"เร็ว ๆ ดิ เดี๋ยวไม่ทัน มึงลง "ทางด่วน" มาเลย"
อาจเป็นเพราะทนความอืดอาดของผมไม่ไหว หรืออาจเป็นเพราะเห็นฝูงชนเบียดเสียดอยู่เต็มบาทวิถี ราวกับอยู่บนรถเมล์สายสุดท้ายของชุมชนแออัด เพื่อนผมจึงกวักมือเรียกให้ลงไปอยู่บน "ทางด่วน" ด้วยกัน เพื่อให้เวลาที่เหลืออยู่น้อยแสนน้อยเพียงพอต่อการไปถึงสถานที่นัดหมาย
"อันตรายตายห่ะ มึงยังจะให้กูลง-"
ไม่ทันขาดคำ มอเตอร์ไซค์วิ่งเฉียดแขนผมไปนิดเดียว
"เออน่ะ นิด ๆ หน่อย ๆ เพิ่มความตื่นเต้นให้ชีวิต" เพื่อนผมยักคิ้ว ก่อนจะสำทับ "ไปเร็ว ๆ เดี๋ยวพวกนั้นไม่รอนะเว้ย"
ผมนึกกังวลว่า การลง "ทางด่วน" ครั้งนี้จะมีตำรวจมาจับหรือเปล่า แต่ก็ใจชื้นขึ้นหน่อยเมื่อเห็นว่า มีคนจำนวนมากเริ่มใช้บริการ "ทางด่วน" เหมือนผมแล้ว
ไชโย! ประเทศประชาธิปไตย เสียงข้างมากชนะ!
ผมยักไหล่ ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามเพื่อนให้ทัน
...............
"ทางด่วน" เป็นศัพท์เฉพาะที่ผมและผองเพื่อนรามฯ บัญญัติความหมายขึ้นใหม่ ใช้เรียกพื้นที่ช่องซ้ายสุดของถนนฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ต้องขออธิบายสภาพภูมิศาสตร์หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงสักนิดว่า เป็นพื้นที่ที่ดีพอจะชิงแชมป์ "ถนนสายรถติดที่สุดในประเทศไทย" ได้แบบสบาย ๆ
ถนนกว้างเพียง ๖ เลน และระยะทางตลอดพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นถนนที่ไม่มีแยกอื่นมายุ่งเกี่ยว ดังนั้นใครเผลอหลงเข้ามาแล้วก็จำต้องขับกินลมชมวิวอยู่บริเวณนี้สักครู่ใหญ่ ๆ
นอกจากนี้ พื้นที่นี้ยังเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษามากที่สุดในประเทศ และอัตราค่าครองชีพของที่นี่ค่อนข้างเหมาะสมกับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย จึงเกิดการชุมนุมกันของประชากรจำนวนมหาศาลโดยมิได้นัดหมาย เมื่อคนเยอะรถจึงแยะ ทั้งรถส่วนตัว แท็กซี่ รถเมล์ เมื่อรถแยะรถจึงติด และเมื่อถนนไม่กว้าง ไม่มีแยกระบาย รถจึงติดเป็นกาวตราช้าง
ต่อไปก็ถึงคิวอธิบายพื้นที่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุปัจจัยที่มีประชากรหนาแน่น ความต้องการสินค้าจึงสูงตามไปด้วย แต่สตุ้งสตางค์ของประชากรมีไม่มากนัก เมื่อคำนวณตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว สินค้าที่เหมาะสมที่สุดในการขายย่อมมิใช่กระเป๋ายี่ห้อ "กุชชี่" หรือ "พราดา" ราคาเหยียบหมื่นจากต่างประเทศ แต่เป็นกระเป๋าราคา 199 ติดยี่ห้อกุชชี่แบกะดิน เมื่อเป็นสินค้าแบกะดินจึงต้องหาดินในการแบขาย ในที่สุดจึงลงเอย ณ ทางเท้าฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายต่างจับจองเป็นพื้นที่ตั้งร้านขายของ เหลือเพียงช่องแคบ ๆ ให้คนแย่งกันเดิน
รถเยอะ ถนนแคบ รถจึงติดฉันใด คนเยอะ ทางเท้าเหลือให้เดินแค่ช่องแคบ ๆ คนจึงติดกันเป็นตังเมไม่แพ้รถติดฉันนั้น
ถ้านึกภาพไม่ออกว่าเวลาที่คนเยอะ ๆ แล้วเดินเบียดเสียดกันบนทางเท้าหน้ารามคำแหงเป็นเช่นใด ขอให้นึกภาพรถเมล์ที่มีคนยัดแน่นจนไม่มีช่องหายใจ กระนั้นกระเป๋ารถเมล์ยังอุตส่าห์ตะโกน "ชิดในหน่อยพี่ ชิดในหน่อย" จนต้องมีคนตะโกนตอบมาว่า "เบียดกันจนจะเป็นผัวเป็นเมียกันแล้วโว้ย"
เพื่อไม่ให้กลายเป็นผัวเป็นเมียกันทั้งบนรถเมล์และทางเท้า จึงเป็นที่มาของการขยายทางเดิน โดยการจับจองช่องซ้ายสุดของถนนติดกับบาทวิถี ตั้งเป็น "ทางด่วน" ตาม "กติกู" ใครที่คิดจะใช้บริการก็ไม่ต้องจ่ายค่าบริการอื่นใดนอกจาก "ความเสี่ยง" ที่จะโดนรถเมล์หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างอารมณ์หงุดหงิดขับซิ่งมาสอยก้น
..................
อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นประชากรย่านรามคำแหงมานานหลายปี ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นบน "ทางด่วน" หน้ารามคำแหง คือเริ่มมีคนใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง "คนติด" หนัก ๆ จนรถบนถนนต้องยอมยกเลนซ้ายสุดให้เป็นสิทธิ์ขาดของประชาชนคนเดินเท้า ผลก็คือ คนไม่ติดมาก แต่รถติดยิ่งกว่ากาวตราช้างที่แห้งมานานนับสิบปี
ผมนึกย้อนไปถึงช่วงแรกที่มีสินค้ามาตั้งร้านวางขายบนทางเท้า ผู้คนต่างบ่นว่าไม่มีทางเดิน แต่เมื่อมีพ่อค้าแม่ค้าเอาสินค้ามาวางหนักเข้า พื้นที่บนบาทวิถีก็กลายเป็นพื้นที่สำหรับขายสินค้าไปโดยปริยาย ประชาชนยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของพ่อค้าแม่ค้าโดยดุษณี
ช่วงแรกที่มีการเปิดใช้ "ทางด่วน" ของคนเดิน บรรดาคนขับรถต่างก่นด่าประชาชนเดินเท้าอย่างอารมณ์เสีย เพราะทำให้รถติดหนักกว่าเดิม ร่ำ ๆ จะขับชนคนบน "ทางด่วน" ให้รู้แล้วรู้รอด แต่นานเข้า บรรดารถยนต์บนท้องถนนก็ยอมหลีกทางให้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่ใช้ "ทางด่วน" เป็นช่องทางพิเศษโดยดุษณี
เรื่องราวการตั้งร้านบนบาทวิถี หรือการขยาย "ทางด่วน" ก็คงจะเหมือนกับสินค้าที่วางขายบนทางเท้า เต็มไปด้วยบรรดาของก๊อปแบรนด์เนม และภาพยนตร์-เพลงละเมิดลิขสิทธิ์ สินค้าผิดกฎหมายทุกชิ้นได้รับฉันทามติจากประชาชนในย่านนี้ให้สามารถขายได้อย่างถูกกฎหมาย ผมเดาเอาจากการที่มีคนอุดหนุนมากมายทุกวัน ทั้งที่สถานีตำรวจนครบาลบางกะปิอยู่ห่างไปแค่ป้ายรถเมล์เดียว
โดยไม่ตั้งใจ ผมนึกย้อนไปถึงข้อเขียนเก่า ๆ ที่เคยเขียนไว้ทำนองว่า เสียงข้างมากอาจไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องเสมอไป แล้วก็มีผู้เข้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเสียยืดยาว กระนั้นผมก็ยังคงเชื่อในสิ่งที่เขียน
ในตอนนี้ผมเห็นพลังของเสียงข้างมากแล้ว จึงอาจต้องกลับไปทบทวนว่า สิ่งที่ผมเคยเขียนไปนั้นยังถูกต้องอยู่หรือเปล่าหนอ?
วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๐๘/๒๕๕๓
:: พื้นที่รวบรวมงานเขียนเก็บเล็กผสมน้อยเป็นไทม์แมชชีนความรู้สึกของวันวาน ::
วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความทรงจำเรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ"
ครั้งแรกที่ผมรู้จักชื่อคุณเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ไม่ได้มาจากการสัมผัสงานของเขาโดยตรง แต่รู้จักผ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง "สัตว์ประหลาด" (Tropical Malady) ของรุ่นน้องคนหนึ่ง เธอเขียนออกมาได้ค่อนข้างดีแม้ขณะนั้นจะอยู่แค่ปี ๓
ผมคิดว่า ความงามของอัญมณีไม่ได้อยู่ที่คนเจียระไนเพียงฝ่ายเดียว แต่อัญมณีเองก็ต้องมีความคงทนงดงามอยู่ในตัวเองด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น ภาพยนตร์เรื่อง "สัตว์ประหลาด" ก็คงต้องมีอะไรดี ๆ อยู่ข้างในไม่น้อย รุ่นน้องผมจึงสามารถสกัดเอาแง่มุมต่าง ๆ ที่น่าสนใจของภาพยนตร์ออกมาเป็นบทวิจารณ์ชวนอ่านได้ ผมจึงไปเสาะแสวงหา "สัตว์ประหลาด" เพื่อลองเข้าสู่โลกของคุณเจ้ยด้วยตนเอง
ทันทีที่ภาพยนตร์จบลง ผมรู้สึกว่ามีเศษความคิดหล่นกระจัดกระจายรอบตัว ราวกับเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่คุณเจ้ยโยนออกมาให้ผมทีละชิ้น ๆ ก่อนที่จะแสดงภาพเต็มของจิ๊กซอว์เพียงเสี้ยววินาที แล้วหนีหายไปดื้อ ๆ ผมรู้ว่ามีคำตอบสมบูรณ์ของภาพยนตร์อยู่จริง แต่ปรากฎเลือนรางในความรู้สึก จนไม่สามารถหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นมาต่อเป็นภาพสมบูรณ์ได้ นี่เองเป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเชื้อเชิญให้ผู้ชมตีความได้ไม่รู้จบ ผมจึงไม่แปลกใจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลขวัญใจกรรมการ (Jury Prize) จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แม้จะมีหลายส่วนในภาพยนตร์ที่ผมไม่สามารถตีความได้เลยแม้แต่น้อยด้วยระดับสติปัญญาในขณะนั้น (หรือแม้ในขณะนี้ก็ตามที)
แต่แล้วกาลเวลาก็จับภาพยนตร์ของคุณเจ้ยโยนทิ้งไว้ในกล่องความทรงจำส่วนลึก ก่อนจะดึงเรื่องอื่นเข้ามาชุลมุนในความสนใจ จนผมเผลอลืมเรื่องของคุณเจ้ยไปเสียสนิท
.................
กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" ผลงานล่าสุดของเขาได้รับรางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ชื่อของคุณเจ้ยและชิ้นส่วนความคิดจากผลงานเรื่องก่อนหน้าจึงหวนกลับมาอยู่ในความสนใจของผมอีกครั้ง รุ่นน้องคนที่เคยแนะนำให้ผมรู้จักคุณเจ้ยผ่านบทวิจารณ์แทบจะฉุดกระชากลากคอผมเข้าไปสัมผัสโลกของคุณเจ้ยเป็นคำรบสองทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในเมืองไทย
การเข้าไปในโลกของเขาครั้งใหม่นี้ ดูเหมือนว่าคุณเจ้ยจะโยนจิ๊กซอว์ออกมามากกว่าเดิม และให้ดูภาพสมบูรณ์นานกว่าเดิมอีกนิดจนพอจะเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น กอปรกับชิ้นส่วนความคิดจากครั้งที่ได้ดู "สัตว์ประหลาด" ก็มาช่วยเสริมให้เห็นภาพของเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ถึงขนาดประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นภาพสมบูรณ์ได้ก็ตามที
แต่การได้ชมเพียงรอบเดียวออกจะน้อยเกินไปสำหรับการนำมาเขียนวิจารณ์ให้มีน้ำมีนวล ผมจึงต้องพับเรื่องการวิจารณ์เก็บไว้ในกระเป๋าเสียก่อน ทำได้เพียงเขียนบันทึกสิ่งที่จับต้องได้ในการชมภาพยนตร์รอบนี้ไว้ในสมุดว่า:
แท้จริงแล้ว เรื่องผีหรือวิญญาณ ตลอดจนการกลับชาติมาเกิด มิใช่อื่นใดเลยนอกจากจิตวิญญาณที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคน และต้องใช้สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์เป็นสื่อสัมผัส
จิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนนั้น ต่างก็มี "ความทรงจำ" ที่สร้างอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของตนเอง ดังนั้นการรับรู้ถึงจิตวิญญาณและความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์ผู้นั้นมีตัวตนและมีคุณค่าในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง
ขณะที่ "กระบวนการสร้างมนุษย์ให้เป็นอารยะ" ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก เช่น การสร้างโลกสมัยใหม่ การสร้างรัฐ-ชาติ โลกาภิวัตน์ ฯลฯ พยายามกีดกันมนุษย์ออกจากสัญชาตญาณดั้งเดิม ปฏิเสธอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์บุคคลโดยการทำลาย "ความทรงจำ" ของจิตวิญญาณทิ้งไป และสร้างความทรงจำใหม่ให้อยู่ในกรอบเดียวกัน เพื่อให้มนุษย์สูญสิ้นตัวตน ลดคุณค่ากลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในกลไกการขับเคลื่อนโลกให้เดินไปข้างหน้า
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จิตวิญญาณและสัญชาตญาณดั้งเดิมยังคงมีอยู่ในตัวมนุษย์เสมอ และไม่มีวันจะถูกทำลายลงไปได้ ไม่ว่าเขาและเธอเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
......................
นอกจากสิ่งที่เขียนไว้ในสมุดแล้ว ชิ้นส่วนความคิดจากภาพยนตร์ที่เก็บไว้ในความทรงจำยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่สังคมไทยไม่กล้าพูดถึง เช่น เรื่องศาสนา เรื่องระบอบกษัตริย์ เรื่องคอมมิวนิสต์ ฯลฯ ซึ่งผมและรุ่นน้องได้ถกเถียงกันอย่างเมามันอยู่หลายชั่วโมงหลังจากเรื่องราวของลุงบุญมีจบลง ภาพยนตร์ของคุณเจ้ยยังคงเสน่ห์ "การตีความได้ไม่รู้จบ" ไว้เสมอ และดูเหมือนว่าความคิดของพวกเราจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากกว่าเดิม
เร็ว ๆ นี้ ผมเพิ่งได้ข่าวว่า "ลุงบุญมีระลึกชาติ" จะเปิดรอบฉาย และสาขาที่ฉายเพิ่ม รวมทั้งออกเดินสายไปฉายยังต่างจังหวัด น่าดีใจว่าภาพยนตร์ที่เชิญชวนให้เกิดความงอกเงยทางปัญญาได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้น แม้ว่าอาจจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการได้รับรางวัล หรือการดูตามกระแสก็ตามที แต่อย่างไรเสีย คนดูเยอะก็คงดีกว่าคนดูน้อย การที่คนจำนวนมากขึ้นไปดูหนังแบบนี้ก็น่าจะเชื้อเชิญให้เกิดการ "ออกกำลังกายทางปัญญา" ร่วมกันมากขึ้น เอากระแสตักตวงปริมาณไว้ก่อน ประเดี๋ยวคุณภาพของประชากรก็เพิ่มขึ้นเองน่า
คิดจบ ผมก็รู้สึกทะแม่ง ๆ กับตรรกะชวนงงงวยของตัวเอง
ขณะที่ผมคิดจะตีตั๋วเข้าไปชมอีกครั้ง พอดีรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้แสดงอันดับหนังทำเงินในเมืองไทยประจำสัปดาห์ อันดับหนึ่งคือ "ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ"
ทำเอาผมลังเลใจ... จะดูลุงบุญมี หรือตุ๊กกี้ดีนะ?
วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๐๘/๒๕๕๓
ผมคิดว่า ความงามของอัญมณีไม่ได้อยู่ที่คนเจียระไนเพียงฝ่ายเดียว แต่อัญมณีเองก็ต้องมีความคงทนงดงามอยู่ในตัวเองด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น ภาพยนตร์เรื่อง "สัตว์ประหลาด" ก็คงต้องมีอะไรดี ๆ อยู่ข้างในไม่น้อย รุ่นน้องผมจึงสามารถสกัดเอาแง่มุมต่าง ๆ ที่น่าสนใจของภาพยนตร์ออกมาเป็นบทวิจารณ์ชวนอ่านได้ ผมจึงไปเสาะแสวงหา "สัตว์ประหลาด" เพื่อลองเข้าสู่โลกของคุณเจ้ยด้วยตนเอง
ทันทีที่ภาพยนตร์จบลง ผมรู้สึกว่ามีเศษความคิดหล่นกระจัดกระจายรอบตัว ราวกับเป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่คุณเจ้ยโยนออกมาให้ผมทีละชิ้น ๆ ก่อนที่จะแสดงภาพเต็มของจิ๊กซอว์เพียงเสี้ยววินาที แล้วหนีหายไปดื้อ ๆ ผมรู้ว่ามีคำตอบสมบูรณ์ของภาพยนตร์อยู่จริง แต่ปรากฎเลือนรางในความรู้สึก จนไม่สามารถหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นมาต่อเป็นภาพสมบูรณ์ได้ นี่เองเป็นเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะเชื้อเชิญให้ผู้ชมตีความได้ไม่รู้จบ ผมจึงไม่แปลกใจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลขวัญใจกรรมการ (Jury Prize) จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ แม้จะมีหลายส่วนในภาพยนตร์ที่ผมไม่สามารถตีความได้เลยแม้แต่น้อยด้วยระดับสติปัญญาในขณะนั้น (หรือแม้ในขณะนี้ก็ตามที)
แต่แล้วกาลเวลาก็จับภาพยนตร์ของคุณเจ้ยโยนทิ้งไว้ในกล่องความทรงจำส่วนลึก ก่อนจะดึงเรื่องอื่นเข้ามาชุลมุนในความสนใจ จนผมเผลอลืมเรื่องของคุณเจ้ยไปเสียสนิท
.................
กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" ผลงานล่าสุดของเขาได้รับรางวัลปาล์มทองคำ ซึ่งนับเป็นรางวัลสูงสุดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ชื่อของคุณเจ้ยและชิ้นส่วนความคิดจากผลงานเรื่องก่อนหน้าจึงหวนกลับมาอยู่ในความสนใจของผมอีกครั้ง รุ่นน้องคนที่เคยแนะนำให้ผมรู้จักคุณเจ้ยผ่านบทวิจารณ์แทบจะฉุดกระชากลากคอผมเข้าไปสัมผัสโลกของคุณเจ้ยเป็นคำรบสองทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในเมืองไทย
การเข้าไปในโลกของเขาครั้งใหม่นี้ ดูเหมือนว่าคุณเจ้ยจะโยนจิ๊กซอว์ออกมามากกว่าเดิม และให้ดูภาพสมบูรณ์นานกว่าเดิมอีกนิดจนพอจะเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ชัดเจนขึ้น กอปรกับชิ้นส่วนความคิดจากครั้งที่ได้ดู "สัตว์ประหลาด" ก็มาช่วยเสริมให้เห็นภาพของเรื่องนี้ชัดเจนขึ้น แม้จะไม่ถึงขนาดประกอบชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นภาพสมบูรณ์ได้ก็ตามที
แต่การได้ชมเพียงรอบเดียวออกจะน้อยเกินไปสำหรับการนำมาเขียนวิจารณ์ให้มีน้ำมีนวล ผมจึงต้องพับเรื่องการวิจารณ์เก็บไว้ในกระเป๋าเสียก่อน ทำได้เพียงเขียนบันทึกสิ่งที่จับต้องได้ในการชมภาพยนตร์รอบนี้ไว้ในสมุดว่า:
แท้จริงแล้ว เรื่องผีหรือวิญญาณ ตลอดจนการกลับชาติมาเกิด มิใช่อื่นใดเลยนอกจากจิตวิญญาณที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์ทุกคน และต้องใช้สัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์เป็นสื่อสัมผัส
จิตวิญญาณของมนุษย์แต่ละคนนั้น ต่างก็มี "ความทรงจำ" ที่สร้างอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์ของตนเอง ดังนั้นการรับรู้ถึงจิตวิญญาณและความทรงจำ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์ผู้นั้นมีตัวตนและมีคุณค่าในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง
ขณะที่ "กระบวนการสร้างมนุษย์ให้เป็นอารยะ" ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก เช่น การสร้างโลกสมัยใหม่ การสร้างรัฐ-ชาติ โลกาภิวัตน์ ฯลฯ พยายามกีดกันมนุษย์ออกจากสัญชาตญาณดั้งเดิม ปฏิเสธอัตลักษณ์และประวัติศาสตร์บุคคลโดยการทำลาย "ความทรงจำ" ของจิตวิญญาณทิ้งไป และสร้างความทรงจำใหม่ให้อยู่ในกรอบเดียวกัน เพื่อให้มนุษย์สูญสิ้นตัวตน ลดคุณค่ากลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ในกลไกการขับเคลื่อนโลกให้เดินไปข้างหน้า
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จิตวิญญาณและสัญชาตญาณดั้งเดิมยังคงมีอยู่ในตัวมนุษย์เสมอ และไม่มีวันจะถูกทำลายลงไปได้ ไม่ว่าเขาและเธอเหล่านั้นจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
......................
นอกจากสิ่งที่เขียนไว้ในสมุดแล้ว ชิ้นส่วนความคิดจากภาพยนตร์ที่เก็บไว้ในความทรงจำยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่สังคมไทยไม่กล้าพูดถึง เช่น เรื่องศาสนา เรื่องระบอบกษัตริย์ เรื่องคอมมิวนิสต์ ฯลฯ ซึ่งผมและรุ่นน้องได้ถกเถียงกันอย่างเมามันอยู่หลายชั่วโมงหลังจากเรื่องราวของลุงบุญมีจบลง ภาพยนตร์ของคุณเจ้ยยังคงเสน่ห์ "การตีความได้ไม่รู้จบ" ไว้เสมอ และดูเหมือนว่าความคิดของพวกเราจะแตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากกว่าเดิม
เร็ว ๆ นี้ ผมเพิ่งได้ข่าวว่า "ลุงบุญมีระลึกชาติ" จะเปิดรอบฉาย และสาขาที่ฉายเพิ่ม รวมทั้งออกเดินสายไปฉายยังต่างจังหวัด น่าดีใจว่าภาพยนตร์ที่เชิญชวนให้เกิดความงอกเงยทางปัญญาได้รับการตอบรับจากประชาชนมากขึ้น แม้ว่าอาจจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการได้รับรางวัล หรือการดูตามกระแสก็ตามที แต่อย่างไรเสีย คนดูเยอะก็คงดีกว่าคนดูน้อย การที่คนจำนวนมากขึ้นไปดูหนังแบบนี้ก็น่าจะเชื้อเชิญให้เกิดการ "ออกกำลังกายทางปัญญา" ร่วมกันมากขึ้น เอากระแสตักตวงปริมาณไว้ก่อน ประเดี๋ยวคุณภาพของประชากรก็เพิ่มขึ้นเองน่า
คิดจบ ผมก็รู้สึกทะแม่ง ๆ กับตรรกะชวนงงงวยของตัวเอง
ขณะที่ผมคิดจะตีตั๋วเข้าไปชมอีกครั้ง พอดีรายการเรื่องเล่าเช้านี้ได้แสดงอันดับหนังทำเงินในเมืองไทยประจำสัปดาห์ อันดับหนึ่งคือ "ตุ๊กกี้ เจ้าหญิงขายกบ"
ทำเอาผมลังเลใจ... จะดูลุงบุญมี หรือตุ๊กกี้ดีนะ?
วุฒินันท์ ชัยศรี
๐๗/๐๘/๒๕๕๓
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ดาบสามานย์ฤาประหารศักดินา?
๏ ยืมมือทุนสามานย์
มาประหารทุนศักดินา
ภูมิใจเหลือละวา
ว่าชนะว่ากำชัย
๏ เงินเลวคือเงินเลว
เอาคำหรูฉาบเพียงใด
เงินของคนจัญไร
รังจะสร้างเสนียดระอา
๏ เอาทุนมาล้มทุน
ผลคือทุนที่ใหญ่กว่า
ใช่ทุนของประชา
แต่คือทุนของบางคน
๏ "ผมถูกรังแกครับ"
คอยสับปลับให้สับสน
หลงคำซ้ำหลงมนต์
ว่ามารคือนักปฏิวัติ!
๏ การเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิด
แต่ใช่เกิดจากคนอสัตย์
มิเช่นนั้นการปฏิวัติ
แค่เปลี่ยนมืออำนาจมาร
๏ หากทุนสามานย์ชนะ
ตระกูลเลวย่อมล้างผลาญ
ถอนทุนจนแหลกลาญ
และรากหญ้าจะย่อยยับ!
๏ รากหญ้าต้องสำนึก
นั่นค้อนเคียวเถิดจงจับ
ลุกฮืออย่าอือรับ
คอยทำตามคำสั่งใคร
๏ ล้มทุนศักดินา
ด้วยมือเราใช่มือไหน
ด้วยทุนเราใช่ทุนใด
ด้วยใจเราใช่ใจเลว
๏ ยืมทุนมาล้มทุน
นั่นแหละเราจะล้มเหลว
คบไฟที่ไร้เปลว
ฤานำทางที่ถูกควร
๏ จิตปฏิวัติเกิดจากใจ
ใช่ปั่นปลุกความปั่นป่วน
ใช่ยุยงด้วยยียวน
แต่คือธรรมที่นำธง
๏ นั่นแหละคือปฏิวัติ
ด้วยจิตธรรมอันสูงส่ง
โค่นทุนศักดินาลง
ด้วยมือเราใช่มือร้าย
๏ ยืมทุนมาโค่นทุน
ย่อมผลลัพธ์คือฉิบหาย
เลนินคงขำตาย
มีสหายเป็นนายทุน
๏ ยืมมือทุนสามานย์โค่นศักดินา
ชัยชนะลวงตาก่อนฉิบหาย
มาร์กซ์-เลนินรู้เข้าคงขำตาย
เมื่อสหายกลับกลายเป็นนายทุน! ๚ะ๛
๒๐/๐๖/๕๓
แรงบันดาลใจจากคนตอบบันทึกบทกวีของโอบอ้อม หอมจันทร์ ใน Facebook
มาประหารทุนศักดินา
ภูมิใจเหลือละวา
ว่าชนะว่ากำชัย
๏ เงินเลวคือเงินเลว
เอาคำหรูฉาบเพียงใด
เงินของคนจัญไร
รังจะสร้างเสนียดระอา
๏ เอาทุนมาล้มทุน
ผลคือทุนที่ใหญ่กว่า
ใช่ทุนของประชา
แต่คือทุนของบางคน
๏ "ผมถูกรังแกครับ"
คอยสับปลับให้สับสน
หลงคำซ้ำหลงมนต์
ว่ามารคือนักปฏิวัติ!
๏ การเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิด
แต่ใช่เกิดจากคนอสัตย์
มิเช่นนั้นการปฏิวัติ
แค่เปลี่ยนมืออำนาจมาร
๏ หากทุนสามานย์ชนะ
ตระกูลเลวย่อมล้างผลาญ
ถอนทุนจนแหลกลาญ
และรากหญ้าจะย่อยยับ!
๏ รากหญ้าต้องสำนึก
นั่นค้อนเคียวเถิดจงจับ
ลุกฮืออย่าอือรับ
คอยทำตามคำสั่งใคร
๏ ล้มทุนศักดินา
ด้วยมือเราใช่มือไหน
ด้วยทุนเราใช่ทุนใด
ด้วยใจเราใช่ใจเลว
๏ ยืมทุนมาล้มทุน
นั่นแหละเราจะล้มเหลว
คบไฟที่ไร้เปลว
ฤานำทางที่ถูกควร
๏ จิตปฏิวัติเกิดจากใจ
ใช่ปั่นปลุกความปั่นป่วน
ใช่ยุยงด้วยยียวน
แต่คือธรรมที่นำธง
๏ นั่นแหละคือปฏิวัติ
ด้วยจิตธรรมอันสูงส่ง
โค่นทุนศักดินาลง
ด้วยมือเราใช่มือร้าย
๏ ยืมทุนมาโค่นทุน
ย่อมผลลัพธ์คือฉิบหาย
เลนินคงขำตาย
มีสหายเป็นนายทุน
๏ ยืมมือทุนสามานย์โค่นศักดินา
ชัยชนะลวงตาก่อนฉิบหาย
มาร์กซ์-เลนินรู้เข้าคงขำตาย
เมื่อสหายกลับกลายเป็นนายทุน! ๚ะ๛
๒๐/๐๖/๕๓
แรงบันดาลใจจากคนตอบบันทึกบทกวีของโอบอ้อม หอมจันทร์ ใน Facebook
วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ลมลึกลับในลิฟต์เล็กเล็ก
ขณะฉันจะผายลม...
ดิ่งจมเวิ้งในใจเงียบสงัด
คลื่นลมถล่มซ้ำกระหน่ำซัด
โครกครากค่อยชัดถนัดนัย
ท่ามกลางฝูงชน
ผู้คนมากมายจะผายไฉน
ผายมือนั่นหนอพอทำใจ
แต่ผายลมเหม็นบรรลัยไม่ไหวนะ!
สูงเพียงห้าชั้น
กลับต้องกลั้นกล้ำกลืนฝืนทุกขณะ
ถูกพิษลมโจมตีทุกระยะ
ลิฟต์เหมือนจะยาวนานกว่าล้านชั้น
ห้า - - - - สี่ - - - - - - - - - สาม - - - - - - - - - - - -
คอยถามตัวเองอยู่นั่น
ชั้นหนึ่งถึงเมื่อไหร่!!! เมื่อไหร่กัน!!!!!
ลมปราณมาประจันจะออกแล้ว!!!!!!!!!!!
ดิ่งจมเวิ้งในใจเงียบสงัด
คลื่นลมถล่มซ้ำกระหน่ำซัด
โครกครากค่อยชัดถนัดนัย
ท่ามกลางฝูงชน
ผู้คนมากมายจะผายไฉน
ผายมือนั่นหนอพอทำใจ
แต่ผายลมเหม็นบรรลัยไม่ไหวนะ!
สูงเพียงห้าชั้น
กลับต้องกลั้นกล้ำกลืนฝืนทุกขณะ
ถูกพิษลมโจมตีทุกระยะ
ลิฟต์เหมือนจะยาวนานกว่าล้านชั้น
ห้า - - - - สี่ - - - - - - - - - สาม - - - - - - - - - - - -
คอยถามตัวเองอยู่นั่น
ชั้นหนึ่งถึงเมื่อไหร่!!! เมื่อไหร่กัน!!!!!
ลมปราณมาประจันจะออกแล้ว!!!!!!!!!!!
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
สุขสันต์วันเกิด-ชีวิตมายาภาพ
ครบรอบวันเกิดของฉันอีกครั้งหนึ่ง
ฉันกลับไม่รู้สึกดีใจ
ฉันจะดีใจได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตนี้ไม่ใช่ความจริง
พระพุทธเจ้า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ผู้ที่ฉันเห็นว่าคำสอนของพระองค์ไม่มีที่ผิดแม้เพียงส่วนเสี้ยวเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เราเกิดมาจากอวิชชา
อวิชชาปรุงแต่งสังขาร สังขารปรุงแต่งวิญญาณ วิญญาณปรุงแต่งนามรูป นามรูปปรุงแต่งสฬายตนะ สฬายตนะปรุงแต่งผัสสะ ผัสสะปรุงแต่งเวทนา เวทนาปรุงแต่งตัณหา ตัณหาปรุงแต่งอุปทาน อุปทานปรุงแต่งภพ ภพปรุงแต่งชาติ ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในชาติ และกำลังเดินไปสู่ชราและมรณะ
เราทุกคนถืออวิชชาเป็นรากเหง้าในการเกิด
ชีวิตที่กำลังหายใจอยู่ขณะนี้ จึงเป็นเพียงมายาภาพ
แม้จะรู้ว่าชีวิตนี้เป็นมายาภาพ กระนั้นฉันกลับยึดติดอะไรบางอย่าง
ฉันยึดติดอยู่กับความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ทั้งสี่อย่างไหลเวียนอยู่ในใจให้ฉันรู้สึกยึดมั่นถือมั่น และรู้ว่าตัวตนของฉันยังมีอยู่
ความรัก ความโลภก่อให้เกิดความรู้สึกรัก ผูกพัน ยึดติด อยากได้อยากมี ปรุงแต่งให้จิตหลงใหลในสิ่งที่น่ารักน่าใคร่
ความโกรธและความหลงก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง โกรธแค้น ไม่อยากพบไม่อยากสัมผัสในสิ่งที่จิตปรุงแต่งว่าไม่น่ารักไม่น่าใคร่
23 ปีของการถืออวิชชาในการเกิด
ไม่ได้ทำให้ฉันหลีกหนีจากอวิชชาได้เลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม อวิชชากลับพอกพูนขึ้นทุกวินาที
วันเกิดของฉันในปีนี้ เป็นวันตายของหลาย ๆ คน
วันเกิดของฉันในปีนี้ อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ความโกรธเกลียด และการเข่นฆ่า
ฉันเคยก่นด่า หยามเหยียด รังเกียจคนบางกลุ่มในใจ
ฉันด่าว่าพวกเขาไร้การศึกษา ไม่มีปัญญาคิดได้เอง ชอบแต่จะสร้างความวุ่นวาย
ฉันด่าว่าพวกเขาโง่แสนโง่ที่หลงเชื่อคนระยำบางคนที่ชอบโกหกหน้าด้าน ๆ
ฉันมองเขาด้วยสายตาดูแคลน มองเขาอย่างหมาขี้เรื้อนหิวโซตัวหนึ่งที่คอยเลียแข้งเลียขาเจ้านายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่เจ้านายคอยโยนให้แต่เศษกระดูก
ฉันเชื่อว่าตัวเองฉลาดเพราะเป็นคนมีการศึกษา เชื่อว่าตัวเองเลือกเข้าข้างฝ่ายที่ถูกต้อง
แต่ฉันกลับหลงลืมไปว่า...
