วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การเมืองเรื่องของไข่

๏ การเมืองเรื่องของไข่
ใครเข้าใจไข่คนจน
ไข่แพงแม่- ต้องทน
คนขายไข่ใช่ร่ำรวย

๏ กว่าไข่จะเป็นไก่
ลุ้นสุดใจเหมือนซื้อหวย
จะรอดหรือจะซวย
ป่วยเป็นไข้ไร้ยาเยียว

๏ กว่าไก่จะออกไข่
ใช่คลอดครบในคราวเดียว
เลี้ยงจากลูกเจี๊ยบเทียว
เปลืองหยูกยาและอาหาร

๏ เติบโตเป็นแม่ไก่
จึงถึงวัยที่ต้องการ
ทนทุกข์ทรมาน
เร่งออกไข่ใช้ทุนรอน

๏ พันธุ์ไก่อาหารไก่
ใครผูกขาดครบวงจร
ต้นทุนหมดทั้งก้อน
ป้อนกลับไปมอบให้ "เฮีย"

๏ ไข่ไก่ของคนจน
กว่าจะออกต้องอ่อนเพลีย
ขายได้ไม่คุ้มเสีย
แล้วใครรวยก็ไม่รู้?

๏ การเมืองเรื่องของไข่
ใครเข้าใจไข่สุดหรู
แพ็คเกจเก๋น่าดู
ในเซเว่นไม่เว้นซอย

๏ แพ็คไข่ของนายทุน
มีทุกห้างไม่เหงาหงอย
ราคาสูงลิ่วลอย
อ้างบวกค่าขนส่งแพง

๏ ไข่ไก่ของนายทุน
คนกินทั่วทุกหัวระแหง
กินแล้วจะแข็งแรง
ทั้งสะอาดและปลอดภัย

๏ ไอเอสโอยังรับรอง
ห้องปลอดเชื้อระวังระไว
โรคร้ายตายหมดไป
ไม่เหมือนกรงไก่คนจน

๏ ไข่แพงก็แพงไป
เรื่องของไข่ใครจะสน
ใครจนก็ใครทน
กูกำไรขายไข่ทอง

๏ อ้างว่าอากาศแย่
ไก่ทุกแม่จึงเศร้าหมอง
ออกไข่ไม่เต็มฟอง
ท้องตลาดขาดไข่ตุน

๏ รัฐจึงต้องช่วยเหลือ
งบจุนเจือช่วยเกื้อหนุน
ไก่ร้อนพ่อ- สิคุณ!
ไก่นายทุนนอนห้องแอร์

๏ นายทุนจึงผูกขาด
ไข่ตลาดมีแต่แพ้
ซ้ำรัฐไม่เหลียวแล
ไข่คนจนทนเจ็บใจ

๏ การเมืองเรื่องไข่จบ
รอเลือนลบหลงลืมไฉน
เถิดเราเหล่าชาวไทย
ก้มหน้าไปกินไข่แพง! ๚ะ๛


๑๐/๐๗/๕๓

ปมสัมพันธ์ในมิติโมเบียส

"พี่รู้จักวงแหวนโมเบียสไหม"
อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงของเธอดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"ฮื่อ" ผมพยักหน้า
"ความสัมพันธ์ของเราเหมือนวงแหวนโมเบียสเลยนะ"

ประโยคนี้ก้องกังวานในความรู้สึก ยาวนานกว่านิจนิรันดร์ ถาโถมเข้ามาในใจยิ่งกว่าคลื่นยักษ์แห่งห้วงมหาสมุทร
ผมเงยหน้าขึ้น เหลียวมองซ้ายขวา
แต่เธอหายไปแล้ว

......

อันที่จริงควรใช้คำว่า แถบโมเบียส (Mobius strip) แต่ผมชอบคำว่าวงแหวนโมเบียสมากกว่า เพราะมันสื่อถึงลักษณะสำคัญบางประการเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับความสัมพันธ์

ยากที่ผมจะจำกัดความ หรืออธิบายให้เห็นภาพชัดเจน ขอให้นึกภาพตามวิธีทำจะง่ายกว่า คือตัดกระดาษมาหนึ่งแถบ บิดกระดาษครึ่งรอบ เอาปลายกระดาษมาเชื่อมกันเป็นวงแหวน

นั่นคือวงแหวนโมเบียส วงแหวนที่ถูกบิดครึ่งรอบ
เช่นเดียวกับมิติความสัมพันธ์ที่ถูกบิดเบือนไปจนไม่ชัดเจน แต่ไม่ถึงกับบิดเบี้ยวเสียรูปทรงทั้งหมด

.......

วงแหวนโมเบียส คือวงแหวนลวงตาต้องคำสาป
มองผิวเผิน จะลากเส้นให้บรรจบกัน คงทำได้ไม่ยากเลย
เริ่มลากเส้นจากจุดหนึ่ง เมื่อครบรอบ เส้นที่ลากไว้จะไม่เชื่อมต่อกัน หากไม่ลากซ้ำรอยเดิม เส้นที่ลากไว้นั้นจะไม่มีวันบรรจบตลอดกาล และต้องลากเส้นต่อไปนิรันดร์

ความสัมพันธ์แบบวงแหวนโมเบียส คือความสัมพันธ์ลวงตาต้องคำสาป
มองผิวเผิน ทั้งสองสามารถเคียงคู่กันได้ไม่ยากเลย ต่างมองไม่เห็นอุปสรรคที่จะมาขัดขวางแม้สักส่วนเสี้ยว
แต่เมื่อเริ่มผูกปมสัมพันธ์เกินเพื่อน เส้นความสัมพันธ์เริ่มลากไป ไม่มีวันจะมาเชื่อมต่อ กาลเวลาไม่เคยรอให้ลากซ้ำรอยเดิม สุดท้ายสายสัมพันธ์ที่สร้างไว้กลับไม่มีวันได้พบ ไม่มีวันบรรจบ และไม่มีวันหยุดลากเส้นความสัมพันธ์ได้แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางลงเอย ยิ่งฝืนลากเส้นต่อไป ยิ่งจมดิ่งลงในหุบเหวแห่งความสับสนและสิ้นหวัง
ทนทุกข์ยิ่งกว่าเส้นขนาน เพราะเส้นขนานนั้นแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดกาล แต่อย่างน้อยยังได้เดินเคียงคู่กันเนิ่นนานตลอดไป

ความสัมพันธ์แบบวงแหวนโมเบียส ทั้งสองไม่มีทางได้พบกัน จนกว่าความนิรันดร์จะสิ้นสุดลง

ปมสัมพันธ์ในมิติโมเบียส คือความสัมพันธ์ที่เป็นเพียงภาพลวงตา คลุมเครือ สับสน ไม่ชัดเจน เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส และไม่มีวันถอนตัวได้ ทั้งหมดคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับความหวังลม ๆ แล้ง ๆ มาต่ออายุความสุขที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเหมือนเปลวเทียนริบหรี่ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำ

.......

