู่ที่แฮนด์เช่นกัน แต่เป็นแฮนด์ที่บิดเร่งความเร็วได้, ใคร ๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์

เทียบพัฒนาการของผมกับมนุษย์ปกติทั่วไป

ผม --> ประถม จักรยาน - มัธยม จักรยาน - มหาวิทยาลัย จักรยาน - บรรลุนิติภาวะ จักรยาน

มนุษย์ปกติทั่วไป --> ประถม จักรยาน - มัธยม มอเตอร์ไซค์ - มหาวิทยาลัย มอเตอร์ไซค์ หรือ รถยนต์ - บรรลุนิติภาวะ รถยนต์

อย่างไรก็ดี สำหรับผม, มนุษย์ผู้ไม่สนใจโลกภายนอกเท่าใดนัก จึงไม่คิดจะสนใจเรื่องหยุมหยิมในสายตาตัวเอง แต่บางครั้ง เรื่องหยุมหยิมก็เป็นเรื่องหนักหนาเหลือเกินสำหรับคนข้างบ้าน และอาจจะส่งผลกระทบบางประการต่อครอบครัวผมเอง

วันที่เพิ่งกลับไปงานแต่งงานเพื่อนที่บ้านเกิด ผมกลับไปพร้อมพาหนะสี่ล้อของเพื่อนผู้ล่ำซำคนหนึ่ง รถเก๋งคันงามจอดเทียบหน้าประตูบ้าน คนข้างบ้านดูจะฮือฮาเมื่อเห็นผมเดินลงมาจากรถ นั่นแหละ, ผมเดินลงมา หยิบกระเป๋าจากท้ายรถ โบกมือลาเพื่อน แล้วพาหนะคันงามก็วิ่งหายไป, อาจจะทำให้ใครหลายคนที่คอยติดตามเรื่องชายหนุ่มผู้ไปหมกตัวอยู่กรุงเทพฯ เป็นแรมปีจนได้ดีมีรถเก๋งขับกลับมาผิดหวังไปบ้าง

ผม ครอบครัว และคนข้างบ้าน มานั่งคุยกันสนุก ๆ หลังจากที่ผมไม่ได้กลับบ้านมานาน หนึ่งในคำถามที่ไถ่ถามกันก็คงไม่พ้นรถคันงามที่มาส่งถึงบ้าน ตบท้ายด้วยคำถามเชิงหยอกเอินว่า เมื่อไหร่ผมจะซื้อรถกับเขาบ้างล่ะ ผมได้แต่ยิ้มไม่ตอบคำ พร้อมกับจ้องมองเข้าไปในแววตาของคนพูดอย่างเดาความคิดไม่ออก

จนกว่ามนุษย์เราจะหลุดพ้นจากการหมุนเหวี่ยงไปมาของโลก นั่นแหละเราจึงจะทำตามใจตัวเองได้อย่างแท้จริง

รุ่นน้องคนหนึ่งกล่าวกับผมอย่างติดตลกว่า

"ชีวิตก็แบบนี้แหละ รีบเรียนให้จบ หางาน ทำงาน หาเงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ เพื่อเอาใจคนข้างบ้าน"

ผมหัวเราะขื่น ๆ เมื่อตระหนักรู้ความเป็นไปของโลกอันแสนปวดร้าวจากคำพูดทีเล่นทีจริง

3. เกม

บางครั้งผมมองเด็ก ๆ เล่นเกมพ่อ แม่ ลูก หรือเกมเปิดร้านอาหารอย่างขบขัน

อาหารชื่อหรูหรารึก็มีแต่ดินกับหิน บางครั้งกรอกน้ำใส่จนเหลวเป๋วเป็นขี้โคลน เงินที่เอามาแลกนั้นเล่าก็เพียงใบไม้ที่ใครจะปลิดออกมาจากต้นไม้เท่าไหร่ก็ได้ แบบนี้จะชี้วัดอย่างไรว่าใครรวย ใครจน เพราะถ้าใครอยากได้อะไร ก็แค่ไปปลิดใบไม้ เผลอ ๆ คนทำอาหารขี้เกียจ ก็ไปปลิดใบไม้มา มีเงินใช้สบายแฮ

ด้วยสายตาเดียวกัน ผมมองผู้ใหญ่อย่างครุ่นคำนึง

บางทีโลกใบนี้ก็เหมือนเกมที่เด็ก ๆ เล่น เงินที่ใคร ๆ ปรารถนาจะมี ก็ทำมาจากกระดาษ สืบค้นต้นตอลงไปก็ทำมาจากไม้ สิ่งที่พวกเขาซื้อขายกันนั้นก็ล้วนทำมาจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ประกอบกันในสัดส่วนที่แตกต่างกันเท่านั้น คอนโดห้องเล็ก ๆ ราคาหลายล้านนั้นเล่าก็มาจากอิฐ ปูน ต้นตอก็คือหินจากภูเขา รถยนต์สุดหรูนั่นก็มาจากเหล็ก อาหารหรูหราโอชะก็มาจากดินและน้ำที่ทำให้เกิดพืช สัตว์ ฯลฯ