รากเหง้าในการเกิดของฉันคืออวิชชา
รากเหง้าในการเกิดของฉันคืออวิชชาเช่นเดียวกับพวกเขาทั้งหลาย
พวกเราทุกคนก็คือกลุ่มก้อนของอวิชชา ที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเช่นเดียวกัน
โศกศัลย์วันเกิดสำหรับปีนี้ เช่นเดียวกับทุกปี
และฉันก็ไม่รู้สึกดีใจ เช่นเดียวกับทุกปี
เพราะชีวิตนี้เป็นเพียงมายาภาพ
เพราะชีวิตนี้เกิดจากอวิชชา
แต่อย่างน้อย ฉันก็รู้สึกดีใจอยู่บ้าง
ที่วันเกิดในปีนี้...ฉันตระหนักรู้ว่าเราทุกคนล้วนเกิดมาจากอวิชชา
ทำให้ฉันเกลียดคนที่เคยเกลียดน้อยลง
แม้เพียงวันเดียวก็ยังดี
ฉันกลับไม่รู้สึกดีใจ
ฉันจะดีใจได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตนี้ไม่ใช่ความจริง
พระพุทธเจ้า นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ผู้ที่ฉันเห็นว่าคำสอนของพระองค์ไม่มีที่ผิดแม้เพียงส่วนเสี้ยวเคยกล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์เราเกิดมาจากอวิชชา
อวิชชาปรุงแต่งสังขาร สังขารปรุงแต่งวิญญาณ วิญญาณปรุงแต่งนามรูป นามรูปปรุงแต่งสฬายตนะ สฬายตนะปรุงแต่งผัสสะ ผัสสะปรุงแต่งเวทนา เวทนาปรุงแต่งตัณหา ตัณหาปรุงแต่งอุปทาน อุปทานปรุงแต่งภพ ภพปรุงแต่งชาติ ตอนนี้ฉันกำลังอยู่ในชาติ และกำลังเดินไปสู่ชราและมรณะ
เราทุกคนถืออวิชชาเป็นรากเหง้าในการเกิด
ชีวิตที่กำลังหายใจอยู่ขณะนี้ จึงเป็นเพียงมายาภาพ
แม้จะรู้ว่าชีวิตนี้เป็นมายาภาพ กระนั้นฉันกลับยึดติดอะไรบางอย่าง
ฉันยึดติดอยู่กับความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ทั้งสี่อย่างไหลเวียนอยู่ในใจให้ฉันรู้สึกยึดมั่นถือมั่น และรู้ว่าตัวตนของฉันยังมีอยู่
ความรัก ความโลภก่อให้เกิดความรู้สึกรัก ผูกพัน ยึดติด อยากได้อยากมี ปรุงแต่งให้จิตหลงใหลในสิ่งที่น่ารักน่าใคร่
ความโกรธและความหลงก่อให้เกิดความรู้สึกเกลียดชัง โกรธแค้น ไม่อยากพบไม่อยากสัมผัสในสิ่งที่จิตปรุงแต่งว่าไม่น่ารักไม่น่าใคร่
23 ปีของการถืออวิชชาในการเกิด
ไม่ได้ทำให้ฉันหลีกหนีจากอวิชชาได้เลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม อวิชชากลับพอกพูนขึ้นทุกวินาที
วันเกิดของฉันในปีนี้ เป็นวันตายของหลาย ๆ คน
วันเกิดของฉันในปีนี้ อยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย ความโกรธเกลียด และการเข่นฆ่า
ฉันเคยก่นด่า หยามเหยียด รังเกียจคนบางกลุ่มในใจ
ฉันด่าว่าพวกเขาไร้การศึกษา ไม่มีปัญญาคิดได้เอง ชอบแต่จะสร้างความวุ่นวาย
ฉันด่าว่าพวกเขาโง่แสนโง่ที่หลงเชื่อคนระยำบางคนที่ชอบโกหกหน้าด้าน ๆ
ฉันมองเขาด้วยสายตาดูแคลน มองเขาอย่างหมาขี้เรื้อนหิวโซตัวหนึ่งที่คอยเลียแข้งเลียขาเจ้านายอย่างไม่ลืมหูลืมตา ทั้งที่เจ้านายคอยโยนให้แต่เศษกระดูก
ฉันเชื่อว่าตัวเองฉลาดเพราะเป็นคนมีการศึกษา เชื่อว่าตัวเองเลือกเข้าข้างฝ่ายที่ถูกต้อง
แต่ฉันกลับหลงลืมไปว่า...
รากเหง้าในการเกิดของฉันคืออวิชชา
รากเหง้าในการเกิดของฉันคืออวิชชาเช่นเดียวกับพวกเขาทั้งหลาย
พวกเราทุกคนก็คือกลุ่มก้อนของอวิชชา ที่ต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเช่นเดียวกัน
โศกศัลย์วันเกิดสำหรับปีนี้ เช่นเดียวกับทุกปี
และฉันก็ไม่รู้สึกดีใจ เช่นเดียวกับทุกปี
เพราะชีวิตนี้เป็นเพียงมายาภาพ
เพราะชีวิตนี้เกิดจากอวิชชา
แต่อย่างน้อย ฉันก็รู้สึกดีใจอยู่บ้าง
ที่วันเกิดในปีนี้...ฉันตระหนักรู้ว่าเราทุกคนล้วนเกิดมาจากอวิชชา
ทำให้ฉันเกลียดคนที่เคยเกลียดน้อยลง
แม้เพียงวันเดียวก็ยังดี
วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553
คิดถึง... ตุ๊กตา

๏ หากผู้หญิงน่ารักเหมือนตุ๊กตา
เธอก็คงน่ารักมากกว่านั้น
เอาตุ๊กตามาเรียงรายนับร้อยพัน
มาเทียบกันคงไม่เท่าครึ่งของเธอ
๏ เพราะ "ตุ๊กตา" ไม่มีค่าแค่น่ารัก
แม้งานหนักยังยิ้มใสได้เสมอ
เป็นรอยยิ้มพิมพ์ใจให้ใจละเมอ
ได้พบเจอเหมือนเติมใจให้ชื่นบาน
๏ แค่อยากพบเพียงให้หายคิดถึง
กลับตราตรึงหัวใจในยิ้มหวาน
และตอกตรึงหัวใจให้ทรมาน
ร้าวรานด้วยฤทธิ์พิษไข้รัก
๏ เธอจะรู้หรือไม่...ใครคนหนึ่ง
แอบคิดถึงซึ้งซ่านอาการหนัก
เหมือนแสนฟืนสุมไฟร้อนใจนัก
เพียงเธอทักด้วยรอยยิ้มพิมพ์หัวใจ
๏ จะตอบยิ้มด้วยรอยยิ้มยังประหม่า
จะสบตาด้วยสองตายังหวั่นไหว
แล้วคำรักจะเอื้อนเอ่ยเผยอย่างไร
เพียงทักทายยังพูดไปไม่เต็มคำ
๏ ยิ่งหักห้ามหัวใจยิ่งไหวหวั่น
ยิ่งหยุดฝันหยุดคิดถึงยิ่งถลำ
ยิ่งหนีใจยิ่งเหมือนใจถูกจองจำ
ยิ่งลืมเลือนเหมือนยิ่งย้ำด้วยรอยยิ้ม
๏ อยากย้อนไปเป็นเด็กน้อยอีกสักครา
อ้อนแม่ซื้อตุ๊กตาตัวนิ่มนิ่ม
จะนอนกอดตุ๊กตานัยน์ตาพริ้ม
กอดจนอิ่มอุ่นใจไปทุกวัน
๏ สะดุ้งตื่นขึ้นมาว่าฝันไป
ก็รับรู้อยู่แก่ใจได้แค่ฝัน
นอนกอดหมอนร้อนรุ่มรำพึงรำพัน
ดวงหน้านั้นยังตรึงใจไม่รู้จาง
๏ หยิบตุ๊กตาตัวเล็กเล็กขึ้นมากอด
พร่ำพรอดกอดไว้ไม่ยอมห่าง
ตุ๊กตาจะรู้ไหมใครอ้างว้าง
จะรับรู้อยู่บ้างหรืออย่างไร
๏ ขณะที่ความคิดถึงเริ่มเดินทาง
ใจของคนอ้างว้างก็หวั่นไหว
แต่เสี้ยวฝันยังแอบฝันทุกวันไป
ว่าจะได้เดินร่วมทางเคียงข้างเธอ
...
และเสี้ยวฝันนั้นคือหวังกำลังใจ
ขอให้ได้เดินร่วมทางเคียงข้างเธอ ๚ะ๛
ขอบคุณภาพประกอบจาก woman.mthai.com
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
เถิดจงให้ใจเดินทาง
๏ เธอรู้ไหม...
มีหมื่นน้ำผึ้งใจในที่หนึ่ง
กลิ่นหอมรสหวานซ่านซึ้ง
ตราตรึงหัวใจไม่รู้วาย
๏ และในที่เดียวกัน...
มีความฝันความงามเปี่ยมความหมาย
ถักทอเป็นไหมพรมห่มใจกาย
ก่อนหนาวตายด้วยฤทธิ์พิษอ้างว้าง
๏ และเมื่อเธอเลือกห่มรัก
เธออาจต้องรู้จักความเจ็บบ้าง
อาจจะต้องทุกข์ทนระหว่างทาง
อาจเกิดความบาดหมางระหว่างเรา
๏ อาจสุขใจในทุกทีที่เธอตื่น
อาจทุกข์ใจในทุกคืนสะอื้นเศร้า
แต่เธอรู้ความรักจักบรรเทา
ความเจ็บความเหงาให้เบาลง
๏ รักจึงเป็นเช่นคืนวันที่ผันผ่าน
มีร้าวรานและสุขล้นจนลุ่มหลง
และแปรผันเหมือนวันคืนไม่ยืนยง
เกินจะรู้รักจบลงตรงที่ใด
๏ นั่นคือความรัก...
ฤาจักจำกัดนิยามได้
ระยะทางของความรักยังแสนไกล
ตราบที่มีหัวใจ...จงเดินทาง ๚ะ๛
มีหมื่นน้ำผึ้งใจในที่หนึ่ง
กลิ่นหอมรสหวานซ่านซึ้ง
ตราตรึงหัวใจไม่รู้วาย
๏ และในที่เดียวกัน...
มีความฝันความงามเปี่ยมความหมาย
ถักทอเป็นไหมพรมห่มใจกาย
ก่อนหนาวตายด้วยฤทธิ์พิษอ้างว้าง
๏ และเมื่อเธอเลือกห่มรัก
เธออาจต้องรู้จักความเจ็บบ้าง
อาจจะต้องทุกข์ทนระหว่างทาง
อาจเกิดความบาดหมางระหว่างเรา
๏ อาจสุขใจในทุกทีที่เธอตื่น
อาจทุกข์ใจในทุกคืนสะอื้นเศร้า
แต่เธอรู้ความรักจักบรรเทา
ความเจ็บความเหงาให้เบาลง
๏ รักจึงเป็นเช่นคืนวันที่ผันผ่าน
มีร้าวรานและสุขล้นจนลุ่มหลง
และแปรผันเหมือนวันคืนไม่ยืนยง
เกินจะรู้รักจบลงตรงที่ใด
๏ นั่นคือความรัก...
ฤาจักจำกัดนิยามได้
ระยะทางของความรักยังแสนไกล
ตราบที่มีหัวใจ...จงเดินทาง ๚ะ๛
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ONET... โอ้ เซ็งเป็ด!!
เห็นข้อสอบโอเน็ตของเด็กสมัยนี้แล้ว...อ่อนใจ
ประมาณว่า ถ้านายวุฒินันท์ ตอนนี้อยู่ ม.6 และเพิ่งสอบโอเน็ตเสร็จไป ขอบอกว่า มันหมดอนาคตแน่ ๆ ไม่ต้องหวังแล้ว อักษงอักษร- อักษรจุฬาฯ ไม่ต้องคิด อักษรศิลปากรแม้แต่ตูดก็ไม่มีทางฟลุกติด มีแววว่าจะได้เข้าเรียนในโควตารามฯ แทน... ชัวร์ป๊าด!
..........................................................
ข้อสอบ "แนวใหม่" (เขาว่างั้น)
อยากรู้ว่าแนวใหม่ยังไง ติดตามรายละเอียดได้ในข่าว หรือตามเว็บบอร์ดวัยรุ่น อาทิ เด็กดีดอตคอม คงด่าคนออกกันกระจุยแล้ว
โดยสรุปแบบสั้น ๆ ของ "แนวใหม่" ก็คือ เป็นข้อสอบปรนัยที่มิใช่ 4 ตัวเลือก ความน่าจะเป็น 1/4 อีกต่อไป แต่เป็นข้อสอบปรนัยที่สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือก หากเห็นว่าถูกต้องมากกว่า 1!
และบางข้อก็เป็นข้อสอบเพื่อวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงสัมพันธ์ เช่น การจัดดอกไม้ เลือกสีผ้าปูโต๊ะ พร้อมทั้งเลือกเสิร์ฟอาหารในสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับการงานพื้นฐานอาชีพ โดยใน 1 ข้อ มี 3 ข้อย่อย และต้องเลือกให้ถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนน (แบบนี้มึ... เอ้ย คุณฆ่าผมเลยดีกว่า)
....................................................
ข้อดี - ข้อเสีย
บางข้อก็เป็นข้อสอบที่น่าชื่นชม เช่น ข้อสอบวิชาสังคม:
ฟิลิปปินส์ เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศใด อ่าส์... มีสองคำตอบ คือ สเปน และ สหรัฐฯ เออ... ก็พอทน อันนี้วัดความรู้ได้จริง (แต่นายวุฒินันท์ ตอบไม่ได้แน่ ๆ)
แต่บางข้อก็เรียกร้องจินตนาการจากเด็กมากเกินไปนิดส์ เช่น ข้อสอบวิชาภาษาไทย:
พูดถึงวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครโดนชีเปลือยหลอกแล้วพระฤาษีมาช่วยสุดสาคร ก็อีตอน "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์..." นั่นแล แต่ข้อสอบก็ดั้นถามมาอย่างน่ารัก-
ให้เลือกเครื่องดนตรี ฉาก และเครื่องแต่งตัวของตัวละครที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง
เช็ดเป็ด! ภาษาไทยหรือการละครวะ!
อุ้ย... เผลอพูดจาไม่สุภาพ
บางข้อก็เป็นการดัดหลัง "เดะกุงเต๊บ" ที่ไม่เคยซักผ้าด้วยมือ โดยการถามถึงขั้นตอนการซักผ้าด้วยมือ! แช่ผ้ากี่นาที? ซักยังไง? ตากยังไง? อันนี้นายวุฒินันท์สบายไป เพราะซักมือเป็นประจำ (ไม่มีคนซักให้+ไม่มีตังค์หยอดเครื่อง)
บางข้อก็รู้เลยว่า คนออกข้อสอบอยากให้นักเรียนได้คลายเครียดบ้าง เลยกวน teen (หมายถึงกวนใจวัยรุ่นวัยทีนส์เอจ) นิโหน่ย
เช่น วิชาพลศึกษา ให้บทความน้องอะไรไม่รู้นักเทนนิส และบอกประวัติยืดยาว ตบด้วยคำถามน่ารักน่าชังว่า:
การตีลูกวอลเลย์ (หมายถึงลูกที่ยังไม่ตกพื้นฝ่ายเรา ไม่ใช่ลูกบอลของกีฬาอีกชนิดหนึ่ง) จะต้องตีลูกเมื่อลูกอยู่ในระดับใด!