ผมจำได้เสมอ ทุกเรื่องราวระหว่างผมกับเธอ

นานแล้วสินะ ที่เรารู้จักกัน แต่ไม่ได้สร้างความสัมพันธ์ใดต่อกัน เพราะเราต่างก็มีปมสัมพันธ์ของตัวเองที่ผูกเอาไว้แน่นหนาแล้ว

ลืมไปเสียสนิทว่า โชคชะตาก็เหมือนเด็กน้อยซุกซน ชอบแกล้งเขี่ยมดให้แตกแถวเล่น ๆ ไม่หวังอะไรมากไปกว่าความสนุกสนานส่วนตัว

โชคชะตาแกล้งตัดปมสัมพันธ์ของทั้งสองคู่ทิ้งเสีย เราต่างกลายเป็นคนอ้างว้างอยู่ชั่วขณะ แล้วโชคชะตาก็จับเรามาเดินบนเส้นทางสายเดียวกัน ใช้ความรู้สึกดีต่อกันเป็นกาวเชื่อมหัวใจ สายใยความสัมพันธ์ที่ต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยวค่อยถักทอขึ้นมาเป็นปมสัมพันธ์แน่นหนา หัวใจของเราทั้งสองหลอมรวมเป็นแถบกระดาษเดียวกัน พร้อมจะเชื่อมเป็นวงแหวนแสนงดงาม
แต่โชคชะตากลับบิดมิติเวลาไปเสียครึ่งรอบ...

มิติเวลาที่บิดเบี้ยวเพียงครึ่งรอบ มากพอจะทำให้เธอมีปมสัมพันธ์ที่เป็นเงื่อนตายกับอีกคน ความรักของเรากลายเป็นสิ่งผิด
ปมสัมพันธ์ที่เราร่วมกันถักทอขึ้น จึงอยู่ในมิติโมเบียส

เรารักกันไปแล้ว แต่เรารักกันไม่ได้...

.......

"ความสัมพันธ์ของเราเหมือนวงแหวนโมเบียสเลยนะ"
เสียงกังวานใสของเธอดังขึ้นอีกครั้ง ผมเงยหน้า คราวนี้เห็นเธออยู่ในชุดสวยที่ผมชอบให้เธอใส่ รอยยิ้มเอียงอายระบายอยู่บนใบหน้าของเธอ เหมือนทุกครั้งที่เธอทักทายผม
"อย่าไปนะ"
ผมตะโกน แต่ไม่มีแม้เสียงกระซิบเล็ดลอดออกมา
เธออยู่ตรงหน้าแล้ว เพียงเอื้อมมือไปผมก็จะคว้าเธอเอาไว้ได้ แล้วเราก็จะได้อยู่ด้วยกัน...
เอื้อมไปสุดมือ แต่ผมคว้าเธอไว้ไม่ได้
อีกครั้งที่เธอยิ้ม แต่คราวนี้กลับเป็นรอยยิ้มเปื้อนน้ำตา...

"อย่าไปนะ... อย่าไป..."
ลืมตาขึ้นช้า ๆ ผมพบเพียงความมืดมนอนธการห่อหุ้มกาย ได้ยินเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเจียนตายของตัวเองดังซ้ำไปมาในความเงียบงัน


วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๙/๐๘/๒๕๕๓

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จินตนาการ


๏ เมฆน้อยนั้นลอยลิ่ว
ปลิวตามลมโอบล้อมอยู่
ย้ายปีกยกปีกชู
เป็นพิหกกลางห้วงหาว

๏ เกาะกันเป็นก้อนกลม
บนพรมฟ้าที่ทอดยาว
เรียงเป็นลูกชิ้นขาว
เสียบใส่ไม้ไว้ทอดกิน

๏ หรือคือพฤกษาใหญ่
ที่ทอดใบไปทุกถิ่น
บดแดดที่แผดสิ้น
เป็นร่มงามยามร่มเงา

๏ บางครั้งกลับครางครืน
ฟ้าคงฝืนสะอื้นเศร้า
ครืนครั่นเสียงสั่นเทา
แล้วสาดเทน้ำตาทิ้ง

๏ บางคราวฟ้าอ่อนไหว
ก็อ่อนใจไปทุกสิ่ง
ลมไล้ก็ไหววิ่ง
ลอยลิ่วลิ่วตามแรงลม

๏ ปุยไหมบนใยเมฆ
ใครสรรเสกให้งามสม
พระเจ้าชอบกินขนม
จึงเสกเมฆเป็นสายไหม

๏ ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า
แต่ต่างตาต่างมองไป
ฟ้าใครก็ฟ้าใคร
ต่างนัยน์ตาต่างอารมณ์ ๚ะ๛

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"ทางด่วน" หน้ารามคำแหง

"เร็ว ๆ ดิ เดี๋ยวไม่ทัน มึงลง "ทางด่วน" มาเลย"

อาจเป็นเพราะทนความอืดอาดของผมไม่ไหว หรืออาจเป็นเพราะเห็นฝูงชนเบียดเสียดอยู่เต็มบาทวิถี ราวกับอยู่บนรถเมล์สายสุดท้ายของชุมชนแออัด เพื่อนผมจึงกวักมือเรียกให้ลงไปอยู่บน "ทางด่วน" ด้วยกัน เพื่อให้เวลาที่เหลืออยู่น้อยแสนน้อยเพียงพอต่อการไปถึงสถานที่นัดหมาย

"อันตรายตายห่ะ มึงยังจะให้กูลง-"
ไม่ทันขาดคำ มอเตอร์ไซค์วิ่งเฉียดแขนผมไปนิดเดียว
"เออน่ะ นิด ๆ หน่อย ๆ เพิ่มความตื่นเต้นให้ชีวิต" เพื่อนผมยักคิ้ว ก่อนจะสำทับ "ไปเร็ว ๆ เดี๋ยวพวกนั้นไม่รอนะเว้ย"

ผมนึกกังวลว่า การลง "ทางด่วน" ครั้งนี้จะมีตำรวจมาจับหรือเปล่า แต่ก็ใจชื้นขึ้นหน่อยเมื่อเห็นว่า มีคนจำนวนมากเริ่มใช้บริการ "ทางด่วน" เหมือนผมแล้ว

ไชโย! ประเทศประชาธิปไตย เสียงข้างมากชนะ!

