วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

กลับก่อนนะ

 

ตรงนั้น, มีแค่เธอกับเขาอยู่
ตรงนี้, เธอไม่รู้ว่ามีฉัน
รอตรงนี้หรือกลับก่อนก็เหมือนกัน
เพราะไม่ใช่คนสำคัญของเธอแล้ว

วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564

องก์ที่ 3 : องก์สุดท้ายของนาฏกรรมชีวิต

 

(1.)
หากมีคำถามว่า อะไรที่ยังผลักดันให้ผมเขียนเรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า นอกเหนือจากเรื่องเกียรติยศเงินรางวัล
คำตอบก็คือ โมเมนต์เล็ก ๆ ในช่วงประกาศผล วินาทีพลิกกระดาษเพื่อ "เปิดชื่อผู้เขียน" ก่อนจะแถลงข่าว ผมรอเวลานี้เพื่อจะทำเซอร์ไพรส์ให้กับครูผู้ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่งคือ อ.รื่นฤทัย ว่า "อ๋อ เรื่องของกอล์ฟนี่เอง" (ขอบคุณระบบปิดชื่อผู้เขียนของรางวัลพานแว่นฟ้ามา ณ ที่นี้ด้วย) ซึ่งก็จะเป็นหัวข้อเรียกเสียงหัวเราะตอนพูดคุยทักทายในงานรับรางวัลที่รัฐสภาทุกปี
นักวิจัยท่านอื่นบูชาครูด้วยงานวิจัยเรื่องใหม่ แต่ผมที่ได้รับโอกาสทำวิจัยจากครูในหัวข้อ "เรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า" กลับบูชาครูด้วย "เรื่องสั้นรางวัลพานแว่นฟ้า" เรื่องใหม่ อาจจะฟังดูผิดวัตถุประสงค์ตอนที่ขอทุนวิจัยไปสักหน่อย (ฮา) แต่ก็เป็นสิ่งที่นักวิจัยก้นกุฏิผู้ขยันเขียนเรื่องสั้นมากกว่าเขียนวิจัยพอจะใช้แทนมาลัยบูชาครูทุกปีได้บ้าง

(2.)
องก์ที่ 3 เป็นคำศัพท์ที่มักจะใช้ในละครหรือภาพยนตร์ กล่าวถึงเนื้อหาในช่วงสุดท้ายหรือบทสรุปสุดท้ายของเรื่องราวทั้งหมด หากเปรียบเรื่องสั้นในปี 62-63 (อำนาจ/พลเมืองดี) เป็นหนังไตรภาค เรื่องสั้นเรื่องนี้ก็คือภาคสุดท้าย บทสรุปของเรื่องราว "ละครการเมือง" ที่เรื่องเล่ามิอาจเปลี่ยนแปลงโลก ทว่าผู้แพ้ก็ยังคงต้องเขียนวรรณกรรมต่อไป แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงเฉพาะนาฏกรรมชีวิตของตัวผู้เขียนซึ่งยังคงหลงทางสายชีวิตและควานหาองก์ที่สามของตนเองไม่พบ

(3.)
องก์สุดท้ายในนาฏกรรมชีวิตของ อ.รื่นฤทัย ครูก็ยังคงทำงานเพื่อยังประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นตราบจนลมหายใจสุดท้าย ในงานประกาศผลรางวัลพานแว่นฟ้าปีนี้ ทุกคนในงานต่างก็เอ่ยคำอาลัย ระลึกถึงคุณงามความดีของครู ตัวผมเองก่อนการเสวนาได้กล่าวระลึกถึงครูเพียงสั้น ๆ แต่ก็ทำเอาก้อนสะอื้นมาจุกอยู่ที่คอเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า "โมเมนต์เล็ก ๆ ในช่วงประกาศผล" คงจะไม่ได้เป็นหัวข้อเรียกเสียงหัวเราะระหว่างผมกับครูอีกแล้ว แต่ก็พยายามข่มใจทำเสียงปกติ พูดเนื้อหาการเสวนาต่อไป เพราะหากครูมองมาจากสรวงสวรรค์ชั้นกวี คงอยากจะเห็นเราทำงานอย่างเต็มความสามารถเพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นมากกว่า แม้ว่าคงไม่ได้สักส่วนเสี้ยวเมื่อเทียบกับสิ่งที่ครูสร้างไว้แก่โลกใบนี้

(4.)
เรื่องสั้นพานแว่นฟ้าของผมทั้งสามเรื่องในช่วงปี 2562-2564 (อำนาจ/พลเมืองดี/องก์ที่ 3) หากจะมีประโยชน์แก่ใคร หรือแก่วงการวรรณกรรม/การวิจัยบ้าง ขอยกคุณความดีทั้งหมดแด่ อ.รื่นฤทัย ครูผู้มอบโอกาสการวิจัย เปิดมุมมองใหม่ทางวรรณกรรม และมอบ "ชีวิตใหม่" ในการกลับมาเขียนเรื่องสั้นอีกครั้ง
ด้วยความระลึกถึงครูผู้เป็นแรงบันดาลใจไม่รู้จบ

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564

การสอนเขียนออนไลน์

(1.)
ปัญหาหนึ่งที่พบในการสอนวิชาการเขียนแบบออนไลน์ก็คือ การคอมเมนต์งาน
เบามือเกินไป เด็กก็ไม่ได้อะไร
แต่ถ้าหนักมือเกินไป เด็กก็เสียกำลังใจในการเขียน (เรายังจำได้ในผลประเมินอาจารย์ปีแรก ๆ คอมเมนต์หนึ่งบอกว่า หนูเคยคิดว่าหนูเขียนหนังสือได้ จนกระทั่งเจอคอมเมนต์อาจารย์ หนูท้อจนอยากจะเลิกเขียนเลย โอ้ยตายลูก...)
ทั้งที่ย้ำเสมอว่าผมก็แค่คนคนหนึ่ง ความเห็นของผมไม่ใช่คำตัดสิน อนาคตคุณอาจเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ของโลกก็ได้ นักเขียนดัง ๆ มากมายหลายคนก็ไม่ได้เกิดมาเทพเลย แต่ขัดเกลาตัวเองผ่านคอมเมนต์ทั้งนั้น
แต่คนเสียกำลังใจไปแล้วก็นะ...
ยุคหลังเลยเบามือลง เคลือบน้ำตาลให้ทานง่ายขึ้นมาหน่อย แต่ก็มิวายมีคนใจเสียแทบทุกปี (แฮ่ ๆ)