แท้ที่จริงแล้ว เราทุกคนกำลังเล่นเกมของเด็ก ๆ

ต่างกันแค่กรรมวิธีและกติกาที่ซับซ้อนขึ้น

ต่างกันที่เด็กเล่นกันด้วยเสียงหัวเราะ ไม่มีคนแพ้ชนะ จบเกมก็โยนใบไม้และดินหินทิ้งทั้งหมด ส่วนผู้ใหญ่ดิ้นรนสุดชีวิต ทนทุกข์ทรมาน ยอมสูญเสียน้ำตาหรือแม้กระทั่งสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเช่นมิตรภาพและความรัก เพียงเพื่อเอาชนะคนอื่น มีมากกว่าคนอื่น แม้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก็ยังกอดกำใบไม้และหินดินแนบแน่นในอก

แต่ผมจะสมเพชพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อหันกลับมามองตัวเอง ผมไม่พบว่าจะมีอะไรแตกต่างจากพวกเขา

บางครั้ง เกมอันไร้สาระนี้ เด็กเองก็รู้ว่าเล่นไปก็ไม่มีค่าอันใดนอกจากความสนุกสนานชั่วครู่ชั่วคราว ส่วนเราก็เล่นไปโดยที่รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีค่าอันใดนอกจากความทุกข์ทรมานและหยดน้ำตา, แต่เราทั้งหลายก็ยังคงเล่นมันต่อไปเรื่อย ๆ

บางครั้ง การมองด้วยสายตาเท่าทัน ก็ไม่ได้ทำให้อะไรบนโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปแม้แต่นิดเดียว

วุฒินันท์ ชัยศรี
24/03/2011

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554

ไม่ดีพอ

๏ ก็พอรู้, ว่าฉันมันไร้ค่า
คงไม่อยากเสียเวลากับฉัน
ใช้ข้ออ้างนับร้อยคอยบอกกัน
เพื่อให้ความสัมพันธ์สะบั้นลง

๏ เมื่อไม่ใช่, ก็บอกสิว่าไม่ใช่
เสร็จแล้วก็ขับไล่ไสส่ง
ฉันคนตรง, จึงชอบฟังคำตรงตรง
อย่าชักใบให้เรือหลงไม่ตรงประเด็น

๏ ฉันมันไม่ดีอย่างใครเขา
เพียงมือเปล่ากับหัวใจไม่ดีเด่น
ก็นี่แหละ, ที่ฉันเป็น-เช่นฉันเป็น
ถ้าเธอเห็นว่ามันแย่-แค่บอกมา

๏ ว่ารักไม่ได้-ไม่ดีพอ
ก็แค่นี้, อย่ารีรอ-บอกต่อหน้า
ฯลฯ อจิรวดี, สรภู, ยมุนา ฯลฯ
ชักแม่น้ำทั้งห้ามาเพื่ออะไร

๏ ขอโทษนะกับคำรักที่เคยพร่ำ
เพิ่งรู้ว่ามันต่ำเกินทนไหว
ไม่มีค่า, แม้น้ำตาที่เสียไป
แค่ความรักที่จริงใจคงไม่พอ
.....
ขอเก็บคืนทั้งคำรักและหัวใจ
หวังว่าเธอจะพบใครที่ดีพอ ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๗/๐๓/๒๕๕๔

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

คนไกล

๏ คนที่คอยมองหากลับไม่เห็น
ส่วนคนที่มองเห็นไม่ได้หา
ทั้งที่เคยคุ้นใจเคยใกล้ตา
พอเวลาห่างลับกลับหายไป

๏ เมื่อคนที่เคยใช่ไกลอ้อมกอด
ส่วนคนใกล้ในอ้อมกอดกลับไม่ใช่
กอดเคยอุ่นจึงอ้างว้างห่างไกล
และหักห้ามหัวใจไม่ได้เลย

๏ ใจหนอใจ...
เหตุไฉนเป็นเช่นนี้นะอกเอ๋ย
เฝ้าคิดถึงคนเคยคุ้นที่คุ้นเคย
คนที่เขาเฉยเมยมาแสนนาน

๏ ทั้งที่มีคนเห็นค่ามามอบรัก
ใจที่เคยเหนื่อยหนักชาด้าน
จึงกลับฟื้นคืนจากความทรมาน
ยังอาจหาญมาหาญหักทิ้งรักไป

๏ กอดคนใกล้ใกล้ไว้อย่างนั้น
แต่ยังแอบคิดฝันหวั่นไหว
บอกคนหนึ่งว่าคิดถึงหมดทั้งใจ
กลับพร่ำเพ้อถึงคนไกล-ใครอีกคน ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๘/๐๓/๒๕๕๔

วันพุธที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

หนุ่มอักษร, นอนตื่นสาย, ร่ายแคนโต้ (๓)

(๑๑)

เราต้องการความว่างเปล่า
มาเติมเต็ม
ชีวิตที่แสนอึดอัด

๐๓/๐๒/๒๕๕๔

(๑๒)

ฉันขอสารภาพจากใจว่า
ฉันรักเธอ
เด็กเลี้ยงแกะพูดเป็นครั้งที่สี่

๑๐/๐๒/๒๕๕๔

(๑๓)

เสียงขู่ฟ่อ ฟ่อ
คือคำว่ารัก
ในวันที่ฉันกลายร่างเป็นอสรพิษร้าย

๑๓/๐๒/๒๕๕๔

(๑๔)

กุหลาบยอมหยุดเติบโต
เพื่อให้ความรัก
เติบโต

๑๔/๐๒/๒๕๕๔

(๑๕)

เกือบลืมว่าเคยรัก
เกือบลืมว่ายังรัก
ล้วนเจ็บปวด

๒๓/๐๒/๒๕๕๔


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"

โศกนาฏกรรมของนักรบพระเจ้าบนเขากระโจม

1.