ผมยักไหล่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามเพื่อนให้ทัน

...............

"ทางด่วน" เป็นศัพท์เฉพาะที่ผมและผองเพื่อนรามฯ บัญญัติความหมายขึ้นใหม่ ใช้เรียกพื้นที่ช่องซ้ายสุดของถนนฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ต้องขออธิบายสภาพภูมิศาสตร์หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงสักนิดว่า เป็นพื้นที่ที่ดีพอจะชิงแชมป์ "ถนนสายรถติดที่สุดในประเทศไทย" ได้แบบสบาย ๆ

ถนนกว้างเพียง ๖ เลน และระยะทางตลอดพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นถนนที่ไม่มีแยกอื่นมายุ่งเกี่ยว ดังนั้นใครเผลอหลงเข้ามาแล้วก็จำต้องขับกินลมชมวิวอยู่บริเวณนี้สักครู่ใหญ่ ๆ

นอกจากนี้ พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษามากที่สุดในประเทศ และอัตราค่าครองชีพของที่นี่ค่อนข้างเหมาะสมกับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย จึงเกิดการชุมนุมกันของประชากรจำนวนมหาศาลโดยมิได้นัดหมาย เมื่อคนเยอะรถจึงแยะ ทั้งรถส่วนตัว แท็กซี่ รถเมล์ เมื่อรถแยะรถจึงติด และเมื่อถนนไม่กว้าง ไม่มีแยกระบาย รถจึงติดเป็นกาวตราช้าง

ต่อไปก็ถึงคิวอธิบายพื้นที่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุปัจจัยที่มีประชากรหนาแน่น ความต้องการสินค้าจึงสูงตามไปด้วย แต่สตุ้งสตางค์ของประชากรมีไม่มากนัก เมื่อคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว สินค้าที่เหมาะสมที่สุดในการขายย่อมมิใช่กระเป๋ายี่ห้อ "กุชชี่" หรือ "พราดา" ราคาเหยียบหมื่นจากต่างประเทศ แต่เป็นกระเป๋าราคา 199 ติดยี่ห้อกุชชี่แบกะดิน เมื่อเป็นสินค้าแบกะดินจึงต้องหาดินในการแบขาย ในที่สุดจึงลงเอย ณ ทางเท้าฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างจับจองเป็นพื้นที่ตั้งร้านขายของ เหลือเพียงช่องแคบ ๆ ให้คนแย่งกันเดิน

รถเยอะ ถนนแคบ รถจึงติดฉันใด คนเยอะ ทางเท้าเหลือให้เดินแค่ช่องแคบ ๆ คนจึงติดกันเป็นตังเมไม่แพ้รถติดฉันนั้น

ถ้านึกภาพไม่ออกว่าเวลาที่คนเยอะ ๆ แล้วเดินเบียดเสียดกันบนทางเท้าหน้ารามคำแหงเป็นเช่นใด ขอให้นึกภาพรถเมล์ที่มีคนยัดแน่นจนไม่มีช่องหายใจ กระนั้นกระเป๋ารถเมล์ยังอุตส่าห์ตะโกน "ชิดในหน่อยพี่ ชิดในหน่อย" จนต้องมีคนตะโกนตอบมาว่า "เบียดกันจนจะเป็นผัวเป็นเมียกันแล้วโว้ย"

เพื่อไม่ให้กลายเป็นผัวเป็นเมียกันทั้งบนรถเมล์และทางเท้า จึงเป็นที่มาของการขยายทางเดิน โดยการจับจองช่องซ้ายสุดของถนนติดกับบาทวิถี ตั้งเป็น "ทางด่วน" ตาม "กติกู" ใครที่คิดจะใช้บริการก็ไม่ต้องจ่ายค่าบริการอื่นใดนอกจาก "ความเสี่ยง" ที่จะโดนรถเมล์หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างอารมณ์หงุดหงิดขับซิ่งมาสอยก้น

..................

อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นประชากรย่านรามคำแหงมานานหลายปี ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นบน "ทางด่วน" หน้ารามคำแหง คือเริ่มมีคนใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง "คนติด" หนัก ๆ จนรถบนถนนต้องยอมยกเลนซ้ายสุดให้เป็นสิทธิ์ขาดของประชาชนคนเดินเท้า ผลก็คือ คนไม่ติดมาก แต่รถติดยิ่งกว่ากาวตราช้างที่แห้งมานานนับสิบปี

ผมนึกย้อนไปถึงช่วงแรกที่มีสินค้ามาตั้งร้านวางขายบนทางเท้า ผู้คนต่างบ่นว่าไม่มีทางเดิน แต่เมื่อมีพ่อค้าแม่ค้าเอาสินค้ามาวางหนักเข้า พื้นที่บนบาทวิถีก็กลายเป็นพื้นที่สำหรับขายสินค้าไปโดยปริยาย ประชาชนยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของพ่อค้าแม่ค้าโดยดุษณี

ช่วงแรกที่มีการเปิดใช้ "ทางด่วน" ของคนเดิน บรรดาคนขับรถต่างก่นด่าประชาชนเดินเท้าอย่างอารมณ์เสีย เพราะทำให้รถติดหนักกว่าเดิม ร่ำ ๆ จะขับชนคนบน "ทางด่วน" ให้รู้แล้วรู้รอด แต่นานเข้า บรรดารถยนต์บนท้องถนนก็ยอมหลีกทางให้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ใช้ "ทางด่วน" เป็นช่องทางพิเศษโดยดุษณี