(2.)
วิชาการเขียน เป็นวิชาบังคับของหลักสูตร แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเขียนเชิงครีเอทีฟได้ อันนี้เราก็เข้าใจ และพยายามไม่รีดเค้นจากเด็กจนเกินสมควรถ้าเห็นแววว่าเขาไม่ได้มุ่งมั่นจะเดินมาทางสายนี้ (เพราะที่จริงงานสายนี้ก็ไม่ได้มีมากมาย และหลายงานก็ไม่ได้ทำให้ร่ำรวย)
ปกติแล้วถ้าเป็นการคอมเมนต์แบบต่อหน้า เรายังพอมองเห็นสีหน้า แววตาของเด็ก ลองหย่อนระเบิดลงไปสักลูกแล้วดูปฏิกิริยา ถ้าเด็กหน้าไม่เปลี่ยนสี มุ่งมั่นจะเขียนให้ดีขึ้น ก็แจงแจงคอมเมนต์ทั้งหมดที่มองเห็น (เด็กกลุ่มนี้มักจะเขียนงานดีเป็นพื้นอยู่แล้ว) ถ้าเด็กหน้าเสีย ก็เบามือลง แตะเฉพาะจุดสำคัญ เหยาะคำชมให้กำลังใจลงไปสักหน่อย อย่าเพิ่งท้อนะตัวเธอว์ ถ้าเป็นเด็กประเภทรับได้เฉพาะคำชม ก็มอบกระเช้าของขวัญพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ ๆ ให้เลิศลอย แอบซ่อนจุดที่อยากแก้ไขด้วยคำว่า งานคุณดีมากเลย ถ้าปรับตรงนี้ได้ก็จะดีขึ้นกว่าเดิมอีก อะไรทำนองนี้
แต่พอเป็นออนไลน์ โดยเฉพาะกับเด็กกลุ่มนี้ที่ไม่เคยสอนเลย (ปกติจะได้สอนเด็กนอกหลักสูตรตัวเองตอนปี 1 บางวิชา แต่เทอมนั้นไปทำงานที่จีนพอดี) ไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ความมั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน อยากจะเรียนรู้จากเรามากน้อยเพียงใด หรือแค่อยากได้เกรดจากเรา
ไม่รู้อะไรสักอย่าง...
ก็เลยคอมเมนต์งานไปแบบกว้าง ๆ กลาง ๆ แต่ผลก็คือ เด็กก็แก้มาเท่าที่เราคอมเมนต์ไปแบบกว้าง ๆ กลาง ๆ นั่นแหละ บางการแก้ไขก็ชวนให้ "สูน" เช่นว่า สามย่อหน้านี้เนื้อความเดียวกันหมดเลยนะครับ ลองปรับให้เป็นย่อหน้าเดียวไหม การแก้กลับมาก็คือ ตีบรรทัดของทั้งสามย่อหน้าไปรวมกัน นี่ไง กลายเป็นย่อหน้าเดียว (แบบยาว ๆ) แล้ว อันนี้ไม่รู้เด็กกวงติงหรือไม่เข้าใจเรื่องย่อหน้าจริง ๆ แต่คิดว่าเป็นอย่างหลัง ก็มาเขียนอธิบายและแก้ไขกันไปตามสภาพพพพพ (ออกเสียงแบบ พส)
แก้กลับไปกลับมาสามสี่รอบ ออดอ้อนว่า หนูแก้เยอะขนาดนี้ต้องให้ A แล้วล่ะ ได้แต่หัวเราะ รับปากไม่ได้...

(3.)
วิชาฝึกฝนทักษะการเขียนแบบนี้ คงจำเป็นต้องได้พบเจอพูดคุยกันจริง ๆ ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เราให้กับเด็กได้คงลดน้อยถอยลงจนแทบไม่ได้อะไรเลย ได้แต่หวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเราคงจะได้เจอกับเด็ก ๆ ในเร็ววันนะ

วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ละครโรงใหญ่ของ "พลเมืองดี"

 

"พลเมืองดี" ไอเดียของเรื่องสั้นเรื่องนี้มาจากวันหนึ่งที่กำลัง "จนพล็อต" จะเดดไลน์แล้วเขียนอะไรส่งดีวะ ก็พอดีเหลือบไปเห็นวัตถุประสงค์การประกวดของรางวัลพานแว่นฟ้าข้อหนึ่งว่า

"เพื่อเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย"

เห็นแล้วก็นึกขำ "พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย" น่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่รัฐไทยทุกยุคทุกสมัยต้องการให้เกิดขึ้นกับประชาชนของตนเอง ไม่เช่นนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาคงไม่ลิดรอน กวาดล้าง ทำลายคนที่ "แหลม" ขึ้นมาต่อต้านโครงสร้างอำนาจอันบิดเบี้ยว ขณะเดียวกัน ใครที่ "เชื่อง" หรือเอื้อผลประโยชน์ให้แก่โครงสร้างอำนาจนั้น รัฐก็พร้อมจะเชิดชูให้เป็น "พลเมืองดี" เสมอ ไม่ว่าพฤติการณ์ส่วนตัวของคนคนนั้นจะต่ำช้าสักเพียงใด

เราจึงเห็นการถอดถอนรางวัลศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ไปจากคนที่ทำงาน "ยกระดับ" วรรณศิลป์ของประเทศมาทั้งชีวิต พร้อมกันนั้นก็เห็นข่าวการยกย่องเชิดชู "คนดี" ประเภทที่ใครเห็นก็ได้แต่ยิ้มมุมปากอย่างรังเกียจ