ตีห้ากว่า ๆ ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผมยืนอยู่บนยอดเขากระโจม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เหตุผลก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ รอชมพระอาทิตย์ขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมง เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวอีกหลายสิบชีวิต บ้างก็เพิ่งจะขึ้นมา บ้างก็ตั้งเต้นท์นอนรอตั้งแต่เมื่อคืน บรรยากาศของเขากระโจมในขณะนี้ดูครึกครื้น จนผมลืมไปว่าที่ที่ผมยืนอยู่นี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน...

เป็นเส้นทางลำเลียงไม้จากฝั่งพม่า ทั้งที่ผิดกฎหมายและถูกกฏหมาย

เป็นเขตชายแดนอันตรายที่เกิดการปะทะระหว่าง ตชด. ไทยและพม่าหลายครั้ง

เป็นหลุมศพของ ตชด. สิบกว่าชีวิต ในการผลักดันชนกลุ่มน้อยออกไปจากยอดเขาแห่งนี้

เป็นฐานที่มั่นสำคัญ และเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของกองกำลังกระเหรี่ยง ชนกลุ่มน้อยที่ถูกผลักดันจากดินแดนนักรบอย่างพม่าซึ่งมีอยู่มากมายหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่ชาวไทยรู้จักกันดีอย่าง "นักรบของพระเจ้า" หริอ ก็อดอาร์มี่ (God's Army)

กลุ่มนักรบที่เพื่อนสาวคนหนึ่งของข้าพเจ้านำไปต่อท้ายไว้ในคำขวัญของจังหวัดราชบุรีว่า "คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี ก็อดอาร์มี่บุกโรง'บาล" จากเหตุการณ์ที่พวกเขาบุกยึดโรงพยาบาลราชบุรีในปี 2543

ตีห้ากว่า ๆ ผมยืนอยู่บนยอดเขากระโจม เพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ

ไม่แน่ว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน นักรบของพระเจ้าอาจกำลังยืนอยู่ตรงที่เดียวกับผม แต่เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นเช่นเดียวกับผมหรือไม่ ผมไม่อาจรู้ได้

2.

ประเทศพม่าเป็นชาติแห่งนักรบมาแต่บรรพกาล การรวมประเทศของพม่าจึงเป็นไปในลักษณะโจมตีเอาพื้นที่ของชนกลุ่มอื่นเป็นเมืองขึ้น ภายหลังความคิดแบบรัฐชาติจึงค่อยเข้ามาพร้อมกับการล่าอาณานิคม การจากไปของประเทศอังกฤษจึงทิ้งรอยแตกร้าวรอยใหญ่ไว้กับประเทศพม่า การพยายามรวมชาติโดยที่คนในชาติไม่มีสำนึกร่วม จึงทำให้การปกครองเป็นไปในลักษณะรัฐทหารใช้กำลังในการปกครอง ส่งผลให้ประชาชนแตกแยกออกเป็นชนกลุ่มน้อยมากมาย โดยเฉพาะชาวกระเหรี่ยงซึ่งเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของทหารพม่า เพราะเคยทำหน้าที่นายพรานนำทางทหารอังกฤษมาตีกองทัพพม่า ทำให้พวกเขาถูกทหารพม่าโจมตีหนักที่สุด นำมาสู่การรวมกลุ่มของชาวกระเหรี่ยงและการแตกแยกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยตามกระแสประวัติศาสตร์

ก็อดอาร์มี่เป็นหนึ่งในนั้น

ก็อดอาร์มี่เป็นกระเหรี่ยงอิสระที่แยกตัวออกมาจากกองทัพกระเหรี่ยงกู้ชาติ (Karen National Union - KNU) มีกำลังประมาณ 200 คน พวกเขามีผู้นำเป็นเด็กอายุเพียง 12 ปี (ในปี 2543) คือ ลูเซอร์ กับ จอห์นนี่ ฝาแฝดลิ้นดำที่สร้างชื่อจากการรบชนะทหารพม่าหลายครั้ง จนกองทหารที่ติดตามพวกเขาทั้งสองคนเชื่อว่า พระเจ้าได้ให้พลังแก่เด็กแฝดและทหารทุกนายในบังคับบัญชาเพื่อต่อสู้กับศัตรู จึงเป็นที่มาของชื่อ "นักรบของพระเจ้า" หรือก็อดอาร์มี่

3.