เรื่องราวการตั้งร้านบนบาทวิถี หรือการขยาย "ทางด่วน" ก็คงจะเหมือนกับสินค้าที่วางขายบนทางเท้า เต็มไปด้วยบรรดาของก๊อปแบรนด์เนม และภาพยนตร์-เพลงละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าผิดกฎหมายทุกชิ้นได้รับฉันทามติจากประชาชนในย่านนี้ให้สามารถขายได้อย่างถูกกฎหมาย ผมเดาเอาจากการที่มีคนอุดหนุนมากมายทุกวัน ทั้งที่สถานีตำรวจนครบาลบางกะปิอยู่ห่างไปแค่ป้ายรถเมล์เดียว

โดยไม่ตั้งใจ ผมนึกย้อนไปถึงข้อเขียนเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว้ทำนองว่า เสียงข้างมากอาจไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไป แล้วก็มีผู้เข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเสียยืดยาว กระนั้นผมก็ยังคงเชื่อในสิ่งที่เขียน

ในตอนนี้ผมเห็นพลังของเสียงข้างมากแล้ว จึงอาจต้องกลับไปทบทวนว่า สิ่งที่ผมเคยเขียนไปนั้นยังถูกต้องอยู่หรือเปล่าหนอ?


วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๐๘/๒๕๕๓

ความทรงจำเรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ"

ครั้งแรกที่ผมรู้จักชื่อคุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ไม่ได้มาจากการสัมผัสงานของเขาโดยตรง แต่รู้จักผ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง "สัตว์ประหลาด" (Tropical Malady) ของรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเขียนออกมาได้ค่อนข้างดีแม้ขณะนั้นจะอยู่แค่ปี ๓

ผมคิดว่า ความงามของอัญมณีไม่ได้อยู่ที่คนเจียระไนเพียงฝ่ายเดียว แต่อัญมณีเองก็ต้องมีความคงทนงดงามอยู่ในตัวเองด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น ภาพยนตร์เรื่อง "สัตว์ประหลาด" ก็คงต้องมีอะไรดี ๆ อยู่ข้างในไม่น้อย รุ่นน้องผมจึงสามารถสกัดเอาแง่มุมต่าง ๆ ที่น่าสนใจของภาพยนตร์ออกมาเป็นบทวิจารณ์ชวนอ่านได้ ผมจึงไปเสาะแสวงหา "สัตว์ประหลาด" เพื่อลองเข้าสู่โลกของคุณเจ้ยด้วยตนเอง

ทันทีที่ภาพยนตร์จบลง ผมรู้สึกว่ามีเศษความคิดหล่นกระจัดกระจายรอบตัว ราวกับเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่คุณเจ้ยโยนออกมาให้ผมทีละชิ้น ๆ ก่อนที่จะแสดงภาพเต็มของจิ๊กซอว์เพียงเสี้ยววินาที แล้วหนีหายไปดื้อ ๆ ผมรู้ว่ามีคำตอบสมบูรณ์ของภาพยนตร์อยู่จริง แต่ปรากฎเลือนรางในความรู้สึก จนไม่สามารถหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นมาต่อเป็นภาพสมบูรณ์ได้ นี่เองเป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเชื้อเชิญให้ผู้ชมตีความได้ไม่รู้จบ ผมจึงไม่แปลกใจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลขวัญใจกรรมการ (Jury Prize) จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แม้จะมีหลายส่วนในภาพยนตร์ที่ผมไม่สามารถตีความได้เลยแม้แต่น้อยด้วยระดับสติปัญญาในขณะนั้น (หรือแม้ในขณะนี้ก็ตามที)

แต่แล้วกาลเวลาก็จับภาพยนตร์ของคุณเจ้ยโยนทิ้งไว้ในกล่องความทรงจำส่วนลึก ก่อนจะดึงเรื่องอื่นเข้ามาชุลมุนในความสนใจ จนผมเผลอลืมเรื่องของคุณเจ้ยไปเสียสนิท

.................

กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" ผลงานล่าสุดของเขาได้รับรางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ชื่อของคุณเจ้ยและชิ้นส่วนความคิดจากผลงานเรื่องก่อนหน้าจึงหวนกลับมาอยู่ในความสนใจของผมอีกครั้ง รุ่นน้องคนที่เคยแนะนำให้ผมรู้จักคุณเจ้ยผ่านบทวิจารณ์แทบจะฉุดกระชากลากคอผมเข้าไปสัมผัสโลกของคุณเจ้ยเป็นคำรบสองทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในเมืองไทย

การเข้าไปในโลกของเขาครั้งใหม่นี้ ดูเหมือนว่าคุณเจ้ยจะโยนจิ๊กซอว์ออกมามากกว่าเดิม และให้ดูภาพสมบูรณ์นานกว่าเดิมอีกนิดจนพอจะเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น กอปรกับชิ้นส่วนความคิดจากครั้งที่ได้ดู "สัตว์ประหลาด" ก็มาช่วยเสริมให้เห็นภาพของเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ถึงขนาดประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นภาพสมบูรณ์ได้ก็ตามที

แต่การได้ชมเพียงรอบเดียวออกจะน้อยเกินไปสำหรับการนำมาเขียนวิจารณ์ให้มีน้ำมีนวล ผมจึงต้องพับเรื่องการวิจารณ์เก็บไว้ในกระเป๋าเสียก่อน ทำได้เพียงเขียนบันทึกสิ่งที่จับต้องได้ในการชมภาพยนตร์รอบนี้ไว้ในสมุดว่า:

แท้จริงแล้ว เรื่องผีหรือวิญญาณ ตลอดจนการกลับชาติมาเกิด มิใช่อื่นใดเลยนอกจากจิตวิญญาณที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคน และต้องใช้สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์เป็นสื่อสัมผัส

จิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนนั้น ต่างก็มี "ความทรงจำ" ที่สร้างอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของตนเอง ดังนั้นการรับรู้ถึงจิตวิญญาณและความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์ผู้นั้นมีตัวตนและมีคุณค่าในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง

ขณะที่ "กระบวนการสร้างมนุษย์ให้เป็นอารยะ" ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก เช่น การสร้างโลกสมัยใหม่ การสร้างรัฐ-ชาติ โลกาภิวัตน์ ฯลฯ พยายามกีดกันมนุษย์ออกจากสัญชาตญาณดั้งเดิม ปฏิเสธอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์บุคคลโดยการทำลาย "ความทรงจำ" ของจิตวิญญาณทิ้งไป และสร้างความทรงจำใหม่ให้อยู่ในกรอบเดียวกัน เพื่อให้มนุษย์สูญสิ้นตัวตน ลดคุณค่ากลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในกลไกการขับเคลื่อนโลกให้เดินไปข้างหน้า

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จิตวิญญาณและสัญชาตญาณดั้งเดิมยังคงมีอยู่ในตัวมนุษย์เสมอ และไม่มีวันจะถูกทำลายลงไปได้ ไม่ว่าเขาและเธอเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

......................