พ่อมึ.... อุ้ย เผลออุทานไม่สุภาพ (อีกแล้ว) เอ่อ... บิดาคุณสิ แล้วจะให้ชีวประวัติมาทำดอกนมแมวอะไรฟระ
ข้อนี้อ่านนอกห้องต้องฮา แต่ก็เข้าใจว่า น้อง ๆ อ่านในห้องแล้วคงต้องไม่ฮา!
....................................................
ยังไงก็ขอแสดงความยินดีกับตัวเอง ที่รอดพ้นจากยุคการศึกษา "แนวใหม่" ที่ยิ่งทำยิ่งวิกฤติมาได้ (ถ้าใครพอจำได้ ผมคือนักเรียนมัธยมรุ่นสุดท้ายที่ใช้ระบบ Entrance)
ม่ายงั้นบรรลัยแน่ ๆ
และขอแสดงความยินร้ายกับน้อง ๆ เหยื่อของ "แนวใหม่" ที่ทดลองกันไม่จบไม่สิ้น
(ใหม่มันทุกปี จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่พ้นสมัยแล้ว เพราะตามไม่ทัน)
สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ผ่านพ้นการทดลอง "แนวใหม่" ไปให้ได้ทุกคนนะครับ!!
ประมาณว่า ถ้านายวุฒินันท์ ตอนนี้อยู่ ม.6 และเพิ่งสอบโอเน็ตเสร็จไป ขอบอกว่า มันหมดอนาคตแน่ ๆ ไม่ต้องหวังแล้ว อักษงอักษร- อักษรจุฬาฯ ไม่ต้องคิด อักษรศิลปากรแม้แต่ตูดก็ไม่มีทางฟลุกติด มีแววว่าจะได้เข้าเรียนในโควตารามฯ แทน... ชัวร์ป๊าด!
..........................................................
ข้อสอบ "แนวใหม่" (เขาว่างั้น)
อยากรู้ว่าแนวใหม่ยังไง ติดตามรายละเอียดได้ในข่าว หรือตามเว็บบอร์ดวัยรุ่น อาทิ เด็กดีดอตคอม คงด่าคนออกกันกระจุยแล้ว
โดยสรุปแบบสั้น ๆ ของ "แนวใหม่" ก็คือ เป็นข้อสอบปรนัยที่มิใช่ 4 ตัวเลือก ความน่าจะเป็น 1/4 อีกต่อไป แต่เป็นข้อสอบปรนัยที่สามารถเลือกได้มากกว่า 1 ตัวเลือก หากเห็นว่าถูกต้องมากกว่า 1!
และบางข้อก็เป็นข้อสอบเพื่อวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงสัมพันธ์ เช่น การจัดดอกไม้ เลือกสีผ้าปูโต๊ะ พร้อมทั้งเลือกเสิร์ฟอาหารในสถานการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับการงานพื้นฐานอาชีพ โดยใน 1 ข้อ มี 3 ข้อย่อย และต้องเลือกให้ถูกทั้งหมดจึงจะได้คะแนน (แบบนี้มึ... เอ้ย คุณฆ่าผมเลยดีกว่า)
....................................................
ข้อดี - ข้อเสีย
บางข้อก็เป็นข้อสอบที่น่าชื่นชม เช่น ข้อสอบวิชาสังคม:
ฟิลิปปินส์ เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศใด อ่าส์... มีสองคำตอบ คือ สเปน และ สหรัฐฯ เออ... ก็พอทน อันนี้วัดความรู้ได้จริง (แต่นายวุฒินันท์ ตอบไม่ได้แน่ ๆ)
แต่บางข้อก็เรียกร้องจินตนาการจากเด็กมากเกินไปนิดส์ เช่น ข้อสอบวิชาภาษาไทย:
พูดถึงวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครโดนชีเปลือยหลอกแล้วพระฤาษีมาช่วยสุดสาคร ก็อีตอน "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์..." นั่นแล แต่ข้อสอบก็ดั้นถามมาอย่างน่ารัก-
ให้เลือกเครื่องดนตรี ฉาก และเครื่องแต่งตัวของตัวละครที่เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง
เช็ดเป็ด! ภาษาไทยหรือการละครวะ!
อุ้ย... เผลอพูดจาไม่สุภาพ
บางข้อก็เป็นการดัดหลัง "เดะกุงเต๊บ" ที่ไม่เคยซักผ้าด้วยมือ โดยการถามถึงขั้นตอนการซักผ้าด้วยมือ! แช่ผ้ากี่นาที? ซักยังไง? ตากยังไง? อันนี้นายวุฒินันท์สบายไป เพราะซักมือเป็นประจำ (ไม่มีคนซักให้+ไม่มีตังค์หยอดเครื่อง)
บางข้อก็รู้เลยว่า คนออกข้อสอบอยากให้นักเรียนได้คลายเครียดบ้าง เลยกวน teen (หมายถึงกวนใจวัยรุ่นวัยทีนส์เอจ) นิโหน่ย
เช่น วิชาพลศึกษา ให้บทความน้องอะไรไม่รู้นักเทนนิส และบอกประวัติยืดยาว ตบด้วยคำถามน่ารักน่าชังว่า:
การตีลูกวอลเลย์ (หมายถึงลูกที่ยังไม่ตกพื้นฝ่ายเรา ไม่ใช่ลูกบอลของกีฬาอีกชนิดหนึ่ง) จะต้องตีลูกเมื่อลูกอยู่ในระดับใด!
พ่อมึ.... อุ้ย เผลออุทานไม่สุภาพ (อีกแล้ว) เอ่อ... บิดาคุณสิ แล้วจะให้ชีวประวัติมาทำดอกนมแมวอะไรฟระ
ข้อนี้อ่านนอกห้องต้องฮา แต่ก็เข้าใจว่า น้อง ๆ อ่านในห้องแล้วคงต้องไม่ฮา!
....................................................
ยังไงก็ขอแสดงความยินดีกับตัวเอง ที่รอดพ้นจากยุคการศึกษา "แนวใหม่" ที่ยิ่งทำยิ่งวิกฤติมาได้ (ถ้าใครพอจำได้ ผมคือนักเรียนมัธยมรุ่นสุดท้ายที่ใช้ระบบ Entrance)
ม่ายงั้นบรรลัยแน่ ๆ
และขอแสดงความยินร้ายกับน้อง ๆ เหยื่อของ "แนวใหม่" ที่ทดลองกันไม่จบไม่สิ้น
(ใหม่มันทุกปี จนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองแก่พ้นสมัยแล้ว เพราะตามไม่ทัน)
สุดท้ายก็ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ผ่านพ้นการทดลอง "แนวใหม่" ไปให้ได้ทุกคนนะครับ!!
วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ความหลงหรือความรัก
๏ เธออาจจะเรียกว่า... ความหลง
เพราะฉันคงหลงใหลในความหวาน
จนยอมปล่อยใจให้ทรมาน
ร้าวรานด้วยฤทธิ์พิษร้าย
๏ เธอควรจะเรียกว่า... ความหลง
เพราะฉันคงรู้ตัวเมื่อสาย
คงรู้สึกเมื่อหัวใจใกล้หนาวตาย
เมื่อร่างกายสลายไปในความจริง
๏ แล้วจะเรียกว่า...รัก...ได้ไหม
เมื่อรู้สึกแล้วสุขใจไปทุกสิ่ง
เมื่อสัมผัสแล้วหัวใจไหวประวิง
เมื่อละทิ้งแล้วหัวใจร่ำไห้ตาม
๏ แล้วเราจะเรียกว่าอะไร
หนึ่งคำถามที่หัวใจใคร่จะถาม
ที่รู้สึกอยู่เต็มใจจงนิยาม
คือความหลง...หรือความงามของความรัก ๚ะ๛
เพราะฉันคงหลงใหลในความหวาน
จนยอมปล่อยใจให้ทรมาน
ร้าวรานด้วยฤทธิ์พิษร้าย
๏ เธอควรจะเรียกว่า... ความหลง
เพราะฉันคงรู้ตัวเมื่อสาย
คงรู้สึกเมื่อหัวใจใกล้หนาวตาย
เมื่อร่างกายสลายไปในความจริง
๏ แล้วจะเรียกว่า...รัก...ได้ไหม
เมื่อรู้สึกแล้วสุขใจไปทุกสิ่ง
เมื่อสัมผัสแล้วหัวใจไหวประวิง
เมื่อละทิ้งแล้วหัวใจร่ำไห้ตาม
๏ แล้วเราจะเรียกว่าอะไร
หนึ่งคำถามที่หัวใจใคร่จะถาม
ที่รู้สึกอยู่เต็มใจจงนิยาม
คือความหลง...หรือความงามของความรัก ๚ะ๛
วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
อดีตและศรัทธา
เพราะมีอดีต เราจึงมีรากเหง้า และเพราะมีศรัทธา เราจึงมีสีสัน
รากเหง้า...
ขุดกล้วยไม้จากป่าใหญ่มาปลูกในกระถางเล็ก ๆ สีสันสวยงาม หากกล้วยไม้พูดได้ บางทีมันอาจจะไม่คร่ำครวญ ไม่ร้องไห้โหยหาป่าอย่างที่เราคิด เพราะกล้วยไม้อาจจะตื่นตาตื่นใจกับสีสันของเมืองหลวง ต่อเมื่อได้นำกล้วยไม้กลับไปปลูกในป่า ตอนนั้นกล้วยไม้อาจจะเพิ่งรู้ตัวว่า ไม่มีดินที่ไหนอีกแล้วที่จะเหมาะกับตนมากกว่าที่ป่าแห่งนี้
เราทุกคนก็เหมือนกล้วยไม้ พลัดบ้านพลัดถิ่นมาหลงสีสันน่าตื่นตาของเมืองหลวง และคิดว่าตนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่บ้านได้อีกแล้ว ทั้งที่จริงรากเหง้าของชีวิตไม่มีวันจะตัดขาดได้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร
สีสัน...
ดอกไม้สองดอกเป็นดอกไม้อิสระ มันจะดูดน้ำสีอะไรจากพื้นดินก็ได้เพื่อที่จะมีสีตามต้องการ ดอกแรกเป็นดอกที่สักแต่จะดูดน้ำสีอะไรก็ได้ขึ้นมาพอให้อยู่รอดไปได้วัน ๆ ดอกที่สองพยายามที่จะดูดสีแดงซึ่งเป็นสีที่ดูดยากที่สุด เพราะมันฝันจะเป็นดอกกุหลาบสีสวย ตัวแทนแห่งความรัก แม้จะต้องใช้ความอดทนอย่างหนักก็ตาม
ในที่สุด ดอกไม้ดอกที่สองก็ได้กลายเป็นดอกกุหลาบสีสันสวยงามอย่างที่ใจปรารถนา เพื่อเป็นดอกไม้สำหรับส่งต่อความรักให้แก่คนอื่นต่อไป ขณะที่ดอกไม้ดอกแรกตอนนี้เป็นเพียงดอกไม้ไร้ชื่อ มีสีผสมปนเปกันจนแทบจะดูไม่ได้ และรอวันเหี่ยวแห้งไปอย่างไร้ค่า
แต่น่าแปลก คนหลายคนมักจะเลือกเป็นดอกไม้ดอกแรก โดยอาจจะแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่า ถ้าบังเอิญ น้ำสีที่สักแต่จะดูด ๆ ขึ้นมาอาจผสมกันเป็นสีสันสวยงาม ทั้งที่โลกของความเป็นจริงแทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย
หากไร้ซึ่งอดีตและศรัทธา เราก็คงไม่มีที่มาและที่ไป เป็นต้นไม้ไร้ค่า ไร้ซึ่งรากเหง้าและสีสัน
อดีตและศรัทธา จึงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรจะมี แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจไม่มีต่างหาก
รากเหง้า...
ขุดกล้วยไม้จากป่าใหญ่มาปลูกในกระถางเล็ก ๆ สีสันสวยงาม หากกล้วยไม้พูดได้ บางทีมันอาจจะไม่คร่ำครวญ ไม่ร้องไห้โหยหาป่าอย่างที่เราคิด เพราะกล้วยไม้อาจจะตื่นตาตื่นใจกับสีสันของเมืองหลวง ต่อเมื่อได้นำกล้วยไม้กลับไปปลูกในป่า ตอนนั้นกล้วยไม้อาจจะเพิ่งรู้ตัวว่า ไม่มีดินที่ไหนอีกแล้วที่จะเหมาะกับตนมากกว่าที่ป่าแห่งนี้
เราทุกคนก็เหมือนกล้วยไม้ พลัดบ้านพลัดถิ่นมาหลงสีสันน่าตื่นตาของเมืองหลวง และคิดว่าตนไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมที่บ้านได้อีกแล้ว ทั้งที่จริงรากเหง้าของชีวิตไม่มีวันจะตัดขาดได้ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร
สีสัน...
ดอกไม้สองดอกเป็นดอกไม้อิสระ มันจะดูดน้ำสีอะไรจากพื้นดินก็ได้เพื่อที่จะมีสีตามต้องการ ดอกแรกเป็นดอกที่สักแต่จะดูดน้ำสีอะไรก็ได้ขึ้นมาพอให้อยู่รอดไปได้วัน ๆ ดอกที่สองพยายามที่จะดูดสีแดงซึ่งเป็นสีที่ดูดยากที่สุด เพราะมันฝันจะเป็นดอกกุหลาบสีสวย ตัวแทนแห่งความรัก แม้จะต้องใช้ความอดทนอย่างหนักก็ตาม
ในที่สุด ดอกไม้ดอกที่สองก็ได้กลายเป็นดอกกุหลาบสีสันสวยงามอย่างที่ใจปรารถนา เพื่อเป็นดอกไม้สำหรับส่งต่อความรักให้แก่คนอื่นต่อไป ขณะที่ดอกไม้ดอกแรกตอนนี้เป็นเพียงดอกไม้ไร้ชื่อ มีสีผสมปนเปกันจนแทบจะดูไม่ได้ และรอวันเหี่ยวแห้งไปอย่างไร้ค่า
แต่น่าแปลก คนหลายคนมักจะเลือกเป็นดอกไม้ดอกแรก โดยอาจจะแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่า ถ้าบังเอิญ น้ำสีที่สักแต่จะดูด ๆ ขึ้นมาอาจผสมกันเป็นสีสันสวยงาม ทั้งที่โลกของความเป็นจริงแทบจะไม่มีโอกาสเป็นไปได้เลย
หากไร้ซึ่งอดีตและศรัทธา เราก็คงไม่มีที่มาและที่ไป เป็นต้นไม้ไร้ค่า ไร้ซึ่งรากเหง้าและสีสัน
อดีตและศรัทธา จึงไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ควรจะมี แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจไม่มีต่างหาก
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553
ว่าด้วยหนังสือ "เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"
พอดีว่าช่วงนี้ หนังสือรางวัล Young Thai Artist Award 2008 ได้ทยอยพิมพ์ออกมาแล้ว และก็บังเอิ๊ญบังเอิญว่ามีชื่อของผมและหนังสือนามอุโฆษ(เว่อร์ไป) "เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน" ติดอยู่ในซอกมุมเล็ก ๆ ของหน้ากระดาษหนังสือที่ได้รับรางวัลเหล่านั้น แฟนานุแฟนหนังสือของผมทั้งรุ่นเพื่อนและรุ่นน้อง (ไม่มีหรอก ติ๊ต่างเอาเอง ฮ่า ๆ ๆ) ที่ไม่ทราบเรื่องการประกวดในสองปีก่อนเลยเกิดอาการ "ฟีเว่อร์" และไถ่ถามถึงหนังสือเล่มนี้กันมาไม่ขาดสาย (อันนี้น่ะ ผมเว่อร์เอง ฟีไม่ได้เว่อร์แต่ประการใด อิอิ) ด้วยความที่ขี้เกียจชี้แจงบ่อย ๆ ก็เลยเอาลิ้งค์เก่าที่เคยลงไว้ใน HI5 มาลงไว้ที่นี่อีกรอบครับ
หะหาย หะหาย นี่มันปกหนังสือ... "เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"!!!