นับเวลามาจนถึงปัจจุบัน ตอนนี้สองฝาแฝดคงจะอายุไล่เลี่ยกับผม คือ 23 ปี

ก่อนหน้านี้สิบปี ผมยังเตะบอลลั้นลากับเพื่อนอยู่ที่บ้าน ฤาจะรู้ร้อนหนาวกับเหตุการณ์บ้านเมือง ความคิดของผมไม่มีอะไรมากไปกว่าหาความสนุกไปวัน ๆ

แล้วก่อนหน้านี้สิบปี ความคิดของฝาแฝดอายุ 12 ปี และนักรบพระเจ้าคนอื่นเป็นอย่างไร เหตุใดจึงตัดสินใจอุกอาจบุกเข้ายึดโรงพยาบาล ทั้งที่มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะถูกเด็ดหัวเรียบจากหน่วยรบฝีมือฉกาจของไทย

พี่กวาง ไกด์หนุ่มของเราเล่าว่า สาเหตุหนึ่งที่ก็อดอาร์มี่ตัดสินใจบุกยึดโรงพยาบาล เป็นเพราะพวกเขาขาดเวชภัณฑ์ในการรักษากลุ่มทหารที่บาดเจ็บจากการปะทะกับทหารพม่า

เพราะห่วงใยเพื่อนร่วมสมรภูมิในป่า จึงตัดสินใจเอาตัวเข้าไปเสี่ยงสมรภูมิในเมือง

แต่ไม่ใช่ว่าคิดปุ๊บจะบุกยึดโรงพยาบาลปั๊บ - นักรบของพระเจ้าได้พยายามอย่างยิ่งแล้วที่จะเสาะหาเวชภัณฑ์จากที่อื่น เช่น สถานีอนามัย สถานพยาบาลท้องถิ่น แต่ไม่มีใครกล้าช่วยเหลือนักรบพระเจ้าผู้ไร้สัญชาติไม่ว่าจะเป็นสัญชาติไทยหรือพม่า

ผมไม่คิดกล่าวโทษใคร เพราะหากเป็นผม ผมเองก็คงไม่กล้ายื่นมือเข้าช่วย เนื่องจากในขณะนั้นปัญหาการปะทะกันของทหารพม่าและชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดนเป็นเรื่องที่ทหารและประชาชนไทยวางตัวลำบาก เรื่องนี้ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะมากล่าวหาว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไร้มนุษยธรรม

ประกอบกับความไม่พอใจที่ทหารไทยให้ความช่วยเหลือทหารพม่าชิงตัวประกันในเหตุการณ์ก็อดอาร์มี่บุกยึดสถานทูตพม่าประจำประเทศไทยในปีก่อนทำให้พวกเขาทำใจลำบากที่จะเชื่อถือหรือรับความช่วยเหลือจากทหารไทยอีก

เมื่อสิ้นหนทางเหมือนหมาจนตรอก จากเรื่องราวเล็ก ๆ อย่างการขอเวชภัณฑ์จึงนำมาสู่การก่อการครั้งใหญ่ แน่นอนว่าตามด้วยเงื่อนไขหลายข้อเพื่อให้พวกเขาอยู่รอดต่อไป ซึ่งทางการไทยไม่สามารถยอมรับได้

และการก่อการครั้งใหญ่ ก็นำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ของนักรบพระเจ้า เมื่อก็อดอาร์มี่ที่บุกยึดโรงพยาบาลทั้งสิบคนถูกหน่วยคอมมานโดของไทยปลิดชีพทั้งหมด

4.

16 มกราคม 2544 สองแฝดลิ้นดำพร้อมลูกน้องเข้ามอบตัวต่อทางการไทย ปิดฉากนักรบของพระเจ้าในดินแดนไทยลง

สิบปีต่อมา ผมยืนอยู่บนยอดเขากระโจม สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พำนักของนักรบพระเจ้า มาวันนี้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้คนมาเที่ยวชม เฝ้ารอเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นเพื่อดื่มด่ำกับความสวยงามยามอรุณรุ่ง

สงครามไม่ใช่เรื่องที่น่าอภิรมย์ การก่อการร้ายก็ไม่ใช่เรื่องสนุกสนาน ผมลองคิดเล่น ๆ ว่า หากพวกเขาได้รับเวชภัณฑ์พอรักษาเพื่อนร่วมสมรภูมิได้ เหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลอาจไม่เกิดขึ้น ลองนึกย้อนกลับไปนานกว่านั้น หากรัฐบาลทหารของพม่ายอมผ่อนปรนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็ย่อมไม่มีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยที่เรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มี KNU ไม่มีก็อดอาร์มี่คอยเป็นเสี้ยนหนาม

การประนีประนอมย่อมทำให้ไม่เกิดสงคราม เมื่อไม่มีสงครามก็ไม่มีโศกนาฏกรรม แต่โลกเบี้ยว ๆ ใบนี้ก็มีคนอยู่หลายจำพวก บางจำพวกก็ไม่อยากประนีประนอมกับใคร เช่นรัฐบาลทหารพม่า หรือม็อบบางสีที่ร้องแรกแหกกระเชอหาสงครามอยู่ไม่ขาดปาก

หกโมงกว่า ๆ ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ผมยืนอยู่บนยอดเขากระโจม พระอาทิตย์กำลังทอแสงสวยงาม นักท่องเที่ยวหลายสิบคนพากันลั่นชัตเตอร์เสียงระงมเพื่อเก็บภาพความทรงจำอันแสนประทับใจนี้ไว้

สิบกว่าปีก่อน เสียงปืนจากการปะทะกันของทหารพม่าและนักรบพระเจ้า อาจจะกำลังดังระงมเหมือนเสียงชัตเตอร์ในขณะนี้

ผมได้แต่สงสัยว่า ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น สองแฝดลิ้นดำได้ชมความงามของอรุณรุ่งเหมือนอย่างที่ผมกำลังชมอยู่ในตอนนี้หรือเปล่า