นอกจากสิ่งที่เขียนไว้ในสมุดแล้ว ชิ้นส่วนความคิดจากภาพยนตร์ที่เก็บไว้ในความทรงจำยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่สังคมไทยไม่กล้าพูดถึง เช่น เรื่องศาสนา เรื่องระบอบกษัตริย์ เรื่องคอมมิวนิสต์ ฯลฯ ซึ่งผมและรุ่นน้องได้ถกเถียงกันอย่างเมามันอยู่หลายชั่วโมงหลังจากเรื่องราวของลุงบุญมีจบลง ภาพยนตร์ของคุณเจ้ยยังคงเสน่ห์ "การตีความได้ไม่รู้จบ" ไว้เสมอ และดูเหมือนว่าความคิดของพวกเราจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากกว่าเดิม

เร็ว ๆ นี้ ผมเพิ่งได้ข่าวว่า "ลุงบุญมีระลึกชาติ" จะเปิดรอบฉาย และสาขาที่ฉายเพิ่ม รวมทั้งออกเดินสายไปฉายยังต่างจังหวัด น่าดีใจว่าภาพยนตร์ที่เชิญชวนให้เกิดความงอกเงยทางปัญญาได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้น แม้ว่าอาจจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการได้รับรางวัล หรือการดูตามกระแสก็ตามที แต่อย่างไรเสีย คนดูเยอะก็คงดีกว่าคนดูน้อย การที่คนจำนวนมากขึ้นไปดูหนังแบบนี้ก็น่าจะเชื้อเชิญให้เกิดการ "ออกกำลังกายทางปัญญา" ร่วมกันมากขึ้น เอากระแสตักตวงปริมาณไว้ก่อน ประเดี๋ยวคุณภาพของประชากรก็เพิ่มขึ้นเองน่า

คิดจบ ผมก็รู้สึกทะแม่ง ๆ กับตรรกะชวนงงงวยของตัวเอง

ขณะที่ผมคิดจะตีตั๋วเข้าไปชมอีกครั้ง พอดีรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้แสดงอันดับหนังทำเงินในเมืองไทยประจำสัปดาห์ อันดับหนึ่งคือ "ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ"

ทำเอาผมลังเลใจ... จะดูลุงบุญมี หรือตุ๊กกี้ดีนะ?


วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๐๘/๒๕๕๓

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ดาบสามานย์ฤาประหารศักดินา?

๏ ยืมมือทุนสามานย์
มาประหารทุนศักดินา
ภูมิใจเหลือละวา
ว่าชนะว่ากำชัย

๏ เงินเลวคือเงินเลว
เอาคำหรูฉาบเพียงใด
เงินของคนจัญไร
รังจะสร้างเสนียดระอา

๏ เอาทุนมาล้มทุน
ผลคือทุนที่ใหญ่กว่า
ใช่ทุนของประชา
แต่คือทุนของบางคน

๏ "ผมถูกรังแกครับ"
คอยสับปลับให้สับสน
หลงคำซ้ำหลงมนต์
ว่ามารคือนักปฏิวัติ!

๏ การเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิด
แต่ใช่เกิดจากคนอสัตย์
มิเช่นนั้นการปฏิวัติ
แค่เปลี่ยนมืออำนาจมาร

๏ หากทุนสามานย์ชนะ
ตระกูลเลวย่อมล้างผลาญ
ถอนทุนจนแหลกลาญ
และรากหญ้าจะย่อยยับ!

๏ รากหญ้าต้องสำนึก
นั่นค้อนเคียวเถิดจงจับ
ลุกฮืออย่าอือรับ
คอยทำตามคำสั่งใคร

๏ ล้มทุนศักดินา
ด้วยมือเราใช่มือไหน
ด้วยทุนเราใช่ทุนใด
ด้วยใจเราใช่ใจเลว

๏ ยืมทุนมาล้มทุน
นั่นแหละเราจะล้มเหลว
คบไฟที่ไร้เปลว
ฤานำทางที่ถูกควร

๏ จิตปฏิวัติเกิดจากใจ
ใช่ปั่นปลุกความปั่นป่วน
ใช่ยุยงด้วยยียวน
แต่คือธรรมที่นำธง

๏ นั่นแหละคือปฏิวัติ
ด้วยจิตธรรมอันสูงส่ง
โค่นทุนศักดินาลง
ด้วยมือเราใช่มือร้าย

๏ ยืมทุนมาโค่นทุน
ย่อมผลลัพธ์คือฉิบหาย
เลนินคงขำตาย
มีสหายเป็นนายทุน

๏ ยืมมือทุนสามานย์โค่นศักดินา
ชัยชนะลวงตาก่อนฉิบหาย
มาร์กซ์-เลนินรู้เข้าคงขำตาย
เมื่อสหายกลับกลายเป็นนายทุน! ๚ะ๛


๒๐/๐๖/๕๓

แรงบันดาลใจจากคนตอบบันทึกบทกวีของโอบอ้อม หอมจันทร์ ใน Facebook

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ลมลึกลับในลิฟต์เล็กเล็ก

ขณะฉันจะผายลม...
ดิ่งจมเวิ้งในใจเงียบสงัด
คลื่นลมถล่มซ้ำกระหน่ำซัด
โครกครากค่อยชัดถนัดนัย

ท่ามกลางฝูงชน
ผู้คนมากมายจะผายไฉน
ผายมือนั่นหนอพอทำใจ
แต่ผายลมเหม็นบรรลัยไม่ไหวนะ!

สูงเพียงห้าชั้น
กลับต้องกลั้นกล้ำกลืนฝืนทุกขณะ
ถูกพิษลมโจมตีทุกระยะ
ลิฟต์เหมือนจะยาวนานกว่าล้านชั้น

ห้า - - - - สี่ - - - - - - - - - สาม - - - - - - - - - - - -
คอยถามตัวเองอยู่นั่น
ชั้นหนึ่งถึงเมื่อไหร่!!! เมื่อไหร่กัน!!!!!
ลมปราณมาประจันจะออกแล้ว!!!!!!!!!!!

วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สุขสันต์วันเกิด-ชีวิตมายาภาพ

ครบรอบวันเกิดของฉันอีกครั้งหนึ่ง
ฉันกลับไม่รู้สึกดีใจ
ฉันจะดีใจได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตนี้ไม่ใช่ความจริง

พระพุทธเจ้า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ผู้ที่ฉันเห็นว่าคำสอนของพระองค์ไม่มีที่ผิดแม้เพียงส่วนเสี้ยวเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เราเกิดมาจากอวิชชา
อวิชชาปรุงแต่งสังขาร สังขารปรุงแต่งวิญญาณ วิญญาณปรุงแต่งนามรูป นามรูปปรุงแต่งสฬายตนะ สฬายตนะปรุงแต่งผัสสะ ผัสสะปรุงแต่งเวทนา เวทนาปรุงแต่งตัณหา ตัณหาปรุงแต่งอุปทาน อุปทานปรุงแต่งภพ ภพปรุงแต่งชาติ ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในชาติ และกำลังเดินไปสู่ชราและมรณะ
เราทุกคนถืออวิชชาเป็นรากเหง้าในการเกิด
ชีวิตที่กำลังหายใจอยู่ขณะนี้ จึงเป็นเพียงมายาภาพ
แม้จะรู้ว่าชีวิตนี้เป็นมายาภาพ กระนั้นฉันกลับยึดติดอะไรบางอย่าง

ฉันยึดติดอยู่กับความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ทั้งสี่อย่างไหลเวียนอยู่ในใจให้ฉันรู้สึกยึดมั่นถือมั่น และรู้ว่าตัวตนของฉันยังมีอยู่
ความรัก ความโลภก่อให้เกิดความรู้สึกรัก ผูกพัน ยึดติด อยากได้อยากมี ปรุงแต่งให้จิตหลงใหลในสิ่งที่น่ารักน่าใคร่
ความโกรธและความหลงก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง โกรธแค้น ไม่อยากพบไม่อยากสัมผัสในสิ่งที่จิตปรุงแต่งว่าไม่น่ารักไม่น่าใคร่

23 ปีของการถืออวิชชาในการเกิด
ไม่ได้ทำให้ฉันหลีกหนีจากอวิชชาได้เลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม อวิชชากลับพอกพูนขึ้นทุกวินาที

วันเกิดของฉันในปีนี้ เป็นวันตายของหลาย ๆ คน
วันเกิดของฉันในปีนี้ อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ความโกรธเกลียด และการเข่นฆ่า
ฉันเคยก่นด่า หยามเหยียด รังเกียจคนบางกลุ่มในใจ
ฉันด่าว่าพวกเขาไร้การศึกษา ไม่มีปัญญาคิดได้เอง ชอบแต่จะสร้างความวุ่นวาย
ฉันด่าว่าพวกเขาโง่แสนโง่ที่หลงเชื่อคนระยำบางคนที่ชอบโกหกหน้าด้าน ๆ
ฉันมองเขาด้วยสายตาดูแคลน มองเขาอย่างหมาขี้เรื้อนหิวโซตัวหนึ่งที่คอยเลียแข้งเลียขาเจ้านายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่เจ้านายคอยโยนให้แต่เศษกระดูก
ฉันเชื่อว่าตัวเองฉลาดเพราะเป็นคนมีการศึกษา เชื่อว่าตัวเองเลือกเข้าข้างฝ่ายที่ถูกต้อง
แต่ฉันกลับหลงลืมไปว่า...
รากเหง้าในการเกิดของฉันคืออวิชชา
รากเหง้าในการเกิดของฉันคืออวิชชาเช่นเดียวกับพวกเขาทั้งหลาย
พวกเราทุกคนก็คือกลุ่มก้อนของอวิชชา ที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเช่นเดียวกัน

โศกศัลย์วันเกิดสำหรับปีนี้ เช่นเดียวกับทุกปี
และฉันก็ไม่รู้สึกดีใจ เช่นเดียวกับทุกปี
เพราะชีวิตนี้เป็นเพียงมายาภาพ
เพราะชีวิตนี้เกิดจากอวิชชา
แต่อย่างน้อย ฉันก็รู้สึกดีใจอยู่บ้าง
ที่วันเกิดในปีนี้...ฉันตระหนักรู้ว่าเราทุกคนล้วนเกิดมาจากอวิชชา
ทำให้ฉันเกลียดคนที่เคยเกลียดน้อยลง
แม้เพียงวันเดียวก็ยังดี

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

คิดถึง... ตุ๊กตา


๏ หากผู้หญิงน่ารักเหมือนตุ๊กตา
เธอก็คงน่ารักมากกว่านั้น
เอาตุ๊กตามาเรียงรายนับร้อยพัน
มาเทียบกันคงไม่เท่าครึ่งของเธอ

๏ เพราะ "ตุ๊กตา" ไม่มีค่าแค่น่ารัก
แม้งานหนักยังยิ้มใสได้เสมอ
เป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ใจละเมอ
ได้พบเจอเหมือนเติมใจให้ชื่นบาน

๏ แค่อยากพบเพียงให้หายคิดถึง
กลับตราตรึงหัวใจในยิ้มหวาน
และตอกตรึงหัวใจให้ทรมาน
ร้าวรานด้วยฤทธิ์พิษไข้รัก

๏ เธอจะรู้หรือไม่...ใครคนหนึ่ง
แอบคิดถึงซึ้งซ่านอาการหนัก
เหมือนแสนฟืนสุมไฟร้อนใจนัก
เพียงเธอทักด้วยรอยยิ้มพิมพ์หัวใจ

๏ จะตอบยิ้มด้วยรอยยิ้มยังประหม่า
จะสบตาด้วยสองตายังหวั่นไหว
แล้วคำรักจะเอื้อนเอ่ยเผยอย่างไร
เพียงทักทายยังพูดไปไม่เต็มคำ

๏ ยิ่งหักห้ามหัวใจยิ่งไหวหวั่น
ยิ่งหยุดฝันหยุดคิดถึงยิ่งถลำ
ยิ่งหนีใจยิ่งเหมือนใจถูกจองจำ
ยิ่งลืมเลือนเหมือนยิ่งย้ำด้วยรอยยิ้ม