ลิเกโรงใหญ่ของ "โจ้" เมื่อคืน คงจะเปิดม่านภายหลังจากการ "ดีล" กันเรียบร้อยหมดแล้ว การก้าวพลาดและรีบรับความผิดเอาไว้คนเดียว น่าจะเป็นการเดินหมากที่ "ผู้ใหญ่" ในโครงสร้างอำนาจนี้พอใจไม่น้อย เพราะถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานกว่านี้ หนองเน่าของระบบตำรวจที่เละเทะอยู่ข้างในคงจะถูกสาวไส้ไหลนองเหม็นคลุ้ง จะว่าไปโจ้ก็น่าจะเป็นพลเมืองดีในสายตาของพวกเขา อีกไม่นานก็คงจัดฉากให้รับผิด ติดคุกพองาม (หรือไม่ติดเลย) สรรสร้างคุณงามความดีระหว่างรับโทษและถูกปล่อยตัวออกมาพร้อมกับการยกย่องเชิดชู (รัฐไทยถนัดอยู่แล้วเรื่องการฟอกตัวอาชญากร เพราะขนาดคนติดคุกคดียาเสพติดยังกลายเป็นรัฐมนตรีได้)

"คลิปลับ" ที่พลเมืองดีถืออยู่ ตัวละครในเรื่องของผมคงโล่งใจที่ไม่ได้เอามันออกมาสาวไส้ "คนใหญ่คนโต" เรื่องจึงจบลงด้วยดี ไม่มีใครเสียอะไรไป ส่วนตัวละครผู้ปล่อยคลิปในลิเกโรงใหญ่ของโจ้ ตอนนี้ไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรที่คลิปของเขาซึ่งเสี่ยงชีวิตเอาออกมาเปิดเผยจะกลายเป็นมวยล้มต้มคนดูจากกระบวนการยุติธรรมอันบิดเบี้ยวในสังคม

แล้ว "พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย" ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?

คำตอบคงจะเหมือนอาการของ "พลเมืองดี" ทั้งสองคนในตอนท้ายเรื่องว่า
--มันหลบตาผมเล็กน้อย ใช่ พูดแค่นี้ผมก็พอเข้าใจ ผมเองก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างกับมัน แต่ถึงผมไม่พูดมันก็คงเข้าใจ--

พวกเราแทบไม่จำเป็นต้องสื่อสารกันด้วยคำพูด แค่มองตากันด้วยแววตาสิ้นหวังก็เข้าใจ เพราะสังคมนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ตั้งคำถามไม่ได้ และป่วยการจะหาคำตอบ

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

อาลัย "นิรันศักดิ์ บุญจันทร์"

 

ข่าวร้ายในวงการวรรณกรรม มาพร้อมกับยามสายที่หม่นมัวด้วยเมฆฝนและคลุ้งควันจากการเผาศพโรคระบาด

ผมคิดว่านักเขียนหนุ่มสาวยุคของผมหลาย ๆ คนคงใจหายเมื่อได้ยินข่าวเมื่อตอนสาย ๆ ว่าพี่ตุ๋ย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ ผู้เป็นนัก "จุดประกายวรรณกรรม" คอลัมน์ที่เป็นพื้นที่ "แจ้งเกิด" ของนักเขียนหน้าใหม่ ๆ หลายคนในยุคนั้น วันนี้พี่จากไปแล้วด้วยโรคมะเร็งตับ

ผมเองก็เป็นหนึ่งในเด็กน้อยหัดเขียนที่ได้รับ "ประกายไฟ" จากพี่ตุ๋ย จำได้ว่าเรื่องสั้นเรื่องแรกที่ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์จุดประกายวรรณกรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของปลาในเชิงเปรียบเปรยกับชีวิตมนุษย์ ซึ่งหากมองกลับไปในวัยสามสิบกว่า ๆ ก็รู้สึกเขิน ๆ เหมือนกันที่ส่งเรื่องสั้นแบบ "เทิ่ง ๆ" ขาดชั้นเชิงตามประสาคนเพิ่งหัดเขียนไปให้พี่อ่าน ซึ่งหากเป็นผม ที่เดียวที่เรื่องของเด็กคนนั้นจะได้ลงคือตะกร้า หรือตอบกลับไปพร้อมคำแนะนำยาวเหยียด

จะด้วยเป็นการให้กำลังใจนักหัดเขียนหน้าใหม่ หรือเรื่องสั้นเรื่องนั้นมีอะไรบางอย่างที่สายตาฝ้าฟางของผมในวัยนี้ก็ยังมองไม่เห็น แต่เรื่องสั้นเรื่องนั้นก็ได้รับการตีพิมพ์

ผมขอยกคำพูดจากโพสต์ของพี่ท็อป อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ เลขาธิการสมาคมนักเขียนคนปัจจุบันที่บอกว่า "มันมีความหมายมากมาย เสริมสร้างกำลังใจได้เป็นอย่างดีกับการรู้ว่าผลงานเราได้รับการยอมรับจากใครสักคน"

นั่นคือสิ่งเดียวกับที่ผมรู้สึกเมื่อเห็นชื่อของตัวเองตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ครั้งแรก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรที่พี่ตุ๋ยเลือกเรื่องนั้นไปตีพิมพ์ ทว่าความพองโตของหัวใจ และประกายไฟที่ถูกจุดขึ้นมาครั้งนั้น ก็คือไฟกองเดียวกันที่ทำให้วัยหนุ่มของผมเต็มไปด้วยเรื่องสั้นมากมายที่หลั่งไหลออกมาจากปลายปากกา ได้พิมพ์บ้าง ได้รางวัลบ้าง ลงตะกร้าเงียบหายบ้างไปตามคุณภาพของผลงาน

แม้ตอนนี้ไฟการเขียนของผมจะมอดลงจนเข็นเรื่องสั้นออกมาได้แค่ปีละเรื่องก็เต็มกลืน และยังไม่ถึงขั้นที่จะเรียกตัวเองว่านักเขียนหนุ่มได้เต็มปาก แต่เมื่อมองย้อนไปก็พอใจกับวัยหนุ่มที่ได้ผ่านมันไปอย่างมีความหมายอยู่บ้าง และพูดได้เต็มปากว่าไฟฝันอันวาวโรจน์ของวัยหนุ่มมีจุดประกายวรรณกรรมเป็นประกายแสงแรก เช่นเดียวกับนักเขียนหนุ่มอีกหลาย ๆ คนที่ยังคงยืนหยัดเขียนอยู่ในวงการนี้แม้จะยากลำบากเพียงใด

ด้วยรักและอาลัยนัก "จุดประกายวรรณกรรม" พี่ตุ๋ย นิรันศักดิ์ บุญจันทร์ และขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของพี่ด้วยครับ

เขาจะรู้บ้างไหม?