วุฒินันท์ ชัยศรี
๒๓/๐๒/๒๕๕๔

ไม่อาจรัก

๏ ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไร
แต่โปรดอย่าคิดไกลไปกว่านี้
เธอมีคนเคียงคู่, เธอรู้ดี
โปรดอย่าย่ำยีหัวใจใคร

๏ สำหรับอ้อมแขนแสนอบอุ่น
และคำรักหวานละมุนที่มอบให้
ฉันซาบซึ้ง, และขอตอบว่าขอบใจ
แต่อย่าเกินเลยไปกว่านี้เลย

๏ โปรดรักษาระยะห่างระหว่างเรา
ให้ไกลห่างอย่างวันเก่าเถิดใจเอ๋ย
อย่ามอบความเคยคุ้นกว่าคุ้นเคย
อย่าเฉลยความในใจในแววตา

๏ เส้นปมสัมพันธ์ผิดทาง
โปรดเก็บซ่อนให้ไกลห่างความห่วงหา
หักห้ามใจไม่รื้อฟื้นมันขึ้นมา
ให้เวลาช่วยฝังกลบลบเลือนลง

๏ หากความรักทำลายใคร, มิใช่รัก
เถิดแน่นหนักในหัวใจไม่ลุ่มหลง
รีบดับไฟปรารถนาพาพะวง
และซื่อตรงต่อหัวใจไร้ราคี

๏ ไม่ว่าเธอคิดอะไรกับฉัน
ขอให้มันจบลงตรงนี้
ต้องรักษาระยะห่าง, ต่างรู้ดี
อย่าย่ำยีหัวใจใครเลย ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๒๓/๐๒/๒๕๕๔

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กวีสาวแว่นสุดยอด!!

1.

มีเหตุผลอยู่ 2 ประการที่ผมไม่อยากจีบกวีสาวมาเป็นแฟน

(1.) กวีสาว หรือที่คุณเพ็ญ ภัคตะ มอบคำเรียกขานอันแสนไพเราะเพราะพริ้งไว้ว่า "กวิณี" ในความหมายอันเคร่งครัดของผมเอง คือกวีที่มีเพศสภาพเป็นหญิง โดยจะมีเพศสภาวะอย่างไรก็แล้วแต่  ไม่นับรวมกวีเพศชายที่มีเพศสภาวะเป็นหญิงแต่อย่างใด เท่าที่ผมรู้จักนั้นมีอยู่น้อยเมื่อเทียบกับกวีหนุ่มที่ผมรู้จัก ปริมาณของกวีสาวที่มีน้อยเช่นนี้จึงทำให้ผมรู้สึกเทิดทูนกวีสาวประหนึ่งเป็นเพชรยอดมงกุฎทศกัณฐ์ และเต็มใจจะยกเธอไว้น้อมก้มประนมกรกราบวันละสามเวลาหลังอาหาร บวกเช้าและก่อนนอนมากกว่าจะจับจองถือครองเป็นสมบัติส่วนตัว

(2.) แม้ผมจะยังไม่อาจเรียกตัวเองว่ากวี หรือแม้แต่เฉียดใกล้สภาวะของกวี เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็คือเป็นได้แค่ไส้ติ่งของกวี ("หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย" สำทับไล่หลังมาว่า- อย่างแกก็ทำได้แค่เขียนกลอนด่าคนอื่นไปวัน ๆ ล่ะว้า) แต่ในแง่ของคำเปรียบเปรยที่ว่า "กวีไส้แห้ง" (ในความหมายที่แฝงนัยถึงปริมาณเงินในกระเป๋า มิใช่หุ่นทรงองค์เอว) นั้นผมรับมาเต็ม ๆ ครั้นจะเปิดรับกวีสาวเข้ามาร่วมสำมะโนครัว ก็เกรงว่าอัตราความไส้แห้งของครัวเรือนจะทบทวีไปมากกว่านี้

เหตุนี้เอง ไส้ติ่งกวีกระเป๋าตังค์แห้งหย็องกรอด ผู้ไม่เคยเข้าถึงสภาวะทิพย์ และไม่อาจอิ่มทิพย์อย่างผมจึงต้องซ่อนเร้นความรู้สึกส่วนลึกในจิตใจให้ไกลห่างกวีสาวให้มากที่สุด และผันตัวเองไปเกาะ... เอ่อ พึ่งใบบุญหญิงสาวที่ปรารถนาจะบำเพ็ญทานบารมีเยี่ยงพระเวสสันดรได้รับผมไปอุปการะเป็นสวนบุญเล็ก ๆ พอเป็นกระษัยเหมือนพืชผักสวนครัวรั้วกินได้ เผื่อว่าวันหนึ่งผมจะจับพลัดจับผลูได้เฉียดกรายสภาวะของกวีบ้าง

แต่แล้วเหตุผลทุกข้อ คติประจำใจทุกอย่าง วันนี้กลับมลายหายไปเมื่อผมได้พบกับ "กวีสาวแว่นสุดยอด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!" (อนุญาตให้ใส่เครื่องหมายอัศเจรีย์ซ้ำได้อีกเท่าที่ท่านต้องการ)

2.