(ที่ทำเอง กร๊ากกก)

"เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"
1 ใน 6 เล่มสุดท้ายรางวัล Young Thai Artist Award 2008
อย่าสนใจเลยกับหนังสือเล่มนี้
เพราะมันเป็นหนังสือที่ไม่มีวันได้ตีพิมพ์ออกมาสู่บรรณพิภพ
นั่นไม่ทำให้ผมเซ็งเท่าไร
ที่ผมเซ็งก็คือ เพื่อนที่พอจะรู้จักการประกวดนี้ถามผมตลอดว่า "เมื่อไหร่จะตีพิมพ์วะ"
พอผมตอบว่า "ไม่ได้ตีพิมพ์"
เพื่อนก็จะถามกลับว่า "อ้าว ปกติเขาจะตีพิมพ์ 6 เล่มที่เข้ารอบไม่ใช่เหรอ"
พร้อมกับสีหน้าในทำนองว่า "มึงโม้ป่าวเนี่ยเรื่องเข้ารอบ 6 คน"
ครั้นจะตอบว่า "เออ กูก็งงเหมือนกัน" ก็กระไรอยู่
ได้แต่จนใจ ไม่รู้จะตอบคำถามยังไง
เรื่องของเรื่องคือมันเข้ารอบ 6 คนจริงแหละ แต่พอถึงรอบตัดสิน กรรมการรอบตัดสิน (ซึ่งเป็นคนละชุดกับรอบคัดเลือก) ก็ดึงออกซะ 4 เล่ม ให้ 1 เล่มได้ยอดเยี่ยม 1 เล่มได้ดีเด่น ส่วนอีก 4 เล่มที่เหลือได้รับรางวัลชมเชย (และจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ เพราะอยู่นอกเหนือสัญญาของนานมีบุ้คส์ที่จะตีพิมพ์เฉพาะรางวัลยอดเยี่ยม ดีเด่น และ Jury's Mention) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การประกวด ทำเอา 4 คนที่โดนดึงออกจากรอบ 6 คนสุดท้าย อึ้ง กิม กี่ ไปตามกัน ผมเองไม่เสียดายรางวัลเท่าไหร่ เสียดายเงินมากกว่า เพราะแทนที่จะได้ 50,000 ดั๊นเหลือแค่ 20,000 ซะนี่!
หลัง ๆ ผมเลยไม่พูดแล้วว่าผมเข้ารอบ 6 คน ขี้เกียจอธิบาย
บางทีมันก็เป็นแค่ความฝันชั่วขณะตด เมื่อกลิ่นจางก็หายไป...
ความเห็นจากกรรมการรอบตัดสิน :
"ผลงานยังไม่ถึงขั้น ไม่สมควรได้รับการตีพิมพ์"
แต่ไหน ๆ ก็บ้าจี้ทำปกหนังสือไว้รอแล้ว เลยเอามาโชว์ซะหน่อย ฮ่า ๆ
ในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นที่ "ไม่ถึงขั้น" 8 เรื่อง
สะท้อนถึงสัญชาตญาณดิบและความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกัน
1. เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน
2. หลง
3. เหยื่อ
4. ยุติธรรม
5. เจ้าพ่อไทร
6. ช้างเผือก
7. เพื่อชาติ
8. ใบไม้ผลิสีเลือด
อย่าแปลกใจหากจะเห็นผลงานไม่ถึงขั้นเหล่านี้ โผล่อยู่ตามหน้านิตยสารบางฉบับ
ผมมิได้ "ลักไก่" แต่อย่างใด
หลังจากชวดรางวัล YTAA 2008 แล้ว เรื่องสั้นชุดนี้ก็แยกร่างไปตามนิตยสารต่าง ๆ
ได้ตีพิมพ์บ้าง ไม่ได้พิมพ์บ้าง
และจะไม่กลับมารวมร่างกันอีกแล้วแน่นอน
ลาก่อน "เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"
และพบกันใน YTAA 2010
ผมจะเรียกมันว่า "นัดล้างตา" ครั้งนี้ผมไม่เอาอะไรมากหรอก
ขอแค่รางวัล "ยอดเยี่ยม" และเงินสามแสนก็พอ
ว่ะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! (ขี้โม้จริง ๆ)
หะหาย หะหาย นี่มันปกหนังสือ... "เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"!!!
(ที่ทำเอง กร๊ากกก)
"เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"
1 ใน 6 เล่มสุดท้ายรางวัล Young Thai Artist Award 2008
อย่าสนใจเลยกับหนังสือเล่มนี้
เพราะมันเป็นหนังสือที่ไม่มีวันได้ตีพิมพ์ออกมาสู่บรรณพิภพ
นั่นไม่ทำให้ผมเซ็งเท่าไร
ที่ผมเซ็งก็คือ เพื่อนที่พอจะรู้จักการประกวดนี้ถามผมตลอดว่า "เมื่อไหร่จะตีพิมพ์วะ"
พอผมตอบว่า "ไม่ได้ตีพิมพ์"
เพื่อนก็จะถามกลับว่า "อ้าว ปกติเขาจะตีพิมพ์ 6 เล่มที่เข้ารอบไม่ใช่เหรอ"
พร้อมกับสีหน้าในทำนองว่า "มึงโม้ป่าวเนี่ยเรื่องเข้ารอบ 6 คน"
ครั้นจะตอบว่า "เออ กูก็งงเหมือนกัน" ก็กระไรอยู่
ได้แต่จนใจ ไม่รู้จะตอบคำถามยังไง
เรื่องของเรื่องคือมันเข้ารอบ 6 คนจริงแหละ แต่พอถึงรอบตัดสิน กรรมการรอบตัดสิน (ซึ่งเป็นคนละชุดกับรอบคัดเลือก) ก็ดึงออกซะ 4 เล่ม ให้ 1 เล่มได้ยอดเยี่ยม 1 เล่มได้ดีเด่น ส่วนอีก 4 เล่มที่เหลือได้รับรางวัลชมเชย (และจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ เพราะอยู่นอกเหนือสัญญาของนานมีบุ้คส์ที่จะตีพิมพ์เฉพาะรางวัลยอดเยี่ยม ดีเด่น และ Jury's Mention) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การประกวด ทำเอา 4 คนที่โดนดึงออกจากรอบ 6 คนสุดท้าย อึ้ง กิม กี่ ไปตามกัน ผมเองไม่เสียดายรางวัลเท่าไหร่ เสียดายเงินมากกว่า เพราะแทนที่จะได้ 50,000 ดั๊นเหลือแค่ 20,000 ซะนี่!
หลัง ๆ ผมเลยไม่พูดแล้วว่าผมเข้ารอบ 6 คน ขี้เกียจอธิบาย
บางทีมันก็เป็นแค่ความฝันชั่วขณะตด เมื่อกลิ่นจางก็หายไป...
ความเห็นจากกรรมการรอบตัดสิน :
"ผลงานยังไม่ถึงขั้น ไม่สมควรได้รับการตีพิมพ์"
แต่ไหน ๆ ก็บ้าจี้ทำปกหนังสือไว้รอแล้ว เลยเอามาโชว์ซะหน่อย ฮ่า ๆ
ในเล่มประกอบด้วยเรื่องสั้นที่ "ไม่ถึงขั้น" 8 เรื่อง
สะท้อนถึงสัญชาตญาณดิบและความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกัน
1. เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน
2. หลง
3. เหยื่อ
4. ยุติธรรม
5. เจ้าพ่อไทร
6. ช้างเผือก
7. เพื่อชาติ
8. ใบไม้ผลิสีเลือด
อย่าแปลกใจหากจะเห็นผลงานไม่ถึงขั้นเหล่านี้ โผล่อยู่ตามหน้านิตยสารบางฉบับ
ผมมิได้ "ลักไก่" แต่อย่างใด
หลังจากชวดรางวัล YTAA 2008 แล้ว เรื่องสั้นชุดนี้ก็แยกร่างไปตามนิตยสารต่าง ๆ
ได้ตีพิมพ์บ้าง ไม่ได้พิมพ์บ้าง
และจะไม่กลับมารวมร่างกันอีกแล้วแน่นอน
ลาก่อน "เด็กชายผู้ไม่เคยเห็นเลนิน"
และพบกันใน YTAA 2010
ผมจะเรียกมันว่า "นัดล้างตา" ครั้งนี้ผมไม่เอาอะไรมากหรอก
ขอแค่รางวัล "ยอดเยี่ยม" และเงินสามแสนก็พอ
ว่ะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! (ขี้โม้จริง ๆ)
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553
กรรณะ...วีรบุรุษผู้พ่ายแพ้?

เมื่อวาน ผมเพิ่งได้ทำ Quiz ใน FaceBook ว่าด้วย "คุณคือใครในมหากาพย์ มหาภารตะ" ผลออกมาว่า ผมคล้าย "กรรณะ" กรี๊ด ๆ ๆ ตัวละครในดวงใจ (คำพูดที่ Quote มาจากเรื่องที่อยู่ซ้ายมือของบล็อกก็เป็นคำพูดของกรรณะครับ) ที่แต่คำบรรยายดูจะไม่ถูกใจจอร์จไปหน่อย แถมรูปยังเอารูปตอนเข็นรถมาอีก แน๊ รูปเท่ ๆ อย่างตอนแผลงศรไม่เอามาเลย (ว่าแล้วก็เอามาเองซะเลย แฮ่ ๆ)
จะด้วยความไม่ถูกใจ หรืออัดอั้นตันใจอย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ได้เขียนเกี่ยวกับตัวละครนี้ไว้ยืดยาวพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะเอามาลงไว้ในบล็อกเผื่อเก็บไว้อ่าน หรือเผื่อว่าหลายคนที่ได้อ่าน อาจจะเข้าใจตัวละครนี้มากขึ้น และเข้าใจว่า ทำไมผมถึงชอบ... ฝ่ายร้าย ไม่สิ พระรอง ก็ไม่อีกแหละ เอาเหอะ จะเป็นอะไรก็คือ "กรรณะ" ก็แล้วกัน
กรรณะ เป็นตัวละครผมคิดว่าที่น่าเห็นใจที่สุดในเรื่องมหาภารตะ ชีวิตของกรรณะถูกกำหนดด้วยชะตากรรมทั้งชีวิต เขาเป็นบุตรของสุริยเทพ ควรจะได้เป็นพี่ชายคนโตของฝ่ายปาณฑพ (ฝ่ายตัวเอก) แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้เขาเกิดมาผิดเวลา! เหตุเพราะนางกุนตีในวัยสาวเพียงอยากทดลองมนตร์ บุตรพระสุริยเทพจึงต้องกลายไปเป็นคนในวรรณะศูทร เพราะนางกุนตีจำต้องทิ้งเขาไปเนื่องจากเกรงคำครหาที่มีลูกขณะที่ยังไม่ได้แต่งงาน คนเลี้ยงม้าจึงเก็บกรรณะไปเลี้ยง
ตลอดชีวิตของกรรณะ แม้จะปรากฏว่ามีฝีมือและวีรกรรมทัดเทียมกับอรชุน พระเอกของเรื่อง แต่ก็ไม่ได้รับการยกย่อง มีเพียงคำดูถูกว่าเป็นพวกวรรณะต่ำที่อาจหาญจะมาแข่งขันกับคนวรรณกษัตริย์อย่างอรชุน แม้ว่าหลายครั้งจะปรากฏว่า กรรณะเก่งกว่าพวกปาณฑพมากก็ตาม (ในฉบับสันสกฤตไม่สามารถอ่านได้ ในฉบับภาษาอังกฤษไม่แน่ใจว่าอ่านถูก แต่ในฉบับไทยจำได้ว่ากรรณะล้มภีมะได้แต่ไม่ฆ่าเพราะให้สัญญากับนางกุนตีไว้ และยิงธนูแม่นจนเกือบทำให้อรชุนสิ้นชีพไปครั้งหนึ่ง หากไม่ได้ฝีมือการขับรถศึกของพระกฤษณะช่วยไว้)
ไมตรีเดียวที่กรรณะได้รับมาจากมือของทุรโยธน์ ดังนั้นอาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าถูกทุรโยธน์หลอกใช้ (แม้ว่าเจตนาแรกเริ่มของทุรโยธน์จะเป็นไปในทางหลอกใช้ก็ตาม แต่ในภายหลังทุรโยธน์ก็ปฏิบัติต่อกรรณะเฉกเช่นเพื่อนแท้คนหนึ่ง) เพราะฝ่ายธรรมะเองก็ปฏิเสธกรรณะแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะอรชุนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง กรรณะจะเหลือทางเลือกใดอีกนอกจากรับไมตรีของทุรโยธน์ และทุรโยธน์เองก็ปฏิบัติต่อกรรณะอย่างเพื่อนที่ดีที่สุดจริงๆ ทั้งมอบทรัพย์สมบัติ มอบแคว้นให้ครองเพื่อเป็นการเชิดหน้าชูตาและเปลี่ยนสถานะทางสังคม หรือบางครั้งที่กรรณะไม่เห็นโดยกับแผนลอบกัดพวกปาณฑพของทุรโยธน์ กรรณะก็ปฏิเสธไม่เข้าร่วม และทุรโยธน์ก็ไม่ได้บีบบังคับให้เข้าร่วมหรือบอกเลิกคบกับกรรณะแต่อย่างใด ทั้งสองยังคงมิตรภาพที่ดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนมีผู้กล่าวว่า มิตรภาพระหว่างอรชุนและกฤษณะเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ไม่เท่ามิตรภาพของกรรณะและทุรโยธน์
ในนวนิยายเรื่อง "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" นวนิยายเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ของปีที่ผ่านมา ของฟ้า พูลวรลักษณ์ มีตอนหนึ่งที่ตัวละครถกเถียงกันถึงความสำคัญระหว่างสองตัวละครคือ กรรณะ และอรชุน ตัวละครหนึ่งได้แสดงทัศนะว่า การขาดกรรณะไปอาจทำให้เรื่องขาดหายไปสักบรรพสองบรรพ แต่หากขาดอรชุนไป มหาภารตะจะไม่สามารถคงอยู่ได้ เพราะอรชุนเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง นั่นอาจจะจริง เพราะเรื่องราวดำเนินไปโดยเน้นที่การผจญภัยของฝ่ายปาณฑพ และการสรรเสริญวีรกรรมของอรชุน นักรบผู้เก่งกล้าที่สุดของเรื่อง แต่หากถามผม ผมกลับคิดว่า หากขาดกรรณะไป เรื่องคงจืดชืดเกินกว่าจะดำเนินไปได้อย่างออกรสเช่นนี้
เพราะกรรณะคือตัวละครที่เป็นเสมือนตัวแทนของมนุษย์ธรรมดาที่ต้องต่อสู้อย่างหนักในจิตใจตนเอง ระหว่างการเลือกธรรมะหรืออธรรม บุญคุณหรือความถูกต้อง ความขัดแย้งนี้อาจพบได้ในอีกตัวละครหนึ่งคือ ภีษมะ ผู้ที่ต้องรบกับหลานปาณฑพของตนเพื่อปกป้องกรุงหัสตินาปุระ แม้จะรู้ว่าปาณฑพเป็นฝ่ายถูกก็ตาม แต่สำหรับผมแล้ว ปมขัดแย้งในใจของภีษมะไม่รุนแรงเท่ากรรณะ เพราะถือเป็นหน้าที่และคำปฏิญาณของภีษมะที่ต้องปฏิบัติโดยไม่มีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว (และภายหลังภีษมะก็เลือก "ความตาย" เพื่อให้หน้าที่ของตนจบสิ้นลง) แต่สำหรับกรรณะแล้ว เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะ "เลือก" ไม่ว่าจะเลือกมาเข้ากับปาณฑพซึ่งเป็นพี่น้องแท้ ๆ หรือแม้กระทั่งเลือกที่จะเป็นกลาง แต่เขาก็ไม่เลือก สำหรับเขาแล้ว สายเลือดหรือความถูกต้อง ไม่สำคัญเท่าธรรมะในใจเขาเองที่จะไม่ทรยศเพื่อน นางกุนตีเป็นแม่ของกรรณะแต่ไม่เคยได้เลี้ยง พี่น้องแท้ ๆ ของกรรณะก็ไม่มีใครยอมรับในตัวเขา บุญคุณที่ทุรโยธน์มีต่อกรรณะก็เป็นสิ่งที่ยากจะทำเป็นมองไม่เห็นหรือไม่เคยมีอยู่ ในเมื่อพวกปาณฑพคือเสี้ยนหนามเดียวในใจของทุรโยธน์ เพื่อนอย่างกรรณะจึงสมควรที่จะเป็นผู้ช่วยขจัดเสี้ยนหนามในใจของเพื่อน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าทุรโยธน์กำลังทำในสิ่งที่ผิด และรู้อยู่เต็มอกว่าตนไม่สามารถเตือนสติทุรโยธน์ได้อีกแล้ว แต่กรรณะก็ไม่คิดจะหนีไป สำหรับเพื่อนตายอย่างกรรณะแล้ว ต่อให้ต้องตามไปจนสุดขอบนรก กรรณะก็จะทำ นี่มิใช่คุณธรรมที่เพื่อนมีต่อเพื่อนหรือ? นี่มิใช่สิ่งที่น่าสรรเสริญที่เพื่อนทำต่อเพื่อนหรือ?