 

เขารู้บ้างไหมว่าใครเกลียด
ก่อนนอนเขาเครียดบ้างไหม
ศพแล้วศพเล่าล้มลงไป
น้ำตาเขาไหลหรือไม่มี

เขาเห็นคนเท่ากันบ้างหรือเปล่า
สายตาเมื่อมองเราเห็นศักดิ์ศรี
หรือแค่ทาสสาริยำให้ย่ำยี
คิดว่าชี้นิ้วสั่งได้ดังใจ?

เขาเห็นคนตายบ้างหรือเปล่า
เขาเคยโศกเศร้าบ้างไหม
นั่นศพพ่อ, แม่, ลูก, หรือญาติใคร
หรือเขาไม่นับญาติคนชาตินี้

เขาได้ยินบ้างไหมใครก่นด่า
หรือเขาปิดหูตาคอยหลบหนี
เสียงร่ำไห้ประชาชนท้นทวี
จะเหลือที่แห่งใดให้หลบเร้น?

เขาจะรู้บ้างไหมใครสาปแช่ง
ที่เขาแกล้งทำบ้านเมืองเหมือนเรื่องเล่น
กี่หมื่นศพกี่แสนล้านความลำเค็ญ
เขาจึงจะมองเห็นเราเป็นคน

วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564

ทองแท้ไม่กลัวไฟ?


โบราณว่ากระเบื้องเฟื่องฟูลอย
คนถ่อยจะอวดหน้ามาเป็นใหญ่
น้ำเต้าน้อยถอยจมความจัญไร
เศษกระเบื้องกระสันใจอยากเป็นทอง

ยุคแห่งความทุกข์เข็ญเป็นกลียุค
ยิ่งทนทุกข์กับเศษคนยิ่งหม่นหมอง
คนพาลก็เพ้อพล่ามทำลำพอง
คนโง่ก็ขึ้นครองอำนาจทราม

อาแปะคุมหางเสือไม่รู้ท่า
ก็หันเรือเข้าป่าทำงุ่มง่าม
ลูกน้องโง่จ้วงพายไม่รู้ความ
ก็พาคนไปตายตามอยู่เต็มตา

หากท่านเป็นทองแท้ไม่กลัวไฟ
เถิดเชิญเผาตัวเองไปใครจะว่า
เมื่อทองปลอมหลุดลอกออกมา
คงเห็นแต่ใบหน้าเคลือบซีเมนต์
 

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

คารวะครู "อรสม สุทธิสาคร"


เวลาที่ผมต้องเขียนเล่าถึงประสบการณ์การเขียนของตัวเอง ผมก็มักจะเขียนถึงคุณอรสม สุทธิสาคร (หรือพี่อรสมของน้อง ๆ วงการนักเขียน) ว่าเป็นครูผู้สอนวิชาการเขียนสารคดีให้แก่ผม แต่ที่จริงแล้ว สิ่งที่พี่อรสมเคยสอนผมไม่ได้มีแค่วิชาสารคดี แต่คือวิชาที่เรียกว่า วิชาชีวิต

หากชีวิตของผมมีสิ่งที่เรียกว่าด้านดีของชีวิตอยู่บ้าง สิ่งดี ๆ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ผลิดอกออกผลมาเพราะคำสั่งสอนจากครูของผมคนนี้นี่เอง

ยิ่งตอนนี้มาประกอบสัมมาอาชีพเป็นครูบาอาจารย์ ยิ่งรู้สึกผิดในใจว่าสิ่งที่เราสอนเด็กอยู่ทุกวันนี้ เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ครูเคยถ่ายทอดให้แก่เราเมื่อยังเยาว์วัย

สิ่งที่พี่อรสมทำไม่ใช่แค่การสร้างสรรค์ผลงานสารคดีเปี่ยมคุณภาพไว้มากมาย ไม่ใช่แค่สอนวิชาสารคดีให้แก่น้อง ๆ หลายสิบรุ่น แต่คือการเป็นเสาหลักของวงการสารคดี คือร่มโพธิ์ร่มไทรที่เติบโตและหยั่งรากลึก ทำให้สังคมยอมรับสารคดีในฐานะงานศิลปะที่สำคัญอีกแขนงหนึ่ง

รางวัลศิลปินแห่งชาติ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับพี่อรสม ไม่ว่าจะเป็นฐานะของศิลปินผู้รังสรรค์ผลงานสารคดีไว้อย่างวิจิตร หรือในฐานะครูของศิลปินสารคดีอีกหลายคนที่ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการน้ำหมึกนี้

ขอแสดงความยินดีกับพี่อรสม ที่ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2563 นะครับ

ปล. ภาพแอบยิ้มแฉ่งอยู่ข้างหลังพี่วีและพี่อรสม สมัยฝากตัวเป็นศิษย์ก้นกุฏิทางการเขียน

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

ตั๋วช้าง


หากมิยอมนบนอบอำนาจช้าง
หญ้าแพรกก็แหลกร่างอย่างทาสไพร่
หากอิงแอบแทบเท้าย่อมก้าวไกล
ศักดิ์ศรีใดจะเหลือมาสู้หน้าคน

"ยอดหญ้าแยงหินแยกหยัดระชด"
คือฝันอันโป้ปดและปี้ป่น
เกียรติยศแห่งหญ้าอันแยบยล
คือเป็นทาสอุทิศตนใต้ตีนช้าง!

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

Sailing to Cyberpunk 2077

 

Once out of nature I shall never take
My bodily form from any natural thing,
But such a form as Grecian goldsmiths make
Of hammered gold and gold enamelling

สิ้นลม, แต่ข้าฯ มิสิ้นลาย
มิทอดร่างสิ้นสลายเป็นฝุ่นผง
ช่างทองกรีกจักขึ้นรูปข้าฯ ธำรง
ประกายมาศประดับองค์ค่าควรเมือง

To keep a drowsy Emperor awake;
Or set upon a golden bough to sing
To lords and ladies of Byzantium
Of what is past, or passing, or to come.