หากเธอตัดสินคนจากการพบกันครั้งแรก ผมก็คงเป็นแค่ไอ้หนุ่มอ้วนเงื่องหงอยและบ้าการ์ตูนคนหนึ่งในห้อง Mind Room ของ TK park เพราะผมปรากฏตัวในฉากที่รายล้อมด้วยการ์ตูนวางอยู่เต็มที่นั่ง ในมือกำลังนั่งอ่าน Bakuman เล่ม 6 อย่างเนือย ๆ ส่วนหน้าตาที่ดูเงื่องหงอยเป็นเพราะเมื่อคืนวันก่อนใช้พลังแช่งหงส์ให้ตกรอบยูโรป้ามากเกินไปจนหลับไม่ลง 55

อันที่จริงผมก็พกอะไรที่ดูวิชาการอย่างชีทเรื่องชาดกไว้ในกระเป๋า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาวะแวดล้อม อาทิ การรอเขียนงานโดยไม่มีเป้าหมายเวลาชัดเจน ประกอบกับการไม่ได้พักผ่อนมาทั้งคืน ครั้นจะฝืนอ่านชาดกก็คงสัปหงกดูไม่งาม แต่หากจะหลบไปงีบบนออฟฟิศ TK นอกจากพี่ ๆ จะเฉดหัวลงมาที่เดิมแล้ว ยังอาจจะพลาดงานที่ต้องรับผิดชอบในวันนี้อีกต่างหาก ดังนั้นเพื่อไม่ให้หลับ และไม่ต้องรอคอยอย่างสูญเปล่า เลยตัดสินใจว่า เอาวะ อย่างน้อยก็อ่านการ์ตูนละกัน เผื่อได้พล็อตเรื่องดี ๆ ไปเขียนเรื่องสั้นบ้าง

แวบเดียวที่เราสบตา เธอก็เฉไฉสายตาไปทางอื่น

กลับมามองผ่านสายตาผม, หากผมตัดสินคนจากการพบกันครั้งแรก ผมไม่รู้ว่าเธอเป็นกวีสาว รู้แค่เธอเป็นสาวแว่นสุดยอด, ขี้อาย, เก็บตัวพอสมควร สองข้อนี้ผมเดาจากลักษณะการกอดสมุด แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เธอจะต้องเป็นคน "มีของ" อย่างแน่นอน ดูไม่ยากเลยในเมื่อแววตาเธอแฝงด้วยความเชื่อมั่นตัวเองจนผมสัมผัสได้ไม่ยาก คงเป็นคนประเภทดื้อเงียบ มั่นใจตัวเองแต่ก็ไม่ชอบเถียงกับใคร ผมอยากจะพิจารณาเธอให้นานกว่านี้ แต่เพื่อรักษามารยาทที่ดีในการพบกันครั้งแรก ในเมื่อเธออุตส่าห์เฉไฉสายตาไปทางอื่น ผมจะส่งสายตาหื่นต่อไปก็คงไม่งาม เราจึงหยุดการทักทายกันด้วยสายตาไว้เพียงเท่านั้น

แล้วเธอก็หายไปจากสายตาผม ส่วนผมนั้นคงหายไปจากสายตาเธอนานแล้ว

กลับมาสนใจการ์ตูนเพียงครู่เดียว ใจผมก็ไขว้เขวไปหาเธอในทันใด หันมองข้างตัวอีกที เธอไม่ปรากฏแม้เพียงปลายเล็บนิ้วก้อยให้ผมเห็น ผมหมุนตัวเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมอง เห็นกระเป๋าเธอวางอยู่แวบ ๆ และขาเหยียดยาว- เธอนั่งพิงเสาต้นเดียวกับที่ผมนั่งพิงอยู่

ลองแพนกล้องออกมุมกว้าง -หากไม่มีเสาต้นนั้นกั้น เราก็นั่งพิงหลังกันอยู่

3.

ผมก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเธอเป็นกวี

ทุกสิ่งที่ผมรู้ในนาทีนี้คือ เธอเป็นสาวแว่นสุดยอด, ขี้อาย, เก็บตัวพอสมควร, มีของ แต่ไม่รู้ว่าของนั้นคืออะไร, และเรานั่งพิงกันโดยมีเสากั้นอยู่

จนถึงเวลาที่กิจกรรมบนเวทีเริ่มขึ้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ผมต้องออกไปทำงาน นั่นแหละผมถึงได้รู้

เก็บการ์ตูน เช็คของในกระเป๋า ลุกขึ้น เดินออกไปจากห้อง Mind Room และอาศัยจังหวะเลี้ยวเพื่อแอบมองเธอก่อนไปแบบเนียน ๆ และไม่ให้เธอรู้สึกว่า ผมหื่นเกินไป (ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งที่เธอรู้สึกอาจจะน้อยเกินไป?)

น่าเสียดายที่กว่าจะถึงจังหวะเลี้ยว เราอยู่ไกลกันเกินไป สิ่งที่ผมเห็นจึงเป็นเพียงภาพไกล ๆ และนาทีนี้ไม่มีใครช่วยซูมกล้องเหมือนในหนัง

สมุดบันทึกเล่มเล็ก ๆ จดข้อความแบ่งวรรคอย่างเป็นระเบียบ การแบ่งวรรคตอนเรียงกันลงมาไม่น่าจะเป็นการเขียนเรียงความ น่าเสียดายที่ผมไม่เห็นถึงขนาดว่าเธอเขียนอะไร กลอนสุภาพ? กาพย์ยานี? กลอนเปล่า?

พื้นที่ว่างในหน้ากระดาษ เธอกำลังเขียนภาพประกอบเล็ก ๆ

นี่มัน... กวีสาวแว่นสุดยอด!!