บุรุษผู้ยิ่งใหญ่อย่างกรรณะ สุดท้ายจึงต้องตายเพราะถูกอรชุนยิงในขณะที่ไม่พร้อมรบ เนื่องจากคำยุยงของพระกฤษณะ ซ้ำก่อนหน้านี้พระอินทร์ บิดาของอรชุนก็มาแลกอาวุธศักติกับเกราะวิเศษของกรรณะ และลูกของภีมะก็ยอมโดนศักตินั้นเสียเองก่อนที่กรรณะจะได้ใช้กับอรชุน และกรรณะเองก็ยังลืมมนตร์ที่จะเรียกศรปาศุปัตเพราะถูกอาจารย์สาป การฆ่ากรรณะอย่างไม่สมศักดิ์ศรี การไม่สามารถจะป้องกันตัวเองได้ของกรรณะ และการยอมสูญเสียหลายสิ่งเพื่อที่จะฆ่ากรรณะนี้จะบอกอะไร? สิ่งเหล่านี้เองที่บอกว่า กรรณะเป็นนักรบที่เก่งกล้าน่าครั่นคร้ามมากเพียงใด และลำพังความสามารถของอรชุนเพียงคนเดียวก็ยังมิอาจโค่นนักรบอย่างกรรณะลงได้
กรรณะจึงเป็นตัวละครที่น่าสนใจมากในเรื่อง เหตุเพราะความไม่สมบูรณ์ของชีวิตที่โชคชะตาเป็นผู้กำหนด และความพยายามดิ้นรนอย่างเต็มความสามารถเพื่อเอาชนะโชคชะตาของตนนั่นเอง ผลสุดท้ายแม้กรรณะจะไม่สามารถเอาชนะชะตากรรมของตนเองได้ แต่ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่า เขาเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่มากเพียงใด
*ขอบคุณภาพประกอบจาก mohanudgiri.blogspot.com
จะด้วยความไม่ถูกใจ หรืออัดอั้นตันใจอย่างไรก็แล้วแต่ ผมก็ได้เขียนเกี่ยวกับตัวละครนี้ไว้ยืดยาวพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะเอามาลงไว้ในบล็อกเผื่อเก็บไว้อ่าน หรือเผื่อว่าหลายคนที่ได้อ่าน อาจจะเข้าใจตัวละครนี้มากขึ้น และเข้าใจว่า ทำไมผมถึงชอบ... ฝ่ายร้าย ไม่สิ พระรอง ก็ไม่อีกแหละ เอาเหอะ จะเป็นอะไรก็คือ "กรรณะ" ก็แล้วกัน
กรรณะ เป็นตัวละครผมคิดว่าที่น่าเห็นใจที่สุดในเรื่องมหาภารตะ ชีวิตของกรรณะถูกกำหนดด้วยชะตากรรมทั้งชีวิต เขาเป็นบุตรของสุริยเทพ ควรจะได้เป็นพี่ชายคนโตของฝ่ายปาณฑพ (ฝ่ายตัวเอก) แต่โชคชะตากลับเล่นตลกให้เขาเกิดมาผิดเวลา! เหตุเพราะนางกุนตีในวัยสาวเพียงอยากทดลองมนตร์ บุตรพระสุริยเทพจึงต้องกลายไปเป็นคนในวรรณะศูทร เพราะนางกุนตีจำต้องทิ้งเขาไปเนื่องจากเกรงคำครหาที่มีลูกขณะที่ยังไม่ได้แต่งงาน คนเลี้ยงม้าจึงเก็บกรรณะไปเลี้ยง
ตลอดชีวิตของกรรณะ แม้จะปรากฏว่ามีฝีมือและวีรกรรมทัดเทียมกับอรชุน พระเอกของเรื่อง แต่ก็ไม่ได้รับการยกย่อง มีเพียงคำดูถูกว่าเป็นพวกวรรณะต่ำที่อาจหาญจะมาแข่งขันกับคนวรรณกษัตริย์อย่างอรชุน แม้ว่าหลายครั้งจะปรากฏว่า กรรณะเก่งกว่าพวกปาณฑพมากก็ตาม (ในฉบับสันสกฤตไม่สามารถอ่านได้ ในฉบับภาษาอังกฤษไม่แน่ใจว่าอ่านถูก แต่ในฉบับไทยจำได้ว่ากรรณะล้มภีมะได้แต่ไม่ฆ่าเพราะให้สัญญากับนางกุนตีไว้ และยิงธนูแม่นจนเกือบทำให้อรชุนสิ้นชีพไปครั้งหนึ่ง หากไม่ได้ฝีมือการขับรถศึกของพระกฤษณะช่วยไว้)
ไมตรีเดียวที่กรรณะได้รับมาจากมือของทุรโยธน์ ดังนั้นอาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าถูกทุรโยธน์หลอกใช้ (แม้ว่าเจตนาแรกเริ่มของทุรโยธน์จะเป็นไปในทางหลอกใช้ก็ตาม แต่ในภายหลังทุรโยธน์ก็ปฏิบัติต่อกรรณะเฉกเช่นเพื่อนแท้คนหนึ่ง) เพราะฝ่ายธรรมะเองก็ปฏิเสธกรรณะแต่แรกเริ่ม โดยเฉพาะอรชุนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง กรรณะจะเหลือทางเลือกใดอีกนอกจากรับไมตรีของทุรโยธน์ และทุรโยธน์เองก็ปฏิบัติต่อกรรณะอย่างเพื่อนที่ดีที่สุดจริงๆ ทั้งมอบทรัพย์สมบัติ มอบแคว้นให้ครองเพื่อเป็นการเชิดหน้าชูตาและเปลี่ยนสถานะทางสังคม หรือบางครั้งที่กรรณะไม่เห็นโดยกับแผนลอบกัดพวกปาณฑพของทุรโยธน์ กรรณะก็ปฏิเสธไม่เข้าร่วม และทุรโยธน์ก็ไม่ได้บีบบังคับให้เข้าร่วมหรือบอกเลิกคบกับกรรณะแต่อย่างใด ทั้งสองยังคงมิตรภาพที่ดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนมีผู้กล่าวว่า มิตรภาพระหว่างอรชุนและกฤษณะเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ก็จริง แต่ไม่เท่ามิตรภาพของกรรณะและทุรโยธน์
ในนวนิยายเรื่อง "โรงเรียนที่เงียบที่สุดในโลก" นวนิยายเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ของปีที่ผ่านมา ของฟ้า พูลวรลักษณ์ มีตอนหนึ่งที่ตัวละครถกเถียงกันถึงความสำคัญระหว่างสองตัวละครคือ กรรณะ และอรชุน ตัวละครหนึ่งได้แสดงทัศนะว่า การขาดกรรณะไปอาจทำให้เรื่องขาดหายไปสักบรรพสองบรรพ แต่หากขาดอรชุนไป มหาภารตะจะไม่สามารถคงอยู่ได้ เพราะอรชุนเป็นตัวละครสำคัญของเรื่อง นั่นอาจจะจริง เพราะเรื่องราวดำเนินไปโดยเน้นที่การผจญภัยของฝ่ายปาณฑพ และการสรรเสริญวีรกรรมของอรชุน นักรบผู้เก่งกล้าที่สุดของเรื่อง แต่หากถามผม ผมกลับคิดว่า หากขาดกรรณะไป เรื่องคงจืดชืดเกินกว่าจะดำเนินไปได้อย่างออกรสเช่นนี้
เพราะกรรณะคือตัวละครที่เป็นเสมือนตัวแทนของมนุษย์ธรรมดาที่ต้องต่อสู้อย่างหนักในจิตใจตนเอง ระหว่างการเลือกธรรมะหรืออธรรม บุญคุณหรือความถูกต้อง ความขัดแย้งนี้อาจพบได้ในอีกตัวละครหนึ่งคือ ภีษมะ ผู้ที่ต้องรบกับหลานปาณฑพของตนเพื่อปกป้องกรุงหัสตินาปุระ แม้จะรู้ว่าปาณฑพเป็นฝ่ายถูกก็ตาม แต่สำหรับผมแล้ว ปมขัดแย้งในใจของภีษมะไม่รุนแรงเท่ากรรณะ เพราะถือเป็นหน้าที่และคำปฏิญาณของภีษมะที่ต้องปฏิบัติโดยไม่มีสิทธิ์เลือกอยู่แล้ว (และภายหลังภีษมะก็เลือก "ความตาย" เพื่อให้หน้าที่ของตนจบสิ้นลง) แต่สำหรับกรรณะแล้ว เขามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะ "เลือก" ไม่ว่าจะเลือกมาเข้ากับปาณฑพซึ่งเป็นพี่น้องแท้ ๆ หรือแม้กระทั่งเลือกที่จะเป็นกลาง แต่เขาก็ไม่เลือก สำหรับเขาแล้ว สายเลือดหรือความถูกต้อง ไม่สำคัญเท่าธรรมะในใจเขาเองที่จะไม่ทรยศเพื่อน นางกุนตีเป็นแม่ของกรรณะแต่ไม่เคยได้เลี้ยง พี่น้องแท้ ๆ ของกรรณะก็ไม่มีใครยอมรับในตัวเขา บุญคุณที่ทุรโยธน์มีต่อกรรณะก็เป็นสิ่งที่ยากจะทำเป็นมองไม่เห็นหรือไม่เคยมีอยู่ ในเมื่อพวกปาณฑพคือเสี้ยนหนามเดียวในใจของทุรโยธน์ เพื่อนอย่างกรรณะจึงสมควรที่จะเป็นผู้ช่วยขจัดเสี้ยนหนามในใจของเพื่อน แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าทุรโยธน์กำลังทำในสิ่งที่ผิด และรู้อยู่เต็มอกว่าตนไม่สามารถเตือนสติทุรโยธน์ได้อีกแล้ว แต่กรรณะก็ไม่คิดจะหนีไป สำหรับเพื่อนตายอย่างกรรณะแล้ว ต่อให้ต้องตามไปจนสุดขอบนรก กรรณะก็จะทำ นี่มิใช่คุณธรรมที่เพื่อนมีต่อเพื่อนหรือ? นี่มิใช่สิ่งที่น่าสรรเสริญที่เพื่อนทำต่อเพื่อนหรือ?
บุรุษผู้ยิ่งใหญ่อย่างกรรณะ สุดท้ายจึงต้องตายเพราะถูกอรชุนยิงในขณะที่ไม่พร้อมรบ เนื่องจากคำยุยงของพระกฤษณะ ซ้ำก่อนหน้านี้พระอินทร์ บิดาของอรชุนก็มาแลกอาวุธศักติกับเกราะวิเศษของกรรณะ และลูกของภีมะก็ยอมโดนศักตินั้นเสียเองก่อนที่กรรณะจะได้ใช้กับอรชุน และกรรณะเองก็ยังลืมมนตร์ที่จะเรียกศรปาศุปัตเพราะถูกอาจารย์สาป การฆ่ากรรณะอย่างไม่สมศักดิ์ศรี การไม่สามารถจะป้องกันตัวเองได้ของกรรณะ และการยอมสูญเสียหลายสิ่งเพื่อที่จะฆ่ากรรณะนี้จะบอกอะไร? สิ่งเหล่านี้เองที่บอกว่า กรรณะเป็นนักรบที่เก่งกล้าน่าครั่นคร้ามมากเพียงใด และลำพังความสามารถของอรชุนเพียงคนเดียวก็ยังมิอาจโค่นนักรบอย่างกรรณะลงได้
กรรณะจึงเป็นตัวละครที่น่าสนใจมากในเรื่อง เหตุเพราะความไม่สมบูรณ์ของชีวิตที่โชคชะตาเป็นผู้กำหนด และความพยายามดิ้นรนอย่างเต็มความสามารถเพื่อเอาชนะโชคชะตาของตนนั่นเอง ผลสุดท้ายแม้กรรณะจะไม่สามารถเอาชนะชะตากรรมของตนเองได้ แต่ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่า เขาเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่มากเพียงใด
*ขอบคุณภาพประกอบจาก mohanudgiri.blogspot.com
วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552
(เรื่องเล่าของ) ดินสอของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง
ฉันเป็นดินสอของนักเขียนหน้าใหม่คนหนึ่ง
เดิมทีเรา... หมายถึงฉันกับมนุษย์ที่อ้างตัวเป็นนักเขียนคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราเคยทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันมาหรืออย่างไร จึงได้มาพบกันในชาตินี้
สถานที่รักแรกพบของสองเราคือร้านขายเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง (ไม่สิ จะว่าเป็นสถานที่รักแรกพบก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะฉันไม่ได้พิศวาสอะไรเขา และเขาก็คงไม่ได้รักใคร่ใหลหลงในตัวฉันมากนัก ฉันคิดว่าอย่างนั้น ถ้าเพื่อนฉันที่วางทับฉันไว้ไม่หายไปเสียก่อน เขาก็อาจจะไม่เลือกฉันก็เป็นได้) ที่เขาเลือกฉันเพราะฉันเป็นดินสอกดที่ใช้วาดรูป รูปร่างและวิธีการทำงานของฉันก็ไม่ต่างไปจากดินสอกดธรรมดาหรอก เพียงแต่ไส้ของฉันจะใหญ่กว่าดินสอทั่วไป ซึ่งสามารถเหลาให้แหลมหรือทู่ได้ เขาคงคิดว่าน่าจะเท่มากหากนำมาใช้เขียนหนังสือ (ตอนนี้เขาคงรู้แล้วว่าความทรมานของการเหลาไส้ทุกสองย่อหน้าเป็นอย่างไร บางทีเวลาเขาเขียนไม่ออก เขาก็เฉไฉเหลาไส้ของฉันทั้งที่ตอนนั้นมันก็แหลมคมยิ่งกว่าเข็มอยู่แล้ว เขาชอบพูดอยู่เสมอว่า การเหลาไส้คือการลับสมองเชิงสัญลักษณ์ เขาทำเป็นพูดดีไปอย่างนั้นแหละ เวลาเขาเขียนไม่ออก เขาเหลาไส้ฉันแหลมคมจนแทบจะเจาะสมุดหนาทะลุเป็นรูได้ เขาก็เขียนไม่ออกอยู่ดี)
บนโต๊ะของเขามีหนังสือวางทับถมกันเป็นหย่อมใหญ่ เขาเป็นคนที่มีหนังสือค่อนข้างเยอะ และส่วนมากจะมีตราอะไรประทับอยู่บนปก ฉันพยายามอ่านได้ความว่าเป็นรางวัลโนเบิล รางวัลซีไรต์ และรางวัลนู้นรางวัลนี้ที่ชื่อค่อนข้างยาวจนฉันอ่านไม่ออก เวลาเพื่อนมาเยี่ยมเขาที่ห้อง ทุกคนจะทำตาโต อ้าปากหวอ ร้องอุทานว่ามีแต่หนังสือดี ๆ เขาเองก็ชอบคุยโม้โอ้อวดว่าเขาอ่านมาก อ่านมาหมดแล้ว รพินทรนาฏ ฐากูร เออร์เนส เฮมิงเวย์ จอห์น สไตน์เบค อัลแบร์ การ์มูร์ หรือไล่ไปชื่อไทยอย่าง อัศศิริ ธรรมโชติ ชาติ กอบจิตติ กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ เดือนวาด พิมวนา วินทร์ เลียววาริณ ปราบดา หยุ่น และอื่น ๆ อีกมากมายที่ฉันสาธยายไปอีกสามวันก็ไม่หมด เขาชอบโม้ให้เพื่อนฟังอย่างนั้น (แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ฉันแอบเห็นว่าเวลาว่างของเขาหมดไปกับอย่างอื่นมากกว่าอ่านหนังสือเสียอีก ทั้งดูโทรทัศน์ ไม่ก็เปิดคอมพิวเตอร์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต ส่วนวรรณกรรมระดับโลกหรือระดับประเทศที่เขาอวดอ้างว่าอ่านแล้ว ฉันเห็นมันใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยมีใครเปิดอ่าน หรือบางเล่มก็คั่นไว้ที่ครึ่งเล่มเป็นปี) บางครั้งเขาก็อ่านแล้วหยิบฉันไปขีดเส้นอะไรสักอย่างในหนังสือ และทำท่าเหมือนจะบันทึกความคิดอะไรลงไป แต่พอหมุนควงฉันไปสักสองสามรอบ เขาก็โยนฉันทิ้งบนที่นอน ก่อนจะโยนหนังสือไว้ที่หัวเตียงแล้วหลับ (ฉันคิดว่าเขาคงเก็บไปคิดต่อในความฝันกระมัง)
เขาเป็นคนชอบเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ฉันพอจะจับใจความเรื่องที่เขาเขียนได้ว่าเป็นเรื่องราวของผู้ทุกข์ยากหลากหลายมุมมอง นอกจากที่เขาจะใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะของเขาแล้ว เขายังใช้ฉันบันทึกไดอารีส่วนตัวของเขาอีกด้วย ฉันเลยพอจะรู้เรื่องของเขาบ้าง เขาเขียนไว้ว่าเขาเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวชนชั้นกลางที่อ่านหนังสือมาเยอะ (เขาเขียนว่าอย่างนั้นนะ ทั้งที่ฉันแทบจะนับเล่มที่เขาอ่านได้) เลยอยากถ่ายทอดเรื่องราวความยากไร้ ความทุกข์ ชีวิต จิตวิญญาณ ความลำบากของผู้ถูกกดขี่ให้มวลมนุษยชาติได้รับรู้ และด้วยความที่เขาเป็นนักเขียนสดใหม่ กลวิธีการเล่าเรื่องของเขาก็ต้องแตกต่างจากคนอื่น ๆ (แต่เขานั่งอยู่ในห้องแอร์เวลาเขียน ดูเขาสบายดี ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาจะเก็บเกี่ยวความทุกข์ยากจากไหนมาถ่ายทอดในงาน ส่วนกลวิธีแหวกแนวของเขานั้น เขาบันทึกไว้ว่าขอให้แปลกประหลาดเป็นใช้ได้ ยิ่งดูเหมือนเล่าเรื่องแบบเฉลียวฉลาดกว่านักเขียนรุ่นก่อนได้ยิ่งดี ถ้าเกิดมันเข้าทีคงจะไปโดนใจบรรณาธิการสักแห่งหนึ่ง แต่ฉันว่ายิ่งทำยิ่งเลอะมากกว่า) ฉันได้รับรู้ตามที่บันทึกประจำวันของเขาสาธยายไว้ก็รู้สึกภูมิใจว่าฉันช่างมีบุญที่ได้เกิดมาเป็นดินสอของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ (และฉันคงภูมิใจอีกนานเนิ่น ถ้าเขาไม่บังเอิญบันทึกไว้ในซอกมุมของไดอารีว่า แท้ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนไปกับมวลชนผู้ทุกข์ยากอะไรมากมายหรอก ติดจะรำคาญด้วยซ้ำหากมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ที่เขายอมเขียนแบบนั้นก็เพราะต้องการให้วงวรรณกรรมยอมรับในตัวเขาว่าช่างมีฝีไม้ลายมือและจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมเหลือเกิน อยากมีชื่อเสียง อยากให้นักเขียนที่เขาชื่นชอบยอมรับในฝีมือ ฉันรู้แบบนี้แล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้ แต่จะทำยังไงล่ะ ก็เขาซื้อฉันมาเป็นดินสอของเขาแล้วนี่นา)
.............................................................