เป็นแสงรุ้งตรึงตรามหากษัตริย์
เปล่งแสงแจรงจรัสลือเลื่อง
ในหมู่ชนไบแซนไทน์อันรุ่งเรือง
หลอมอดีตนับเนื่องตราบนิรันดร์

Sailing to Byzantium (IV.) : William Butler Yeats
[Ending Poem of Cyberpunk 2077]
บทแปลไทย : วุฒินันท์ ชัยศรี

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ถอยคนละก้าวแล้วเชือดไก่

ประกาศถอยคนละก้าวแล้วเชือดไก่
แกนนำมีเท่าไรก็เชือดหมด
อำนาจยิ่งใช้กลับยิ่งลด
ยิ่งแข็งกร้าวยิ่งถอยถดเสื่อมศรัทธา

เขามิใช่ลูกหลานของท่านหรือ
เพียงประท้วงด้วยสองมืออันเดียงสา
หรือท่านจะนับญาติร่วมชาติมา
เฉพาะคนที่ปิดตาว่าท่านดี

โบราณว่าเชือดไก่ให้ลิงตื่น
ลิงจะกลัวจนยืนไม่ติดที่
แต่เชือดคน, คนยิ่งล้นท้นทวี
เพราะคนมีความเห็นใจให้แก่กัน

ขอให้ถอยคนละก้าวแล้วเชือดไก่
หวังเพียงให้ลิงกลัวจนตัวสั่น
แต่เด็กเด็กมิใช่ลิงยิ่งประจัญ
นับถอยหลังรอวันท่านสิ้นลาย

๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้งโหรงเหรง

บ่นเหมือนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรง
น้ำหนักคำเบาโหวงโขยงเขย่ง
โอ้เมฆหมอกมืดดำน่ายำเกรง
ล้วนแต่ม็อบทำตัวเองตะเบ็งไป

จะข้ามหัวรัฐสภานั้นหรือเล่า
รัฐสภาเห็นหัวเขาอยู่หรือไม่
หากปัญหาถูกแก้ตามกลไก
การเมืองหรือจะไหลลงกลางเมือง!

๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๓

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ปีศาจ (๒)

โค่นเรา, ก็ไม่จบที่รุ่นเรา
หากไม่โค่นรากเหง้าของปัญหา
โค่นเรา, ก็จะมีรุ่นใหม่มา
กี่ล้านการเข่นฆ่าก็ไม่ตาย

โค่นใครก็ไม่จบที่รุ่นนี้
โค่นคนเพียงคนที่จะสูญหาย
แต่เมล็ดพันธุ์อุดมการณ์หว่านกระจาย
เติบโตตามความชั่วร้ายที่คุณทำ

หากตายสิบย่อมเกิดแสนความแค้นโกรธ
หวังว่าเราจะยกโทษหรือ, น่าขำ!
เมื่อคุณเริ่มสงครามสาริยำ
ก็แล้วแต่ผลกรรมจะนำพา

ไม่มีวันจบลงที่รุ่นใคร
ยิ่งโค่นล้มเท่าไรยิ่งแกร่งกล้า
เราคือปีศาจ* แห่งกาลเวลา
ซึ่งคุณปลุกชีพมาฆ่าคุณเอง

๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๓
-------------
*"ท่านไม่สามารถจะยับยั้งความเปลี่ยนแปลงแห่งกาลเวลาได้ดอก เมื่อวันเวลาล่วงไป ของเก่าทั้งหลายก็นับวันจะเข้าไปอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์ยิ่งขึ้น...ผมเป็น 'ปีศาจ' ที่กาลเวลาได้สร้างขึ้นมาหลอกหลอนคนที่อยู่ในโลกเก่า ความคิดเก่า ทำให้เกิดความละเมอหวาดกลัว และไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องปลอบใจท่านเหล่านี้ได้ เท่ากับไม่มีอะไรหยุดยั้งความรุดหน้าของกาลเวลาที่จะสร้าง 'ปีศาจ' เหล่านี้ให้มากขึ้นทุกที"
(ปีศาจ : เสนีย์ เสาวพงศ์)

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ปีศาจ (๑)

 

เรามีแต่ร่มกันฝน
มีก็แต่เดนคนที่ต้องฝ่า
ไม่ต้องยิงหรอกน้ำ, แก๊สน้ำตา
เมื่อคุณฆ่ามนุษยธรรมประจำใจ

เรามีแค่มือสองมือ
แต่คุณถืออำนาจบาตรใหญ่
วันนี้คุณพร้อมยอมลั่นไก
แสกหน้าคนไทยไม่รู้ร้อน

เรารู้ว่าคุณกลัวปีศาจ
อำนาจที่แท้จริงจะหลอกหลอน
คุณกลัวว่าวันหนึ่งเมื่อตื่นนอน
คุณจะถูกถอดถอนอำนาจทราม

จากนี้ไม่มีใครที่ไม่รู้
ไม่มีใครจะทนอยู่ให้คุณหยาม
ประกายไฟนิดน้อยจะลุกลาม
เป็นเปลวเพลิงสงครามที่คุณกลัว

๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๓

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

แว่วข่าวคราวว่าข้าวแข็ง / พัชรพร ศุภผล

"แว่วข่าวคราวว่าข้าวแข็ง" ของพัชรพร ศุภผล เรื่องนี้น่าจะขึ้นแท่นเรื่องสั้นพานแว่นฟ้าที่ชอบที่สุดของปี 2563 นี้เลย (แต่ยังอ่านไม่หมดนะ 55)

พลิกมาอ่านเรื่องนี้เป็นลำดับแรก ๆ เพราะจำชื่อน้องได้ (ปีก่อนน้องได้รับรางวัลจากเรื่อง "เสรีสิบสี่เส้นบรรทัด" ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ชวนว้าวเหมือนกันเมื่อเทียบกับอายุคนเขียน ตอนนั้นน้องยังใส่ชุดนักศึกษามารับรางวัลอยู่เลย) เพื่อดูว่าพัฒนาการในปีนี้เป็นอย่างไร แล้วก็ไม่ผิดหวัง