"กอล์ฟ งานเริ่มแล้วจ้า"

เสียงพี่เจ้าของกิจกรรมเร่งอยู่ที่ประตู หากเธออยู่จนถึงงานจบ ผมอาจจะมีโอกาสได้คุยกับเธอบ้าง แต่ลางสังหรณ์เยาะเย้ยผมว่า "แกมีวาสนาแค่นี้แหละ"

4.

เธอหายไปไหนใครจะรู้ เพราะไม่มีใครมัดเธอไว้กับเสา จิตวิญญาณของกวีณีย่อมเป็นอิสระ พร้อมจะลิ่วโลดไปทั่วจักรวาล จิตวิญญาณผมก็เป็นอิสระเช่นกัน แต่ร่างกายผมมันดันมีพันธะให้วิ่งหัวปั่นกว่างานจะจบ

ห้อง Mind Room ในยามเย็นว่างเปล่า จิตวิญญาณคงสั่งให้ร่างกายเธอไปหาสถานที่เงียบสงัดเพื่อบ่มเพาะบทกวีให้งดงามกว่านี้ หรือไม่เช่นนั้นก็สั่งให้เธอไปเดินดูสินค้าทุนนิยมสามานย์เพื่อมาเขียนต่อต้านเป็นบทกวี หรือไม่เช่นนั้นก็ไปเดินดูเสื้อผ้าสวย ๆ ที่แพลตตินั่มตามประสาหญิงสาวธรรมดา

กวีสาว หาได้ยากยิ่ง กวีสาวแว่นสุดยอด ยิ่งหาได้ยาก ฤาเราจะได้พบกันเพียงเพื่อพรากจาก นี่อาจเป็นตำนานการผ่านพบไม่ผูกพันของ (ไส้ติ่ง) กวีหนุ่ม และกวีสาวแว่นสุดยอด หรืออาจเป็นแค่ภาพเลือนรางของน้ำค้างในพลบค่ำ

เธอหายไปไหนใครจะรู้ เพราะจิตวิญญาณของกวีณีย่อมเป็นอิสระ พร้อมจะลิ่วโลดไปทั่วจักรวาล ผมได้แต่หวังว่า สักวันผมจะได้เป็นกวีกับเขาบ้าง จะได้ออกเดินทางไปทั่วจักรวาล เผื่อว่าสักวันจิตวิญญาณกวีของสองเราอาจจะบังเอิญได้พบกันในซอกมุมใดซอกมุมหนึ่งของทางช้างเผือก

เฉกเช่นเดียวกับที่เราได้พบกันในวันนี้


๑๘/๐๒/๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ที่เดิม

๏ แล้วเราก็กลับไปที่เดิม
วันแรกที่เราเริ่มรู้จัก
วันที่เธอยิ้มอายก่อนทายทัก
และวันแรกที่เผลอรักหมดใจ

๏ วันที่มองห่างห่างอยู่อย่างนั้น
วันที่แค่คิดฝันก็หวั่นไหว
วันที่มองฟ้ากว้างไกลแสนไกล
กลับเห็นรอยยิ้มใครอยู่ใกล้ตา

๏ ไม่เคยคิดว่าจะรู้จัก
ทำได้แค่แอบรักและหลบหน้า
แต่แล้วพรหมลิขิตก็ขีดมา
เพื่อนำพาให้รู้จักและรักกัน

๏ แม้วันนี้จะเหลือแค่ความอ้างว้าง
แม้ทุกอย่างจางหายคล้ายภาพฝัน
แต่เธอก็จะเป็นคนสำคัญ
อยู่ในใจฉันตลอดไป

๏ แล้วฉันก็กลับมาที่เดิม
กลับมาเริ่มเรียนรู้รักครั้งใหม่
กลับมาลบล้างรอยแผลใจ
และกลับมาร้องไห้... เพียงลำพัง ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๑๔/๐๒/๒๕๕๔

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องของคนรักชาติ

๏ ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร
ความผิดของความผิดคือถูกต้อง
ใครจะสนความชอบธรรมตามทำนอง
มันต้องไหลตามครรลองของการเมือง

๏ ผลประโยชน์เมื่อสุกงอมก็พูดง่าย
ไม่สนหรอกจะขวาซ้ายหรือแดงเหลือง
น้ำลายเคยพ่นไปก็เปล่าเปลือง
ลืมคนเคยขุ่นเคือง, เรื่องชิว-ชิว

๏ ใครจะรบก็รบไปใครจะสน
ตายล้านคนก็ยิ่งดีเรื่องขี้ประติ๋ว
ระเบิดลงคนร่ำไห้ไปตามคิว
(แค่อย่าปลิวลงบ้านฉันแค่นั้นพอ)

๏ แล้วสงครามก็เริ่มตามการกำกับ
หลังรับทรัพย์เข้ากระเป๋าเอาละพ่อ
เอ้าพี่น้องรวมพลังอย่ารั้งรอ
อย่าเพิ่งท้อแม้ไทยตายไปหลายคน

๏ ถึงใครจะไร้บ้านก็ช่างมัน
ใครจะนอนหนาวสั่นก็อย่าสน
เสียดินแดนมันเจ็บนะใครจะทน
เรามันคนรักชาติ (ปาดน้ำลาย)

๏ รวมพลังกู้ชาติไทย (ยังไม่ล่ม)
มาร่วมจมนาวาไทยให้ฉิบหาย
เผื่อฟลุกมีเก้าอี้ว่างนั่งสบาย
แร้งกระหายในอำนาจปราดเข้าทึ้ง