หลายวันมานี้เขาดูเครียด ๆ พิกล ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาเครียดเรื่องอะไร เขาเอาฉันไปวงเลขบนปฏิทินไว้ แล้วเขียนว่าเป็นวันหมดเขตส่งรางวัลอะไรสักรางวัลหนึ่ง เขาเขียนไว้ในไดอารีว่ารางวัลนี้น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเป็นนักเขียนเต็มตัว (เขาแอบบันทึกไว้ในซอกมุมหนึ่งของไดอารีอีกแล้วว่า วงการนักเขียนนั้นแจ้งเกิดกันด้วยรางวัล จะเขียนได้ดีให้ตายยังไง ถ้าไม่มีรางวัลห้อยท้ายก็อย่าหวังว่าใครจะรู้จักหรือยอมเสียเงินซื้อหนังสือ ) ดูเขามุ่งมั่นทุ่มเทกับการเขียนเรื่องส่งรางวัลนี้มาก บางวันเขาเอาฉันไปขีด ๆ เขียน ๆ เส้นระโยงระยางบนกระดาษ เขาเขียนว่า การเปิดเรื่อง การปิดเรื่อง ความขัดแย้ง แล้วลากเส้นมั่ว ๆ ไปมา เขียนอย่างนั้นไปสักสองสามแผ่นก่อนจะขยำทิ้งไปทั้งหมด สักพักเขาก็โยนฉันไว้ที่ซอกมุมหนึ่งของโต๊ะ และหลบลี้ไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขยับเมาส์กริ๊ก ๆ ทั้งวัน
รุ่งเช้าเขามานั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ หมุนเก้าอี้ไปมา ถอนหายใจยาวพลางเหม่อมองไปยังปฏิทิน พึมพำเบา ๆ ว่าจวนจะหมดเขตแล้ว เขาหยิบข่าววรรณกรรมที่เพิ่งปริ้นท์ออกมา คงจะเป็นข่าวที่เขาไปหามาตั้งแต่เมื่อคืน เขาพยายามกวาดสายตาไปมาขณะที่จับฉันหมุนควงจนเวียนหัว เขาขีดชื่อแปลก ๆ สองสามชื่อ ดูเหมือนเป็นชื่อของคน แล้วก็วงตรงหัวเรื่อง เป็นชื่อของการประกวดอะไรสักอย่าง (ฉันคิดว่าชื่อคนคงจะเป็นชื่อของกรรมการที่จะตัดสินรางวัลการประกวดของเขา) นอกจากนั้นยังเป็นชื่อหนังสือที่คุ้นตา "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ระหว่างที่เขาขีดก็พึมพำว่าจะอ่านทันหรือเปล่า (ฉันจำได้ว่าฉันเห็นหนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนโต๊ะของเขามานานแล้ว) เขาหยิบหนังสือเล่มนั้นออกไปจากห้อง ก่อนจะหายไปประมาณสองวัน (ฉันได้แต่สงสัยว่า เขาไปทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือหรือเปล่า)
เขากลับมาในเย็นของวันที่สองพร้อมกับหอบหนังสือมาเป็นตั้ง เขาหยิบฉันมาขีดเขียนอะไรลงในหนังสือให้วุ่นวายไปหมด ฉันเห็นหน้าปกแวบ ๆ ว่าเป็นหนังสือของกนกพงษ์ สงสมพันธุ์ ปราบดา หยุ่น กับการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นอกจากนั้นยังมีหนังสืออธิบายศัพท์วรรณกรรมอีกด้วย เขาเอาฉันไปขีดเส้นคำว่า Magical Realism สองสามรอบ วงคำว่า Post-modern Anti-plot และวงคำอื่นอีกสองสามคำแต่ฉันจำไม่ได้ จากนั้นเขาใช้ฉันขีดคำขีดเส้นโยงใยวุ่นวายไปหมด แผ่นกระดาษสองใบแรกเขาขยำทิ้งเช่นเดิม แต่ใบที่สามซึ่งเป็นใบที่ดูยุ่งเหยิงวุ่นวายมากที่สุด เขากลับทำทีท่าพออกพอใจและออกปากชื่นชมตัวเอง จากนั้นเขาจึงหยิบกระดาษเปล่าที่มีเส้นบรรทัดมาวางตรงหน้า จับฉันมาหมุนควงจนเวียนหัวอีกครั้ง ก่อนจะหยุดควงและจ่อฉันไว้นิ่งนานตรงหน้ากระดาษ เขาขยับฉันครั้งสองครั้งเหมือนจะเขียนอะไรลงไป แต่สักพักก็หยุดเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เขาอยู่ในกริยานี้สักครู่หนึ่งก็วางฉันไว้บนกระดาษ ผละออกจากโต๊ะเขียนหนังสือไปเปิดโทรทัศน์ดู ฉันคิดว่าเขาแค่ไปพักสมองเพียงคราวครู่ แต่เขากลับจมอยู่กับกิจกรรมอื่นทั้งวัน ฉันรออยู่นานจนถอดใจว่าเขาคงไม่กลับมาใช้ฉันเขียนอะไรแล้ว จึงแอบพักผ่อนเสียเลย (คงไม่มีใครรู้ว่าดินสออย่างฉันก็ขี้เกียจเป็นและอยากพักผ่อนบ้างเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะหลังจากถูกหมุนควงและขีดเส้นจนลายตา)
ฉันพักผ่อนไปนานเท่าไรก็จำไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกเขาปลุกอย่างรีบเร่งและร้อนรนในเย็นวันหนึ่ง เขาพูดกับตัวเองว่าพรุ่งนี้ก็หมดเขตแล้ว ตอนแรกฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ต่อเมื่อเขาหยิบกระดาษยุ่งเหยิงใบนั้นมาดู ฉันจึงระลึกได้ว่าเขาคงหมายถึงการประกวดอะไรสักอย่างของเขา คืนนั้นเขาจับฉันเขียนบนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง ธารอักษรไหลหลั่งออกมาราวกับน้ำป่าที่ซัดทลายเขื่อนในฤดูกาลฝนตกชุก ฉันพยายามจะเก็บความสิ่งที่เขาเขียนแต่ก็แทบจะอ่านไม่ทัน (อีกอย่างฉันก็มัวแต่เป็นห่วงเขา กลัวเขาจะเสียจริตไปก่อนเพราะใบหน้าของเขาดูซีดเซียว ทั้งยังชอบทำท่ากุมขมับ บางทีก็เดินไปเดินมาสีหน้าคร่ำเครียด ฉันคิดว่าท่าทีเขาดูแปลกไป ไม่เหมือนตอนที่ใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะหรือบันทึกไดอารี ตอนนั้นใบหน้าเขาดูสดใส สีหน้าแช่มชื่น ดูมีความสุขดี)
เขาเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จเมื่อตอนตีสี่ ใบหน้าของเขาดูอิดโรยน่าสงสาร ดูคล้ายกับตัวละครในเรื่องแต่งของเขาที่สิ้นชีวิตลงอย่างน่าอนาถใจในตอนจบ ฉันไม่รู้ว่าเขาเองก็จะสิ้นชีวิตในตอนจบหรือเปล่าเพราะสภาพของเขาขณะเขียนตอนจบดูราวกับผีตายซาก ฉันนึกว่าเขาหมดเวรหมดกรรมกับต้นฉบับปึกนี้แล้ว แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ลากสังขารไปปักหลักตรงหน้าคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเริ่มเคาะคีย์บอร์ดเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ฉันฟังเพลินจนเผลอพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์
...................................................................
ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเขาจับฉันขยับไปยังซอกโต๊ะ ด้วยความที่เผลอพักผ่อนนานไปหน่อย ฉันจึงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว สิ่งที่ฉันรู้ก็คือรอบโต๊ะเขียนหนังสือดูแปลกตาไป หนังสือวรรณกรรมที่เคยกองสุม ๆ กันอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ ตอนนี้จรลีขึ้นไปอยู่บนตู้เสื้อผ้า ส่วนสิ่งที่มาแทนที่ก็คือกองหนังสือเรียนหลากหลายวิชา พร้อมกับดินสอกดไส้ธรรมดาใหม่เอี่ยมวางอวดโฉมอยู่บนโต๊ะหนึ่งแท่ง นั่นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจเท่าใดนัก แต่ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเขาหยิบฉันมาใช้น้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดฉันก็เหลือหน้าที่เพียงแค่เป็นดินสอบันทึกไดอารีของเขาเท่านั้น (ฉันมารู้ความจริงจากไดอารีเขาว่า เวลาที่เขาใช้ฉันเขียน เขาจะรู้สึกเกิดอารมณ์ศิลปิน ซึ่งนับแต่นี้อารมณ์แบบนั้นไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ดินสอกดธรรมดาสะดวกกว่ากันเยอะ แล้วเขายังบันทึกในทำนองว่า เขาควรจะเลิกฟุ้งฝันแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเสียที ฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร? และเกิดอะไรขึ้นตอนที่ฉันเผลอพักผ่อนไปนาน? แล้วการประกวดครั้งนั้นผลเป็นอย่างไร? ทำไมเขาไม่บันทึกไว้ ฉันจะได้รู้ ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันจะได้รู้ว่าต่อไปฉันจะมีชะตากรรมเช่นไร แต่ดูท่าทางเขาจะเก็บงำอะไรบางอย่างอยู่)
...................................................................
และแล้ววันหนึ่งเขาก็หยิบฉันหมุนควงไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้จะเวียนหัวบ้าง แต่ฉันก็ดีใจว่าเขากลับมาทำอะไรอย่างเดิมแล้ว ขณะที่กำลังถูกหมุนควงก็ได้แต่หวังว่าเขาจะกลับมาใช้ฉันเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยดังเดิม แต่ความรู้สึกที่กำลังเบ่งบานนี้ก็ถูกทำลายลงในพริบตาเมื่อเขาหยุดหมุนและขว้างฉันไปยังมุมห้อง ฉันรับรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่า เขาจะไม่ใช้ฉันในการเขียนอีกต่อไปแล้ว ฉันกระเด็นไปกระแทกขอบเตียง ก่อนจะกลิ้งหลุน ๆ ตกลงไปใต้เตียงอันมืดมิด ความรู้สึกทั้งมวลวูบดับลงฉับพลัน
ตอนนี้ฉันอยู่กับความมืดจนคุ้นชิน ไม่เคยนับเวลาว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว (เพราะมันนานจนกระทั่งฉันแทบจะลืมไปว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เขาจะลืมฉันไปแล้วหรือยัง? ตอนนี้เขาใช้ดินสออะไรเขียน? แล้วยังเขียนเรื่องแต่งหรือบันทึกไดอารีอยู่หรือเปล่า?) หากมองในแง่ดี ฉันก็ยังคงพอจะมีความสุขอยู่บ้าง เพราะการได้พักผ่อนเป็นเรื่องที่ฉันปรารถนา แต่ครั้งนี้นานเกินไปจนฉันอยากให้เขาหยิบฉันไปเขียนอะไรสักอย่างอีกครั้ง (ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาได้รับรางวัลจากการประกวดอะไรสักอย่าง เขาจะได้มีชื่อเสียง ผู้คนยอมรับในผลงาน ไฟในการเขียนจะได้กลับมาคุโชนอีกครั้ง บางที... เขาอาจจะยังจำได้ว่ามีดินสอแท่งหนึ่งที่เขาเคยหลงใหลหลบเร้นอยู่ใต้เตียงนอนอันมืดสนิทนี้)
ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์จุดประกายวรรณกรรม นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2552
เดิมทีเรา... หมายถึงฉันกับมนุษย์ที่อ้างตัวเป็นนักเขียนคนนี้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และไม่รู้ว่าชาติที่แล้วเราเคยทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันกันมาหรืออย่างไร จึงได้มาพบกันในชาตินี้
สถานที่รักแรกพบของสองเราคือร้านขายเครื่องเขียนแห่งหนึ่ง (ไม่สิ จะว่าเป็นสถานที่รักแรกพบก็ไม่ถูกต้องนัก เพราะฉันไม่ได้พิศวาสอะไรเขา และเขาก็คงไม่ได้รักใคร่ใหลหลงในตัวฉันมากนัก ฉันคิดว่าอย่างนั้น ถ้าเพื่อนฉันที่วางทับฉันไว้ไม่หายไปเสียก่อน เขาก็อาจจะไม่เลือกฉันก็เป็นได้) ที่เขาเลือกฉันเพราะฉันเป็นดินสอกดที่ใช้วาดรูป รูปร่างและวิธีการทำงานของฉันก็ไม่ต่างไปจากดินสอกดธรรมดาหรอก เพียงแต่ไส้ของฉันจะใหญ่กว่าดินสอทั่วไป ซึ่งสามารถเหลาให้แหลมหรือทู่ได้ เขาคงคิดว่าน่าจะเท่มากหากนำมาใช้เขียนหนังสือ (ตอนนี้เขาคงรู้แล้วว่าความทรมานของการเหลาไส้ทุกสองย่อหน้าเป็นอย่างไร บางทีเวลาเขาเขียนไม่ออก เขาก็เฉไฉเหลาไส้ของฉันทั้งที่ตอนนั้นมันก็แหลมคมยิ่งกว่าเข็มอยู่แล้ว เขาชอบพูดอยู่เสมอว่า การเหลาไส้คือการลับสมองเชิงสัญลักษณ์ เขาทำเป็นพูดดีไปอย่างนั้นแหละ เวลาเขาเขียนไม่ออก เขาเหลาไส้ฉันแหลมคมจนแทบจะเจาะสมุดหนาทะลุเป็นรูได้ เขาก็เขียนไม่ออกอยู่ดี)
บนโต๊ะของเขามีหนังสือวางทับถมกันเป็นหย่อมใหญ่ เขาเป็นคนที่มีหนังสือค่อนข้างเยอะ และส่วนมากจะมีตราอะไรประทับอยู่บนปก ฉันพยายามอ่านได้ความว่าเป็นรางวัลโนเบิล รางวัลซีไรต์ และรางวัลนู้นรางวัลนี้ที่ชื่อค่อนข้างยาวจนฉันอ่านไม่ออก เวลาเพื่อนมาเยี่ยมเขาที่ห้อง ทุกคนจะทำตาโต อ้าปากหวอ ร้องอุทานว่ามีแต่หนังสือดี ๆ เขาเองก็ชอบคุยโม้โอ้อวดว่าเขาอ่านมาก อ่านมาหมดแล้ว รพินทรนาฏ ฐากูร เออร์เนส เฮมิงเวย์ จอห์น สไตน์เบค อัลแบร์ การ์มูร์ หรือไล่ไปชื่อไทยอย่าง อัศศิริ ธรรมโชติ ชาติ กอบจิตติ กนกพงษ์ สงสมพันธุ์ เดือนวาด พิมวนา วินทร์ เลียววาริณ ปราบดา หยุ่น และอื่น ๆ อีกมากมายที่ฉันสาธยายไปอีกสามวันก็ไม่หมด เขาชอบโม้ให้เพื่อนฟังอย่างนั้น (แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ฉันแอบเห็นว่าเวลาว่างของเขาหมดไปกับอย่างอื่นมากกว่าอ่านหนังสือเสียอีก ทั้งดูโทรทัศน์ ไม่ก็เปิดคอมพิวเตอร์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต ส่วนวรรณกรรมระดับโลกหรือระดับประเทศที่เขาอวดอ้างว่าอ่านแล้ว ฉันเห็นมันใหม่เอี่ยมเหมือนไม่เคยมีใครเปิดอ่าน หรือบางเล่มก็คั่นไว้ที่ครึ่งเล่มเป็นปี) บางครั้งเขาก็อ่านแล้วหยิบฉันไปขีดเส้นอะไรสักอย่างในหนังสือ และทำท่าเหมือนจะบันทึกความคิดอะไรลงไป แต่พอหมุนควงฉันไปสักสองสามรอบ เขาก็โยนฉันทิ้งบนที่นอน ก่อนจะโยนหนังสือไว้ที่หัวเตียงแล้วหลับ (ฉันคิดว่าเขาคงเก็บไปคิดต่อในความฝันกระมัง)
เขาเป็นคนชอบเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ฉันพอจะจับใจความเรื่องที่เขาเขียนได้ว่าเป็นเรื่องราวของผู้ทุกข์ยากหลากหลายมุมมอง นอกจากที่เขาจะใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะของเขาแล้ว เขายังใช้ฉันบันทึกไดอารีส่วนตัวของเขาอีกด้วย ฉันเลยพอจะรู้เรื่องของเขาบ้าง เขาเขียนไว้ว่าเขาเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวชนชั้นกลางที่อ่านหนังสือมาเยอะ (เขาเขียนว่าอย่างนั้นนะ ทั้งที่ฉันแทบจะนับเล่มที่เขาอ่านได้) เลยอยากถ่ายทอดเรื่องราวความยากไร้ ความทุกข์ ชีวิต จิตวิญญาณ ความลำบากของผู้ถูกกดขี่ให้มวลมนุษยชาติได้รับรู้ และด้วยความที่เขาเป็นนักเขียนสดใหม่ กลวิธีการเล่าเรื่องของเขาก็ต้องแตกต่างจากคนอื่น ๆ (แต่เขานั่งอยู่ในห้องแอร์เวลาเขียน ดูเขาสบายดี ฉันเลยไม่รู้ว่าเขาจะเก็บเกี่ยวความทุกข์ยากจากไหนมาถ่ายทอดในงาน ส่วนกลวิธีแหวกแนวของเขานั้น เขาบันทึกไว้ว่าขอให้แปลกประหลาดเป็นใช้ได้ ยิ่งดูเหมือนเล่าเรื่องแบบเฉลียวฉลาดกว่านักเขียนรุ่นก่อนได้ยิ่งดี ถ้าเกิดมันเข้าทีคงจะไปโดนใจบรรณาธิการสักแห่งหนึ่ง แต่ฉันว่ายิ่งทำยิ่งเลอะมากกว่า) ฉันได้รับรู้ตามที่บันทึกประจำวันของเขาสาธยายไว้ก็รู้สึกภูมิใจว่าฉันช่างมีบุญที่ได้เกิดมาเป็นดินสอของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ (และฉันคงภูมิใจอีกนานเนิ่น ถ้าเขาไม่บังเอิญบันทึกไว้ในซอกมุมของไดอารีว่า แท้ที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนไปกับมวลชนผู้ทุกข์ยากอะไรมากมายหรอก ติดจะรำคาญด้วยซ้ำหากมาทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แต่ที่เขายอมเขียนแบบนั้นก็เพราะต้องการให้วงวรรณกรรมยอมรับในตัวเขาว่าช่างมีฝีไม้ลายมือและจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมเหลือเกิน อยากมีชื่อเสียง อยากให้นักเขียนที่เขาชื่นชอบยอมรับในฝีมือ ฉันรู้แบบนี้แล้วก็อดเศร้าใจไม่ได้ แต่จะทำยังไงล่ะ ก็เขาซื้อฉันมาเป็นดินสอของเขาแล้วนี่นา)
.............................................................