พัชรพรเลือกใช้ตัวละครชนชั้นกลางเป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่อง ซึ่งเป็นชนชั้นที่พร้อมจะเป็นผู้กระทำและกลายเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลา ซ้อนเรื่องเล่าของ "ลุงข้าวแข็ง" ลุงหัวดื้อในโลกโซเชียลที่ทำให้ตัวละครหลักค่อย ๆ ได้ทบทวนสิทธิพลเมืองของตัวเองทีละนิด ก่อนจะตบท้ายเรื่องด้วยการใช้นิทานเปรียบเทียบ (Allegory) เรื่องสั้น ๆ ซ้อนเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง แต่ส่งผลสั่นสะเทือนเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ ที่สำคัญคือเป็นเรื่องที่ใช้ฉาก "โรคระบาดครั้งใหญ่" เป็นตัวขับเคลื่อนปมปัญหาในเรื่องด้วย นับว่า "สายตาจับปรากฏการณ์ทางสังคม" ของนักเขียนคนนี้ไม่ตกสมัยและไม่ธรรมดาเลย

เด็ก ๆ ที่เรียนในชั้นเรียนถามอยู่เสมอว่า จะเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมให้ "เป็นเรื่องเป็นราว" ได้อย่างไร ผมก็จนใจในคำตอบ ไอ้เรื่องภาษาสละสลวย พล็อตซับซ้อน กลวิธีเล่าเรื่องเท่ ๆ ทั้งหมดไม่สำคัญเท่าการพยายามใคร่ครวญปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม แล้วใช้สายตา "capture" ภาพพวกนั้นมาปะติดปะต่อกัน แบบที่กนกพงศ์เคยบอกว่า "โครงเรื่องสำหรับงานวรรณกรรมไม่ได้วางไว้ทั้งแท่งให้เราเดินไปพบ ทว่ามันคล้ายภาพซึ่งใครแกล้งฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วขว้างให้กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ ปล่อยให้นักเขียนค้นหาแต่ละชิ้นส่วนเพื่อมาประกอบขึ้นเป็นภาพที่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง" ซึ่งเรื่องแบบนี้เอาเข้าจริง ๆ ก็ไม่มีวิธีสอนที่ตายตัว เพราะ "สายตาจับปรากฏการณ์ทางสังคม" ของนักเขียนแต่ละคน แต่ละยุคก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งไปสอนเค้ามากเดี๋ยวเด็กจะยิ่งรู้ว่าเรามันเหลาเหย่ตกสมัยไปแล้ว 55

แต่สำหรับนักเขียนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่จับเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นท่ามกลางโรคระบาดครั้งใหญ่ เรื่องไซเบอร์บูลลี่ของพลเมืองออนไลน์เลเวลหนึ่ง และนิทานเปรียบเทียบมาเล่าซ้อนกันสามชั้น เราจะต้องการอะไรจากนักเขียนรุ่นใหม่มากไปกว่านี้อีกเล่า!

ถึงแม้ว่าในทัศนะของผม ถ้าพูดถึงความเข้มข้นทางวรรณกรรม เท่าที่อ่านในเล่มถึงตอนนี้ก็คงต้องยกให้ "เส้นแบ่ง" ของวัฒน์เป็นอันดับหนึ่ง แต่มือระดับเคยชนะเลิศพานแว่นฟ้าและว่าที่ซีไรต์ผมไม่ชมมากเพราะคงมีคนชมเยอะอยู่แล้ว 55 แต่ถ้าพูดถึงความสดใหม่น่าติดตามก็ขอยกป้ายไฟเชียร์น้องพัชรพรไว้ก่อนเลย ขอให้เข้ารอบพานแว่นฟ้าทุกปีนะจ๊ะ จะรออ่านเสมอ
 

วันพุธที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2563

วันเกิดของคนสำคัญที่สุดในหัวใจ

บังเอิญที่วันรับรางวัลสำคัญในชีวิต เป็นวันเกิดของคนสำคัญที่สุดในหัวใจ

รางวัล คำชื่นชม และสิ่งดี ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ขอมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้พี่เค้กนะครับ แทนคำขอบคุณทุกสิ่งที่แสนดีที่มอบให้กอล์ฟเสมอนับตั้งแต่ได้เจอกัน เหมือนเพลงพี่ป้างท่อนนึงที่ร้องว่า "ตั้งแต่วันฉันพบเธอ ก็เจอแต่สิ่งดีงาม"

สุขสันต์วันเกิดนะครับ

คนดี ความดี และพลเมืองดีในโลกวรรณกรรม

เรื่องสั้นชื่อ "พลเมืองดี" ปรากฏในบรรณพิภพของไทยอย่างน้อยก็ 3 เรื่อง เรื่องแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2490 คือเรื่อง "พลเมืองดี" ของดอกไม้สด กล่าวถึงพลเมืองดีที่ไปยุ่งไม่เข้าเรื่องกับการตกลงกันระหว่างเจ้าของวัวกับโจรเรียกค่าไถ่วัว ในปี 2514 ลาว คำหอม ได้เขียนถึงลุงชาวไร่ผู้เป็น "พลเมืองดี" ซึ่งจำใจต้องเลี้ยงดูปูเสื่อเจ้าหน้าที่รัฐ และแทบจะกราบกรานให้เขาทำตามหน้าที่ของตนเสียที ต่อมาในปี 2522 อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้เขียนถึงขอทานที่ตัดสินใจเป็น "พลเมืองดี" ช่วยจับโจรกระชากสร้อย แต่โจรคนนั้นกลับเป็นลูกชายของแม่ค้าข้าวแกงซึ่งแบ่งข้าวแดงแกงร้อนแก่ขอทานเสมอ

คนดี ความดี และพลเมืองดี สามคำที่ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในโลกของวรรณกรรมกลับแยกขาดจากกันอย่างน่ากังขา สะท้อนให้เห็นความบิดเบี้ยวบางประการในสังคม นอกจากนี้ ตัวละครในนามของ "พลเมืองดี" มักจะอยู่ในรูปของคำถาม มิใช่คำตอบ

ผ่านมาสี่สิบปี ข้าพเจ้าได้เขียนเรื่องสั้นชื่อเดียวกันขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้เกิดคำถาม ทว่าเป็นการเสนอคำตอบให้แก่ผู้อ่านว่าการเป็นพลเมืองดีในทัศนะของข้าพเจ้าควรจะเป็นอย่างไร