๏ อยากย้อนไปเป็นเด็กน้อยอีกสักครา
อ้อนแม่ซื้อตุ๊กตาตัวนิ่มนิ่ม
จะนอนกอดตุ๊กตานัยน์ตาพริ้ม
กอดจนอิ่มอุ่นใจไปทุกวัน

๏ สะดุ้งตื่นขึ้นมาว่าฝันไป
ก็รับรู้อยู่แก่ใจได้แค่ฝัน
นอนกอดหมอนร้อนรุ่มรำพึงรำพัน
ดวงหน้านั้นยังตรึงใจไม่รู้จาง

๏ หยิบตุ๊กตาตัวเล็กเล็กขึ้นมากอด
พร่ำพรอดกอดไว้ไม่ยอมห่าง
ตุ๊กตาจะรู้ไหมใครอ้างว้าง
จะรับรู้อยู่บ้างหรืออย่างไร

๏ ขณะที่ความคิดถึงเริ่มเดินทาง
ใจของคนอ้างว้างก็หวั่นไหว
แต่เสี้ยวฝันยังแอบฝันทุกวันไป
ว่าจะได้เดินร่วมทางเคียงข้างเธอ
...
และเสี้ยวฝันนั้นคือหวังกำลังใจ
ขอให้ได้เดินร่วมทางเคียงข้างเธอ ๚ะ๛


ขอบคุณภาพประกอบจาก woman.mthai.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

เถิดจงให้ใจเดินทาง

๏ เธอรู้ไหม...
มีหมื่นน้ำผึ้งใจในที่หนึ่ง
กลิ่นหอมรสหวานซ่านซึ้ง
ตราตรึงหัวใจไม่รู้วาย

๏ และในที่เดียวกัน...
มีความฝันความงามเปี่ยมความหมาย
ถักทอเป็นไหมพรมห่มใจกาย
ก่อนหนาวตายด้วยฤทธิ์พิษอ้างว้าง

๏ และเมื่อเธอเลือกห่มรัก
เธออาจต้องรู้จักความเจ็บบ้าง
อาจจะต้องทุกข์ทนระหว่างทาง
อาจเกิดความบาดหมางระหว่างเรา

๏ อาจสุขใจในทุกทีที่เธอตื่น
อาจทุกข์ใจในทุกคืนสะอื้นเศร้า
แต่เธอรู้ความรักจักบรรเทา
ความเจ็บความเหงาให้เบาลง

๏ รักจึงเป็นเช่นคืนวันที่ผันผ่าน
มีร้าวรานและสุขล้นจนลุ่มหลง
และแปรผันเหมือนวันคืนไม่ยืนยง
เกินจะรู้รักจบลงตรงที่ใด

๏ นั่นคือความรัก...
ฤาจักจำกัดนิยามได้
ระยะทางของความรักยังแสนไกล
ตราบที่มีหัวใจ...จงเดินทาง ๚ะ๛

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ONET... โอ้ เซ็งเป็ด!!

เห็นข้อสอบโอเน็ตของเด็กสมัยนี้แล้ว...อ่อนใจ

ประมาณว่า ถ้านายวุฒินันท์ ตอนนี้อยู่ ม.6 และเพิ่งสอบโอเน็ตเสร็จไป ขอบอกว่า มันหมดอนาคตแน่ ๆ ไม่ต้องหวังแล้ว อักษงอักษร- อักษรจุฬาฯ ไม่ต้องคิด อักษรศิลปากรแม้แต่ตูดก็ไม่มีทางฟลุกติด มีแววว่าจะได้เข้าเรียนในโควตารามฯ แทน... ชัวร์ป๊าด!

..........................................................

ข้อสอบ "แนวใหม่" (เขาว่างั้น)

อยากรู้ว่าแนวใหม่ยังไง ติดตามรายละเอียดได้ในข่าว หรือตามเว็บบอร์ดวัยรุ่น อาทิ เด็กดีดอตคอม คงด่าคนออกกันกระจุยแล้ว

โดยสรุปแบบสั้น ๆ ของ "แนวใหม่" ก็คือ เป็นข้อสอบปรนัยที่มิใช่ 4 ตัวเลือก ความน่าจะเป็น 1/4 อีกต่อไป แต่เป็นข้อสอบปรนัยที่สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือก หากเห็นว่าถูกต้องมากกว่า 1!

และบางข้อก็เป็นข้อสอบเพื่อวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงสัมพันธ์ เช่น การจัดดอกไม้ เลือกสีผ้าปูโต๊ะ พร้อมทั้งเลือกเสิร์ฟอาหารในสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับการงานพื้นฐานอาชีพ โดยใน 1 ข้อ มี 3 ข้อย่อย และต้องเลือกให้ถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนน (แบบนี้มึ... เอ้ย คุณฆ่าผมเลยดีกว่า)

....................................................

ข้อดี - ข้อเสีย

บางข้อก็เป็นข้อสอบที่น่าชื่นชม เช่น ข้อสอบวิชาสังคม:
ฟิลิปปินส์ เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศใด อ่าส์... มีสองคำตอบ คือ สเปน และ สหรัฐฯ เออ... ก็พอทน อันนี้วัดความรู้ได้จริง (แต่นายวุฒินันท์ ตอบไม่ได้แน่ ๆ)

แต่บางข้อก็เรียกร้องจินตนาการจากเด็กมากเกินไปนิดส์ เช่น ข้อสอบวิชาภาษาไทย:
พูดถึงวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครโดนชีเปลือยหลอกแล้วพระฤาษีมาช่วยสุดสาคร ก็อีตอน "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์..." นั่นแล แต่ข้อสอบก็ดั้นถามมาอย่างน่ารัก-
ให้เลือกเครื่องดนตรี ฉาก และเครื่องแต่งตัวของตัวละครที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง
เช็ดเป็ด! ภาษาไทยหรือการละครวะ!
อุ้ย... เผลอพูดจาไม่สุภาพ

บางข้อก็เป็นการดัดหลัง "เดะกุงเต๊บ" ที่ไม่เคยซักผ้าด้วยมือ โดยการถามถึงขั้นตอนการซักผ้าด้วยมือ! แช่ผ้ากี่นาที? ซักยังไง? ตากยังไง? อันนี้นายวุฒินันท์สบายไป เพราะซักมือเป็นประจำ (ไม่มีคนซักให้+ไม่มีตังค์หยอดเครื่อง)