หลายวันมานี้เขาดูเครียด ๆ พิกล ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเขาเครียดเรื่องอะไร เขาเอาฉันไปวงเลขบนปฏิทินไว้ แล้วเขียนว่าเป็นวันหมดเขตส่งรางวัลอะไรสักรางวัลหนึ่ง เขาเขียนไว้ในไดอารีว่ารางวัลนี้น่าจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่การเป็นนักเขียนเต็มตัว (เขาแอบบันทึกไว้ในซอกมุมหนึ่งของไดอารีอีกแล้วว่า วงการนักเขียนนั้นแจ้งเกิดกันด้วยรางวัล จะเขียนได้ดีให้ตายยังไง ถ้าไม่มีรางวัลห้อยท้ายก็อย่าหวังว่าใครจะรู้จักหรือยอมเสียเงินซื้อหนังสือ ) ดูเขามุ่งมั่นทุ่มเทกับการเขียนเรื่องส่งรางวัลนี้มาก บางวันเขาเอาฉันไปขีด ๆ เขียน ๆ เส้นระโยงระยางบนกระดาษ เขาเขียนว่า การเปิดเรื่อง การปิดเรื่อง ความขัดแย้ง แล้วลากเส้นมั่ว ๆ ไปมา เขียนอย่างนั้นไปสักสองสามแผ่นก่อนจะขยำทิ้งไปทั้งหมด สักพักเขาก็โยนฉันไว้ที่ซอกมุมหนึ่งของโต๊ะ และหลบลี้ไปอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขยับเมาส์กริ๊ก ๆ ทั้งวัน
รุ่งเช้าเขามานั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ หมุนเก้าอี้ไปมา ถอนหายใจยาวพลางเหม่อมองไปยังปฏิทิน พึมพำเบา ๆ ว่าจวนจะหมดเขตแล้ว เขาหยิบข่าววรรณกรรมที่เพิ่งปริ้นท์ออกมา คงจะเป็นข่าวที่เขาไปหามาตั้งแต่เมื่อคืน เขาพยายามกวาดสายตาไปมาขณะที่จับฉันหมุนควงจนเวียนหัว เขาขีดชื่อแปลก ๆ สองสามชื่อ ดูเหมือนเป็นชื่อของคน แล้วก็วงตรงหัวเรื่อง เป็นชื่อของการประกวดอะไรสักอย่าง (ฉันคิดว่าชื่อคนคงจะเป็นชื่อของกรรมการที่จะตัดสินรางวัลการประกวดของเขา) นอกจากนั้นยังเป็นชื่อหนังสือที่คุ้นตา "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ระหว่างที่เขาขีดก็พึมพำว่าจะอ่านทันหรือเปล่า (ฉันจำได้ว่าฉันเห็นหนังสือเล่มนี้ตั้งอยู่บนโต๊ะของเขามานานแล้ว) เขาหยิบหนังสือเล่มนั้นออกไปจากห้อง ก่อนจะหายไปประมาณสองวัน (ฉันได้แต่สงสัยว่า เขาไปทำอะไรนอกจากอ่านหนังสือหรือเปล่า)
เขากลับมาในเย็นของวันที่สองพร้อมกับหอบหนังสือมาเป็นตั้ง เขาหยิบฉันมาขีดเขียนอะไรลงในหนังสือให้วุ่นวายไปหมด ฉันเห็นหน้าปกแวบ ๆ ว่าเป็นหนังสือของกนกพงษ์ สงสมพันธุ์ ปราบดา หยุ่น กับการ์เบรียล การ์เซีย มาร์เกซ นอกจากนั้นยังมีหนังสืออธิบายศัพท์วรรณกรรมอีกด้วย เขาเอาฉันไปขีดเส้นคำว่า Magical Realism สองสามรอบ วงคำว่า Post-modern Anti-plot และวงคำอื่นอีกสองสามคำแต่ฉันจำไม่ได้ จากนั้นเขาใช้ฉันขีดคำขีดเส้นโยงใยวุ่นวายไปหมด แผ่นกระดาษสองใบแรกเขาขยำทิ้งเช่นเดิม แต่ใบที่สามซึ่งเป็นใบที่ดูยุ่งเหยิงวุ่นวายมากที่สุด เขากลับทำทีท่าพออกพอใจและออกปากชื่นชมตัวเอง จากนั้นเขาจึงหยิบกระดาษเปล่าที่มีเส้นบรรทัดมาวางตรงหน้า จับฉันมาหมุนควงจนเวียนหัวอีกครั้ง ก่อนจะหยุดควงและจ่อฉันไว้นิ่งนานตรงหน้ากระดาษ เขาขยับฉันครั้งสองครั้งเหมือนจะเขียนอะไรลงไป แต่สักพักก็หยุดเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง เขาอยู่ในกริยานี้สักครู่หนึ่งก็วางฉันไว้บนกระดาษ ผละออกจากโต๊ะเขียนหนังสือไปเปิดโทรทัศน์ดู ฉันคิดว่าเขาแค่ไปพักสมองเพียงคราวครู่ แต่เขากลับจมอยู่กับกิจกรรมอื่นทั้งวัน ฉันรออยู่นานจนถอดใจว่าเขาคงไม่กลับมาใช้ฉันเขียนอะไรแล้ว จึงแอบพักผ่อนเสียเลย (คงไม่มีใครรู้ว่าดินสออย่างฉันก็ขี้เกียจเป็นและอยากพักผ่อนบ้างเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะหลังจากถูกหมุนควงและขีดเส้นจนลายตา)
ฉันพักผ่อนไปนานเท่าไรก็จำไม่ได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ถูกเขาปลุกอย่างรีบเร่งและร้อนรนในเย็นวันหนึ่ง เขาพูดกับตัวเองว่าพรุ่งนี้ก็หมดเขตแล้ว ตอนแรกฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ต่อเมื่อเขาหยิบกระดาษยุ่งเหยิงใบนั้นมาดู ฉันจึงระลึกได้ว่าเขาคงหมายถึงการประกวดอะไรสักอย่างของเขา คืนนั้นเขาจับฉันเขียนบนกระดาษอย่างบ้าคลั่ง ธารอักษรไหลหลั่งออกมาราวกับน้ำป่าที่ซัดทลายเขื่อนในฤดูกาลฝนตกชุก ฉันพยายามจะเก็บความสิ่งที่เขาเขียนแต่ก็แทบจะอ่านไม่ทัน (อีกอย่างฉันก็มัวแต่เป็นห่วงเขา กลัวเขาจะเสียจริตไปก่อนเพราะใบหน้าของเขาดูซีดเซียว ทั้งยังชอบทำท่ากุมขมับ บางทีก็เดินไปเดินมาสีหน้าคร่ำเครียด ฉันคิดว่าท่าทีเขาดูแปลกไป ไม่เหมือนตอนที่ใช้ฉันเขียนเรื่องแต่งจิปาถะหรือบันทึกไดอารี ตอนนั้นใบหน้าเขาดูสดใส สีหน้าแช่มชื่น ดูมีความสุขดี)
เขาเขียนอักษรตัวสุดท้ายเสร็จเมื่อตอนตีสี่ ใบหน้าของเขาดูอิดโรยน่าสงสาร ดูคล้ายกับตัวละครในเรื่องแต่งของเขาที่สิ้นชีวิตลงอย่างน่าอนาถใจในตอนจบ ฉันไม่รู้ว่าเขาเองก็จะสิ้นชีวิตในตอนจบหรือเปล่าเพราะสภาพของเขาขณะเขียนตอนจบดูราวกับผีตายซาก ฉันนึกว่าเขาหมดเวรหมดกรรมกับต้นฉบับปึกนี้แล้ว แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ลากสังขารไปปักหลักตรงหน้าคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเริ่มเคาะคีย์บอร์ดเสียงก๊อก ๆ แก๊ก ๆ ฉันฟังเพลินจนเผลอพักผ่อนอย่างสบายอารมณ์
...................................................................
ฉันรู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อเขาจับฉันขยับไปยังซอกโต๊ะ ด้วยความที่เผลอพักผ่อนนานไปหน่อย ฉันจึงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไรแล้ว สิ่งที่ฉันรู้ก็คือรอบโต๊ะเขียนหนังสือดูแปลกตาไป หนังสือวรรณกรรมที่เคยกองสุม ๆ กันอยู่มุมหนึ่งของโต๊ะ ตอนนี้จรลีขึ้นไปอยู่บนตู้เสื้อผ้า ส่วนสิ่งที่มาแทนที่ก็คือกองหนังสือเรียนหลากหลายวิชา พร้อมกับดินสอกดไส้ธรรมดาใหม่เอี่ยมวางอวดโฉมอยู่บนโต๊ะหนึ่งแท่ง นั่นไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจเท่าใดนัก แต่ฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเขาหยิบฉันมาใช้น้อยลงเรื่อย ๆ จนในที่สุดฉันก็เหลือหน้าที่เพียงแค่เป็นดินสอบันทึกไดอารีของเขาเท่านั้น (ฉันมารู้ความจริงจากไดอารีเขาว่า เวลาที่เขาใช้ฉันเขียน เขาจะรู้สึกเกิดอารมณ์ศิลปิน ซึ่งนับแต่นี้อารมณ์แบบนั้นไม่จำเป็นสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว เขาใช้ดินสอกดธรรมดาสะดวกกว่ากันเยอะ แล้วเขายังบันทึกในทำนองว่า เขาควรจะเลิกฟุ้งฝันแล้วกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงเสียที ฉันไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร? และเกิดอะไรขึ้นตอนที่ฉันเผลอพักผ่อนไปนาน? แล้วการประกวดครั้งนั้นผลเป็นอย่างไร? ทำไมเขาไม่บันทึกไว้ ฉันจะได้รู้ ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันจะได้รู้ว่าต่อไปฉันจะมีชะตากรรมเช่นไร แต่ดูท่าทางเขาจะเก็บงำอะไรบางอย่างอยู่)
...................................................................
และแล้ววันหนึ่งเขาก็หยิบฉันหมุนควงไปมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แม้จะเวียนหัวบ้าง แต่ฉันก็ดีใจว่าเขากลับมาทำอะไรอย่างเดิมแล้ว ขณะที่กำลังถูกหมุนควงก็ได้แต่หวังว่าเขาจะกลับมาใช้ฉันเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยดังเดิม แต่ความรู้สึกที่กำลังเบ่งบานนี้ก็ถูกทำลายลงในพริบตาเมื่อเขาหยุดหมุนและขว้างฉันไปยังมุมห้อง ฉันรับรู้ได้ในวินาทีนั้นเองว่า เขาจะไม่ใช้ฉันในการเขียนอีกต่อไปแล้ว ฉันกระเด็นไปกระแทกขอบเตียง ก่อนจะกลิ้งหลุน ๆ ตกลงไปใต้เตียงอันมืดมิด ความรู้สึกทั้งมวลวูบดับลงฉับพลัน
ตอนนี้ฉันอยู่กับความมืดจนคุ้นชิน ไม่เคยนับเวลาว่าผ่านไปนานเท่าไรแล้ว (เพราะมันนานจนกระทั่งฉันแทบจะลืมไปว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เขาจะลืมฉันไปแล้วหรือยัง? ตอนนี้เขาใช้ดินสออะไรเขียน? แล้วยังเขียนเรื่องแต่งหรือบันทึกไดอารีอยู่หรือเปล่า?) หากมองในแง่ดี ฉันก็ยังคงพอจะมีความสุขอยู่บ้าง เพราะการได้พักผ่อนเป็นเรื่องที่ฉันปรารถนา แต่ครั้งนี้นานเกินไปจนฉันอยากให้เขาหยิบฉันไปเขียนอะไรสักอย่างอีกครั้ง (ฉันได้แต่ภาวนาให้เขาได้รับรางวัลจากการประกวดอะไรสักอย่าง เขาจะได้มีชื่อเสียง ผู้คนยอมรับในผลงาน ไฟในการเขียนจะได้กลับมาคุโชนอีกครั้ง บางที... เขาอาจจะยังจำได้ว่ามีดินสอแท่งหนึ่งที่เขาเคยหลงใหลหลบเร้นอยู่ใต้เตียงนอนอันมืดสนิทนี้)
ตีพิมพ์ครั้งแรก : คอลัมน์จุดประกายวรรณกรรม นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)