ข้าพเจ้าขอยกบางถ้อยคำในเรื่องสั้นของข้าพเจ้ามาให้ท่านฟังดังนี้

"เราเป็นฟันเฟืองของสังคมก็จริง แต่ฟันเฟืองกระจ้อยร่อยอย่างเรา ๆ ควรสำเหนียกว่าหากไปขัดแข้งขัดขาฟันเฟืองใหญ่ให้ติดขัด นอกจากตัวเราเองจะพังพินาศแล้ว ฟันเฟืองกระจิ๋วหลิวที่อยู่ข้างล่างเราก็คงเละเทะไม่เป็นท่า

"สังคมของเราก็แบบนี้ 'พลเมืองดี' อย่างพวกเราแม้จะเห็นบางสิ่งที่ผุพัง แต่ควรรู้ว่าอะไรที่ถอดรื้อทิ้งได้ อะไรที่ควรปล่อยไว้อย่างนั้นเพื่อให้ชีวิตของเรายังปกติสุข"

ฟังดูแล้ว "พลเมืองดี" ในเรื่องเล่าของข้าพเจ้าช่างเป็นคนน่าสงสาร ต้องทุกข์ทนอยู่ในสังคมแสนโหดร้ายและน่าเวทนา แต่ก็น่ายินดีว่า ทั้งหมดเป็นแค่สังคมในจินตนาการของข้าพเจ้าเท่านั้น มิใช่สังคมที่เราอาศัยอยู่ในตอนนี้-สังคมที่พวกเรารู้แจ้งแก่ใจดีว่ายึดถือความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะรวยหรือจน มีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด เมื่อทำความผิดภายใต้กฎหมายเดียวกันก็ต้องรับโทษเหมือนกันอย่างเท่าเทียม

นักเขียนท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า Artists use lies to tell the truth, while politicians use them to cover the truth up. ข้าพเจ้าหวังว่า เรื่องเล่าของข้าพเจ้าในโลกที่สมมติขึ้น จะเป็นเพียงเรื่องโกหก ไม่มีความจริงซุกซ่อนอยู่แม้แต่บรรทัดเดียว

เพราะหากคำโกหกของข้าพเจ้าเกิดขึ้นจริงในสังคมใดสังคมหนึ่งแม้เพียงส่วนเสี้ยว สังคมนั้นนับว่าเป็นสังคมที่น่าเศร้าและสิ้นหวังเหลือเกิน

(คำกล่าวว่าด้วยแรงบันดาลใจของเรื่องสั้น "พลเมืองดี" รางวัลรองชนะเลิศพานแว่นฟ้า 2563)

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

บ้านอีกหลังหนึ่งที่อบอุ่นเสมอ

 

กี่ปีกี่วันที่ผันผ่าน ที่นี่ยังคงเป็น "บ้าน" อีกหลังหนึ่งที่อบอุ่นเสมอ

ขอบคุณพี่น้ำ อ.วรุณญา อัจฉริยบดีนะครับที่ให้เกียรติเชิญมาเป็นวิทยากรร่วมเสวนา "เรื่องสั้นในบริบทสังคมไทย" ไม่รู้ว่าเด็กจะได้อะไรจากการบรรยายครั้งนี้บ้าง ได้นำไปใช้ในการเรียนที่สวนสุนันทาและในมหาวิทยาลัยชีวิตกี่มากน้อย แต่สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือการต้อนรับอย่างอบอุ่น และได้เห็นแววตากระหายความรู้ของเด็ก ๆ ตลอดการพูดคุยกัน สิ่งเหล่านี้คือน้ำทิพย์ชโลมใจที่ทำให้เรายังอยากทำวิชาชีพนี้ต่อไปครับ

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ผู้คนในโลกภาพฝัน / อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์

 

นักเขียนเรื่องสั้นไซไฟของไทย หายากกว่ายาก ออกรวมเล่มสักเล่มก็แสนเข็ญ แต่อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ เป็นนักเขียนไทยหนึ่งในไม่กี่คนที่มีรวมเรื่องสั้นไซไฟเป็นเล่มที่สอง และเกือบทุกเรื่องในทั้งสองเล่มผ่านการตีพิมพ์ในนิตยสารมาแล้วทั้งสิ้น น่าจะเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของผลงานได้เป็นอย่างดี

เมื่อพูดถึงเรื่องสั้นไซไฟ (Science Fiction หรือ Sci-Fi) หลายคนมักจะนึกภาพว่าจะต้องเป็นเรื่องสั้นที่มีองค์ประกอบสำคัญในเรื่องคือเทคโนโลยีล้ำหน้าเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังทอดเท้าอย่างอ้อยอิ่ง แนวคิดสำคัญของไซไฟหลายเรื่องก็ดูจะเป็นเช่นนั้น เราเคยตื่นเต้นกับ "Le Voyage dans la Lune“ (1902) ก่อนที่มนุษย์จะฝากรอยเท้าบนดวงจันทร์ได้จริงในอีก 67 ปีต่อมา เราตื่นเต้นกับเรื่องเล่าที่เขียนถึงการเดินทางข้ามเวลา จักรวาลคู่ขนาน และเทคโนโลยีล้ำยุค จนกระทั่งเรื่องราวเหล่านั้นเริ่มไล่กวดเรามาเรื่อย ๆ และความจริงในปัจจุบันนั้นล้ำหน้าเกินกว่าที่จินตนาการจากไซไฟจะไปถึงเสียอีก

"อนาคด" (2555) งานยุคแรกของอดิศรก็มีกลิ่นอายเช่นนั้น หลายเรื่องกล่าวถึงความล้ำยุคของเทคโนโลยีในจินตนาการ เช่น การเดินทางข้ามดวงดาวที่สะดวกสบายเหมือนนั่งรถไฟฟ้า (สัมภาษณ์งานบริษัทข้ามดาว, 2555) การตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้มนุษย์เข้าใกล้คำว่าสมบูรณ์แบบ (มนุษย์ตกรุ่น, 2553) ระบบ "ชีวิตสบาย" ซึ่งในยุคของเรารู้จักในชื่อ Big Data Analytics ในอีกหลายปีหลังจากเรื่องนี้ตีพิมพ์ (ชีวิตสบาย, 2555)

เมื่อมองมาที่ "ผู้คนในโลกภาพฝัน" (2562) ซึ่งเรื่องสั้นทุกเรื่องกล่าวถึงเทคโนโลยีเพียงสิ่งเดียวคือ "กล่องภาพฝัน" กล่องเล็ก ๆ ขนาดเท่าโทรศัพท์มือถือที่สามารถบันดาลภาพฝันได้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา สำหรับคนที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) กล่องภาพฝันอาจจะไม่ได้เหนือล้ำเกินจินตนาการเท่าใดนัก

แต่กล่องภาพฝันดังกล่าวกลับบันดาลเรื่องราวไม่ซ้ำรสได้มากถึง 13 เรื่อง!