บางข้อก็รู้เลยว่า คนออกข้อสอบอยากให้นักเรียนได้คลายเครียดบ้าง เลยกวน teen (หมายถึงกวนใจวัยรุ่นวัยทีนส์เอจ) นิโหน่ย
เช่น วิชาพลศึกษา ให้บทความน้องอะไรไม่รู้นักเทนนิส และบอกประวัติยืดยาว ตบด้วยคำถามน่ารักน่าชังว่า:
การตีลูกวอลเลย์ (หมายถึงลูกที่ยังไม่ตกพื้นฝ่ายเรา ไม่ใช่ลูกบอลของกีฬาอีกชนิดหนึ่ง) จะต้องตีลูกเมื่อลูกอยู่ในระดับใด!
พ่อมึ.... อุ้ย เผลออุทานไม่สุภาพ (อีกแล้ว) เอ่อ... บิดาคุณสิ แล้วจะให้ชีวประวัติมาทำดอกนมแมวอะไรฟระ
ข้อนี้อ่านนอกห้องต้องฮา แต่ก็เข้าใจว่า น้อง ๆ อ่านในห้องแล้วคงต้องไม่ฮา!

....................................................

ยังไงก็ขอแสดงความยินดีกับตัวเอง ที่รอดพ้นจากยุคการศึกษา "แนวใหม่" ที่ยิ่งทำยิ่งวิกฤติมาได้ (ถ้าใครพอจำได้ ผมคือนักเรียนมัธยมรุ่นสุดท้ายที่ใช้ระบบ Entrance)
ม่ายงั้นบรรลัยแน่ ๆ
และขอแสดงความยินร้ายกับน้อง ๆ เหยื่อของ "แนวใหม่" ที่ทดลองกันไม่จบไม่สิ้น
(ใหม่มันทุกปี จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่พ้นสมัยแล้ว เพราะตามไม่ทัน)
สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ผ่านพ้นการทดลอง "แนวใหม่" ไปให้ได้ทุกคนนะครับ!!

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความหลงหรือความรัก

๏ เธออาจจะเรียกว่า... ความหลง
เพราะฉันคงหลงใหลในความหวาน
จนยอมปล่อยใจให้ทรมาน
ร้าวรานด้วยฤทธิ์พิษร้าย

๏ เธอควรจะเรียกว่า... ความหลง
เพราะฉันคงรู้ตัวเมื่อสาย
คงรู้สึกเมื่อหัวใจใกล้หนาวตาย
เมื่อร่างกายสลายไปในความจริง

๏ แล้วจะเรียกว่า...รัก...ได้ไหม
เมื่อรู้สึกแล้วสุขใจไปทุกสิ่ง
เมื่อสัมผัสแล้วหัวใจไหวประวิง
เมื่อละทิ้งแล้วหัวใจร่ำไห้ตาม

๏ แล้วเราจะเรียกว่าอะไร
หนึ่งคำถามที่หัวใจใคร่จะถาม
ที่รู้สึกอยู่เต็มใจจงนิยาม
คือความหลง...หรือความงามของความรัก ๚ะ๛

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อดีตและศรัทธา

เพราะมีอดีต เราจึงมีรากเหง้า และเพราะมีศรัทธา เราจึงมีสีสัน

รากเหง้า...


ขุดกล้วยไม้จากป่าใหญ่มาปลูกในกระถางเล็ก ๆ สีสันสวยงาม หากกล้วยไม้พูดได้ บางทีมันอาจจะไม่คร่ำครวญ ไม่ร้องไห้โหยหาป่าอย่างที่เราคิด เพราะกล้วยไม้อาจจะตื่นตาตื่นใจกับสีสันของเมืองหลวง ต่อเมื่อได้นำกล้วยไม้กลับไปปลูกในป่า ตอนนั้นกล้วยไม้อาจจะเพิ่งรู้ตัวว่า ไม่มีดินที่ไหนอีกแล้วที่จะเหมาะกับตนมากกว่าที่ป่าแห่งนี้


เราทุกคนก็เหมือนกล้วยไม้ พลัดบ้านพลัดถิ่นมาหลงสีสันน่าตื่นตาของเมืองหลวง และคิดว่าตนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่บ้านได้อีกแล้ว ทั้งที่จริงรากเหง้าของชีวิตไม่มีวันจะตัดขาดได้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร


สีสัน...

ดอกไม้สองดอกเป็นดอกไม้อิสระ มันจะดูดน้ำสีอะไรจากพื้นดินก็ได้เพื่อที่จะมีสีตามต้องการ ดอกแรกเป็นดอกที่สักแต่จะดูดน้ำสีอะไรก็ได้ขึ้นมาพอให้อยู่รอดไปได้วัน ๆ ดอกที่สองพยายามที่จะดูดสีแดงซึ่งเป็นสีที่ดูดยากที่สุด เพราะมันฝันจะเป็นดอกกุหลาบสีสวย ตัวแทนแห่งความรัก แม้จะต้องใช้ความอดทนอย่างหนักก็ตาม


ในที่สุด ดอกไม้ดอกที่สองก็ได้กลายเป็นดอกกุหลาบสีสันสวยงามอย่างที่ใจปรารถนา เพื่อเป็นดอกไม้สำหรับส่งต่อความรักให้แก่คนอื่นต่อไป ขณะที่ดอกไม้ดอกแรกตอนนี้เป็นเพียงดอกไม้ไร้ชื่อ มีสีผสมปนเปกันจนแทบจะดูไม่ได้ และรอวันเหี่ยวแห้งไปอย่างไร้ค่า

แต่น่าแปลก คนหลายคนมักจะเลือกเป็นดอกไม้ดอกแรก โดยอาจจะแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่า ถ้าบังเอิญ น้ำสีที่สักแต่จะดูด ๆ ขึ้นมาอาจผสมกันเป็นสีสันสวยงาม ทั้งที่โลกของความเป็นจริงแทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย

หากไร้ซึ่งอดีตและศรัทธา เราก็คงไม่มีที่มาและที่ไป เป็นต้นไม้ไร้ค่า ไร้ซึ่งรากเหง้าและสีสัน

อดีตและศรัทธา จึงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรจะมี แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจไม่มีต่างหาก