๏ เอ้า! ได้ทีก็ขอเชิญเดินเกมรุก
ถ้าหมดมุกก็ถอยไปใจไม่ถึง
(แต่อย่าเผลอพลาดมาเชียวนะมึง
เดี๋ยวรถถังจะทะลึ่งมายึดเมือง!) ๚ะ๛


วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๘/๐๒/๒๕๕๔

วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

แด่... ยอดดรุณี (๒)

๏ งามราวกับเจ้าหญิง
เจ้างามยิ่งทุกสิ่งงาม
ดวงใจจึงไหววาม
ในความหวานของแววตา

๏ รอยยิ้มราวแรกแย้ม
แตะแต้มเล่ห์สิเหน่หา
ใจเอยเคยเฉยชา
กลับร้อนจิตด้วยพิษรัก

๏ งามผ่องพิสุทธิ์ใส
พิสุทธิ์ใจได้ประจักษ์
ผิวน้ำนมนุ่มเนียนนัก
ซ้ำพ่ายพักตร์เมื่อเพ่งพิศ

๏ หัวใจจึงไหวอ่อน
เมื่อรักร้อนรัญจวนจิต
ซึมลึกและออกฤทธิ์
ถูกพิษดิ้นระด่าวใจ

๏ หรือเธอคือนางฟ้า
หล่นลงมาจากฟ้าใด
หรือมุ่งมาแกล้งให้
เหล่าเม็ดดินได้ชื่นชม

๏ เพื่อดินจะได้ร้อน
ใจไหวรอนทนทุกข์ระทม
แม้ทราบไม่ควรสม
กลับยากถอนซึ่งศรรัก

๏ นางฟ้านะนางฟ้า
ใยลงมาลงทัณฑ์หนัก
ดินทนทุกข์ใจนัก
เฝ้าครวญคร่ำรำพันรำพึง

๏ ฝากรักถึงนางฟ้า
แม้รู้ว่าจะไม่ถึง
ดวงใจไหวคะนึง
ถึงนางฟ้ากว่าสิ้นลม ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๘/๐๒/๒๕๕๔

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วันนี้ "ผี" และ "ผม" จมลงหลุม!


๏ ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน
ลูกบอลลูกกลมกลมก็กลมกลิ้ง
จะนำอยู่กี่ลูกก็ถูกยิง
แล้วความจริงก็ไล่ล่าจนปราชัย

๏ ดูซิ! สถิติหรูผู้ไร้พ่าย
แล้วก็แพ้ง่ายง่ายฉิบหายไหม
เปลี่ยนสโคลล์ลงคุมเกมยังห่างไกล
แล้วทีมบ๊วยก็ดีใจได้ล้มแชมป์!

๏ (มันอะไรกันนักหนานะวันนี้
ปืนนำตั้งสี่แค่แบ่งแต้ม)
พรุ่งนี้คงไม่พ้นโดนเหน็บแนม
"อุ้ย ทีมแชมป์ แพ้ทีมบ๊วย เล่นห่วยจัง"

๏ ไอ้เรื่องเหน็บให้เจ็บท้อพอทนได้
ถึงทีใครก็ทีใครดีใจมั่ง
แต่ที่ทนไม่ไหวมัน "หลายตังค์"
เกจิดังเซียนบอลเด็ดเสร็จทุกราย

๏ หมดตูดถึงหูรูดสะอาดเรี่ยม
เจ้าหนี้ทวงยังทำเหนียมไม่ยอมจ่าย
กระเป๋าตังค์ช่างปลอดโปร่งโล่งสบาย
เงินบินหายลาลับไม่กลับมา

๏ ผีแดงถูกหมาป่าถองเป็นของหวาน
เจ้าของโต๊ะก็หน้าบานกันถ้วนหน้า
ส่วนฉันเหลือแต่ตัวกับน้ำตา
หยิบมาม่ามาต้มกินจนสิ้นเดือน ๚ะ๛


๐๖/๐๒/๒๕๕๔

วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จูบ

๏ นี่สินะ "ปากนิด จมูกหน่อย"
ก็ยังน้อยเกินถ้อยนั้นบรรยายได้
ริมฝีปากจิ้มลิ้มดูอิ่มใจ
ราวดอกไม้แรกแย้มแต้มโลกงาม

๏ อยากประทับจุมพิตลงตรงโอษฐ์นั้น
แค่คิดฝันก็หวั่นไหวใจวาบหวาม
รู้ทั้งรู้ว่าอุกอาจมารยาททราม
แต่เกินห้ามมิให้ใจได้ชื่นเชย

๏ ใจหนอใจไฉนเป็นเช่นฉะนี้
ยกโทษให้พี่เถิดน้องเอ๋ย
ขอสาบานว่าหัวใจพี่ไม่เคย
คิดเกินเลยอื่นไกลไปกว่านี้

๏ เจ้าโอษฐ์อิ่มพริ้มชวนรัญจวนจิต
ได้จุมพิตสักครั้งคงสุขี
ขอฝากรอยจุมพิตรักไว้สักที
นะคนดี, จูบในฝัน... แค่นั้นพอ ๚ะ๛


"หนุ่มอักษร... นอนตื่นสาย"
๐๑/๐๒/๒๕๕๔