การกลับมาของเรื่องสั้นไซไฟเล่มที่สองของอดิศร คล้ายจะบอกผู้อ่านถึงความสำคัญอีกประการหนึ่งของเรื่องสั้นไซไฟว่า มิใช่เป็นเพียงการเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องสั้นไซไฟที่ดีจะต้องพาผู้อ่านกลับเข้าไปสำรวจจิตใจของมนุษย์ ความบิดเบี้ยว กิเลสตัณหา ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและเทคโนโลยีที่รายล้อมพวกเขาอยู่

เทคโนโลยีทำให้มนุษย์ดีขึ้นหรือไม่? หรือไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร พวกเขาก็ยังคงเดินหลงทางไม่สิ้นสุด เมื่อมีโอกาสก็กัดกินกันเองไม่แตกต่างจากสมัยเริ่มต้นอารยธรรม? กลับเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เปิดเปลือยสันดานดิบที่แท้จริงของมนุษย์?

รวมเรื่องสั้นชุดนี้ซึ่งมีแกนกลางอยู่ที่ "กล่องภาพฝัน" นำพาผู้อ่านไปพบกับโลกทั้ง 13 ใบของแต่ละตัวละคร มีทั้งปัญหาความหมกมุ่น ปวดร้าว ลวงหลอก ที่กล่องภาพฝันก็ไม่อาจเยียวยา (คนบ้า, ภาพฝันค้าง, ดวลกำปั้น) เรื่องราวระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะยุคสมัยใด (อธิษฐานแล้วรวย, เรื่องเล่าข้างถนน, ภาพผู้นำ) หรือแม้แต่เรื่องสืบสวนสอบสวนที่ชวนให้ลุ้นระทึกจนถึงหน้าสุดท้าย (สืบความจริง)

เรื่องที่ผมชอบที่สุดสองเรื่อง น่าแปลกที่เป็นเรื่องซึ่งไม่ต้องใช้เทคโนโลยีกล่องภาพฝันในเรื่องเลย นั่นคือ "น้ำตารูปปั้น" (2557) เรื่องราวปาฏิหาริย์ที่รูปปั้นหลั่งน้ำตาได้โดยไม่ต้องใช้กล่องภาพฝัน และ "เรื่องเล่าข้างถนน" (2557) นักปลุกระดมต่อต้านอำนาจรัฐซึ่งมีที่มาอย่างคาดไม่ถึง แต่นักปลุกระดมก็ได้ทิ้งบางสิ่งซึ่งสำคัญมากพอจะเปลี่ยนแปลงอนาคต ทั้งสองเรื่องต่างก็เป็นเรื่องที่ทำให้เรากลับมาทบทวนความจริงของกล่องภาพฝันว่า แท้จริงแล้วเป็นกล่องภาพฝันหรืออะไรกันแน่ที่บันดาลให้ใจเราบิดเบี้ยวและหลงงมงายไปกับภาพตรงหน้า

อาจจะเหมือนกับที่ผู้กองพยัคฆ์กล่าวไว้ในเรื่อง "สืบความจริง" ว่า "การจะเห็นความจริงใช่ว่าต้องมองโดยปราศจากภาพฝันรบกวนเสมอไป จ่าเห็นความจริงได้ถ้าจ่าอยากเห็น..."

แต่มนุษย์ก็เป็นเช่นนี้เสมอมา เราไม่เคยต้องการมองเห็นความจริง เราเพียงอยากเห็นสิ่งที่เราอยากเห็น ไม่ว่าจะมีกล่องภาพฝันหรือไม่

"ผู้คนในโลกภาพฝัน" จึงเป็นรวมเรื่องสั้นไซไฟลำดับสองของอดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ที่ใช้การ "ถอยหลัง" เพื่อ "ก้าวกระโดด" ให้เห็นพัฒนาการของนักเขียนไซไฟของไทย โดยการกลับมาใช้เทคโนโลยีที่จับต้องได้เพื่อเข้ามาสำรวจแง่มุมต่าง ๆ ของจิตใจมนุษย์ให้ลึกลงไปอีกขั้น กาลเวลา 7 ปี ที่ทิ้งระยะจาก "อนาคด" เรื่องสั้นไซไฟเล่มแรก นับว่าไม่สูญเปล่าเลย

สิงหาคม 2563

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2563

คือนกน้อยนอกกรงเถื่อน

นกน้อยในกรงขัง
ย่อมระวังว่าเสรี
คือโรคอันเกิดมี
แก่ปีกซึ่งใฝ่ถึงฝัน*

เด็กน้อยมิใช่นก
ซึ่งเกิดในกรงอาธรรม์
กรงใดจะกางกั้น
เมื่อปีกกล้าท้าเวหน

หากฟ้ายังเลือกนก
ปีกเสรีฤๅยอมทน
หากคนเท่ากับคน
เขามาโค่นผู้ใดหรือ?

เกินกาลจะขังนก
ให้นบน้อมในกำมือ
แสนปีกจะบินฮือ
สู่ขอบฟ้ามหานที

นกน้อยนอกกรงเถื่อน
ย่อมเตือนตนว่าเสรี
คือสิทธิ์สถิตที่
ปีกแห่งฝันนิรันดร

๑๖ สิงหาคม ๒๕๖๓

*จากคำกล่าวว่า "Birds born in a cage think flying is an illness." ของ Alejandro Jodorowsky